Saturday, September 16, 2006

ผู้ชาย 30 กว่าที่ดีที่สุด ที่ยังไม่ได้แต่งงาน

...

วันนี้ขอกลับมาเม้าธ์รายละเอียด เกี่ยวกับงานแต่งงานเพื่อนสนิทที่เพิ่งไปมาเมื่อวานครับ งานเขาจัดที่โรงแรมดุสิตธานี ผมไปร่วมงานตั้งแต่ช่วงเช้าสายที่เขาจัดงานหมั้น พอตอนบ่ายก็จัดงานแต่ง แล้วก็รออยู่ที่โรงแรมจนกระทั่งถึงตอนเย็นที่เป็นงานเลี้ยง เพื่อนคนนี้สนิทกันมาตั้ง 16 ปีแล้ว ตั้งแต่เข้าเรียนบัญชีจุฬาฯ ด้วยกันเมื่อปีพ.ศ.2533 สมัยนั้นพวกเรารวมตัวกันเป็นแกงค์เด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่ มีกันอยู่สัก 7-8 คน ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด พอไปถึงมหา'ลัยก็นั่งเล่นโต๊ะเดียวกัน ใครมีชั่วโมงเรียนก็แยกย้ายไปเรียน พอเรียนเสร็จก็ไปกินข้าวกัน หรือไม่ก็ไปเดินช็อปปิ้งดูหนังแถวสยามฯ ก่อนกลับบ้าน ถ้าเป็นเย็นวันศุกร์อาจจะไปดริงค์อะไรกันนิดหน่อยเป็นการเพิ่มเติม มีเพื่อนผู้หญิงสามารถเล็ดลอดเข้ามาอยู่ในกลุ่มเราสัก 1-2 คน ที่จะเป็นพวกห้าวๆ เกเรสักหน่อย แต่เพื่อนผู้หญิงพวกนี้ก็เข้าๆ ออกๆ จากกลุ่มไป เพราะมีแฟนเป็นครั้งคราว ส่วนพวกเราผู้ชายที่จับกลุ่มกัน ส่วนใหญ่โสดสนิทไม่มีแฟนตลอด 4 ปี เพราะรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย เลยหาแฟนไม่ได้ด้วย และก็ขี้อายเกินไปที่จะเริ่มต้นจีบเด็กผู้หญิงด้วย

กดปุ่มฟาสต์ฟอร์เวิร์ดไปจนถึงช่วงเรียนจบกันออกมา แยกย้ายกันไปหางานทำ บางคนก็กลับไปใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านเกิดในต่างจังหวัด บางคนไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วก็อยู่นั่นยาวไปเลย จนเหลือพวกที่อยู่กรุงเทพฯ น้อยลงไปอีก แต่ถึงแม้จะทำงานกันคนละที่ คนละสายงานเลย แต่พวกเราก็ยังนัดเจอกันเป็นประจำ ทุกเย็นวันศุกร์ หรือไม่ก็ศุกร์เว้นศุกร์ แล้วแต่ว่าจะว่างตรงกันแค่ไหน แล้วก็แล้วแต่ว่าช่วงนั้นสมาชิกในกลุ่มจะไปติดพันผู้หญิงแค่ไหน จนกระทั่งมาถึงเมื่อช่วง 5-6 ปีที่แล้ว กลุ่มเรามีเหลือกันอยู่ 4 คน ที่ยังไม่แต่งงานแต่งการไปซะที ทุกวันศุกร์หรือศุกร์เว้นศุกร์ พวกเราก็เลยนัดเจอกัน ไปกินข้าวกันเป็นประจำ กินแค่ข้าวเท่านั้น ส่วนเหล้าเบียร์นั้นแทบจะไม่ค่อยได้กินกันสักเท่าไรแล้ว เพราะขี้เกียจเมาเหล้า กิจวัตรเป็นแบบนี้ติดๆ กันนานหลายปีเลย ผมเคยพูดโม้กับน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าพวกเรา 4 คนนี้ เป็นผู้ชายอายุ 30 กว่า ที่ดีที่สุด ที่ไม่ได้เป็นเกย์ และที่ยังไม่ได้แต่งงาน และที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลก น้องผู้หญิงเบะปากทำท่าไม่เชื่อ เขาหาว่าผมโม้ แต่ผมคิดอย่างนี้จริงๆ นะ พวกเราแต่ละคนมีการศึกษาดี ครอบครัวทางบ้านปกติสุข ถึงจะไม่ได้ร่ำรวย พวกเรามีงานมีการทำ มีเงินเดือนใช้จ่ายพอประมาณ บางคนเงินเดือนถึงขั้นดีมากเลย แต่ยังเป็นโสด ยังไม่ได้แต่งงาน และที่สำคัญคือไม่ได้เป็นเกย์ ดูจากคุณสมบัติเหล่านี้แล้วมันน่าแปลกใจและไม่น่าเชื่ออยู่เหมือนกัน ว่าทำไมจึงยังโสดกันอยู่ได้ และก็ดูเหมือนกับว่าไม่ได้กระตือรือร้นที่จะแต่งงานกันเลย

จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อนคนหนึ่งในแกงค์ 4 คนนี้แต่งงานออกไป เหตุการณ์คราวนั้นช็อคพวกเราพอสมควร ผมได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย เขาแต่งงานแบบคริสต์ ผมเลยใส่สูทไปคอยเดินตามเขาเข้าโบสถ์ ช่วยถือแหวน ถือดอกไม้ให้ที่ข้างปรัมพิธี เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว 2 ปี มาเมื่อวานเพื่อนอีกคนในแกงค์แต่งงานไปแล้วครับ ไม่ต้องเก่งคณิตศาสตร์นัก คุณก็คงรู้ว่าตอนนี้แกงค์ผมเหลือกันแค่ผู้ชาย 2 คน เป็นผู้ชายอายุ 30 กว่าๆ ที่ดีที่สุด ที่ไม่ได้เป็นเกย์ และที่ยังไม่ได้แต่งงาน และที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลก ในงานเมื่อวานเจอเพื่อนร่วมรุ่นบัญชีจุฬาฯ ของเราหลายคน งานแต่งงานของเพื่อนมหาวิทยาลัยก็เป็นแบบนี้แหละ ถือว่าเป็นงานเลี้ยงรุ่นไปด้วยกลายๆ เพื่อนแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งนั้น ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต ดูภูมิฐาน และแน่นอนว่าเงินเดือนคงสูงลิบลิ่ว พวกเขาดูเป็นผู้ใหญ่ มีหลักมีฐานมั่นคงกันหมดแล้ว มีบางคนถามแกงค์ของพวกเราที่เหลือกันอยู่ 2 คน ว่าเมื่อไรจะแต่งงานเสียที พวกเขาส่วนใหญ่แต่งงานกันไปหมดแล้วครับ บางคนอุ้มลูกอายุ 2-3 ขวบมาในงานด้วย บางคนมีลูกแล้วแต่ไม่ได้อุ้มมา และเพื่อนร่วมแกงค์ที่แต่งงานไปเมื่อ 2 ปีก่อน เมื่อวานพาภรรยามาด้วย พร้อมกับลูกที่อยู่ในท้องอายุ 8 เดือนแล้ว

ตามปกติแล้ว ผมก็คิดว่าชีวิตของผมมีความสุขดีตามอัตภาพ ทำงานเขียนหนังสือก๊อกแก๊ก เวลาผ่านไปแต่ละเดือนๆ ได้เงินเดือนสองหมื่นกว่าบาท ก็พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กินข้าวนอกบ้านบ้าง ดูหนังบ้าง ซื้อเสื้อผ้าลดราคา แล้วแบ่งให้พ่อแม่ใช้จ่ายบางส่วน มีเงินเก็บในธนาคารนิดหน่อย ไม่ได้สะสมสมบัติอะไร ไม่ได้ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน อยู่บ้านเป็นเพื่อนพ่อกับแม่ในยามเขาแก่ชราไป โดยยังไม่ได้คิดจะแต่งงาน ผมนึกว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ชีวิตคนเราจะเอาอะไรมาก แต่พอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมยังตามหลังพวกเขาอยู่มากในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านครอบครัว ด้านฐานะ ความเป็นอยู่ทุกอย่าง ผมคิดว่าเรื่องความสุขนี่มันเป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆ เลยนะครับ คือเรามีความสุขของเราได้ ถ้าเราไม่ไปเปรียบเทียบกับใคร และเราก็ใช้ชีวิตอยู่ของเราไปตามปกติ แต่ถ้าเราเอาตัวเราไปอยู่ในอีกสังคมหนึ่ง ไปเปรียบเทียบคนในอีกสังคมหนึ่ง มันทำให้เราเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ไปทำอะไรเลย ระหว่างทางกลับจากงานแต่งงานของเพื่อนสนิทสมัยเรียน ผมเลยมีความคิดอะไรวุ่นวายในหัวเต็มไปหมด อย่างน้อยก็ดีเหมือนกัน มันทำให้ได้ฉุกคิดอะไรขึ้นมาบ้าง

...

6 comments:

buiberry said...

ชอบเรื่องนี้มากครับ มันสามารถดัดแปลงต่อยอดเป็นบทภาพยนตร์ดีๆ ได้เรื่องหนึ่งเลย

Anonymous said...

จาก สวยนอกซอย
ดิฉันอ่านเรื่องนี้จบแล้วก็อยาก เม้นท์ มากกกกกกกก เพราะนึกถึงหน้าคุณพี่ตอนเขียนแล้วมันฮาจัง เอาเป้นว่าถ้าน้องโอเปอเรเตอร์คนที่ชอบทักว่าคุณพี่เป็นเกย์มาอ่าน ท่าจะดีเนอะ :)

เกิดอะไรกับผู้ชายอายุ 30 กว่าที่ดีที่สุด ที่ไม่ได้เป็นเกย์และยังไม่ได้แต่งงานเหรอคะ ดิฉันคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาคนนั้นเรียบร้อยเกินไป จนยากที่ใครจะค้นพบ ความเรียบร้อยของเขาเป็นไงหรือคะ เขาเป็นคนที่พร้อมจะให้อถัยทุกคนที่มากลั่นแกล้งเค้า (อย่างดิฉันเป็นต้น) ความเรียบร้อยของเขาเป็นไงหรือคะ เขามักบอกดิฉันว่าไม่รู้ว่าจะก้าวข้ามวันเสาร์ อาทิตย์ได้อย่างไร สิ่งที่ทำได้คือดูหนังจากโซฟาที่บ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก

คุณผู้ชายอายุ 30 กว่าที่ดีที่สุด ที่ไม่ได้เป็นเกย์และยังไม่ได้แต่งงานคะ ดิฉันบอกได้แค่ว่าจงแต่งงานเสียเถอะค่ะ กับคนที่คุณรักนะคะ แล้วชีวิตจะหายเหงาแน่นอน
:)

Anonymous said...

ชอบที่นายเขียนจัง อ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่องแฟนฉัน ว่าแต่ว่ารู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดอ่ะ ล้อเล่นนะ จริงๆ เท่าที่เล่ามาก็พอแสดงได้ว่าเป็นผู้ชายทีดีแล้วหละ ว่าแต่ไม่คิดจะมีครอบครัวเป็นของตัวเองบ้างเหรอ ยังไงลองมองคนรอบๆ ตัวบ้างก็ดีนะ อาจมีสักคนที่พร้อมจะเข้าใจและร่วมทุกข์ร่วมสุข บั้นปลายชีวิตจะได้ไม่เหงาไง

เหล็กละมุน(mildsteel) said...

ว่าง ๆ เขียนมุมมองเรื่องความรักมั่งสิครับ
หรือว่าหัวข้อนี้มันไร้สาระไปหน่อย :)

Anonymous said...

แล้วที่เค้าเผากันว่าไปกุ๊กกิ๊กกับสาวอมรินทร์นะ ไม่ทำให้หายเหงาเหรอคุณพี่

Anonymous said...

do not judge a book by its cover!!
บางคนดูภายนอกอาจดูดี เป็นคนดี แต่เราไม่รู้เลยว่า จริงๆ เลย เขาคนนั้นคิดอะไร และเป็นคนอย่างไรกันแน่ จนกว่าจะได้ประสบกับตัวเองนั่นแล จึงรู้ว่า "ผู้ชาย 30 กว่าที่ดีที่สุด ที่ยังไม่ได้แต่งงาน" ก็ไม่ได้ดีจริงอย่างที่คิดไว้เลย