Tuesday, September 26, 2006

เสียง

...

เพิ่งกลับมาจากไปดูหนังเรื่อง 13 เกมสยอง รอบสื่อ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว วันนี้ตอนเย็นฝนตกหนักและรถติดมโหฬาร แถวๆ พหลโยธิน อยู่บนรถแท็กซี่เกือบสองชั่วโมงเต็มๆ แทบบ้าตาย จะลงเดินก็ไม่ได้ เพราะฝนตกน้ำท่วมถนน โชคยังดีที่ไปดูหนังทัน หนังสนุกดีนะครับ ไว้ถ้าคิดประเด็นอะไรออก จะเอามาเขียนถึง วันนี้รีบๆ ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เลยมาโพสต์จองพื้นที่ประจำวันนี้ไว้ก่อน อีกประเดี๋ยวจะกลับมาเขียนบล้อกเรื่อง "เสียง" ต่อนะครับ ใครยังไม่รีบนอน ก็อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน

1.00 กลับมาละ อยากจะเขียนเรื่องการใช้เสียงในโฆษณาทีวีและวิทยุ พอดีเพิ่งจะจับสังเกตได้เมื่อเช้าวันนี้เอง ระหว่างที่กำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ก็เปิดทีวีเอาไว้เป็นเพื่อน และจะได้ฟังข่าวอะไรนิดนึง เร่งเสียงให้ดังขึ้นนิดหน่อย เพื่อจะได้ยินถึงในห้องน้ำด้วย พอรายการคุยข่าวตอนเช้าตัดเข้าช่วงโฆษณา อาบน้ำไปอาบน้ำมา ได้ยินเหมือนเสียงแตรรถดังที่หน้าบ้าน เหมือนมีใครมาบีบแตรเรียกให้ออกไปเปิด ผมก็สะดุ้ง แล้วกำลังจะรีบๆ ล้างสบู่ออกจากตัวให้หมด และพยายามเงี่ยหูฟังแตรรถอีกที ปรากฏว่ามันเป็นเสียงจากโฆษณาในทีวี เป็นโฆษณาแป้งเด็กหรือสบู่เด็กอะไรสักอย่าง ที่เขาจัดแคมเปญชิงโชครถยนต์

อาบน้ำต่อไปอีกสักพัก ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง อาจจะเป็นเสียงจากโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือ ไม่แน่ใจ เสียงไม่ค่อยคุ้น แต่มันเหมือนเสียงกริ่งโทรศัพท์จริงๆ พอเงี่ยหูฟังดีๆ มันเป็นเสียงดนตรีจากโฆษณาครีมหมักผมยี่ห้อหนึ่ง ในเสียงดนตรีนี้เหมือนมีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังกริ้งๆ อยู่ข้างในนั้นตลอดเวลา พออาบน้ำเสร็จ เดินออกมาแต่งตัวไปทำงาน ก็ได้ยินเสียงดัง ติ๊งๆ เหมือนคนเอาส้อมขึ้นมาเคาะปากแก้วน้ำบนโต๊ะอาหาร ให้เกิดเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจจากแขก ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวอะไรสำคัญ พอชะโงกไปดูที่หน้าจอทีวี ก็รู้ว่าเสียงนี้มาจากโฆษณาซุปก้อนปรุงรสยี่ห้อหนึ่ง จะมีเสียงดังติ๊งๆ ตอนที่ซุปก้อนนั้นหล่นลงไปในหม้อแกงจืด

นอกจากเนื้อหาในโฆษณา ที่นักโฆษณาต้องการจะนำเสนอแล้ว เช่นแคมเปญชิงโชคใหม่ หรือคุณสมบัติของครีมหมักผม หรือซุปก้อน นักโฆษณายังได้ใส่สารอะไรบางอย่างเข้าไปในโฆษณานั้นด้วยแบบลับๆ ถ้าสารนั้นมีความลึกล้ำและลับมาก ก็จะกลายเป็น Subliminal อย่างที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ในบล้อกตอนแรกๆ เลย ที่ชื่อว่า "ไม่ - เปลี่ยน - ช่อง" แต่ยังมีสารบางอย่าง ที่ไม่ลึกล้ำและไม่ลับขนาดนั้น คนดูโฆษณายังพอรู้เห็น ได้ยิน และได้รับสารนั้นบ้าง นั่นก็คือเสียงที่เขาใส่แทรกเข้ามาแบบลับๆ เสียงที่ใช้ส่วนใหญ่ มักจะเป็นเสียงกริ่ง เสียงแตร เสียงเรียก หรือเสียงที่กระตุ้นความรู้สึกคนดู ให้มีความตื่นตัวขึ้น และหันมาสนใจโฆษณาชิ้นนั้น

มีครั้งหนึ่ง ผมเคยขับรถอยู่แล้วเปิดฟังวิทยุไปด้วย จู่ๆ ก็มีเสียงแตรรถดังขึ้นมา ผมได้ยินเสียงแล้วสะดุ้ง มองกระจกรอบคันรถ ว่ารถผมโดนใครบีบแตรใส่ ปรากฏว่ามันเป็นเสียงจากโฆษณาสินค้าอะไรสักอย่าง ผมจำไม่ค่อยได้ อาจจะเป็นบริษัทประกันภัยหรือไงนี่แหละ โฆษณาทีวีที่นิยมใช้เสียงเรียกความสนใจอีกอย่าง คือโฆษณาพวกบริการ 1900 เขาชอบใช้เสียงกริ่งโทรศัพท์มาดึงดูดความสนใจ "โทรเลย กริ้งๆๆ โทรมาได้เลย กริ้งๆๆ" ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ และโฆษณาขายของในทีวี เขาใช้เสียงกริ่งโทรศัพท์เช่นกัน มาอัดกระหน่ำหูคนดูไปตลอดโฆษณา นอกจากเสียงกริ่งโทรศัพท์ เขายังใช้เสียงดนตรีที่เน้นเสียงกลองทึบๆ หนักๆ ประกอบโฆษณาด้วย สังเกตดูว่าเสียงกลองนี้จะฟังดูเหมือนเสียงหัวใจเต้นของเราเลย โฆษณาสินค้าขายตรงก็ใช้เสียงออดของบ้าน เสียงโฆษณารายการละครของทีวีช่องหนึ่ง ที่มันร้องว่า โอลัลลาลัลลา อะไรนั่นหน่ะครับ ก็มีเสียงคล้ายเสียงกริ่งโทรศัพท์ อยู่ในเพลงประกอบโฆษณา คุณลองเงี่ยหูฟังให้ดี

การเปิดทีวีหรือวิทยุเอาไว้เป็นเพื่อน ระหว่างทำอะไรอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานบ้าน ทำงาน อ่านหนังสือ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเครียดมากนะครับ มันไม่ใช่ความเครียดแบบชัดเจน อย่างความเครียดจากการทำงาน แต่มันเป็นความเครียดลึกๆ ในระดับจิตใจลึกๆ ของเรา ที่มันถูกกระตุ้น ถูกเรียก อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวเสียงแตรรถ เดี๋ยวเสียงกริ่งโทรศัพท์ เดี๋ยวเสียงออดบ้าน ไม่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราจะต้องเงยหน้าขึ้นมาดูมันสักแว้บหนึ่ง โดยอัตโนมัติ ไม่ทันรู้ตัว แล้วจึงค่อยก้มหน้าก้มตาทำอย่างอื่นไปต่อ สำหรับผม ไม่อยากจะถือว่าเสียงเหล่านี้เป็นเพื่อนเลย การเปิดทีวีหรือวิทยุเอาไว้ ก็ไม่ได้เป็นเพื่อนเราเหมือนกัน

...

3 comments:

The Carnivalesque said...

นั่นสินะ

ลองมานึกดู เหมือนกับว่า เราได้ยินเสียงต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

อย่างตอนนี้ นั่งอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ได้เปิดโทรทัศน์ แต่ก็ยังได้ยินเสียง เครื่องคอมพิวเตอร์ดัง
อืดดดดดดด
อืดดดดดดดดดดด
อืดดดดดดดดดดดดดดดด
แบบกับคอมพิวเตอร์เหนื่อยมาก กำลังบ่นว่า เมื่อไหร่ แกจะ log off แล้วก็ shut down สักที เหนื่อยเหลือเกิน

แล้วก็ยังมีเสียงรถวิ่งผ่านไปผ่านมา เสียงดังบ้าง ค่อยบ้าง แล้วแต่ขนาด หรือความเร็วของรถ

ให้มานั่งนึกว่า มีตอนไหนบ้าง ที่เราอยู่แบบเงียบ แบบเงียบจริง ๆ นึกไม่ออกอ่ะ แล้วก็คิดว่า คงไม่มีด้วย เพราะเราไม่ได้อยู่ในสูญญากาศ แล้วก็ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก

แต่ที่น่าสนใจ คือ เราอยู่กับเสียงอย่างไร เหมือนบางทีเราก็เคยชินกับเสียงบางเสียง ไม่รู้สึกว่ามันรบกวนอะไร แต่ถ้าเพื่อนข้างห้องปิดประตูเสียงดัง เราก็อยากจะออกไปอบรมมารยาทเขา

ถ้าเป็นเสียงที่เราเลือกที่จะฟัง ก็คงมีความสุขมั้ง แต่ถ้าไม่ได้เลือก แต่มีคนยัดเยียดให้ฟัง หรือทำให้เราได้ยิน ก็คงจะโกรธอีกกกกกกกกกกกกก

แล้ว subliminal ในโฆษณาล่ะ อืมมม น่าคิดนะ เราไม่ได้เลือก แต่เขาอยากให้เราได้ยิน เราจะทำอย่างไรดี

มึก said...

สำหรับการต้องอยู่คนเดียวการเปิดเสียงโทรทัศน์หรือวิทยุไว้ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหละ ยิ่งถ้ามีเพลงถูกใจดังขึ้นมาปากก็จะเริ่มฮืมฮำคลอเพลงตาม สร้างความบันเทิงใจในยามเช้าได้อย่างดี

แต่ถ้าต้องเปิดทีวีหรือวิทยุไว้เพื่อเป็นเพื่อนโดยที่เราอยู่ในห้องน้ำหรือทำอย่างอื่นไปด้วย ความสามารถในการรับฟังของเราจะลดลงเนื่องจากจิตใจจะจดจ่อกับสิ่งอื่นที่กำลังทำ ในกรณีเช่นนี้น่าจะเปลืองไฟแถมยังมีเสียงจากทีวีหรือวิทยุมาคอยกวนใจอยู่ตลอด สมาธิแตก!!!

Anonymous said...

เอ่อ..คาดว่าเราได้หูดับและจิตใต้สำนึกชินชาไปแล้ว เพราะยามหลับก็ยังปล่อยให้วิทยุส่งเสียงปลุกระดมได้อย่างอิสระ



...ตุ๊ก ตุ๊กวิ่งผ่าน...