Wednesday, August 16, 2006

จุดหมายของชีวิต (2)

...

ประเด็นเรื่องจุดหมายของชีวิตจากบล้อกที่แล้วยังไม่จบนะครับ ขอเขียนต่ออีกหน่อยเถอะ คืออยากจะเขียนถึงคุณแฟนสักหน่อย เธอไม่ใช่มนุษย์เพศหญิงที่ดีเด่นอะไรมาจากไหนหรอก ไม่ใช่นักปราชญ์ และก็ไม่ใช่นกเพนกวินจักรพรรดิ์ แต่กิจวัตรที่เธอทำประจำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ผมฉุกคิดถึงเรื่องจุดหมายของชีวิตขึ้นมาได้

เธอเป็นคนต่างจังหวัด ที่เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ ปัจจุบันก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเราๆ นี่แหละ ในช่วงหลายเดือนก่อน เธอขับรถไปกลับกรุงเทพฯ-เพชรบุรี ในทุกวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อไปเยี่ยมยายที่กำลังป่วยกระเสาะกระแสะ ติดต่อกันมานานเป็นปี หลังจากที่คุณตาเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอบอกว่ายายเสียใจและคิดถึงคุณตามาก ร่างกายเลยอ่อนแอ ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เธอขับรถออกจากกรุงเทพฯ ตอนช่วงสายๆ ของวันเสาร์ ซื้อยาและอุปกรณ์ดูแลคนแก่ จำพวกผ้าอ้อม อาหารเสริม เอาไปให้ที่บ้าน พอถึงตอนค่ำๆ ของวันอาทิตย์ ก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะได้มาทำงานในวันจันทร์ เป็นอย่างนี้วนเวียนติดต่อกันนานหลายเดือน ผมเชื่อว่าเธอรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าไม่มีทางรักษายายให้หาย ให้ยายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม เพราะยายแก่มากแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเธอมีจุดหมาย ว่าจะต้องดูแลยาย เพื่อให้ยายจากโลกนี้ไปอย่างสบายที่สุด แค่นั้นเอง

ผมเลยคิดว่าเธอเป็นเหมือนนกเพนกวินจักรพรรดิ์ ในหนังสารคดีเรื่อง March of the Penguins ที่ต้องเดินทางไกล ไปๆ กลับๆ วนเวียนแบบนี้รอบแล้วรอบเล่า ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนอื่น ถ้าเป็นผมนะ ผมจะขับรถไปเพชรบุรีเพื่อเที่ยวทะเล หรือไปซื้อเสื้อผ้าที่เอ้าต์เล็ต หรือไปซื้อขนมหม้อแกง เพราะผมเป็นคนประเภทที่ทำอะไรเพื่อตัวเองตลอดเวลา จะเรียกว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ คือจุดหมายของชีวิตผมยังคงคับแคบ อยู่กับการแสวงหาความสุขถมใส่ตัวเอง แต่เธอขยายจุดหมายของชีวิตให้กว้างใหญ่ขึ้น ออกไปโอบคลุมคนอื่น ทำให้เธอขับรถระยะทางไกลๆ ไปกลับได้ทุกอาทิตย์ติดต่อกันหลายเดือน ในขณะที่ผมเอง ถ้าให้ผมขับรถไปเที่ยวเพชรบุรี ผมว่าคงขับไปได้สัก 2 อาทิตย์ติดกันก็เบื่อแล้ว เพราะจุดหมายของตัวเองมันเล็กน้อย จิ๊บจ๊อย และบรรลุได้ง่ายแสนง่าย จนนำไปสู่ความน่าเบื่อหน่าย

และนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเริ่มมีความรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไร้สาระ ไร้แก่นสารเสียเหลือเกิน เกิดมาทำไม วนเวียนอยู่กับการหาของกินอร่อยๆ ไปเที่ยวสนุกๆ หาเงิน ใช้เงิน ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า

จนถึงวันที่ยายของเธอเสีย เธอโทรมาหาผมตั้งแต่เช้าตรู่ น้ำเสียงสั่นๆ ว่ายายเสียแล้ว ต้องรีบกลับไปบ้านเพชรบุรี ช่วยมาขับรถให้หน่อยได้ไหม เพราะเธอร้องไห้มาทั้งคืน ตอนนี้ไม่มีแรงขับรถ บังเอิญจริงๆ เลย พอดีเป๊ะ เย็นวันนั้นผมมีนัดกับรุ่นน้องที่ออฟฟิศ ว่าจะไปดูคอนเสิร์ตวง Dream Theatre มาเล่นเมืองไทย ที่อิมแพคอะรีน่า เมืองทองธานี ทำไมถึงได้มาตรงวันกันพอดีเลยเนี่ยะ ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะทำอย่างไร? คุณว่า Dream Theatre จะกลับมาเล่นเมืองไทยอีกครั้งเมื่อไร?

ผมขับรถไปส่งเธอที่เพชรบุรี เธอน้ำตาคลอๆ ตลอดทาง ผมนึกสงสัยในใจ ว่าในเมื่อจุดหมายในการส่งยายให้จากไปอย่างสบายที่สุด ได้บรรลุเสร็จสิ้นแล้ว เธอจะมีจุดหมายอะไรต่อไปในชีวิต ผมสงสัยว่าถ้าเธอไม่ต้องขับรถไปเยี่ยมยายที่เพชรบุรีทุกอาทิตย์ เธอจะเปลี่ยนจุดหมายของชีวิต มาเป็นเหมือนกับคนอื่นๆ ทำกันในทุกวันนี้หรือเปล่า คือการขับรถวนเวียนอยู่ในที่จอดรถสยามพารากอนหรือสวนจตุจักร คนเราจะสามารถทนความเย้ายวนของลัทธิสุขนิยม ปัจเจกชนนิยม และบริโภคนิยม ไปได้นานแค่ไหน เราจะขยายจุดหมายของชีวิต ให้แผ่กว้างออกไปโอบคลุมคนอื่นๆ ได้มากแค่ไหน

วันนั้นผมอยู่เพชรบุรีจนถึงสามทุ่มกว่า แล้วก็ไปขึ้นรถทัวร์เพื่อกลับกรุงเทพคนเดียว ผมโทรไปหาน้องที่ออฟฟิศที่ไปดูคอนเสิร์ต Dream Theatre เสียงเขาตะโกนเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ โห! เล่นดีมากเลยพี่ เสียดายพี่ไม่ได้มาด้วย นี่ผมเลยเอาน้องฝึกงานมาดูแทนพี่แล้ว

ความรู้สึกของผมในตอนนั้น มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ มันไม่ใช่ความเสียดาย ที่ไม่ได้ดูคอนเสิร์ต และมันไม่ใช่ความโล่งใจ ที่ทำเสร็จสิ้นขับรถภาระกิจ รอดพ้นจากการโดนเตำหนิ ว่าเห็นแก่ตัวเหลือเกิน ไม่ยอมช่วยเหลือคนอื่นเลย และมันก็ไม่ใช่ความสุขใจ ที่ได้ทำอะไรเพื่อคุณแฟน

แต่มันเหมือนความสว่างแว้บ! เมื่อเราได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้เข้าใจอะไรที่ไม่เคยสนใจคิดคำนึงถึงมันมาก่อน ได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆ เรื่องปรัชญาเกี่ยวกับจุดหมายของชีวิต

ผมไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนในวิชาปรัชญาเมื่อสมัยเด็กๆ ซึ่งถ้าคุณเป็นนักปรัชญาที่ชาญฉลาด จนรู้แล้วว่าคนเราเกิดมาทำไม จุดหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร คุณอาจจะไม่สนใจอ่านเรื่องแบบนี้แล้ว เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหม่ ก็ต้องขอโทษด้วย ที่ผมยังคงเขียนถึงเรื่องนี้ซ้ำๆ เพราะผมยังตื่นเต้นกับมันอยู่จริงๆ นะ

...

3 comments:

bbr said...

ผมคิดถึงหนังเรื่อง Forrest Gump ขึ้นมาจากประโยคที่คุณเขียน

ตอนหนึ่งที่ผมจำได้แม่น ฟอร์เรส ถามตัวเองเมื่อได้ใช้ชีวิตมาจนถึงวัยกลางคน เป็นฉากที่คุณแม่เขาเสีย เขาต้องกลับมาบ้านมาจัดการเรื่องงานศพ ใกล้ๆ กันนั้นผู้หมวดแดน ขาพิการ เพื่อนที่ร่วมรบมาด้วยกันในสงครามเวียดนามก็มาเยี่ยมกัมฟ์ถึงบ้าน พร้อมกับแฟนสาว (น่าจะเป็นชาวญี่ปุ่น)

เวลานั้น เหมือนมีสายลมมาประทะที่หน้าของกัมฟ์ เขาเชื่อมโยงสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไลเลี่ยกันด้วยประโยคที่บอกว่า

“ผมไม่รู้ว่าแม่หรือผู้หมวดแดน พูดถูกดี ว่าชีวิตต้องลิขิตไหม หรือว่าแค่ปล่อยให้มันล่องลอยไปแต่ละวัน
แต่ผมว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ ผมว่ามันน่าจะเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน”

ประโยคนี้ติดค้างในความคิดของผมมาหลายปี ว่าเราจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี มันเป็นสิ่งที่เหมือนมากำหนดจุดหมายชีวิตของผมโดยปริยาย ผมใจง่ายดีที่ยอมให้หนังอเมริกันเรื่องหนึ่งเป็นอะไรที่ส่งผมถึงชีวิตขนาดนี้

วันนี้ผมก็ยังไม่รู้จุดหมายที่แท้จริง แต่ก่อนใกล้ๆ กันก่อนน่านี้ ผมได้อ่านประวัติของอาจารย์ ศิลป์ พีระศรี
มีอยู่วรรคหนึ่งในหนังสือบอกว่า

“ที่โลกอยู่มาได้ถึงวันนี้ เพราะมีคนให้มากกว่าคนรับ”

ผมชอบประโยคนี้อีกแล้ว ถึงแม้ที่ผ่านมา ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะให้ใครเท่าไหร่ แต่ผมก็คิดว่าในสิ่งแวดล้อมที่ผมได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตร่วม ผมจะเริ่มให้บ้าง หลังจากได้รับมาตลอด พอผมเริ่มคิดแค่นี้ผมกลับมีความคิดว่า
วันพรุ่งนี้ผมจะเอาดีวีดีเรื่องที่ชอบไปให้พี่ที่ทำงานดู ไรท์ซีดีเพลงที่มีความหมายไปฝากพวกเขา ซื้อขนมไปฝากพี่ๆในที่ทำงาน หรือออกค่าแท็กซี่มากกว่าที่เคย

ถึงแม้ผมจะให้คนอื่นด้วยความเห็นแก่ตัวว่า ทำแล้วผมจะมีความสุข แต่ก็เป็นความสุขที่ไม่ได้ทำร้ายใคร

ตัดภาพกลับมาที่ฟอร์เรสกัมฟ์

ตอนท้ายๆ เรื่อง เขาไปยืนส่งลูกไปโรงเรียนที่ม้านั่งริมทางถ้าจำไม่ผิดเขาก้มผูกเชือกรองเท้าให้ลูก มองเด็กผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาอาทร ผมชอบความรู้สึกอย่างนั้นครับ

บางทีนั่นอาจเป็นคำตอบก็ได้ว่าเราอยู่เพื่อใคร และทำไมเราจึงอยู่มาถึงวันนี้

theheartisslowtolearn said...

ผมดีใจและยินดีกับการค้นพบจุดหมายของคุณ

เป็นสิ่งที่ดีที่จะมีการให้กับมากขึ้นบนโลกที่เราต่างพยายามเติมเต็มตัวกูของกูอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือการมองหาจุดหมายใหม่ในฝูงนกเพนกวินของคุณ

การคิดถึงส่วนรวมเป็นข้อเรียกร้องของคนที่ยืนอยู่ตั้งแต่ขวาสุดจนถึงซ้ายสุดของอุดมการณ์ (แม้กระทั่งเสรีนิยม) แต่สิ่งที่น่าถกเถียงและตั้งคำถามมากกว่านั้นคือ อะไรคือความหมายของคำว่าส่วนรวม ส่วนรวมของคุณหมายรวมถึงใครบ้าง เราจะให้และเสียสละอะไรบ้างเพื่อความสุขของส่วนรวม ผลประโยชน์ของเราเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวมหรือไม่ สิ่งที่เราต้องการให้กับส่วนรวมเป็นสิ่งที่ส่วนรวมเห็นชอบด้วยหรือไม่ รวมถึงใครที่เรา"ควร" ให้

คำถามต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุนปัจเจกชนนิยมสุดขั้ว เห็นด้วยกับห้างสรรพสินค้าเธอราปี้ เพื่อบำบัดอาการเสพติดอาการถ้าไม่บริโภคจะอยู่ไม่ได้ในโลกทุนนิยม หรือไม่เห็นด้วยกับการให้ และการขยายตัวตนไปยังส่วนรวม เพียงแต่อย่างตั้งคำถามกับอุดมการณ์ของการให้ว่าบางครั้งความสวยงามที่เคลือบอยู่ของการให้ที่นำเสนออยู่ในหนังแสนดีบางเรื่อง ก็สอดแทรกอุดมการณ์ที่แสนจะขวาและแสนจะซ้าย แสนจะเหยียดผิว แสนจะชนชั้นนิยม แสนจะความสัมพันธ์ต่างเพศเป็นใหญ่ (Heterosexism) แสนจะผู้ชายเป็นใหญ่

การเพริดฝันไปตามอุดมการณ์ของการให้มันง่าย แต่ระหว่างที่คุณนอนฝันอยู่ บางครั้งคุณต้องรู้ด้วยว่ามันละเลยความจริงอะไรไปบ้าง ความฝันเหล่านั้นมันเกิดจากการละเลยความฝันของคนอื่นไปบ้างหรือเปล่า

Cattown said...

คุณดูหนังคนเดียว,

ถ้าคุณเลือกจะไปคอนเสิร์ต Dream Theatre แทนขับรถไปส่งคุณแฟนล่ะก็ คุณเป็นมนุษย์ที่แย่มาก

สิ่งที่ฉันอยากเสนอคือ ทำไมเราต้องจำกัดตัวเองอยู่กับความว่า "จุดหมาย" ของชีวิต หรือคิดเป็นสูตรง่ายๆ ว่าการดูแลยายคือคำตอบของชีวิต หรือการไปดูหนังฟังเพลงกินเหล้าก็เป็นคำตอบของชีวิต ฯลฯ

ชีวิตเรามีความหมายทุกวินาที เราเจออะไรรอบกาย เราก็สามารถทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันมีคุณค่าได้เสมอ

ถ้าใจเราพร้อมจะทำ

คุณลุกให้คนแก่นั่งบนรถเมล์หรือยัง?