Friday, September 22, 2006

ปฏิวัติ 3

...

ขอเขียนเรื่องการเมืองช่วงนี้อีกหน่อยเถอะน่า ปกติไม่ค่อยเขียนเรื่องการเมืองอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ในหัวมีแต่เรื่องนี้วนเวียนตลอดเวลา วันนี้มีน้องที่ออฟฟิศคนนึงถามว่า เย็นวันศุกร์อย่างนี้จะไปเที่ยวไหนดีพี่ ผมบอกว่าไปสยามพารากอนตอนนี้สิ เขากำลังมีม็อบอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ต้านทหารกันอยู่ น้องถามว่า เขาจะม็อบอะไรกันอีก จะต่อต้านทหารทำไมอีก แบบนี้ไปสวนลุมไนท์บาซ่าดีกว่า ผมเลยบอกว่า เออดี ตอนนี้พันธมิตรยกเลิกการจัดรายการเมืองไทยสัญจรฯ ไปแล้ว ไปเดินได้ สบายใจ เรื่องนี้เอาไปเป็นแก๊กเขียนการ์ตูนสั้นๆ ได้นะครับ มันเย้ยหยันต่อความไร้สาระของชีวิตได้ไม่เลว บ้านเมืองกำลังอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองอะไรก็ไม่รู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับกำลังกังวลว่าเย็นนี้ฉันไปเดินช็อปปิ้งที่ไหน หรือว่า นี่เธอ! ไปถ่ายรูปคู่กับรถถังที่ลานพระรูปทรงม้ากันมาหรือยัง เมื่อวานผมนั่งแท็กซี่ผ่านแถวถนนราชดำเนิน เห็นผู้คนเดินถ่ายรูปกันสนุกสนาน จำนวนคนดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อหลายวันที่ผ่านมาด้วยซ้ำ คนขับแท็กซี่พูดเปรยๆ ขึ้นมา ว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะพี่ ภาพพจน์ประเทศเราจะได้ไม่น่ากลัว ผมก็ตอบว่าอือๆ ครับๆ ไปกับเขาด้วย แล้วก็ควักกล้องดิจิตอลขึ้นมาถ่ายรูป เสียดายรถแล่นเร็วไปหน่อย เลยถ่ายได้ไม่สวยเท่าไร

เพื่อนเก่าคนนึงที่ได้คุยกันทางเอ็มเอสเอ็น เขามีความเห็นว่าการที่สภาพสังคมและผู้คนของเราเป็นแบบนี้ ในเวลานี้ คือหมกมุ่นอยู่กับบริโภคนิยม อีเวนต์รื่นเริง กิจกรรมกินดื่มเย็นวันศุกร์ ฯลฯ ก็มีส่วนดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุด มันก็ทำให้ประเทศของเราในตอนนี้ ยังคงดูสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ไม่ต้องล้มตายกัน เพื่อต่อสู้กันทางอุดมการณ์ทางการเมือง เปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ที่ประชาชนเขามีความตื่นตัวทางการเมืองสูง มีความคิดหัวรุนแรง ยึดถืออุดมการณ์ทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง ผลสุดท้ายแล้ว มันลงเอยด้วยการนองเลือดเป็นประจำ อย่างสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่นักศึกษาจีนไปเดินขบวนประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วโดนรัฐบาลจีนฆ่าตายเป็นเบือ เทียบกับเมืองไทยเรา ความคิดทางการเมืองไม่รุนแรงเท่าไร เวลาชุมนุมกันทีก็ chillๆ พวกพันธมิตรไล่ทักษิณก็ชุมนุมกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาจากจนถึงล่าสุด ก็ยังไม่มีใครถึงตาย นอกจากผู้ชุมนุมคนนึงที่ไปนอนกลางถนน ตอนกลางคืนมีรถถอยเข้ามาหาที่จอด แล้วบังเอิญทับตายพอดีนั่นแหละ จนกระทั่งระยะหลังๆ มา กระแสความคิดแบบหัวรุนแรงค่อยๆ แพร่กระจายไป ทำให้เราแบ่งข้างแบ่งฝ่ายกันรุนแรงนั่นแหละ เลยมีเรื่องม็อบกระทืบม็อบกันที่พาราก้อนและเซนทรัลเวิลด์ (สังเกตดูสิ เวลาจะม็อบอะไรกันที จะกระทืบกันที ก็ยังอุตส่าห์ไปที่ศูนย์การค้าเลยนะ)

ความคิดแบบหัวรุนแรงของทั้งสองฝ่าย ค่อยๆ ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบ 2-3 เดือนก่อน จนมีม็อบหนุนและม็อบต้านกระจายไปทั่วประเทศ ท่าทางจะแย่แล้วนะครับ หลายคนเลยคิดว่าเป็นการดีแล้ว ที่ทหารออกมาปฏิวัติคราวนี้ กระแสความขัดแย้งจากความคิดแบบหัวรุนแรงของทั้งสองฝ่ายจะได้หยุดเสียที อย่างน้อยที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็จะได้ไม่ต้องมากระทืบกัน ในช่วงการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ผมเองก็เชื่อว่าเขากระทืบกันแน่ๆ และอย่างน้อย ทหารก็คงยังไม่ยกกระบอกปืนขึ้นมายิงประชาชนในช่วงนี้หรอก ดูเหมือนว่าเรามีความพอใจที่จะเก็บกดความรู้สึกหัวรุนแรง หรืออุดมการณ์ หรือความตื่นตัวทางการเมืองเอาไว้ ยอมอยู่ใต้อำนาจของอะไรบางอย่างร่วมกันแต่โดยดี เพื่อแลกกับความสงบสุขในบ้านเมือง แน่นอนว่าเพื่อที่เย็นวันศุกร์แบบนี้ จะได้ไปเดินสยามพาราก้อนหรือสวนลุมไนท์บาซ่าอย่างสบายใจ

ผมคิดว่าการเอาตัวรอดจากปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า ที่เราทำกันอย่างง่ายๆ ตื้นๆ และผิดวิธี คือการปฏิวัติกันในคราวนี้ มันไม่ได้ช่วยแก้ความขัดแย้งอะไรที่ซ่อนตัวอยู่ลึกๆ หรอก เรารอดพ้นจากการนองเลือดกันในตอนนี้ได้ แต่ในเมื่อปัญหาลึกๆ มันยังอยู่ ประชาชนยังไม่มีความคิดอ่านไปในทางที่ถูกที่ควร ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงก็หมกมุ่นอยู่กับบริโภคนิยม ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดีงาม ส่วนชนชั้นล่างรากหญ้าก็ยังด้อยการศึกษาและโอกาส นอนแบมือรอขอประโยชน์แบบง่ายๆ จากผู้มีอำนาจ และก็ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดีงามอีกเช่นกัน สักวันเราก็ยังจะต้องนองเลือดอยู่ดี อาจจะเป็นช่วงต้นปีหน้า เมื่อคนเมืองเริ่มเบื่อทหารแล้ว และออกมาเดินขบวนประท้วงขับไล่ทหาร หรืออาจจะเป็นช่วงปลายปีหน้า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จและมีการเลือกตั้ง แต่พวกเศษเดนทรราชย์บางคนยังกลับมาลอยหน้าลอยตาในการเลือกตั้ง หรือทหารบางคนยังต้องการสืบทอดอำนาจของตนต่อไป ตอนนั้นเราก็ยังต้องนองเลือดกันอยู่ดี พวกเรายังไม่วิวัฒน์พอ เราจึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรเดิมๆ ไม่หลุดพ้น

...

3 comments:

FILMSICK said...

ชอบentryนี้ครับ

mildsteel said...

เห็นด้วยกับการมองปัญหาระยะยาวครับ ผมก็เคยคิด ๆ อยู่ว่าถ้ายังคงมีความเหลื่อมล้ำเช่นในการเข้าถึงข้อมูลความรู้หรือในทางเศรษฐกิจของคนเมืองกับคนชนบท ทำให้ชาวบ้านยังคงถูกซื้อได้ด้วยผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ แล้วถ้าปัญหาแบบนี้มันเวียนกลับมา เราก็ต้องให้ทหารมาแทรกแซงอยู่เรื่อยเลยหรือ

ส่วนคนกรุงผมค่อนข้างทำใจ เห็นเพื่อนไปนั่งหน้าทำเนียบ ฟังปราศรัยไป สั่งพิซซามากินไป หรือพกกล้องไปถ่ายรูปกับคนดัง ก็พยายามคิดว่าอย่างน้อยมันก็ยังให้ความสนใจมา (จะถูกจะผิดเป็นอีกเรื่อง) ส่วนพวกไม่สนใจจริง ๆ เลยก็มีอยู่พอสมควร

คิดแล้วก็เหนื่อยครับ แต่ก็พยายามมองแง่ดีว่าการเมืองภาคประชาชนถูกปลุกตื่นขึ้นมาพอสมควรจากระบอบทักษิณ อนาคตก็เป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้หวังผลเลิศอะไร

Anonymous said...

หลังจากเศร้าสุดๆ นิ่งไปหลายวัน ก็นึกขอบคุณอินเตอร์เนตขึ้นมาในช่วงนี้แหละที่ยังพอมีพื้นที่ให้คนเห็นต่างได้บ้าง
เมื่อกี้ได้อ่านบทความนึง ตรงใจมากๆ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5094&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai เอามาฝากเจ้าของบล้อก