Thursday, September 21, 2006

ปฏิวัติ 2

...

เห็นภาพชาวบ้านไปเดินถ่ายรูปคู่กับรถถัง และทหารที่กำลังถือปืนรักษาการณ์อยู่ตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ แล้วทำให้ผมรู้สึกว่าคนไทยเราเป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยซีเรียส ไม่ค่อยเคร่งเครียดกับปัญหาในชีวิตดีนะครับ บางคนแอ๊คท่าชูสองนิ้ว บางคนเอากล้องโทรศัพท์มือถือยื่นออกไปสุดแขนถ่ายตัวเองก็มี เหมือนพวกเขากำลังไปเที่ยวงานอีเวนต์รื่นเริงไม่มีผิด ผมนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนที่รสช. ปฏิวัติรัฐบาลชาติชาย ตอนนั้นพวกเราก็ chillๆ กันแบบนี้แหละ บางคนไชโยโห่ร้อง เอาดอกไม้ เอาส้ม เอาข้าวกล่องไปให้ทหาร มีบางคนหอบดอกไม้ช่อใหญ่ไปให้หัวหน้าคณะรสช. ถ่ายมาออกข่าวทีวีเลยก็มี เวลาผ่านไปไม่นานหลังจากวันนั้น เราจึงเพิ่งมารู้ตัวกันว่าโดนหลอกเข้าให้แล้ว และเราก็ออกมาเดินขบวนกันอีกครั้ง ในช่วงแรกๆ ของการเดินขบวนตอนนั้น ผมยังจำได้ว่าพวกเราก็ยัง chillๆ กันเหมือนเดิม ไปนั่งๆ นอนๆ ฟังปราศรัยด่ารสช. ไปพลาง ปากก็แทะปลาหมึกปิ้งที่มีพ่อค้าเข็นมาขายไปพลาง เหมือนเป็นอีเวนต์รื่นเริงครั้งใหญ่ให้เราเฮโลกันไป ตอนนั้นเราไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรตามมา เราเชื่อมาตลอดว่าทหารไทยมีบทเรียนมาแล้ว จากประวัติศาสตร์ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2516 และ 2519

ผมเองก็ไปนั่งเล่นฟังการปราศรัยด่ารสช. อยู่หลายวัน มีวันหนึ่ง ช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พวกม็อบเคลื่อนพลเดินกันไปจากสนามหลวง จนไปติดอยู่ตรงด่านกั้นของทหาร เขาเอารั้วลวดหนามและรถทหารมากั้นถนนเอาไว้ ตรงแถวสะพานผ่านฟ้า ช่วงที่เผชิญหน้ากันนั้นก็หวุดหวิดจะเกิดความรุนแรงอยู่หลายที ผู้นำม็อบคือจำลอง ศรีเมือง ต้องคอยบอกให้ประชาชนนั่งลงและอยู่ในความสงบ แล้วปรบมือให้ทหารตรงนั้นว่าใจดี ไม่ทำร้ายประชาชน มีชาวบ้านบางคนเอาดอกกุหลาบไปยื่นให้ทหารด้วย แล้วพวกที่อยู่แนวหลังก็ปรบมือดีใจกันใหญ่ ม็อบได้ไปปักหลักบนถนนราชดำเนิน เผชิญหน้ากับด่านรั้วลวดหนามตรงสะพานผ่านฟ้าอยู่หลายวัน ผมเดินแวะเวียนไปดูสถานการณ์แบบ chillๆ ช่วงตอนกลางวัน ก็เห็นประชาชนกับทหารตรงด่านกั้นนั้น ยิ้มแย้มให้กันดีอยู่ มีการตั้งเวทีปราศรัยตรงนั้น มีนักร้องเพลงลูกทุ่งผู้หญิงขึ้นไปร้องเพลงแซวทหารว่าน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี ทั้งสองฟากของรั้วลวดหนามก็พากันเฮฮาสนุกสนาน

เท่าที่จำได้ หลังจากนั้นเขาสลายการชุมนุมกันชั่วคราว เพื่อหลีกทางให้กับการจัดงานอะไรสักอย่าง ที่ต้องใช้ถนนราชดำเนิน แล้วก็มานัดกันอีกครั้งในคืนวันที่ 17 พฤษภานั่นแหละครับ ภาพความเฮฮากุ๊กกิ๊กรักกันจังของประชาชนกับทหารก็เปลี่ยนแปลงไป จากหน้ามือเป็นหลังตีน ประสบการณ์จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้ผมเห็นเลยว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราคิดไปว่าทหารมีบทเรียนที่ดีพอแล้ว และจะไม่ทำร้ายประชาชนอีกแล้วแน่นอน นั่นมันก็หมายความว่าไม่แน่นอนเสียแล้ว เมื่อถึงสภาวะวิกฤติที่สุด และผู้บังคับบัญชามีคำสั่งลงมาให้ยิง เพราะคนพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์บ้าง เป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง เป็นพวกต้องการล้มล้างสถานบันบ้าง เขาก็ยิง ยิงตามหน้าที่ของเขา ถ้าทหารกองพันนี้ดูท่าทางว่าอาจจะไม่ยิง ผู้บังคับบัญชาเขาก็นำทหารกองพันอื่นมายิงแทนได้อยู่ดี คนเราเมื่อมีปืนอยู่ในมือ กฎหมายอยู่ในมือ อำนาจอยู่ในมือ บทเรียนโง่ๆ ในอดีตอาจจะถูกหลงลืมไป เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ใครจะมาสนใจ ว่าเราเคยเป็นคนที่เอาดอกไม้ไปยื่นให้พวกเขา เราเคยเป็นคนที่ชูสองนิ้วยิ้มแฉ่งถ่ายรูปคู่กับพวกเขา หรือแม้แต่ว่า ใครจะมาสนใจ ว่าเราเคยเป็นคนที่ดีใจเอามากๆ เมื่อเห็นเขาลงมือปฏิวัติขับไล่ทรราชย์คอร์รัปชั่นออกไป ตอนนี้อย่าเพิ่งออกไปเฮฮาถ่ายรูปเลยครับ มารอดูกันก่อนดีกว่า ในอีก 2-3 อาทิตย์นี้คงพอจะรู้ ว่าเขาจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้หรือเปล่า

...

7 comments:

Anonymous said...

จาก สวยนอกซอย

อายุที่มากขึ้น ทำให้เราพบว่า "การนอนไม่หลับ" นั้นมันทรมานาแค่ไหน จริงๆ นะ มันโดดเดี่ยว เดียวดายยิ่งกว่าจิ้งจกตัวสุดท้ายในจักรวาลเสียอีก

อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องปฏิวัติ แต่เราคิดว่ามันคงจริงอย่างที่พวกโรแมนติคชอบค่ำครวญว่า "โลกกว้างเท่ากับคนที่เรารู้จัก"

คนเยอะเหลือเกินนะ โลกนี้ เยอะมากมาย จนบางทีเราเหนื่อยที่จะไปสนใจกับเรื่องราวของ "สังคม" และความเป็นไปของผู้คนจริง ๆที่อยากทำคือฟังเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมาแล้วคิดถึงบางคนให้ตายกันไปข้าง!

ไม่ได้แค่คิดถึงทุกวัน แต่คิดถึงโคตร ๆๆๆๆ แทบจะลงแดง ไม่ทราบว่าคุณพี่เคยเป็นไหม ทำไมสนใจเรื่องปัญหาสังคมเยอะจัง

filmsick said...

http://filmsick.exteen.com/20060920/entry-2

Anonymous said...

จาก

สงสัยคนที่ไปถ่ายรุป อาจจะอยากรำลึกวันเด็กแห่งชาติ ที่เคยไปขึ้นเครื่องบิน นั่งรถถัง น่า พี่ขี้เหงา มองโลกร่าเริงหน่อย อย่าซีเรียส

ส่วนความคิดถึงนั้น เดาว่าพี่น่าจะเริ่มเป็นบ้าง เห็นชอบพูดเรื่องความรัก ความโสดของตัวเองบ่อย

แล้วสาวอมรินทร์ ที่เค้าลือกันนั้น กุ๊กกิ๊ก คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เอาใจช่วย ให้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนซะที

โทษนะพี่น้อง said...

เอ่อ ขอโทษนะ จากเรื่องปฏิวัติกลายเป็นเรื่องนอนไม่หลับ กับเรื่องคิดถึง ไปจนถึงเรื่องกิ๊กหรือแฟนได้ไงน่ะ

ว่าจะทำตัวเป็นผู้อ่านอย่างเดียวและไม่ลงคอมเมนต์แล้วเชียว แต่อ่านแล้วอดไม่ได้

โทษนะ-บางทีเราก็ชอบทำเป็นพูดถึงเรื่องปฎิวัติ เรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง แต่ก็พูดแบบแตะๆ ทุกที ประมาณว่าขอให้รู้ไว้นิดหน่อยว่า "ข้าสนใจการเมืองนะเว่ย" แต่ก็ยังสนใจแต่เรื่องของตัวเองอยู่ดีใช่ไหม

มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางวันยังค่ำใช่ไหม?

ว่าแล้วไปอ่านในบล็อก filmsick ดีกว่า

mildsteel said...

ชอบที่ อ.โต้ง พูดทำนองว่าเราอาจต้องถอยหนึ่งก้าว เพื่อจะก้าวไปข้างหน้าใหม่ได้

เรื่องทหารจะกลับคำ ผมไม่ค่อยกลัวเท่าระบอบทักษิณยังไม่ตายสนิทและอาจกลับมาป่วนบ้านเมืองใหม่มากกว่าอ่ะครับ

grappa said...

งง ๆ กับท่าทีของคนยุคนี้ต่อทหารเหมือนกัน
หรือจริงๆ แล้วพวกเขาชอบวิธีการแบบเผด็จการ

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ คห ของmindsteel แฮะ
ระบอบทักษิณ ชั่วๆ ดีๆ เราก็ตรวจสอบได้
เราไปตะโกนเย้วๆ ด่าได้
ก็คนส่วนใหญ่ไปเลือกเขามา
ก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่คุณเลือกมาสิ


แต่ระบอบทหารนี่ เขาเอารถถัง เอาปืน
มาจ่อหน้าบ้านเลยหนา
แถมเขาฉีกรัฐธรรมนูญอีก
ทำไมชอบกันจัง

อย่าลืมเข้าไปดู Thaiblogger.org
พี่เข้าไปหาความรู้เรื่องโค้ดที่ใช้ในการเขียนบล็อกบ่อยๆ
เลื่อนลงไปล่าง ๆ ดุเมนูขวามือ
ตรงคำว่า Blog Blogging
What is a blog?
ฯลฯ ไ

mildsteel said...

ผมว่ามันเป็นชุดความคิดที่ง่ายและสำเร็จรูปเกินไป หากจะบอกว่าคนไม่ต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้เป็นพวกชอบวิธีการแบบเผด็จการ

ต้องออกตัวว่าผมไม่ได้ชอบการรัฐประหารไม่งั้นคงไม่ใช้คำว่า "ถอย" มาหนึ่งก้าวอ่ะครับ ผมว่ามันเป็นการคลี่คลายปัญหาการเมืองไทยในแบบของเราเอง (ไม่คิดจะเอามาตรฐานหรือวิธีคิดแบบฝรั่งมาเปรียบเทียบเพราะ context มันต่างกัน และ context ในการรัฐประหารครั้งนี้ก็ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ )

ที่สำคัญเรื่องราวมันไม่ได้จบที่การให้ทหารมาปกครองประเทศ กระบวนการทางประชาธิปไตยก็ต้องบ่มเพาะเสริมสร้างกันต่อไป

เราอาจไปตะโกนด่านายกได้ (และก็อาจถูกโจรมารุมกระทืบได้) เราอาจต่อสู้โดยชุมนุมยืดเยื้อและอาจนำมาซึ่งการเสียเลือดเนื้อเพื่อการเปลี่ยนแปลง

เราอาจประเมินสถานการณ์ในอนาคตแตกต่างกัน แต่ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับที่ อ.ไชยยันต์ที่ว่า "แม้เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ประเทศต้องสูญเสียประชาธิปไตยไปบ้าง แต่ก็รักษาชีวิตคนไทยไว้ได้ แม้การตัดสินใจของพล.อ.สนธิอาจถูกด่า ถูกมองไม่ดีในสายตาต่างประเทศ แต่ทำให้ไม่เกิดการนองเลือด"

มองต่างมุมหน่อยนะครับ :)