Thursday, August 03, 2006

การผลิตซ้ำ

...

เมื่อคืนเขียนบล้อกเรื่องเกม Fear Factor ไป ยังไม่ทันพ้นวันดี ก็นึกๆ ว่ามันมีเรื่องที่ยังค้างคาใจหลงเหลืออยู่อีกนิด คือผมตั้งข้อสังเกตว่า รายการทีวีในบ้านเรา กำลังหันมาใช้แนวทางเดียวกับ Fear Factor มากขึ้นเรื่อยๆ ขอย้อนให้ฟังแบบคร่าวๆ อีกครั้ง เผื่อใครไม่ได้อ่านบล้อกที่แล้ว หรืออ่านแล้วลืมๆ ไป คือ 1. การที่ให้เงินรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศไปเพียงคนเดียว ผู้แข่งขันคนอื่นที่ตกรอบไปจะไม่ได้อะไรเลย (เบื้องหลังรายการนี่ไม่รู้นะครับ ว่าเขาให้ค่าพาหนะอะไรหรือเปล่า แต่ที่พูดนี่คือภาพที่เขาแสดงออกในรายการ ว่าคนตกรอบจะเดินคอตกออกไป) โดยพิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการ จะไม่ปลอบใจหรือกล่าวขอบคุณยืดเยื้อ จะแสดงท่าทีเย็นชาใส่ แล้วบอกว่าเชิญคุณกลับไปได้ และ 2. การที่ปล่อยให้มีการแข่งขันแก่งแย่งกันอย่างดุเดือด และให้ผู้เข้าแข่งขันแสดงท่าทีปฏิปักษ์ต่อกันอย่างรุนแรง และพิธีกรก็จะคอยพูดและถามเพื่อยุแหย่ให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในเกมโชว์ทางทีวีของไทยในสมัยก่อนมันไม่เป็นแบบนี้นะครับ อย่างรายการดังๆ พวกมาตามนัด พลิกล็อค นาทีทอง เสาร์สโมสร อาทิตย์ยิ้ม (เคยดูรายการนี้กันไหมครับ ดำรง พุฒตาล เป็นพิธีกร แจกของรางวัลกันกระจายทั้งรายการ ฉายตอนวันอาทิตย์ประมาณเที่ยงๆ หลังจากจบรายการการ์ตูนเด็ก ผมดูประจำเลยตอนนั้น) ฯลฯ ผู้แข่งขันที่แพ้หรือตกรอบ จะได้ของรางวัลติดมือกลับไป เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกของรอบที่เขาไปถึง และพิธีกรจะกล่าวขอบคุณ กล่าวปลอบใจ บอกว่าจะเชิญมาใหม่ในคราวหน้า อีกประการหนึ่ง ผู้เข้าแข่งขันด้วยกัน ก็จะไม่แสดงท่าทีปฏิปักษ์ต่อกันอย่างรุนแรง ไม่มีการนินทาหรือเหยียดหยามกันแบบซึ่งๆ หน้า ผมว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะความเกรงอกเกรงใจ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของสังคมไทย แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเราสบายๆ ชิวๆ ไม่แก่งแย่งชิงดีกันจนน่าขนลุกขนชัน เหมือนกับในรายการทีวีทุกวันนี้ เท่าที่สังเกต กระแสมันน่าจะเริ่มมาจากรายการ กำจัดจุดอ่อน ที่มีคนซื้อลิขสิทธิ์มาทำเวอร์ชั่นไทย ตอนเข้ามามีแต่คนด่า และก็ด่ากันประเด็นนี้แหละ ว่ามันก้าวร้าวรุนแรงเกินไป รายการนี้จัดไปได้ไม่นานก็เริ่มฝืด และดูก็รู้ว่ามันเฟกแบบสุดๆ ทั้งพิธีกร ทั้งคนเข้าแข่งขัน จนคนดูเบื่อ แล้วก็เลิกกันไป แนวทางรายการแบบนี้มาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อกระแสรายการเรียลิตี้โชว์มาแรง จำพวกที่ให้ผู้เข้าแข่งขันมานั่งนินทากันออกอากาศ หรือด่ากันซึ่งๆ หน้า แล้วโหวตคะแนนเสียงไล่กัน ประเด็นสำคัญของรายการแบบนี้ นอกจากมันจะกดหัวผู้เข้ารายการไว้ด้วยกฎกติกาและเงินรางวัลมากมายแล้ว มันยังปล่อยให้ผู้เข้าแข่งขัน โยนความผิด ใส่ร้าย นินทา หรือพุ่งเป้าหมายไปทำลายกันและกันเอง ผู้จัดรายการพวกนี้มักจะบอกว่า มันเป็นแค่รายการทีวี ดูเพื่อความบันเทิง และไม่ส่งผลหรือมีอิทธิพลอะไรต่อสังคมนักหรอก ผมว่าตอนนี้มันส่งผลแล้วหล่ะ ในแง่ที่มันได้ก็อปปี้ตัวเอง และแพร่กระจายออกไปจนทั่ววงการทีวี จนกลายเป็นความเคยชินและความคาดหวังของคนดูทีวีไทยแล้ว ว่าเราจะได้ดูอะไรแบบนี้ทางทีวี แม้กระทั่งรายการอัจฉริยะข้ามคืน ที่แข่งขันทดลองวิทยาศาสตร์ ยังต้องเอาแนวทางแบบนี้ไปใช้ คนชนะเลิศได้เงินล้านไปคนเดียว และได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะข้ามคืน แล้วคนอื่นหล่ะ คนโง่เหรอ? ภาพคนตกรอบเดินกลับไปนี่มันเฟกสุดๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์ทำกันออกมาได้ ตอนนี้ผมกำลังรอดูการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ ของช่อง 3 เห็นโฆษณาออกมาเมื่อ 1-2 วันก่อน ว่าการประกวดปีนี้ จะเป็นไปแบบเรียลิตี้โชว์ มีครูฝึกมาด่านางงามให้ดูกันออกอากาศ และมีการถามความเห็นที่นางงามแต่ละคนมีต่อกันและกัน ถ้ารายการนี้ดุเดือดแบบในโฆษณาจริงๆ นะ ผมว่ามันคงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการประกวดนางงามไทยเลยหล่ะ สมัยก่อนมีแต่พล่ามกันถึงเรื่องมิตรภาพในกองประกวด หรือนางงามจิตใจดีรักเด็ก อะไรแบบนี้ เดี๋ยวคงได้เห็นนางมารกันในปีนี้แหละ รายการพวกนี้มักจะอ้างถึงความเป็นจริงของมนุษย์ อ้างว่าจะตีแผ่ด้านเลวร้ายออกมาให้เห็น เพื่อจะได้เรียนรู้และไม่เอาเป็นแบบอย่าง ผมก็สงสัยว่า ไอ้พวกผู้เข้าแข่งขันทุกคน ที่มันรู้ตัวอยู่ตลอด ว่ามีกล้องและไมโครโฟนจับมันอยู่ตลอดเวลา มันจะทำตัวให้ใกล้กับความจริงได้แค่ไหนกันเชียว ผมว่ามันก็คือการแสดง และก็แสดงกันไปตามบท ว่ามนุษย์นี่เลวร้ายแค่ไหน ถ้าเราได้ดูอะไรแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมว่าอีกไม่นาน แนวทางนี้ก็คงจะก็อปปี้ตัวเอง และแพร่กระจายออกมานอกวงการทีวี มันจะออกมาสู่สังคม และกลายเป็นความเคยชินของพวกเรา ผมไม่ได้บอกว่ารายการเกมโชว์ในอดีตนั้นดีงามเหลือเกินนะครับ ผมรู้ว่ามันก็คือรายการโฆษณา ที่รับใช้ทุนนิยมและบริโภคนิยมนั่นแหละ เพียงแต่มันฉายภาพสังคมที่สะอาด และจรรโลงใจคนดูมากกว่านี้ และตอนนี้มันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว อย่างช้าๆ มันค่อยๆ ก็อปปี้ตัวเอง แล้วแพร่กระจายออกมา โดยที่เราอาจจะไม่ได้สังเกต และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่าเป็นห่วงกว่าในอดีต

...

1 comment:

grappa said...

เวลาเห็นประเด็นที่เจ้าของบล็อกเขียน
ก็อยากอ๊าน อยากอ่าน
แต่ไม่โดยส่วนตัวไม่ค่อยมีความอดทนกับตัวหนังสือที่ติดกันพรืดๆ ( หมายถึงไม่มีย่อหน้า )

เหมือนคนเขียน ไม่ค่อยแคร์ ว่าคนอ่าน จะคิดอย่างไร
แต่กรูจะเขียนอย่างนี้ล่ะ จะอ่านไม่อ่านก็แล้วแต่

เวลาเห็นตัวหนังสือไม่มีย่อหน้า แล้วจะคิดว่า นี่คนเขียน จะไม่ให้คนอ่านมีช่วงเวลาถอนหายใจ ระหว่างบรรทัดบ้างหรือไร