Tuesday, August 08, 2006

งานศิลปะ

...

ได้เวลาสร้างงานศิลปะของตัวเองแล้วครับ แทนที่จะแปลโลกให้กลายเป็นงานเขียนบทความเหมือนอย่างเคย คราวนี้ก็แปลโลกให้กลายเป็นภาพวาด เริ่มต้นจากโลกที่ใกล้ตัวที่สุด คือโต๊ะในออฟฟิศนี่แหละครับ (เหมือนกับพวกฆาตกรต่อเนื่องไง เหยื่อคนแรกสุดมักจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ดร.เลคเตอร์เคยบอกไว้) หันไปเจอกล่องโกโก้ตรานางพยาบาล ก็เลยจัดการใช้มันเป็นหุ่นนิ่ง แล้วเอาสีไม้ที่ขอยืมมาจากน้องโต๊ะข้างๆ มานั่งวาดตาม ยากชะมัด ใช้วิธีการวาดแบบฉับพลัน ณ เวลานั้น เพื่อจับภาพทุกอย่างที่ตาเห็น แล้วผลงานแรกก็สำเร็จเสร็จสิ้น เป็นภาพเหมือนของกระป๋องโกโก้ ขอตั้งชื่อมันว่า Office No.1 ผลงานชิ้นต่อมา ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นศิลปะสกุลไหน เป็นภาพแอบสแตรกท์สักหน่อยนะครับ แต่คงดูเข้าใจไม่ยาก ว่ามันคือคีย์บอร์ดตรงหน้านี่เอง ที่ใช้พิมพ์งานอยู่ทุกวันๆ จัดการรื้อสร้างแต่ละคีย์ใหม่หมด ใส่ลำดับตัวอักษรใหม่เข้าไป เพื่อสร้างความหมายใหม่ให้กับคีย์บอร์ด และขอตั้งชื่อให้ผลงานนี้ว่า Office No.2 ทนๆ ดูกันหน่อยครับ กับมือใหม่หัดวาด หรือใครมีความรู้ด้านศิลปะก็ช่วยวิจารณ์ด้วย



1. Office No.1




2. Office No.2

...


7 comments:

Cattown said...

ขอวิจารณ์ตามตรงได้ไหม (อย่าโกรธกันนะ) ว่าภาพคุณ 'ไม่ให้แรงบันดาลใจอะไรเลย'

ภาพที่สวยนั้นมีเยอะ แต่ภาพที่ไม่ให้แรงบันดาลใจอะไรเลยเป็นเรื่องที่แย่กว่าหลายขุม

ไม่ใช่เรื่องผิด ที่เมื่อเราเห็นงานศิลปะสวยๆ เราก็อยากวาดบ้าง เห็นเพลงดีๆ เราก็นึกอยากแต่งเพลงบ้าง หรือเห็นหนังดีๆ ก็อยากทำหนัง

แต่เรื่องหนึ่งที่ฉันว่า 'สำคัญมาก' ก็คือ สิ่งเหล่านั้น คุณควรจะ 'เริ่มทำ' เพราะมีแรงบันดาลใจบางอย่างก่อน เช่นคนเป็นเอ็นจีโออยากทำอาชีพนี้เพราะเห็นคนในสังคมลำบากมากเข้าจนทนไม่ได้ก็เลยเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง หรือคนที่เห็นทิวทัศน์งามมาก และอยากจะนำมาบอกต่อ โดยการถ่ายภาพบันทึกเอาไว้

แต่ไม่ใช่เริ่มจากการมาบอกตัวเองว่า "เอ้อ อยากจะทำงานศิลปะ" หรือ "อยากจะเป็นนักแต่งเพลง" ก็เลยแต่งเพลง

คุณเข้าใจที่ฉันพูดไหมเนี่ย

Anonymous said...

ภาพเหมือนของกระป๋องโกโก้ชื่อ Office No.1 แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณ มีพลังของความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด เส้นที่ยุ่งเหยิง และน้ำหนักของสีที่ลงก็ไม่เท่ากัน สีสรรที่ใช้ก็แสดงให้เห็นได้ว่า เป็นสีที่ยืมน้องข้างๆ มาแน่นอน เพราะดูจากการลงสีไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไร สงสัยเกรงใจว่าสีเขาจะหมด อิอิ

Office No.2 ภาพนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ดูแล้วแสดงให้เห็นถึงพลังของความเบื่อสุดๆ จะสังเกตุได้จากลายเส้นที่ใช้จะขาดๆ หายๆ มีทั้งเส้นตรง โค้ง และเส้นที่ลากไปอย่างไม่ได้ตั้งใจอะไร ภาพคีบอร์ดนี้จึงแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ที่ไม่หยุดนิ่ง ฟุ้งซ่าน ธาตุไฟกำลังเข้าแทรก oops! ไม่ใช่หนังจีน...อิอิ...ตัวอักษรที่ใส่ลงไปตามแป้นพิมพ์ก็เป็นแบบไม่สนโลก ว่าจะถูกหรือผิด สรุปแล้วทั้งสองภาพนี้ แสดงให้ อารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาตร ภาค 3 เลย อิอิอิ ไม่ได้เกี่ยวกันเลยเรา
จบละเด้อ เด้อ นางเด่อ

Anonymous said...

นิทรรศการภาพวาดระบายสีอนุบาลหมีน้อย ปี 4

น้องคนนั้น said...

แอบพาดพิงคุณ cattown:
ก็แรงบันดาลใจอยากทำงานศิลปะไงคะ :D
ส่วนจะทำได้ดีไม่ดี เราว่าแล้วแต่มุมมองผู้ชม--หรือเปล่านะ?

เพราะมาคิดๆ ดู ถ้าเอ็นจีโอที่เห็นคนในสังคมลำบากมาก จนอยากช่วย หรือคนที่เห็นทิวทัศน์งามมาก จนอยากมาบอกต่อ แต่เขาทำมันออกมาได้ไม่ดีล่ะ เช่น ประสานงานห่วย หรือวาดห่วย แต่ก็มีแรงบันดาลใจสูงนะ...ศิลปะ?-ไม่ศิลปะ?

อย่างในกรณีนี้ ถ้าพี่วุฒิชัยบังเอิญบอกตัวเองว่า "เอ้อ อยากจะทำงานศิลปะ" แล้วก็ทำออกมาโดยไม่มีแรงบันดาลใจอะไรมากไปกว่านี้ แต่ดันวาดออกมาสวยงามมาก หยั่งกับ andy warhol มาเกิดใหม่...แล้วอย่างนี้การเรียกว่าอะไรเป็น ศิลปะ?-ไม่ศิลปะ?
จะสำคัญมากอยู่หรือเปล่านะ?

หรือถ้า สมมุตินะคับสมมุติ andy warhol เอาตีนเขี่ยๆ งานมาชิ้นนึง (เพราะบังเอิญคันตีนมาก แล้วมีสีติดอยู่ และดันไปเกาบนกระดาษ) โดยไม่มีใครรู้ แล้วเอามาแสดงงานล่ะ คนก็คงมองว่า อ้อ นี่ andy warhol นะ งานชิ้นนี้ก็คงต้องถูกเรียกว่างานศิลปะโดยอัตโนมัติ

การจำแนกว่าอะไรเป็นศิลปะ-ไม่ศิลปะ จะยังสำคัญอยู่อีกหรือเปล่า?

สงสัยจริงๆ ค่ะ :)

ปล. คุณวุฒิชัยคงจะมีเวลาว่างทีเดียว มีเวลามาวาดรูปเล่นผ่อนคลายอย่างนี้นะ (แซว) ขอวิจารณ์แบบคนรู้ศิลปะบ้าง-ไม่รู้บ้าง (โดยนึกภาพพี่ตัวจริงประกอบไปด้วย)ภาพ1 ดูแล้วรู้สึกว่าพี่สนุกกับการใช้สีค่ะ ถ้าเป็นการจับภาพโดยฉับพลันจริงๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นคนช่างสังเกต และมือขยัน (ขยี้สี)ทีเดียว ส่วนภาพ 2 ดูแล้วก็นึกถึงงานเขียนพี่แหละ ชอบมีอะไรเครียดๆ ตลอด แต่ภาพดูง่ายกว่าเยอะะะะะะะะะะะะ

วาดบ่อยๆ นะพี่ ขี้เกียจอ่าน งานยุ่ง ฮ่าๆๆ

grappa said...

555 อ่านคอมเม้นท์
และดูรูปแล้วชักสนุก

ขอพาดพิง ถึงคุณ น้องคนนั้น
จริงๆ ประเด็นเรื่องที่ว่า ถ้าสีมาติดตีน ของแอนดี้ วอร์ฮอล์ แล้วมีคนเอามาแสดงในแกลเลอรี่
แน่นอน หลายๆ คงบอกว่า มันเป็นงานศิลปะ

และมันก็เป็นจริงๆ

ประเด็นนี้ Marcel Duchamp ศิลปินสาย Conceptual ก็เคยพูดถึง
มันเป็นการนำงานศิลปะมาสู่อุ้งมือ( หรือ อุ้งตีน)
ของศิลปิน น่ะ

ประวัติศาสตร์ศิลป์แต่ละยุค มันก็เป็นการวิวาทะกับแนวความคิดกระแสหลักของยุคสมัยเขาน่ะ Duchamp ก็สร้างงานขึ้นมาวิวาทะ กับความคิดของกระแสหลักที่ตอนนั้นใครๆ ก็มักมองว่างานศิลปะมันสูงค่ามากๆ ดูชองป์ ปลดปล่อยงานศิลปะ โดยการเอาโถส้วมไปไว้ในหอศิลป์มาแล้ว ( เซ็นชื่อด้วยนะ )

จริงๆ รูปของ จขบ.และ คอมเม้นท์ของคนอื่น ก็นำมาซึ่งการคิดต่อเหมือนกันนะ

และก็อ่านคอมเม้นท์ของคุณ แมวในเมือง แล้วก็อยากบอกว่า งานศิลปะ มันอาจจะไม่เริ่มต้นด้วยแรงบันดาลใจก็ได้นะ
Chance หรือเหตุบังเอิญ บางทีก็สร้างงานศิลปะได้เหมือนกัน

dhammanarchist said...

สงสัยจริงๆ ว่ามีเวลาว่างมากขนาดนั้นเลยหรือ

sunloo said...

เห็นด้วยกับคุณ grappa นะคะเรื่องสีติดตีนเนี่ย
ศิลปะมันเป็นเรื่องของมุมมอง คนเรามีสุนทรียะต่างกันไป
แต่ของที่เจ๋งยังไงมันก็คือของที่เจ๋งนะคะ

ของบ้างอย่างที่เราไม่อินไม่ใช่ว่าคนอื่นจะไม่อินด้วย และในทางกลับกันด้วยนะคะ

ของบางอย่างที่เราไม่อินตอนนี้ใช่ว่าในภายภาคหน้าเราไม่จะเข้าใจ

เราตีความและทำความเข้าใจ หรือซาบซึ้งกับของสักอย่าง หนังซักเรื่อง เพลงบางเพลง งานศิลป์กี่หลายงาน ด้วยพื้นฐานความรู้ ความสนใจ ประสบการณ์ที่ต่างกันไป

บางครั้งรู้ตัวบ้างไม่รู้บ้างคละกันไป

รูปที่เจ้าของบล็อกวาดเนี่ย ดูแร้วรู้สึกว่า

1.ไม่สวย (แต่จริง ๆ เขาคงไม่ได้อยากจะให้่ดูละบอกว่าสวยหรืออะไร)

2.คนวาดหมกมุ่น

3.การวาดรูปคงช่วยผ่อนคลายได้อยู่ ไม่เลว ได้ผลนะ บล็อกนี้อ่านสนุกดี ให้ความรู้สึกจิตหลุดดี

อ่านบล็อกนี้แร้วนึกถึงห้อง ๆ นึงในแกลอรี่ศิลปะแห่งหนึ่ง
ห้องขาวสนิทที่พนังติดไฟนีออนที่คดเป็นตัวหนังสือ ว่า
THE WORLD + THE WORK = THE WORLD
แปลกดีดูมาสองสามที รอบนึ้ถึงรู้สึกอิน

แกะไปเถอะค่ะพี่เทป เขียนไปเถอะค่ะพี่บล็อก