Monday, August 21, 2006

พับถุง

...

เวลาที่หัวตันๆ ตื้อๆ เขียนต้นฉบับอะไรไม่ออก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั่งวนเวียนคิดที่เขียนอยู่นั่นแหละ ผมมักจะคิดถึงการพับถุงกระดาษ คุณพับถุงเป็นไหมครับ ผมพับถุงเก่งนะจะบอกให้ ตอนเด็กๆ ที่บ้านผมเป็นร้านขายของ นอกจากจะใช้ถุงพลาสติกที่ต้องซื้อเขาแล้ว ที่บ้านก็ทำถุงกระดาษใช้เองด้วย เวลาทำทีก็ทำกันเยอะๆ เป็นพันๆ ใบ แม่จะกวาดเอากระดาษเก่าๆ มากองไว้จำนวนมาก ต้มแป้งเปียกเหนียวๆ ขึ้นมาสัก 1 ขัน แล้วก็เกณฑ์ลูกๆ และคนงานที่บ้านมานั่งพับถุงกัน แม่บอกว่าพับถุงใช้เองประหยัดดี ถุงแบบนี้ถ้าไปซื้อเขา เขาขายร้อยละ 3 บาท หรือ 5 บาท ถ้าเราพับกันเอง ก็แทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย แค่กระดาษเก่ากับแป้งเปียกกวนเอง ตอนเด็กๆ ผมชอบพับถุง การพับถุงนี่มันก็เป็นงานที่น่าสนุกดีนะครับ นั่งพับไปได้เรื่อยๆ ทั้งวัน พับมากก็ได้ถุงมาก พับไปเพลินๆ เปิดทีวีดูไปพลางๆ ถ้าเมื่อยหรือหิวก็ลุกไปเดินเล่นหาขนมกิน เสร็จแล้วก็มานั่งพับต่อ ถ้านั่งพับถุงไปแบบนี้เรื่อยๆ ยิ่งพับก็จะยิ่งมีความชำนาญ ยิ่งมีความชำนาญก็จะยิ่งพับได้เร็วและได้มากขึ้น

เทียบกับการทำงานเขียนหนังสือนะ คุณรู้ไหมว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ถ้ายิ่งต้องเขียนมาก มันก็จะยิ่งเขียนไม่ออก เพราะความคิดมันหมดหัวแล้ว ถ้ายิ่งไม่มีแรงบันดาลใจ แล้วยิ่งไปบีบคั้นมากเข้า มันก็จะยิ่งเขียนไม่ออกและเครียดหนักเข้าไปอีก ในวันที่หัวตันๆ ตื้อๆ เขียนต้นฉบับไม่ออก จึงกลายเป็นวันที่ผมได้แต่นั่งหายใจทิ้ง เฮือกๆ เฮือกๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านโดยเปล่าประโยชน์ ผมทำงานเขียนหนังสือมานานเกือบ 10 ปีแล้ว จึงเบื่อสภาวะอาการในวันเขียนไม่ออกแบบนี้ และรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านไปจริงๆ ผมสงสัยว่าจะมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนหันมาเปิดกิจการพับถุงขาย คือถ้าวันๆ หนึ่ง เขาพับถุงอย่างเดียว พับไปเรื่อยๆ พับได้เท่าไร ก็ส่งไปขายในราคาร้อยละ 5 บาท (หรือถ้าได้ราคาดีกว่านี้ก็จะยิ่งดีนะ) เขาอาจจะเป็นมหาเศรษฐีจากการพับถุงขายก็ได้ แล้วถ้าไม่ใช่แค่คนเดียวหล่ะ จะเป็นไปได้ไหม ถ้าคนไทยทั้งประเทศ เอาเวลาว่างของพวกเรา มาร่วมกันพับถุงขาย พับไปเรื่อยๆ แทนที่จะหายใจทิ้งไปแต่ละนาที ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะมีเวลาว่างมากเหมือนผมหรือเปล่า ถ้าคุณว่างมาก และมาพับถุงกัน GDP ของประเทศไทยปีหน้า อาจจะพุ่งพรวดแซงอเมริกาและญี่ปุ่นไปเลยก็ได้ มีเพื่อนคนนึงแย้งว่า แล้วใครจะมาซื้อถุงเราล่ะ ผมบอกว่า ก็คนขายกล้วยแขกจากทั่วโลกไง พวกเขาจะต้องใช้ถุงกระดาษแบบนี้ทั้งนั้น เพราะถุงพลาสติกทำให้กล้วยแขกแฉะและอมน้ำมัน เพื่อนคนเดิมถามอีก ว่าแล้วใครจะมาซื้อกล้วยแขกล่ะ ผมบอกว่า ก็ประชากรโลกไง ไม่ว่าคนประเทศไหนก็กินกล้วยกันทั้งนั้น (ฮา!)

นี่คงเพี้ยนเกินไปแล้วล่ะมั้งเนอะ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก ที่ผู้คนแต่ละคน ในระบบสังคมและเศรษฐกิจแบบในปัจจุบัน จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง จากการลุยทำงานดุ่มๆ ไปแบบนี้ ปัญหาแรกคือตลาดไม่มีอุปสงค์หรือ Demand มากพอที่จะรองรับศักยภาพการผลิตของเราทุกคนรวมกัน ปัญหาถัดมาก็คือ ผู้ที่มีทุนมากกว่า จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการลดต้นทุนในการผลิต และลดราคาถุงกระดาษของตนเองลงไป โดยวิธีเปิดโรงงานอุตสาหกรรม และจ้างคนงานจำนวนมากมาพับถุงให้ ซึ่งคนงานจะได้รับเป็นค่าจ้างรายวันหรือรายเดือน แทนที่จะได้ค่าถุงกระดาษไปแบบเต็มๆ แล้วในที่สุด การพับถุงก็จะกลายเป็นงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อ และผู้พับถุงก็จะถูกนายทุนขูดรีด และถูกระบบกัดกิน อย่างที่ผมเคยบ่นเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในบล้อกที่ผ่านๆ มานั่นแหละ แล้วก็ต้องมีคนไปหางานอื่นที่ไม่ซ้ำซากทำแทน อย่างเช่นการเขียนหนังสือเป็นต้น มันดูวนเวียนยังไงไม่รู้เนอะ ผมเลยสงสัยต่อเรื่องชีวิตและการทำงานจริงๆ เลย ว่าคนเราจะสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ออกมาอย่างเต็มที่ได้อย่างไร ในเมื่อถ้าจะให้เขียนหนังสือเยอะๆ ก็เขียนไม่ออก แต่ถ้าจะให้ไปพับถุงเพลินๆ ก็ไม่มีคนรับซื้ออีก เป็นไปได้ไหม ที่มันจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการเขียนหนังสือและการพับถุง คือเราจะเขียนหนังสือแบบที่เราอยากเขียนจริงๆ แล้วเราเลยเขียนออกมาได้เยอะมากมายมหาศาล มีต้นฉบับหลั่งไหลออกมาอย่างพรวดพราด แล้วก็ยังมีบรรณาธิการรอรับซื้อต้นฉบับเหล่านี้ไปอีก


ต่อไปนี้เป็นภาพขั้นตอนการพับถุงครับ


1. อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงแค่กระดาษและกาว



2. ทากาวที่ขอบกระดาษด้านหนึ่ง แล้วนำขอบอีกด้านมาประกบ ทิ้งไว้ให้กาวแห้งสนิท



3. พับปลายด้านหนึ่งขึ้นมาสูงไม่เกิน 1 ใน 3



4. พับตามรูปนี้นะครับ เขียนอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แหะแหะ แล้วเอากาวทา แล้วพับอีกด้านลงมาทับ ทิ้งไว้ให้กาวแห้ง

5. เสร็จแล้วครับ ถุงกระดาษร้อยละ 5 บาท
...

7 comments:

Anonymous said...

คิดมากเหมือนเดิมเลยพี่

แต่ชอบใจไอ้พาราดอกซ์ที่ว่า

จะให้เขียนมากๆก็เขียนไม่ได้
พับถุงเพลินๆใจก็ขายไม่ออก

มันอัดอั้นตันใจมากเลยใช่ไหมคะพี่?
@^__6@

เจิน

dhammanarchist said...

ไม่เคยมีปัญหาเขียนไม่ออก
แต่ตอนเด็กๆเคยพับถุง เจ้าของบล็อกอาจไม่เชื่อ เหมือนที่เคยไม่เชื่อมาแล้วว่าผมเคยเข้าโรงจำนำ
ผมมีปัญหากับการพับถุง เพราะไม่ชอบนั่งเฉยๆพับถุง พอๆกับที่ไม่ชอบซักผ้า การพับถุงเป็นงานฝีมืออย่างหนึ่ง ผมไม่ชอบงานฝีมือ
แต่ผมชอบเขียนหนังสือ
และไม่เคยมีเลยแม้สักครั้งเดียวที่เขียนไม่ออก
ไม่ได้โม้นะ
แต่ขอเคาะไม้ก่อนสามที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก

Anonymous said...

อืมมม
ต้องหาวิธีการพับถุงแบบใหม่ ๆ
ให้มีถุงแบบแปลก ๆ
ทดลองหลาย ๆ แบบ

เหมือนเขียนหนังสืออ่ะ
ต้องเติมความรู้ใหม่ ๆ
ต้องเติม inspiration แรงบันดาลใจ

JS in Lboro

Anonymous said...

... ต่อจากเมื่อกี้นิดหนึ่ง ...

หรือไม่ก็ต้องมีเพื่อนเก่ง ๆ ฉลาด ๆ
จะได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนทางความคิด และประสบการณ์

อิอิ

JS in Lboro

chcnakith said...

ตอนเด็กๆ เคยพับขาย ร้อยละ 4 บาท
เอ่อ...กาวยู้ฮูนี่รู้สึกไม่ค่อยเวิร์กนะคะ

Cattown said...

ตอนที่เรียนวิชาวรรณกรรมฝรั่งเศส อาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ถามนักศึกษาว่า "เราทำงานไปเพื่ออะไร?"
(ขอย้ำว่านี่คือวิชา วรรณกรรม)

ฉันและทุกคนตอบว่า เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ เงิน
ต้องถูกแน่ๆ จะมีอะไรถูกไปมากกว่านี้ ฉันในตอนนั้นคิด

อาจารย์เฉลยว่า คนเราทำงานเพื่อ "ไม่ให้เบื่อ"

ลองนึกภาพคนสมัยโบราณ พวกเขาก็แค่ล่าสัตว์หาอาหาร ทำเรื่องอย่างว่า แล้วก็นอน

ต่อมาพวกเขาก็เบื่อ ก็เลยหา "อย่างอื่น" นอกเหนือจากนั้นทำแทน สิ่งนั้นต่อมาเรียกว่า "อาชีพ"

tern said...

ตอนประถมก็เคยทันใช้แป้งเปียกด้วยค่ะ เม็ดข้าวสุกก็เคย (ยามฉุกเฉินจริงๆ) จำได้ว่าเคยใช้นิ้วถูๆ ลบกระดาษแทนยางลบเวลาทำการบ้านด้วย (ยามฉุกเฉินจริงๆ) แล้วก็จำได้ว่า วันแรกที่เปลี่ยนมาใช้ปากกาลูกลื่นแทนดินสอ ตื่นเต้นมาก บอกกับตัวเองว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ

ช่วงหลังๆ พอหยิบดินสอมาใช้ก็จะนึกถึงสมัยเด็กทุกที (ใครๆ ก็คงเป็นเหมือนกัน) จำได้ว่าการใช้ไส้ดินสอกดเป็นสีๆ เคยอินเทรนด์มาก หรือก่อนหน้านั้น ถ้าเหลาดินสอด้วยมีดได้แหลมเปี๊ยบก็จะเท่ห์มาก การคัดลายมือได้สวยเป็นเรื่องน่าชื่นชม ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เดี๋ยวนี้ใช้คอมพิวเตอร์เยอะกว่าใช้ปากกาอีก แค่หยิบปากกามาเขียนก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว บางทีก็มือแข็งๆ เขียนไม่ถนัดซะงั้น

ไม่ได้พยายามจะพูดว่า ปัจจุบันมันแย่ลง หรือบลาๆๆนะคะ :P คืออ่านเรื่องพับถุงแล้วมันนึกขึ้นมาได้ตามนี้จริงๆ

เออ แล้วพี่ว่า คนสมัยก่อนที่เค้าไม่มีคอมพิวเตอร์เขียนต้นฉบับ เค้าจะทำงานด้วยสปีดแบบเรามั้ยอะ (ถามจริงๆ นะ ไม่ได้กวน)