Tuesday, August 22, 2006

เหตุผล

...

เห็นข่าวคนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นกองเชียร์ทักษิณกับกองเชียร์พันธมิตรประชาชน แล้วรู้สึกเซ็งในอารมณ์ เวลาพวกนี้มาเถียงกัน ก็ยกเอาแต่เหตุผลชุดเดิมๆ มาว่ากันไปมา แล้วในที่สุดก็ยกพวกตีกัน ไม่คิดเลยว่าคนเราจะมืดบอดกันได้ขนาดนี้ อย่างล่าสุดคือยกพวกตีกันตามศูนย์การค้า ติดๆ กัน 2-3 วัน ดูแล้วน่าสลดหดหู่ใจจริงๆ ครับ ท่าทางว่าปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองตอนนี้ จะไม่ได้แก้ไขกันง่ายๆ เพียงแค่การหาทีมกกต.ใหม่ และการจัดเลือกตั้งแล้วหล่ะ เพราะว่าพลังความขัดแย้งที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จนถึงล่าสุดตอนนี้ มันยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในและสั่งสมพลังรอวันระเบิดออกมา การตีกันเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา เป็นเหมือนฝีเม็ดเล็กๆ ที่ผุดออกมาเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า ภายในร่างกายนี้ กำลังเดือดพล่านไปด้วยพิษไข้ที่ไม่มีทางระบายความร้อนออกไป ดีไม่ดี คนไทยเราอาจจะต้องฆ่ากันเองอีกรอบ ในช่วงปลายปีนี้ก็เป็นได้ แล้วคุณก็รู้ใช่ไหม พอฆ่ากันเสร็จ เราก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาแบบงงๆ ว่าเอ๊ะ! นี่เราทำอะไรกันลงไป ทำไมเราไม่ใช้เหตุผลมาพูดคุยกันหล่ะ เป็นแบบนี้ทุกที ซึ่งผมว่าปัญหามันอยู่ที่การใช้เหตุผลของคนเรานี่แหละครับ

ฝ่ายเชียร์ทักษิณก็ยกเหตุผลว่า ทำไมอีกฝ่ายไม่เล่นตามกติกาบ้านเมือง ทักษิณรวยแล้วผิดตรงไหน เขาทำมาหากินสุจริต หรือถ้าเขาจะได้ผลประโยชน์ไปบางส่วน แต่เขาก็ขยันออกนโยบายเพื่อประชาชน ทำงานฉับไว ปราบยาเสพติดได้ผลชะงัด ฯลฯ บลาๆ บลาๆ ... ฟังแล้วเบื่อไหมครับ ทีนี้มาทางฝ่ายเชียร์พันธมิตรบ้าง ก็ยกเหตุผลว่า ที่พันธมิตรออกมาประท้วงคือประชาธิปไตยอยู่แล้ว ทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อให้พวกพ้อง คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย นโยบายประชานิยมมามอมเมารากหญ้า แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันคือเผด็จการแบบใหม่ที่เรียกว่าระบอบทักษิณ ฯลฯ บลาๆ บลาๆ ... ฟังแล้วก็น่าเบื่อพอกันนั่นแหละ คุณก็คงได้ฟังเรื่องพวกนี้มาจนเอียนเต็มทนเหมือนกับผม แล้วคุณคิดว่าเหตุผลของฝ่ายไหนถูกหล่ะ? ผมว่าเหตุผลมันก็ถูกด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ เหตุผลพวกนี้พูดอีกก็ถูกอีก พูดร้อยครั้ง ก็ถูกร้อยครั้ง ใครก็รู้ว่าคนทำงานเร็วย่อมดีกว่าคนทำงานอืดอาด คนทำตามกติกาก็ดีกว่าคนนอกกติกา ประชาธิปไตยย่อมดีกว่าเผด็จการ สุจริตย่อมดีกว่าคอร์รัปชั่น ส่วนรวมย่อมเหนือกว่าพวกพ้อง แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเอง และเหตุผลต่างก็ถูกต้องด้วยกันหมด แต่ทำไมบ้านเมืองนี้ถึงยังไม่สงบสุขกันเสียที

ผมคิดว่าบางทีคำว่า "เหตุผล" ที่เราชอบยกมาอ้างๆ กันนั้น อาจจะไม่ใช่วิธีในการหาคำตอบหรือหาทางออกสำหรับการแก้ปัญหาทุกอย่าง มนุษย์เราเริ่มมีความคิดแบบสมัยใหม่ เมื่อ 3-4 ร้อยปีที่ผ่านมา มีการคิดแบบวิทยาศาสตร์ คือการใช้เหตุผล แทนที่จะใช้แค่ความเชื่อหรือความงมงาย แบบในสมัยดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่ยุคนั้นมาละมั้ง ที่คนเราเริ่มไปให้ความหวังกับการใช้เหตุผลมากเกินไป และเราก็หลงคิดไปว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล เวลาผ่านมาหลายร้อยปี มนุษย์เราก้าวหน้ากันเสียเหลือเกิน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังอดอยากยากจน สงครามก็ยังมีไปทั่วโลก ลัทธิการก่อการร้ายระบาด ดูน่าตลกจริงๆ นะ ว่าเราใช้เหตุผลกันอีท่าไหน โดยส่วนตัว ผมเลยไม่เชื่อเรื่องการใช้เหตุผลนักหรอก ผมว่ามนุษย์ไม่ได้ใช้เหตุผลมาเป็นวิธีในการหาคำตอบ แต่มนุษย์เราแต่ละคน มีคำตอบให้กับปัญหาเรื่องนั้นๆ อยู่แล้วในใจ แล้วจึงหาเหตุผลยกมาอ้างเพื่อสนับสนุนมันต่างหาก สถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเราปัจจุบัน จึงยังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งกัน ระหว่างคนที่อยู่ฝ่ายทักษิณ ก็หาเหตุผลสารพัดมาสนับสนุนทักษิณ กับคนที่อยู่ฝ่ายพันธมิตร ก็หาเหตุผลมาสนับสนุนฝ่ายพันธมิตรเหมือนกัน แล้วต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองใช้เหตุผล อีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช้เหตุผล

แล้วคุณอาจจะสงสัยว่า จุดเริ่มต้นแรกสุด ที่แต่ละคนจะมีคำตอบใดๆ ในใจ เช่น ณ จุดเวลาที่ผมจะสังกัดฝ่ายทักษิณ หรือเสี้ยววินาทีที่ผมจะสังกัดฝ่ายพันธมิตร ตรงจุดนี้หน่ะ เราใช้อะไร ผมว่าเป็นคำถามที่ยากจริงๆ และคงไม่มีใครที่รู้คำตอบชัวร์ๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่า ณ จุดนั้นอาจจะเป็นการใช้ "เหตุผล" เหมือนกัน แต่มันเป็นเหตุผลเล็กๆ เฉพาะตัว และเกิดขึ้นเพียงแว้บเดียว จนเราอาจจะใช้คำเรียกมันแบบร้ายแรงสักหน่อย ว่า "อคติ" ก็ได้ล่ะมั้ง เพราะ ณ จุดนั้นหน่ะ เราแต่ละคนยังไม่ทันได้คิดหรอก ว่าใครที่ไม่ยอมทำตามกติกาประชาธิปไตย ใครที่เป็นพวกรับจ้างมาประท้วง เรายังไม่รู้แม้กระทั่งว่าผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายคืออะไร สังเกตใจตัวคุณเองดูสิ ว่าเหตุผลพวกนี้เป็นสิ่งที่ตามมาภายหลังจากที่เราตัดสินใจเลือกข้างแล้วทั้งนั้น โดยที่เราก็ไม่ได้คิดเหตุผลเหล่านี้ขึ้นมาได้เองด้วยซ้ำ แต่เรารับฟังมาจากเวทีประท้วงบ้าง จากสื่อมวลชนบ้าง จากรายงานของนักวิชาการบ้าง ฯลฯ

ที่มันยิ่งน่าตลกขึ้นไปอีก คือเมื่อเราเลือกฝ่ายแล้ว เราจะเลือกรับฟังเหตุผลที่สอดคล้องกับฝ่ายของเราเท่านั้น โดยจะรีบเถียงเหตุผลของอีกฝ่าย หรือปิดการรับรู้ทั้งหมดทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายให้เหตุผลบ้าง บ้านเมืองตอนนี้ถึงได้แตกแยกอย่างรุนแรงไง คนสองฝ่ายต่างอ้างเหตุผลที่ต่างฝ่ายต่างก็ถูก มาห้ำหั่นกัน และไม่ยอมฟังเหตุผลของอีกฝ่ายเลย สังเกตดูสิ ตอนนี้ถ้าใครเชียร์ทักษิณ ก็จะเข้าเว็บบอร์ดราชดำเนิน ของ Pantip.com ส่วนถ้าใครเชียร์พันธมิตร ก็จะเข้าเว็บบอร์ดของ Manager.co.th หรือถ้าจะฟังวิทยุ พวกเชียร์ทักษิณก็เปิดช่องวิทยุชุมชนของพวกแท็กซี่ พวกเชียร์พันธมิตรก็เปิดช่องวิทยุชุมชนจากตึกทีพีไอ ต่างฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลของพวกเดียวกันเอง เพื่อมาเชียร์หรือเสริมใจพวกเดียวกันเอง และเพื่อด่าทอหรือใส่ร้ายป้ายสีอีกฝ่าย เวลานั่งรถแท็กซี่กลับบ้านตอนดึกๆ แล้วคนขับเปิดฟังวิทยุ ผมฟังแล้วก็หนาวครับ คนจัดรายการยกสารพัดเหตุผล มายุยงปลุกปั่นคนฟังกันสุดลิ่มทิ่มประตู เหมือนกับตอนที่ผมไปฟังสนธิ ลิ้มทองกุล พูดบนเวทีเมืองไทยสัญจรฯ นั่นก็ยกเหตุผลมายุยงปลุกปั่นพอๆ กัน ผมเลยเชื่อว่าคนสองฝ่ายนี้ ยังไงๆ ก็จะต้องมาถึงจุดที่ตีกันและฆ่ากันอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางที่จะมาพูดจากันด้วยเหตุผลกันอีกแล้ว จริงๆ ก็พูดจากันด้วยเหตุผลมาตลอด แต่เป็นเหตุผลของฝ่ายตัวเองฝ่ายเดียวไง

ท้ายที่สุดแล้ว The Bad Sleep Well ครับ เหมือนชื่อหนังของอากิระ คุโรซาว่า ไงหล่ะ คือไงๆ คนชั่วก็ลอยนวลหลับสบาย ผมว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ทักษิณก็ยังคงร่ำรวยล้นฟ้าต่อไป ไม่มีใครทำอะไรเขาได้หรอก ทางฝ่ายสนธิเหรอ ถ้าตอนนั้นการเมืองย้ายขั้วอำนาจไป เขาก็อาจจะได้สิทธิใช้คลื่นวิทยุหรือโทรทัศน์อะไรที่มันอยากได้ ดุสิตกับสมัครก็ร่ำรวยไปจากการจัดรายการวิทยุไป โดยได้ค่าสปอนเซอร์มากมายจากเครือชินวัตรและซีพี สุริยะใสก็ได้เป็นเอ็นจีโอด้านการเมืองที่มีชื่อเสียง อีกสักพักคงลงเลือกตั้งส.ส. หรือส.ว. จำลองก็คงได้บรรลุธรรมขั้นสูง แล้วก็พาพวกสันติอโศกขึ้นสวรรค์กันไปหมด แล้วก็เหลือแต่คนดีๆ อย่างเราๆ นี่แหละ ประชาชนตาดำๆ ขับแท็กซี่บ้าง ปลูกข้าวบ้าง เป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ บ้าง ที่ต่างก็รักการใช้เหตุผลกันเหลือเกินเนี่ยะ ปากก็พร่ำแต่เหตุผล หลับหูหลับตาก็เหตุผล แล้วมานั่งม็อบอดหลับอดนอนกัน อีกฝ่ายก็ยกพวกกันนั่งรถอีแต๋นมา แล้วก็มาตีกันตายกลางเมือง ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ตายไปแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์โภคผลอะไรต่อตัวเองเลย หรือถ้ารอดตายมาได้ ชีวิตก็ยากจนทุกข์ทนกันต่อไป กับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่โง่เขลา ไร้สาระเหมือนเดิม มาถึงตอนนี้มีใครยังสนใจประชาชนที่ถูกฆ่าตายไปเมื่อปี 2516 2519 และ 2535 ได้บ้างหล่ะ โง่สิ้นดี

...

9 comments:

Cattown said...

แล้วคุณคิดจะทำอะไรซักอย่างสำหรับทั้งหมดที่พูดมานี้บ้างหรือเปล่าล่ะ

อย่าบอกนะว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์

เรานั่งพูดกันเรื่องบ้านเมือง เรื่องนู้นเรื่องนี้ เรื่องสังคม เรื่องความไม่ยุติธรรม Bla Bla Bla

แต่แล้วไง ท้ายสุดแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรซักอย่างให้มันเกิดความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องการยกเอา "เหตุผล" มาโต้แย้งกันแล้วใครจะเป็นคนชนะ

แต่สนใน 'แก่น' ของแต่ละเรื่อง ว่าที่ตรงจุดไหนกันแน่ ที่เป็นการกระทำของคนที่เห็นแก่ตัว ทำร้ายผู้อื่น

จุดนั้นแหละที่เราต้องต่อต้านมัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับ Macro อย่างการเมือง เรื่องระดับ Micro อย่าง (การมีเรื่องกับ) คนข้างบ้าน หรือเรื่องอะไรก็ตาม

dhammanarchist said...

คำว่า 'หล่ะ' อ่านว่าอะไรครับ
ผมคิดว่า เราควรใส่ใจกันเสียหน่อยนะครับ
กับคำประเภท
ละ, ล่ะ, คะ, ค่ะ
เขียนให้ถูกกันหน่อยได้ไหม
อย่าลืม "..." กับ '...' ด้วยว่าใช้อย่างไร
แล้วก็การเว้นวรรคด้วยครับ เคาะเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
ส่วน ๆ ให้พิมพ์ติดกับตัวหน้า เช่น ต่างๆ แล้วค่อยเว้นวรรค์หนึ่งเคาะ

ขอขอบพระคุณอย่างสูง

grappa said...

พยายามอ่านแล้ว
จับประเด็นไม่ค่อยได้น่ะ
( ประเด็นคืออะไรหว่า )

ฝากบอก bbr ว่าคิดถึงคอมเม้นท์ของเขาน่ะ
หรือไม่ก็ให้เขาเขียนบล็อกได้แว้วววววววววว

David Ginola said...

เข้าใจความรู้สึกคุณ เพราะผมก็รู้สึกเหมือนๆกัน

ความรู้สึกที่คล้ายๆกับสิ่งที่อาจารย์ปิ่นเคยว่าไว้...

"ความขัดแย้งของสังคมไทยภายใต้ปรากฏการณ์ ‘ยิกทักษิณ’ ถ้ามองลึกลงไปจากปรากฏการณ์แย่งชิง ‘อำนาจ’ ทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ขีดเส้นใต้ความขัดแย้งก็คือ การสู้รบช่วงชิง ‘ความจริง’ ของแต่ละฝ่าย แล้วพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า ‘ความจริง’ ของใคร ‘จริง’ กว่ากัน นั่นเอง"

http://pinporamet.blogspot.com/2006/03/blog-post.html

Riverdale said...

เห็นด้วยครับว่าคนเรามักจะตัดสินไปก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุน ผมเองยอมรับว่าก็เป็นหนึ่งในนั้น (ต่อกรณีที่คุณยกตัวอย่างขึ้นมา) แต่ผมพยายามจะเปิดใจให้มากเข้าไว้นะครับ

ขณะเดียวกันผมก็เห็นด้วยกับคุณ cattown ว่าเราควรจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพราะอ่านตอนท้ายๆ ของข้อความคุณ มันมืดๆ หม่นๆ และมองโลกแง่ร้ายอย่างสุดๆ

บางครั้ง 'ศรัทธา' ในสิ่งที่ดีกว่าก็ไม่ใช่เรื่องโง่งมงายเสมอไปหรอกครับ

FILMSICK said...

ตอบแบบตามตรง ผมบอกได้ว่าผมเป็นหนึ่งในกลุ่ม พันธมิตร

ไม่ได้เพื่อจะปิดกั้นอีกฝ่าย
แต่เพื่อแสดงจุดยืนของตน

ผมว่าเราทุกคนสามารถแสดงจุดยืนของตนได้ครับ
ทั้งสนับสนุนคัดค้าน หรือเบื่อหน่าย
แต่เราต้องระวังระไวในการแสดงจุดยืนของเราด้วย

เรามีสิทธิ์จะไม่เชื่อ โดยไม่ทำลายความเชื่อของใคร กามูส์เคยว่าไว้

ถ้าเกิดอะไรขึ้นในช่วงปลายปี
มันอาจเกิดอะไรที่น่าขนลุกกว่า อย่าเงช่น เราทุกคน ขึ้นมาช่วงชิง ความจริงหาเหตุผลสนับสนุนนข้างของตน ทั้งคนที่เป็น และไปม่เป็นกลาง ต่อเหตุการณ์เหล่านั้น

ดูท่าว่าเอาเข้าจริงเราคงติด กับดักของเหตุผลไปเสียแล้ว

Soulseeker said...
This comment has been removed by a blog administrator.
Soulseeker said...

หนึ่งพาดพิง

ผมปฏิวัติ"ความเชื่อ"ตัวเองเมื่อหลายปีก่อนเพราะคำพูดของ
ท่านคึกฤทธ์ ปราโมทย์

"สังคมมันแย่เพราะคนดีมันจัญไร" ไม่ว่าผมจะดีหรือไม่ (โดยส่วนตัวคิดว่าไม่) แต่อย่างน้อยผมมีเส้นทางเดินในการชวยเหลือของผม

สองพาดพิง

สภาวะปัญหากับการช่วงชิง"ความจริง"

คุณยังลักลั่นมึนงงกับการโดนสาดโดยมหาคลื่นแห่งข้อมูล
คุณมีหน้าที่เพียงคัดกรอง

สิ่งที่คุณอ้างว่าเหตุผลของแต่ละฝ่ายถูกทั้งหมด
ก็เพราะมันเป็นเพียงด้านเดียว

ผมอาจต้องอรรถาธิบายง่้ายๆ ว่าใคร(ในความหมายของ on duty, authorization) กำลัง"สร้าง"ความเสื่อมทรามในสังคม นอกจากตัวพวกเราเองที่ทำกันอยู่เสมอ

แนวรบมีเพียงแนวเดียวที่คนเห็นหรือไม่ใช่หรอก มันมากกว่านั้น แต่แนวรบที่เร่งด่วนคือแนวไหน
หวังว่าคุณคงจะทราบ

บ้านไฟไหม้ต้องรีบดับก่อนที่จะมามองว่าควรจะจัด
โต๊ะหนังสือในบ้้านอย่างไรไม่ให้รก

ลองดูให้ชัดว่าสิ่งที่"เกิดขึ้นจริง"มิใช่คำพูด
มันเป็นอย่างไร

ผมเห็นว่ากรณีของคุณน่าเป็นห่วงกว่ากรณีของหลายคนที่เห็นแนวทาง
ในการเดินหน้าแก้ปัญหาต่างกัน

เพราะเค้า"เดินหน้า"แก่ปัญหาต่างกันโดยย่อยสลายความเชื่อความ
คิดและข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะต่างกันอย่างไรก็มีเส้นทางเดินหน้ากันไป

พันธมิตร มิใช่องค์กรจัดตั้งมีเอกภาพเช่นทหาร

คุณช่วยดูหน่อยว่าการรวมตัวนั้นมีอะไรเป็นจุดเกาะเกี่ยว

ผมเบื่อที่จะต้องสาธยาย (แต่ถ้าคนอยากโปรดไขขาน)

ผมรู็ว่าทุกคนมีศักยภาพในการทำการบางสิ่งที่เหมาะสมสอดคล้อง
ในความหมาย social contribution มิใช่ social destruction

อย่าให้ผมคิดว่าคุณเป็นอีกหนึ่งความฟูมฟายของชนชั้นกลาง me me me ที่ขี้เกียจมากเกินไปที่จะทำในสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ส่วนรวมได้มากกว่าการด่า

เรามีคนเช่นว่ามากพอแล้ว

น่าเบื่อ!!!

จากเด็กโง่คนหนึ่ง

Anonymous said...

อย่างนี้มัน Cognitive Dissonance ป้าด!!
เพราะว่ามนุษย์ย่อมรับข่าวสาร และเลือกที่จะเชื่อและรับฟังเหตุผลของฝ่ายที่เราเห็นพ้องมากกว่าอยู่แล้ว

มันเป็นเช่นนั้นเองแหละพี่ท่าน

ตุ๋ย