Tuesday, August 29, 2006

เพลงรักชาวเรือ

...

เมื่อเดือนก่อน ผมเคยเขียนบล้อกเรื่อง "เพลงรักชาวเล" เอาไว้ ไม่รู้มีใครจำได้หรือเปล่า ที่เกี่ยวกับหนังจีนเก่าๆ ของชอว์บราเธอร์เรื่องหนึ่ง ตอนนี้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง เอามาทำโฆษณาล้อเลียน มันเป็นหนังจีนเก่าเมื่อ 40 ปีก่อน ที่ป๊ากับแม่ของผมไปดูด้วยกัน สมัยกำลังจีบกันก่อนแต่งงาน จนกระทั่งคุณ Filmsick มาตอบคอมเมนท์ทิ้งเอาไว้ ว่าหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วชื่อว่า "เพลงรักชาวเรือ" และตอนนี้มีการทำออกมาเป็นแผ่นวีซีดีและดีวีดีวางขายใหม่แล้ว เมื่อรู้แบบนี้ ผมเลยพยายามไปเดินตระเวนหาซื้อหลายร้านมากครับ ทั้งร้านแมงป่อง ร้านลูกแมว ส่วนใหญ่เขาบอกว่าขายหมดแล้ว น่าเสียดายจริงๆ แม้กระทั่งร้านเจบิ๊คส์ ที่คลองถมยังหมด ร้านใหญ่ขายส่งแบบนั้นยังหมด คิดดูสิว่าแผ่นหนังเรื่องนี้ขายดีขนาดไหน

ตอนนี้มีคนอยากได้หนังเรื่องนี้ และมีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้กันเยอะมากนะครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเซิร์ชคำว่า "เพลงรักชาวเรือ" ในเว็บ Google.com ดูสิ คุณจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนใหญ่มีแต่คนไปตั้งกระทู้ถามในเว็บบอร์ดหลายแห่ง ว่ามีหนังเรื่องนี้ขายอยู่ที่ไหน เขากำลังอยากได้มาก เพื่อเอาไปเปิดให้พ่อแม่ดูรำลึกความหลัง มีบางคนบอกว่าเป็นหนังแห่งความทรงจำของอาม่า เขาไปเดินหาซื้อที่เยาวราชมานานแล้ว แต่ไม่เจอสักที ผมอ่านกระทู้พวกนี้แล้วยิ้มๆ ครับ รู้สึกดีและอบอุ่นใจ แสดงให้เห็นว่ามีคนแบบผมอยู่เยอะมากครับ คนที่เกิดมาชาตินี้ได้ ก็เพราะหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือนี่แหละ คิดดูว่าถ้าป๊ากับแม่ไม่ได้ชวนกันไปออกเดท ด้วยการดูหนังเรื่องนี้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ถูกใจกัน หลงรักกัน และแต่งงาน จนมีลูกหลานออกมาอย่างทุกวันนี้

มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ผมเซิร์ชเจอจาก Google.com อยู่ชิ้นหนึ่งครับ เป็นบล็อกของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร ได้อ่านบล็อกที่เธอเขียนเรื่องนี้แล้วประทับใจมาก อยากแนะนำให้คุณลองเปิดเข้าไปอ่านที่ http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem23768.html ถึงแม้ใครจะหาว่าผมจิตใจหยาบกระด้าง และเห็นแก่ตัวอย่างไรก็ตาม เชื่อไหมว่าผมอ่านบล้อกนี้แล้วกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเขียนบล็อกเรื่องนี้เล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพ่อของเธอ เธอเรียกพ่อว่าผู้ชายสีฟ้า พ่อมีความผูกพันกับหนังเรื่องเพลงรักชาวเรืออย่างมาก เพราะหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่เชื่อมโยงความทรงจำของพ่อกับแม่เอาไว้

"...ตลอดเวลาที่ แม่ไม่อยู่ ผุ้ชายสีฟ้า จะปิดประตูห้องนอน แล้วดูวีดีโอเรื่อง เพลงรักชาวเรือ (หนังจีนนะ) เรื่องนี้ตั้งกะเรายังไม่เกิด ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง แล้วบอกว่า นี่นะ เป็นหนังที่พ่อไปดูกะแม่ ตอนจีบกันใหม่ๆ นะ แล้วเราจะทำงัยดีละ ผู้ชายสีฟ้าของเรา ร้องไห้แทบทุกวันแบบนี้นะ เราเลย เอาม้วนวีดีโอไปซ่อน ไม่อยากให้ผู้ชายสีฟ้าดู กลัวว่าจะร้องไห้อีก แต่ผลก็คือ ผู้ชายสีฟ้า รู้ว่าเราเอาไปซ่อน เลยต้องเอามาให้ดูอีก พี่ๆ ก็ว่าเราอีกว่า เอามาให้พ่อดูอีกทำมัย เอาไปทิ้งเลย เราไม่รู้จะทำงัยอะ เราคิดว่า ผู้ชายสีฟ้าคงดีใจอะ ที่ได้นึกถึงคนที่เค้ารัก ถึงแม้ว่าจะร้องไห้ แต่ก็เพราะรัก..."

จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมออกจากออฟฟิศประมาณสองทุ่ม แล้วเดินไปดูร้านขายวีซีดีแถวศรีย่าน มันเป็นร้านแบบที่ขายแผ่นวีซีดีหนังแบบใส่ซอง แล้วเอามากองๆ ไว้ในกระบะหน้าร้านหน่ะครับ ก็ไปเจอแผ่นหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือเข้าพอดี เขียนบนฉลากว่าเป็นหนังลิขสิทธิ์บริษัท APS แพคเกจไม่ค่อยดีเท่าไร ใส่ซองเหี่ยวๆ เก่าๆ นอกนั้นไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ผมก็ซื้อมาแล้วรีบกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็สามทุ่มกว่า ป๊ากับแม่เข้านอนแล้ว เห็นไฟเปิดและเสียงโทรทัศน์ยังดังอยู่ในห้องนอน ก็เลยเดินเข้าไปเอาแผ่นวีซีดีหนังเรื่องนี้เข้าไปอวด แม่ถามว่าซื้อมาเท่าไร ผมบอกว่า 59 บาท แม่บ่นว่าแพงเนอะ เสียดายเงิน ดูหนังจีนในโทรทัศน์ก็พอแล้ว แม่ชอบดูเปาบุ้นจิ้นตอนสี่โมงเย็น ทีหลังไม่ต้องซื้อมาหรอก จริงๆ แล้วแม่พูดไปตามสูตรหน่ะครับ เพราะแม่เป็นคนประหยัดแบบสุดๆ นอกจากกับข้าวและขนมนมเนยแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นแม่ซื้ออะไรอย่างอื่นเข้าบ้าน เห็นว่าดึกแล้ว ผมเลยเอาแผ่นหนังขึ้นไปเปิดดูบนห้องก่อน พรุ่งนี้เช้าสาย ค่อยเอาลงมาวางให้เขา

ปรากฏว่ามันเป็นหนังที่ดีมากครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้กล้าหาญ และมีความสามารถในการร้องเพลงพื้นบ้านของชาวประมง เธอเป็นคนนำชาวบ้านในการลุกขึ้นต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด ตอนแรกก็ต่อสู้กันด้วยการต่อปากต่อคำกันด้วยเพลง ต่อมาสถานการณ์ขยายวงและมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดพวกชาวบ้านก็เป็นฝ่ายชนะ ตามโครงเรื่องธรรมะชนะอธรรมนั่นแหละ แล้วนางเอกกับพระเอกก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป เอาไว้ผมจะเล่ารายละเอียด และจะแปะภาพ video capture ไว้ในบล้อกของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน แต่ที่จะมาเล่าในบล้อกนี้ก็คือ พอดูหนังจบ ด้วยความประทับใจอย่างที่สุด (คราวนี้ก็น้ำตาไหลอีกแล้ว จริงๆ นะ) ผมเลยลองค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดู ว่ามีข้อมูลว่านักวิจารณ์เขาเขียนถึงเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง

พอค้นไปค้นมา ปรากฏว่าหนังแผ่นที่ผมซื้อมานั้นผิดเรื่องครับ หนังที่ผมซื้อมานั้นคือเรื่อง Liu san jie สร้างเมื่อปี 1960 โดยทีมงานจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ สังเกตจากตัวอักษรภาษาจีนบนหน้าปกวีซีดีครับ มันมี 3 ตัว และตัวกลางเป็นขีดแนวนอน 3 ขีด คือหมายถึงเลข 3 ซึ่งก็คือชื่อของนางเอกว่า หลิวซานเจี่ย ที่แปลว่าแม่นางหลิวคนที่สาม อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งตรงกับในเนื้อเรื่องพอดี แต่ถ้าเป็นหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ป๊ากับแม่เคยดู และที่เรากำลังพูดถึงกัน ชื่อในภาษาอังกฤษจะต้องเป็น "Songfest" สร้างเมื่อปี 1963 เป็นหนังของชอว์บราเธอร์ ประเทศฮ่องกง ซึ่งตอนนี้มีการเอามาทำรีมาสเตอร์ใหม่ทั้งหมด วางขายแบบใส่แพคเกจจิ้งสวยหรู ซึ่งไม่ใช่แบบอันที่ซื้อมานี้ครับ ที่เป็นหนังซองของบริษัท APS แต่ที่ต้องสังเกตให้ดี คือหนังเรื่องนี้สร้างก่อนของชอว์บราเธอร์ 3 ปีครับ

พอเจอข้อมูลแบบนี้เข้า ผมเลยอึ้งครับ อะไรวะ อุตส่าห์ดีใจ รีบซื้อมา เอาไปอวดแม่ แล้วเมื่อกี้ก็เพิ่งดูจบมาแหม่บๆ สนุกดีอีกต่างหาก น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความซาบซึ้งสุดฤทธิ์ แต่สรุปว่ามันเป็นหนังคนละเรื่องกับที่ผมต้องการดู ผมเลยสงสัยครับ ว่าที่ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่ามันช่างเป็นหนังที่ดี สนุก และซาบซึ้งน้ำตาไหลนั่น เป็นเพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ล้อมรอบหนังเรื่องนี้เอาไว้หรือเปล่า คือผมดูหนังเรื่องนี้ไปพร้อมกับบริบทที่มีอยู่แล้วในหัว ว่ามันคือหนังอมตะคลาสสิคตลอดกาล มีภาพความรักของคนจีนแก่ๆ ชายหญิงที่ผูกพันกันด้วยหนังเรื่องนี้ มีภาพของป๊าและแม่ที่ออกเดทกัน และตกลงแต่งงานกันด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ สุนทรียะที่แท้จริงของหนังที่เพิ่งดูจบไปเมื่อกี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนัง แต่อยู่ที่คนดูได้เชื่อมโยงการดูนั้น เข้ากับบริบทและประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับตัวหนัง ผมสงสัยว่า ถ้าผมไม่รู้บริบทและประวัติศาสตร์อะไรเกี่ยวกับเพลงรักชาวเรือมาก่อนเลย แล้วไปหยิบหนังแผ่นซองๆ แบบนั้นมาเปิดดู มันจะยังทำให้ผมรู้สึกว่าดี สนุก และซาบซึ้งจนน้ำตาไหลหรือเปล่า

เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกไปทำงาน ผมเอาแผ่นหนังเจ้าปัญหานี้ ไปวางไว้หน้าเครื่องวีซีดีที่ห้องรับแขก และรู้อยู่แล้วว่าแม่กับป๊าต้องเอามาเปิดดูแน่นอน ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ประมาณบ่ายสองโมง ผมโทรเข้าไปที่บ้าน ถามแม่ว่าได้ดูหนังเรื่องนั้นหรือยัง แม่บอกว่าดูแล้ว มันเป็นคนละเรื่องกับที่แม่กับป๊าเคยดูนะ ซื้อมาผิดเรื่องแล้ว แป่ว! ไม่เป็นไรครับ เอาไว้เดินไปหาซื้อใหม่ เดี๋ยวในบล้อกของวันพรุ่งนี้ ผมจะเอาบทเพลงและภาพจากหนังเพลงรักชาวเรือเวอร์ชั่น APS มาให้ดู แล้วไว้เรามาพิจารณากัน ว่าหนังมันดีในตัวมันเอง หรือมันดีเพราะบริบทที่ล้อมรอบมัน

...

5 comments:

FILMSICK said...

ลองหาเรื่อง เพลงรักลมสวาท มาอีกเรื่องนะครับ

the shepheard girl เป้นชื่อภาษาอังกฤษ
มีหลายอย่างใกล้เคียงกับโฆษณามาก
แต่ไม่แน่ใจนักว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน

เพลงรักลมสวาท ผมดุแล้ว
ชอบมากๆครับ

เพลงเพราะและหนังซื่อมากๆ

หนังเป็นลิขสิทธิ์ fortune classicที่ทำหนังชอวืบราเดอร์ ครับ

grappa said...

เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าเราร้องไห้กับเรื่องๆ หนึ่งเพราะอะไร
บริบทของมัน หรือ ตัวมันเอง
หรือเพราะทุกอย่างเป็น Socail Construct?

สำหรับตัวเองอาจจะร้องไห้เพราะตัวหนังโยงกับบริบทของตัวเองได้ ตอนนี้แพ้หนังที่เกี่ยวกับพ่อ อย่างรุนแรง
(พ่อไม่มีชีวิตอยู่แล้วน่ะ )

คิดต่อไปอีกหน่อย
การร้องไห้เกิดขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึก
หรือวัฒนธรรม

นานมาแล้ว เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเคยตั้งประเด็นและมีการถกเถียงกันในหมู่เพื่อนอย่างเผ็ดร้อน
รุ่นพี่คนนั้นตั้งประเด็นว่า
แม่รักลูกเพราะสัญชาตญาณ
ในขณะที่ลูกรักแม่เพราะวัฒนธรรม

(จริงๆ ตอนนี้คิดต่อได้ว่า แม่อาจรักลูกเพราะวัฒนธรรมได้ มีการสลับไปมาของความหมายได้เหมือนกัน)

yodmanud^ying said...

เราว่าต้องทั้งสองอย่างประกอบกันนะ ทั้งตัวหนัง และบริบท

บริบทสำคัญแน่นอน ตัวเราเองก็ร้องไห้กับเรื่องบางเรื่อง และไม่มีทางร้องกับเรื่องบางเรื่อง (ทั้งๆที่น่าจะเศร้ามาก)ก็เป็นไปตามบริบทของเราเหมือนกัน

แต่บริบทมันไม่น่าจะมีอิทธิพลทั้งหมด ตัวหนังเองก็เกี่ยวข้องด้วย อย่างเช่น ถ้าหนังที่คุณดูเป็นโดราเอมอน คุณจะร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งได้อย่างไร

Cattown said...

ขอประกาศต่อสาธารณชน

ว่าคุณเจ้าของ Blog ไม่ได้ไปลำบากตระเวณซื้อซีดีเรื่องที่ว่า "ด้วยตัวเอง" ทุกร้าน อย่างที่กล่าวไว้ใน Blog ไม่

ใครทำอะไรไว้บ้าง ย่อมมี ตา ที่ได้เห็นความจริงอยู่วันยังค่ำ

เหอๆๆๆ

waterloo Sunset said...

อยากดูทุกเรื่องเรย ^_^'
ที่นี่คงหาไม่ได้ หาซื้อได้ที่ไหนลิสให้ทีจะฝากคุณพี่ซือ้