Thursday, August 03, 2006

The Winner-Take-All Society

...

ไอทีวีเอารายการอุบาทว์อย่าง Fear Factor มาฉายอีกแล้วครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนเก่าที่เคยฉายมาแล้ว เอามาฉายซ้ำ หรือว่าเป็นตอนใหม่ล่าสุด แต่ยิ่งดูรายการนี้แล้วผมยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ ผมว่ารายการนี้สะท้อนให้เห็น โครงสร้างสังคมทุนนิยมและชีวิตของมนุษย์เงินเดือนอย่างผมเอง และเพื่อนๆ ทุกคนในออฟฟิศ ได้อย่างถึงกึ๋นเลยทีเดียว คือมีผู้เข้าแข่งขัน 5 คน ยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกมาซึ่งเงินห้าหมื่นดอลล่าร์ ที่น่าขยะแขยงที่สุดก็ตอนที่เขากินอะไรแหวะๆ ทั้งหลาย อย่างพวกแมลงสาบ แมงมุม ปลาเน่า นมบูด สมองแพะ สารพัดสารเพ และที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าเมนูทุเรศพวกนั้น ก็คือพฤติกรรมของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ที่คอยพูดจานินทาด่าทอส่อเสียดเยาะเย้ยคู่แข่งขัน และพวกเขาพูดมันออกมาโดยรู้ว่าจะออกอากาศทางทีวีด้วย และที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าพฤติกรรมของผู้เข้าแข่งขัน ก็คือไอ้ตัวพิธีกรนั่นแหละ ที่คอยเยาะเย้ยผู้เข้าแข่งขัน และคอยพูดแบบประมาณว่า เอาเงินห้าหมื่นดอลล่าร์มาล่อ กินเข้าไปเลยครับ ชิ้นสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่กิน เพื่อนคุณต้องหัวเราะเยาะคุณแน่นอน กินเข้าไปเลยครับ เพื่อเงินห้าหมื่นดอลล่าร์จะได้เป็นของคุณคนเดียว รายการพวกนี้มันน่าหงุดหงิดสำหรับผม เพราะคนที่จะได้รับเงินรางวัลทั้งหมด คือคนชนะเลิศเพียงคนเดียว มันชอบฉายภาพคนแพ้ตกรอบ แบบเดินคอตกกลับบ้าน แล้วพึมพำว่าผมทำดีที่สุดแล้ว ขอโทษเพื่อนๆ ที่รอให้กำลังใจผมอยู่ทางบ้าน ผมหงุดหงิดเพราะสงสัยว่า ทำไมพวกผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 คนนั้น มันไม่ยอมเตี๊ยมกันไว้ก่อน ว่าทุกคนจะเอาเงินรางวัลห้าหมื่นดอลล่าร์นั้นมาแบ่งเท่าๆ กัน เวลาที่จะไปแข่งขันกันในแต่ละรอบ ก็ยอมออมมือให้กัน อย่างถ้าไอ้เปรตพิธีกรมันให้แข่งกันนอนในบ่องู ใครนอนได้นานสุดชนะ แบบนี้เราก็เตี๊ยมกันสิ คือพอไปนอนปุ๊บ ร้องกรี๊ดๆ รีบกระโดดขึ้นมาเลย ยอมทำเรื่องบ้าๆ แบบนั้นเพียงแค่ 2-3 วินาทีก็พอ แพ้ก็แพ้ ตกรอบก็ตกรอบ เพราะเราทุกคนได้เงินรางวัลเท่ากันหมดไง แต่ถ้าใครนอนได้นานกว่านั้น อาจจะ 5 วินาที ก็ช่วยเสียสละเพื่อเพื่อนคนอื่นหน่อย และก็ให้เขาเข้ารอบไป หรือถ้าไอ้เปรตพิธีกรนั่นมันให้แข่งกินอะไรทุเรศๆ แบบแมลงสาปมาดากัสก้า ผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็กัดปลายขาแมลงสาปไปนิดนึง แล้วก็ยอมแพ้ซะ ตกรอบก็ตกรอบ เราได้เงินเท่ากันหมดอยู่แล้ว ขอให้มีคนเสียสละคนนึง กัดปลายขาแมลงสาปเข้าไปให้ลึกอีกสัก 2 มิลลิเมตร แล้วก็เข้ารอบไป พอจบเกมส์ ทุกคนก็ได้เงินมาฟรีๆ โดยแทบไม่ต้องทำอะไรบ้าๆ เหล่านั้นเลย สรุปก็คือ ผมแนะนำให้เราทุกคน ไม่ต้องมาต่อสู้กันเอง แต่เราควรจะหันกลับไปต่อสู้กับระบบ หรือต่อสู้กับอำนาจที่มันกำลังกดหัวเราอยู่ โอเคว่าถ้าพูดถึงเรื่องระบบหรือโครงสร้าง มันดูใหญ่และดูเหมือนกับว่า มันก็ต้องดำเนินไปแบบนี้ และมันก็มีข้อดีและข้อเสียในตัว จะไปล้มล้างระบบหรือโครงสร้างอาจจะยากและไม่เป็นประโยชน์นัก โอเคครับ โอเค เก็บมันไว้ก่อน แต่สำหรับไอ้ผู้มีอำนาจที่มันกดหัวเราอยู่หน่ะ มันมาเป็นตัวๆ เป็นคนเลยเนี่ยะ เราต่อสู้กับมันได้ครับ อย่างไอ้เปรตพิธีกรที่มันคอยด่าทอถากถางผู้แข่งขัน เยาะเย้ยเวลาเรากินแมลงสาปแล้วจะอ้วก และไล่เราเหมือนหมูเหมือนหมา เวลาที่เราแข่งแพ้ต้องกลับบ้านเนี่ยะ เรารวมหัวกันด่ามันได้ครับ นี่คุณ พูดกับผมดีๆ หน่อยสิ ผมเป็นคนนะ ไม่ใช่หมูไม่ใช่หมา คุณไม่มีสิทธิจะมาด่าว่าผมแล้วถ่ายทอดออกทีวีแบบนี้ แทนที่พวกผู้เข้าแข่งขันจะยอมก้มหัวให้มัน แทนที่จะมาด่าทอ หรือเยาะเย้ยถากถางกันเอง เราก็ไปจัดการกับมัน เอาความกล้าที่จะกินแมลงสาปมาดากัสก้า มาจัดการไอ้เปรตนี่แทนดีกว่าครับ แล้วขั้นต่อไป สิ่งที่อยู่เหนือกว่าไอ้พิธีกรเปรตคนนี้ คือเจ้าของรายการ เจ้าของเงินรางวัล เจ้าของเงินทุนค่าเช่าสถานี และจัดโปรดักชั่นทั้งหมด เราโกงมันได้ครับ อย่าปล่อยให้มันเอาเงินห้าหมื่นดอลล่าร์ มาหลอกล่อให้เรายอมลดความเป็นมนุษย์ของเราลงไป เราก็มารวมตัวกัน ฮั้วกัน เตี๊ยมกัน อย่างที่ผมว่าไว้ตั้งแต่แรกนั่นแหละ แบบนี้มันจะทำไรเราได้ มันคงทนจัดรายการอุบาทว์นี่ไปได้อีกสัก 5-6 ตอน ถ้ามันเจอแต่ผู้เข้าแข่งขันที่คิดได้ และฉลาดอย่างเรา รายการมันก็จะเจ๊งไป เพราะไม่มีคนดู เราก็สบายสิครับ ได้เงินมาหารกันไป แล้วใครอยากทำอะไรก็ไปทำต่อ เอาเงินที่ได้มา และเอาเรี่ยวแรงที่เหลือเยอะแยะ ไปทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ต่อโลก ต่อสังคม ได้ประโยชน์มากมายกว่านี้ครับ มากกว่าจะมากัดแมลงสาปยักษ์ จนไส้ทะลักพุ่งออกมาอุบาทว์ตาเหลือเกิน ที่บอกว่าไอ้รายการทีวีนี้ มันเหมือนกับโครงสร้างสังคมทุนนิยมและชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็คือเราต่างก็กำลังถูกทุนนิยมกดหัว ให้ยอมทำอะไรที่ไม่อยากทำ โดยแลกกับเงินเดือนประจำน้อยนิด ตื่นแต่เช้า โหนรถเมล์ฝ่ารถติด มาตอกบัตรที่ออฟฟิศไม่เคยทัน นั่งทำงานไปได้สักพัก ก็โดนเจ้านายเรียกไปตำหนิ ด้วยความหวาดกลัวรนรานและยังโง่เขลาอยู่ ก็เลยรีบโบ้ยความผิดไปให้เพื่อนร่วมงานแผนกอื่น ไอ้โน่นมันเลว ไอ้นี่มันเห็นแก่ตัว ไอ้นั่นมันส่งงานช้า ผมเลยทำงานเสร็จไม่ทันที่เจ้านายสั่งไว้ครับ คือเรากำลังแก่งแย่งกันเอง และกำลังด่าทอกันเอง เหมือนกับผู้เข้าแข่งขันรายการนี้ทำกันอยู่ พอตกเย็นงานเสร็จ แต่ก็ยังกลับบ้านไม่ได้ เพราะตอนเช้ามาตอกบัตรเลยเวลา ก็ต้องอยู่เย็นเพื่อเป็นการชดใช้ ชีวิตนี้เหมือนกับต้องทนติดคุก ทั้งที่เราควรมีอิสระอย่างเต็มที่ พอสิ้นเดือน ได้เงินเดือนน้อยนิดส่งเข้าบัญชีมา แค่ส่งค่าผ่อนทีวี ผ่อนคอมพิวเตอร์พีซี ก็เหลืออยู่ไม่กี่พัน เลยต้องทนนั่งรถเมล์กันต่อไป แล้วก็ต้องมาทำงานสาย แล้วก็ทำงานไม่ทัน แล้วก็หันไปด่าเพื่อนร่วมงาน วนแบบนี้เป็นวัฏจักร แล้วเงินก้อนใหญ่ในระบบโครงสร้างนี้ มันหายไปไหนน่ะเหรอครับ เงินที่เปรียบเหมือนกับเงินรางวัลห้าหมื่นดอลล่าร์นั่น มันหายไปไหน? มันก็ไปอยู่กับคนชนะเลิศไง คนที่ชนะเลิศมีเพียงหนึ่งเดียว ในระบบแบบนี้ คนๆ นั้นก็คือคนอย่างสรยุทธ์ คนอย่างพี่เบิร์ด คนอย่างมูราคามิ คนอย่างบิลล์ เกตส์ และคนอย่างนายกทักษิณ คนที่ทำงานนิดเดียว แต่ได้เงินไปเยอะแยะหน่ะครับ คนที่มาถ่ายแฟชั่นสองชั่วโมง ได้เงินไปห้าหมื่นบาท มากกว่าที่เราทำงานทั้งเดือนถึงสามเท่า หรือคนที่พิมพ์อะไรส่งมากระจิ๊ดเดียว ได้ค่าต้นฉบับไปห้าพัน มากเกือบเท่ากับเงินเดือนเด็กปริญญาตรี ตอนที่เริ่มสตาร์ททำงานหน่ะ เงินทั้งหมดไปกองอยู่กับคนเหล่านี้ โดยที่เรายังโง่งม ทนนอนจมอยู่ในบ่องู และทนกัดกินแมลงสาปมาดากัสการ์อยู่ พอทุกข์เหลือเกิน เครียดเหลือเกิน ก็มานั่งทะเลาะกันเอง ด่ากันเอง น่าเศร้าครับ บ่นมาถึงขนาดนี้ ใครมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ ใครจะมาร่วมฮั้วกับผม เพื่อไปจัดการไอ้พิธีกรเปรตนั่น แล้วเราจะได้เอาเงินรางวัลมาแบ่งเท่าๆ กันซะที

...

6 comments:

bbr said...

อ่านเรื่องของคุณ Woody แล้ว ผมก็นึกถึงตัวเองครับ
จากประสบการณ์ในรอบเดือนสองเดือนที่ผ่านมา

ผมไปรับทำงานชิ้นหนึ่ง ได้ค่าจ้างในราคาหลักพัน แต่คนที่อยู่ยอดบนสุดเขารับงานนี้มาด้วยราคาหลักแสน
ก่อนหน้านั้นผมไปทำงานมาชิ้นหนึ่งในราคาหลักหมื่น แต่คนที่อยู่บนยอดบนสุดเขารับงานชิ้นนั้นมาด้วยราคาหลักล้าน

ผมทำงานสองชิ้นด้วยความตั้งใจเท่ากันๆ เคารพเดดไลน์ นอนดึก นอนสว่าง ข้าวปลาไม่กิน กดรับโทรศัพท์ที่ปลายทางเร่งวันเร่งคืนให้เสร็จด้วยความกดดัน ตัดขาดจากเรื่องรอบๆ ตัวมุ่งทำงานและงานให้เสร็จ

จนเมื่องานชิ้นนั้นแล้วเสร็จ, อีกหลายวันต่อมาจึงได้รับค่าเรื่องในเงินหลักหมื่นและหลักพัน มาคิดๆ ดูกับสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่เผาผลาญไปกับงานทั้งสองชิ้น มันไม่คุ้นกันเลยกับสิ่งที่เป็นค่าตอบแทน
(หรือผมทุ่มเทกับมันมากไปเองจะมาบ่น-ทำไม)

แต่พอเราไปเจอหน้าคนที่ว่าจ้างเรา เราก็ไม่ได้แสดงออกอะไร ครับ ครับ
ไม่รู้เหมือนกันว่ามี Fear factor อะไรอยู่ตรงนั้น ผมจึงได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเอง ไม่ได้บอกคนที่เป็นสาเหตุ


เช่นกันกรณีที่เกิดขึ้นกับผมยังเล็กน้อยนัก, ถ้าเปรียบเทียบกับคนทำถนนที่อยู่กลางแดดตลอดทั้งวัน หรือคนที่ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อเร่งก่อสร้างห้างสยามพารากอนให้แล้วเสร็จ ที่ผมได้ไปคุยด้วยเมื่อปีกลาย
พวกเขาทำงานหนักยิ่งกว่าหลายสิบเท่านัก เพื่อแลกกับเงินไม่กี่พันไม่กี่หมื่นบาท แต่คนที่อยู่บนปลายยอดได้รับค่าตอบแทนเป็นหนักพันล้าน หลักหมื่นล้านบาท


คิดเรื่องพวกนี้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจครับ

....

Anonymous said...

คนที่ทำรายการนี้ เป็นพวกจิตมีปัญหา คนที่เอารายการนี้เข้ามาก็เป็นพวกเดียวกันคือจิตมีปัญหา เพราะมันไม่สร้างสรรอันใดแก่ชีวิต จิตใจ และสติปัญญาเราไง แต่เนื่องจากพวกนี้มีความคิดเสมือนพวกอัจฉริยะ รู้ว่าสันดาลของคนทั่วๆไปมีความโลภ และอยากรู้อยากเห็นเรื่องแบบนี้ หรือทำนองนี้ พี่ว่าเขาประสบความสำเร็จยอดเยี่ยมนะ เพราะดันมีคนเอามาถ่ายทอดให้ดู มันแย่มาก เพราะมันไม่สร้างสรร ดูแล้วมีแต่ความเครียด เกลียดชัง โกรธ โมโห เกิดโทสะ ซึ่งเป็นอกุศล (ไม่ฉลาด) แทนที่ดูแล้วจะมีจิตใจที่ดอ่อนโยน เยื่อใย มีเมตตาให้กัน แล้วอย่างนี้เราจะไปพูดทำไมว่าโลกมีแต่คนไม่ดี เดือดร้อน เพราะไม่มีใครทำ ดีแต่ดูว่าใครทำ

Anonymous said...

อืมม..เจ้าของรายการคงเป็นพวกจิตไม่ปกติจริงๆ แต่พวกที่เข้ามาแข่งขันน่าจะจิตกว่านะ พวกที่เข้ามาร่วมแข่งขัน คงเป็นพวกขี้เกียจทำงานเอาม๊ากกๆ คิดว่ามาแข่งแล้วถ้าชนะก็คงได้เงินไปใช้สบายๆ ไม่ต้องมาเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็คือเราต่างก็กำลังถูกทุนนิยมกดหัว ให้ยอมทำอะไรที่ไม่อยากทำ โดยแลกกับเงินเดือนประจำน้อยนิด ตื่นแต่เช้า โหนรถเมล์ฝ่ารถติด มาตอกบัตรที่ออฟฟิศไม่เคยทัน นั่งทำงานไปได้สักพัก ก็โดนเจ้านายเรียกไปตำหนิ ด้วยความหวาดกลัวรนรานและยังโง่เขลาอยู่....

เฮ่อ...คิดไปแล้วเศร้าอย่าไปคิดดีกว่านะ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์กินของขยะแขยงเพื่อเงิน...ยังไงก็อย่าเป็นคนเลวก็แล้วกันนะ

เข้ากันไหมเนี่ย...หุหุหุ

narukung said...

ก็เหลืออยู่ไม่กี่พัน เลยต้องทนนั่งรถเมล์กันต่อไป แล้วก็ต้องมาทำงานสาย แล้วก็ทำงานไม่ทัน ...
ไม่ต้องมีคำบรรยายมากกว่านี้ครับ แค่นี้ก็ตรงแล้ว :[

Ake said...

ไม่เคยดู อิอิ

Cattown said...

ฟังจากน้ำเสียงของเรื่องที่คุณเขียนแล้วเหมือนกับว่าคุณกำลังเซ็งสุดขีดกับชีวิตเลยนะ

ฉันไม่เคยคิดดูรายการจำพวกนี้ เพราะมันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่างี่เง่า คนที่คิดไปแข่งก็งี่เง่าตั้งแต่แรกแล้ว ยอมให้เขาไปสับโขก (ที่ยอมไปก็เพราะเงินรางวัลใช่ไหมล่ะ) หากใครจะเถียงว่าก็ได้สาระในอีกแง่มุมหนึ่ง ฉันขอไปหาสาระจากสิ่งอื่นดีกว่า

ฉันว่าใครจะได้เป็นคนชนะ ไม่ได้เป็นเรื่องของ 'ฝีมือ'อย่างเดียวจริงๆหรอก

คนที่ไม่ชนะได้อย่างเขา ทำได้อย่างเดียวคือทำใจ

เฮ้อ