Sunday, August 27, 2006

ชะลอ

...

ปกติแล้วผมเป็นคนเดินเร็วมาก พวกน้องที่ออฟฟิศเวลาไปไหนมาไหนด้วย เมื่อเห็นผมเดินจ้ำๆ พรวดๆ มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว โดยไม่สนใจอะไรรอบข้างเลย พวกเขามักจะทักว่านี่พี่กำลังเดินตามควายเหรอ ผมไม่รู้ตัวหรอกว่านิสัยเดินเร็วนี่มีที่มาจากไหน แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เวลาไปไหนมาไหนในระยะทางกลางๆ ที่คนอื่นอาจจะนั่งรถเมล์ไปหรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมมักจะเลือกวิธีเดินเอาเองดีกว่า เร็วกว่าด้วยถ้ารถกำลังติด อย่างเช่นซอยบ้านที่ลึกประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ถ้าเป็นตอนเช้า ผมก็เดินประจำ หรือระยะทางระหว่างป้ายรถเมล์ศรีย่านกับออฟฟิศ ห่างกันน่าจะเกิน 1 กิโลเมตร ผมก็เดินทุกวันเช่นกัน ลัดเลาะทะลุตลาดศรีย่าน ข้ามถนน เดินเลียบฟุตบาธไปเรื่อยๆ ถ้าเดินได้เร็วพอ เพียงแค่ประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงออฟฟิศแล้ว

สิ่งที่รบกวนการเดินของผมทุกๆ เช้า คือบรรดาอุปสรรคนานัปการที่อยู่บนฟุตบาธ ไม่ว่าจะเป็นร้านแผงลอยที่ตั้งล้ำเส้นเหลืองของกทม. ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เอามาจอดกันบนฟุตบาธ และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือพวกคนเดินฟุตบาธคนอื่นๆ ที่มักจะเดินทอดน่องสบายใจ เหมือนพวกเขาไม่มีธุระอะไร ไม่ต้องรีบไปไหน และไม่มีเซ้นส์ของการมองว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าเลย มีบางคนเดินไป ชะลอไป แวะดูแผงลอยร้านโน้นร้านนี้ แค่แวะดูไม่พอ ยังยืนเกะกะทางเดินเกินเหตุ ผมต้องเดินเบี่ยงตัวหลบซ้ายหลบขวาเหมือนจา พนม ตลอดทาง เพื่อจะรักษาระดับความเร็วในการเดินให้คงที่ จริงๆ แล้วผมเองก็ไม่มีธุระอะไรรีบร้อนหรอก เข้าออฟฟิศสายหน่อยก็ได้ ไม่เป็นไร เพราะไม่ต้องตอกบัตร ผมแค่รู้สึกว่า ทำไมคนเราจึงไม่ยอมเดินไปให้ถึงจุดหมายของเราทุกคน ให้เร็วๆ หน่อย แล้วจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นที่มันเป็นประโยชน์ มากกว่าการมาเดินทอดน่อง ชะลอๆ ดูแผงลอยโน่นนี่ เสียเวลา ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นิสัยและความคิดแบบนี้มันติดตัวผมอย่างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไปเดินซื้อของในห้าง ผมมักจะคิดไว้แล้ว ว่าจะซื้ออะไร ตรงร้านไหน แล้วก็เดินจ้ำๆ พรวดๆ ไปให้ถึงร้านเลย แล้วก็ใช้เวลาไปกับการเลือก การลอง และต่อรองในร้าน แทนที่จะเดินเอื่อยเฉื่อย ทอดน่อง ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะไปถึงจุดหมาย

อย่างเมื่อตอนเย็นเมื่อกี้นี้เอง ผมเพิ่งไปสยามมา กะว่าจะไปหาซื้อแผ่นวีซีดีหรือดีวีดี ผมลงรถไฟฟ้าสถานีสยาม แล้วก็เดินจ้ำๆ ไปหาซื้อที่มาบุญครอง ระหว่างทางก็เจอแต่อุปสรรคบนฟุตบาธตลอดทางอีกแล้ว พวกเด็กวัยรุ่นเดินทอดน่องโชว์ทรวดทรงองค์เอว รถยนต์ก็จอดกันระเกะระกะจนแทบไม่มีทางให้เดิน ผมสงสัยมากเลย ว่าในย่านกลางเมือง ศูนย์กลางธุรกิจและการค้าของเมืองฟ้าอมรแบบนี้ แทนที่อะไรๆ จะต้องรวดเร็ว ปุบปับ แต่ทำไมผู้คนถึงได้เชื่องช้า อืดอาดน่ารำคาญเหลือเกิน ตอนนี้ใจผมลอยไปที่ร้านบูมเมอแรง บนชั้น 4 ของมาบุญครองแล้วครับ แต่ตัวผมยังติดอยู่ตรงบันไดทางขึ้นสะพานลอย ฝั่งตรงข้ามอยู่เลย เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป ทำไมคนมันเดินกันช้าจังเลยวะ ก็เห็นคนตาบอดคนนึง กำลังยึกๆ ยักๆ อยู่ตรงบันไดขั้นบนสุด เมื่อผมเดินขึ้นไปถึง ก็เห็นเขากำลังจะเดินไปชนราวทางเลื่อนบนสะพานลอย ดีไม่ดีเขาอาจจะหกล้มก็ได้ ทางเดินในกรุงเทพฯ นี่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับคนพิการเลยจริงๆ

ผมเลยเดินเข้าไปจับแขนเขา แล้วดึงออกมาจากราวทางเลื่อนนั่น แล้วถามเขาว่ากำลังจะไปไหน เขาบอกว่ากำลังจะไปที่ท็อปส์ ผมก็ถามว่าท็อปส์ไหนครับ เขาบอกว่าท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่อยู่ชั้น 1 มาบุญครอง ช่วยพาไปหน่อยได้ไหม แหม! ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ ผมให้เขาจับแขนแล้วเดินไปท็อปส์พร้อมกัน พวกเราค่อยๆ เดินเข้าศูนย์การค้าตรงทางเชื่อมสะพานลอยชั้นสอง ช่วงเย็นวันเสาร์นี่มาบุญครองคนแน่นมาก และทางเดินในศูนย์การค้ามาบุญครองนี่ก็แคบมาก เขากันพื้นที่ทางเดินครึ่งหนึ่งเอาไว้ให้คนเช่าตั้งแผงลอยด้วย ถ้าเป็นผมมาคนเดียว ตอนนี้คงสวมวิญญาณจา พนม เดินเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาเหมือนกายกรรม จ้ำพรวดๆ แป๊บเดียวขึ้นไปถึงชั้น 4 ได้ แต่ผมเพิ่งรู้ครับ ว่าการได้ช่วยเหลือคนตาบอดนี่ เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกดีจริงๆ ตอนนี้เลยพักเรื่องวีซีดีและร้านบูมเมอแรงชั้น 4 ไว้ก่อนก็ได้ พาชายตาบอดไปส่งที่ท็อปส์ก่อน พวกเราค่อยๆ เดินกันช้าๆ ผมชะลอฝีเท้าลง เพราะกลัวว่าเขาจะเดินตามไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีคนอื่นกำลังเดินจ้ำพรวดๆ สวนทางมาอย่างรีบร้อน ผมห่วงว่าจะชนกับชายตาบอดที่เกาะแขนอยู่จริงๆ

ระหว่างการเดินระยะทางสั้นๆ แค่จากสะพานลอยที่เชื่อมกับศูนย์การค้าตรงชั้น 2 ลงมาที่ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่าง ผมรู้สึกว่าทำไมมันถึงกินเวลายาวนานแบบนี้วะเนี่ยะ เพื่อแก้ความเบื่อและเพื่อสะกดอารมณ์ร้อน ผมเอ่ยถามชายตาบอด ว่ามาจากไหนครับ เขาบอกว่ามาจากพัทยา เขาทำงานอยู่ที่โรงเรียนพระมหาไถ่ ผมคุ้นๆ ว่าเป็นโรงเรียนสำหรับคนพิการ แต่ไม่รู้รายละเอียด และก็ไม่ได้สนใจถามจากเขา ผมถามเขาว่าจะมาซื้ออะไร เขาบอกว่ามาซื้อลูกอมกลับไปฝากเพื่อนที่โรงเรียน ผมเลยบอกว่า เอ้า! แค่ซื้อลูกอม ที่ไหนก็มีขาย ทำไมต้องมาซื้อที่นี่ด้วย เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับมา พวกเรามาถึงหน้าร้านท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ผมพยายามกวาดตามองหาพนักงานประจำร้านสักคน เพื่อจะได้มารับช่วงดูแลชายตาบอดคนนี้ต่อ แต่กลับไม่เจอเลย

ผมเลยพาชายตาบอดเดินเข้าไปหาชั้นวางสินค้าพวกขนมลูกอมทั้งหลาย เขาบอกว่าอยากจะซื้อลูกอมยี่ห้อมายด์มินต์ ขอแบบเป็นถุงใหญ่ๆ ผมหยิบมาส่งให้เขา เขาบอกว่าช่วยดูราคาให้หน่อย ว่าถุงละเท่าไร ผมบอกไปว่าถุงละ 19 บาท เขาเลยบอกว่าขอให้ผม 5 ถุงนะครับ ผมหยิบให้เขาแล้วถามว่าจะเอาอย่างอื่นอีกไม๊ เอาฮอลล์ด้วยไม๊ เอาซูกัสด้วยไม๊ เอาแค่มายด์มินต์อย่างเดียวเลยเนี่ยะนะ เขาบอกว่าเอาแค่นี้ เพื่อนเขาต้องการแค่มายด์มินต์ ช่วยพาไปจ่ายเงินด้วยได้ไหม ผมก็ให้เขาเกาะแขนแล้วเดินไปต่อคิวเพื่อจ่ายเงินที่เคานเตอร์แคชเชียร์ ปรากฏว่าคิวยาวเหยียดครับ ยาวทุกแถว เย็นวันเสาร์นี่ทำไมคนชอบมาเดินห้างกันเยอะแยะขนาดนี้ เซ็งจริงๆ ตอนนี้ใจผมลอยไปที่ร้านบูมเมอแรงชั้น 4 อีกแล้ว ผมชะโงกไปดูคนข้างหน้า ว่าทำไมจ่ายเงินกันชักช้าเหลือเกิน กว่าจะเอาของออกจากตะกร้า กว่าจะเซ็นใบสลิปบัตรเครดิต กว่าพนักงานจะยกมือขึ้นมาไหว้ขอบคุณ กว่าจะถึงคิวพวกเรา เวลานานเหมือนผ่านไปหนึ่งกัปป์

ชายตาบอดวางลูกอมมายด์มินต์ห้าถุงลงบนเคานเตอร์แคชเชียร์ พนักงานเอาถุงไปส่องไฟแสกนบาร์โค้ด รวมเป็นเงินทั้งหมด 95 บาท ชายตาบอดเปิดกระเป๋าสะพายสีดำของเขา เอามือล้วงเข้าไปคุ้ยข้าวของข้างใน แล้วเขาก็รูดซิปช่องลับข้างในกระเป๋า หยิบเอากระเป๋าเงินออกมา เขาเปิดกระเป๋าเงินออก แล้วรูดซิปช่องลับในกระเป๋าเงิน ผมแอบเหลือบดูข้างใน ก็เห็นแบงค์หลายใบ พับๆ เรียงเอาไว้ข้างในนั้น เขาหยิบแบงค์ขึ้นมาใบหนึ่ง เอามือลูบคลำแบงค์นั้นสักอึดใจ แล้วก็คลี่มันออกมา ผมเข้าใจว่าคนตาบอดอย่างเขา แยกแยะมูลค่าแบงค์แต่ละใบ ได้ด้วยลักษณะการพับ ที่เขาพับเตรียมเอาไว้ และจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ให้ง่ายต่อการหยิบใช้ ชายตาบอดส่งแบงค์ร้อยให้พนักงานแคชเชียร์ พนักงานแคชเชียร์กดปุ่มคิดเงินกรุ้งกริ้ง ลิ้นชักเครื่องเปิดออก เขาหยิบเหรียญบาท 5 เหรียญออกมา เทใส่มือชายตาบอด ชายตาบอดหยิบเหรียญขึ้นมานับด้วยสองมือ แล้วเขาก็หย่อนเหรียญลงในกระเป๋าเงินอีกช่องหนึ่งซึ่งไว้ใส่เหรียญ เขารูดซิปปิดช่องลับใส่แบงค์ แล้วเอากระเป๋าเงินหย่อนลงไปในช่องลับในกระเป๋าสะพายสีดำ เขารูดซิปปิดช่องลับในกระเป๋าสะพายสีดำ แล้วจัดข้าวของในกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนที่จะปิดกระเป๋าสะพาย

กระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลายาวนานเหมือนผ่านไปหนึ่งกัปป์ ผมหันหน้าไปมองลูกค้าคนอื่นที่กำลังต่อคิวหลังจากพวกเรา พวกเขาคงชะเง้อชะแง้ดูเราอยู่ตลอดเวลา และก็คงคิดเหมือนกับผมนั่นแหละ ว่านี่ทำอะไรกันอยู่วะ ทำไมนานจัง กับอีแค่ซื้อลูกอมมายด์มินต์ 5 ถุงแค่นี้ ผมรีบจูงมือชายตาบอดออกมาจากคิว และคว้าถุงใส่ลูกอมมายด์มินต์มาด้วย เขาบอกว่าช่วยยัดถุงลูกอมใส่ในกระเป๋าให้หน่อยได้ไหม เขาหยิบกระเป๋าสะพายใบเดิมขึ้นมา เปิดมันช้าๆ แล้วผมก็ยัดถุงลูกอมลงไป เฮ้อ! เสร็จเสียที จะได้ไปซื้อวีซีดีแล้ว ชายตาบอดบอกว่า สุดท้ายแล้วครับ ช่วยพาไปส่งที่ร้านแม่ไม้เพลงไทยได้ไหม สบายมากอยู่แล้ว ช่วยทั้งที ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด เราเลยพากันเดินออกจากท็อปส์ มุ่งหน้าไปร้านแม่ไม้เพลงไทย ที่อยู่ชั้นล่างเหมือนกัน

ผมถามชายตาบอดว่านัดเพื่อนไว้ที่ร้านแม่ไม้เพลงไทยเหรอ เขาบอกว่าเปล่า ผมเลยงง ว่าอ้าว! แล้วเดี๋ยวคุณจะกลับบ้านยังไง เขาบอกว่า อ๋อ เดี๋ยวไปขึ้นแท็กซี่ที่หน้าห้าง แล้วไปต่อรถตู้กลับพัทยา เขาเดินทางมาซื้อของแบบนี้บ่อยจนชินแล้ว ผมเลยถามว่าแล้วจะไปร้านแม่ไม้เพลงไทยทำไม เขาบอกว่าจะไปซื้อซีดีเพลงเพื่อไปเปิดที่โรงเรียนมหาไถ่ ผมเลยบอกเขาว่า โห! แค่อยากได้เพลงพวกนี้ ทำไมไม่ดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตหล่ะ มีเยอะแยะไป โหลดฟรีด้วยซ้ำ หรือไม่ก็สั่งซื้อแผ่นทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ ที่โรงเรียนมหาไถ่น่าจะมีคนทำงานด้านคอมพิวเตอร์อยู่นะ เขาไม่ได้ตอบคำถามนี้ครับ ดูเขางงๆ กับคำถามด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ เรามาถึงร้านแม่ไม้เพลงไทยกันแล้ว เรากล่าวคำร่ำลากันนิดหน่อย ผมส่งเขาไว้ตรงหน้าร้านนั้น เห็นเขาเอามือเอื้อมไปสัมผัสกับแผงวางขายซีดี คงจะกำลังทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ผมทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แล้วก็รีบเดินจ้ำพรวดๆ ไปที่ร้านบูมเมอแรง บนชั้น 4 มาบุญครอง

ความคิดเกี่ยวกับชายตาบอดคนนี้ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาเข้ากรุงเทพฯ มาเพื่อซื้อมายด์มินต์และแผ่นซีดีเพลงเก่า ดูไม่ค่อยคุ้มค่าเหนื่อยและเสียเวลายังไงไม่รู้ครับ ถ้าเป็นผมนะ ผมนอนอยู่บ้านดีกว่า หรือเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า มายด์มินต์นี่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องอมก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร ส่วนเพลงไทยเก่าๆ นี่หาโหลดเอาจากเน็ตง่ายกว่า หรือสั่งซื้อแผ่นในเน็ต แล้วให้เขาส่งมาทางไปรษณีย์ก็ได้ ผมมีวิธีคิดว่า คนเราควรจะมองหาวิธีไปให้ถึงจุดหมายแบบรวบรัดที่สุด สั้นง่ายที่สุด และก็รีบทุ่มพลังทั้งหมดไปให้ถึง ให้มันสำเร็จๆ ไปเสียที แล้วจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นต่อไป เหมือนการเดินจากป้ายรถเมล์ไปออฟฟิศหน่ะครับ คือรีบๆ เดินให้มันถึงๆ เสียที แล้วจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นต่อ ผมไม่รู้ว่าชายตาบอดคนนั้น เขามีวิธีคิดอย่างไร ทำไมเขาไม่เอาเวลาเดินทางไกลๆ และยากลำบากนี้ ไปทำอะไรอย่างอื่น ผมเอาเรื่องนี้กลับมาเล่าให้น้องคนนึงฟัง น้องเค้าถามว่า ชายตาบอดคนนี้ชื่ออะไร ผมตอบไปว่าไม่รู้สิ พี่ลืมถาม อืมม... ผมลืมถาม

...

4 comments:

FILMSICK said...

ผมเป็นคนเดินช้าครับ

จริงๆถ้าอยู่แถวบ้านก็เรียกว่าเดินเร็ว
แต่พอเข้าบางกอกทีไร เดินช้าทุกที

เดินช้าๆไปช้าๆบางทีก็ดีนะครับ

เพราะบางทีพอไปถึงจุดหมายเราก็เคว้งคว้างไม่รู้จะทำอะไรอยู่ดี

ปล. เนื่องจากเข้าบางกอกด้วยกิจกรรมน่าเบื่อบ่อยๆ เลยพอเข้าใจชายตาบอดคนนั้นอย่างแรง

mildsteel said...

Once I composed a short essay on walking. May I place it here for sharing with you ?


ในวันที่ฟ้า สีฟ้าสดใส
เพียงหวังโลมใจ ให้ลืมทุกข์สิ้น
ในวันฝันเก่า ล้มหายพังพิน
หวังสายลมริน จะคอยปลอบกัน

ในวันฝนพรำ ฉ่ำแฉะทั่วหล้า
หวังชะน้ำตา เกลี้ยงสิ้นจากฉัน
ในยามรู้โลก เปลี่ยนเกินรับทัน
ปวดร้าวเงียบงัน และคงผ่านไป

ในคืนนี้จันทร์ คงจำรัสหล้า
ลมราตรีล้า ยังคงวูบไหว
เด็กหนุ่มยิ้มเฟื่อน คงเคลื่อนต่อไป
สูดสายลมไหว ในอ้อมกอดจันทร์



ช่วงนี้กลับบ้านหลังเที่ยงคืนบ่อย ยามเดินกลับผมชอบมองดวงจันทร์และสูดสายลมเย็นฉ่ำสุดลมหายใจ เนินหญ้าเล็ก ๆ อยู่ตรงนั้น ผมเพียงอยากจะล้มตัวลงบนผืนหญ้า เพื่อมองดูผืนฟ้า ณ เบื้องบน หากแต่ผมก็รู้ว่า รปภ. แกคงมาทัก ถ้าผมทำอะไรเพี้ยน ๆ อย่างนั้น

ในค่ำคืนที่สายลมเย็นพัดแผ่ว ผมชอบเดินอยู่ใต้แสงจันทร์นั้น และอยากให้ที่พักของตัวห่างออกไปจนมิอาจลุถึง ผมเพิ่งตระหนักชัดว่าบางครั้งคนเราก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดมารองรับ ความสุขนั้นอาจมิใช่การตกหลุมรักหญิงสาวหรือการประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิต หากแต่คือการได้เดินบนผืนดิน ได้สูดหายใจอย่างปลอดโปร่ง และได้รู้สึกดื่มด่ำอย่างลึกซึ้งต่อดวงจันทร์ ผืนฟ้า และสายลม

Nice to see you na krab :)

Anonymous said...

เค้าว่ากันว่าความรักทำให้คนตาบอด
ตอนนี้เรากำลังตาบอดอย่างหนัก เอิ๊ก

Cattown said...

คนเราเห็นสิ่งต่างๆ 'มีค่า' ไม่เท่ากันอยู่แล้ว

การซื้อมายมินต์กับซีดีแม่ไม้เพลงไทยไปให้เพื่อน อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ชายคนนั้นมีความสุขและมีค่าที่สุดในช่วงเวลานั้น (เคยดูเรื่อง The Terminal ที่ทอม แฮงก์เล่นมั้ย ถ้าไม่เคยลองหามาดูสิคะ)ของเขา

คุณไม่เคยคิดบ้างเหรอว่า ใครหลายคนอาจคิดก็ได้ว่าคุณเอาเวลามานั่งเขียนบล็อกทีละยาวๆ อยู่ได้ทำไม และบอกคุณว่าเอาเวลานั้นไปอ่านหนังสือให้คนตาบอดดูจะมีค่ากว่า

คุณก็จะเถียงเขาว่าไม่จริงใช่ไหมล่ะ