Wednesday, July 26, 2006

แซว !

...

เมื่อเช้าพอมาถึงที่ออฟฟิศปุ๊บ ก็เจอน้องโอเปอเรเตอร์ที่ทำงานแซวอีกแล้ว โห! พี่ หน้าใสจัง พี่ไปแอบปัดแก้มมาใช่ไหม? แล้วก็หัวเราะ ฮ่าๆ ฮ่าๆ พี่เป็นเกย์แน่ๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ ผมรู้สึกว่าคนไทยเรามีนิสัยอย่างหนึ่งติดตัวอยู่ คือการแซวคนอื่น หรือการหยิบยกเอาเรื่องของคนอื่น มาพูดกันเป็นเรื่องตลก ผมเองก็เป็นนะ เวลาคะนองปากมากๆ อยู่กับเพื่อนหลายๆ คน เมื่อเห็นใครทำอะไรตลก หรือผิดปกติไป ก็จะหยิบยกขึ้นมาแซว เป็นที่สนุกสนานกัน ยิ่งเป็นคนที่เรารักมาก และยิ่งเราใกล้ชิดสนิทสนมด้วยมาก การแซวกันก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย และสนุกปากมากขึ้น เราไปแซวคนอื่น และถูกคนอื่นแซว จนกระทั่งชินชา และมองว่ามันเป็นมุขตลกธรรมดาๆ ในวัฒนธรรมไทยไปแล้ว เวลาอยู่ในวงเพื่อน ก็แซวกันไป ไอ้อ้วน อีดำ ปากห้อย ก้นใหญ่ ไอ้ตุ๊ด อะไรก็ว่ากัน บลาๆ บลาๆ เทียบกับในสังคมอื่น ผมเคยทำงานอยู่ในบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน มีเจ้าของบริษัท และเพื่อนร่วมงานเป็นฝรั่ง พอไปถึงออฟฟิศในตอนเช้า เขาก็ทักทายผมว่า (ภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยให้ก็ได้) โห! เนคไทของคุณสวยดีนี่ อีกวันเขาก็ทักว่า เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ดูเหมือนคุณไม่สบาย คือลักษณะการทักทายกัน เขายกเอาเรื่องที่ดีที่สุดของกันและกันขึ้นมากล่าวชม หรือไม่ก็พูดแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ในชีวิตและสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่สนิทกันนะครับ เราทำงานร่วมกันนานสักประมาณเกือบๆ ปี ผมว่าฝรั่งมีความสุภาพ ไม่ก้าวร้าว และคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา มากกว่าคนไทย ดูเอาง่ายๆ ตอนเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายตึกเวิล์ดเทรดโดนเครื่องบินพุ่งชนถล่ม ในภาพข่าวเห็นฝรั่งยืนจับกลุ่มกันเพื่อสวดภาวนา ในขณะที่คนไทยเรามีความคิดแบบ "เกรงใจ" คือความเกรงว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา ซึ่งแตกต่างกันนะครับ ความเกรง คือการที่เราไม่ทำสิ่งหนึ่ง เพราะคิดว่ามันจะส่งผลไม่ดีต่อเราตามมา มันเป็นเหมือนความกลัวต่อความผิดมากกว่า ไม่ใช่การยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น จนไม่อยากทำความผิดนั้น ความเกรงใจจึงเหมือนกับการเก็บกดความคิดและการกระทำอะไรบางอย่าง เอาไว้กับคนที่เราไม่สนิท แต่สำหรับคนที่เราสนิทด้วย เราก็เลยระเบิดความเก็บกดนั้นออกมา ด้วยการแซวเขา ที่เขียนมานี่ ไม่ใช่การชื่นชมฝรั่งผิวขาวว่าดีเด่เหลือเกินหรอกนะครับ แค่อยากจะวิจารณ์ระบบความคิดของคนไทยเรามากกว่า และไม่รู้ว่าจะเอาไปเปรียบกับอะไรที่ดีไปกว่านี้ โดยสรุปก็คือ ผมว่าการแซวกันเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงกระทำต่อกัน เป็นการแสดงความก้าวร้าวที่เก็บกดไว้ในใจ ออกมากับคนที่เราสนิทด้วย และเราก็กลบเกลื่อนความรุนแรงก้าวร้าวนี้ ไว้ด้วยเสียงหัวเราะและความคิดว่านี่คือสิ่งที่สนุกสนานเฮฮา อย่าคิดมาก พฤติกรรมการแซวเป็นสิ่งที่เราเห็นได้บ่อยครั้ง ในรายการทีวีห่วยๆ ทั้งหลาย อย่างรายการทอล์คโชว์และเกมส์โชว์ที่มีเกลื่อน พวกรายการยุทธการขยับเหงือก สาระแนโชว์ ก๊อกก๊อกก๊อก พิธีกรจะรวมกลุ่มกันทีม 3-4 คน มารุมแซวดารารับเชิญในแต่ละอาทิตย์ แล้วก็หัวเราะเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องตลก พิธีกรหญิงบางคนในรายการตลก หัวเราะอ้าปากกว้างแบบสะใจ ดูแล้วผมสะอิดสะเอียนมากกว่า รายการละครแบบซิทคอม ก็เต็มไปด้วยมุขตลกจากการแซวกัน และเรื่องที่ใช้ในการแซวกัน อย่างที่เราคุ้นเคยและเห็นบ่อย ก็ไม่พ้นเรื่องอ้วน ดำ ความน่าเกลียดของร่างกาย ความพิการ ความไม่สมประกอบ ความผิดปกติทั้งหลายทั้งปวง ผมว่าการดูทีวีเยอะๆ ที่อัดแน่นไปด้วยมุขตลกโง่เขลา รุนแรง และก้าวร้าวแบบนี้ ยิ่งบ่มเพาะให้เราคนไทยก้าวร้าวขึ้น และชอบแซวเพื่อนกันมากขึ้น โดยไม่ทันคิดเลย ว่านั่นไม่ใช่เรื่องตลก

...

7 comments:

เช้านี้ฯ said...

จริงด้วยค่ะ
บางทีเราสนุก แต่อีกคนอาจจะกำลังหัวใจร้องไห้

Anonymous said...

พี่ว่ามันเป็นเรื่องของมารยาทมากกว่า ถ้าจะวิเคระห์ถึงอุปนิสัย คงเป็นเพราะเราเป็นพวกสบายๆ ไง เลยเลยเถิด แล้วมักโมเมเอาความสนิทสนมมาทำลายน้ำใจกัน เอาความสนิทสนมมาเป็นข้ออ้างที่จะล่วงเกินคนอื่น

cattown said...

ถึงคุณดูหนังคนเดียว
ถ้าเป็นคนที่เรารักจริงๆ (ขอย้ำว่าจริงๆ) เราจะไม่เคยคิดใช้คำพูดใดๆ ให้เขาเสียใจเป็นอันขาด
แต่มีกรณีหนึ่ง ชอบเกิดกับฉัน คือว่า เผลอพูดแซวแกล้
คนที่ชอบอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่รู้จะพูดอะไรกับเขา
ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็แค่อยากคุยกับเขา ไม่ใช่ความต้องการปลดปล่อย หรือทำร้ายใดๆ
จริงๆ นะ

bbr said...

การแซวเป็นวัฒนธรรมประจำชาติของบ้านเรานะครับ
ในอดีตเราเคยมีเพลงอีแซวด้วย

คุณ woody ชอบหวั่นไหวเสมอเวลาถูกสาว ๆ แซว
แล้วในชีวิตจริงคุณ woody เคยแซวสาวบ้างไหมครับ
แบบแซวหญิงอยู่ที่สามแยกปากหวานอะไรอย่างนั้น

น่าแปลกนะครับ ประเด็นนี้ ทำให้ผมคิดถึงผู้ชายที่ชื่อว่า น้าเน็ก
เขาเป็นนักแซวตัวยง จนวันหนึ่งได้ขึ้นมาเป็น somebody
ที่ใครๆ ก็รู้จัก สามารถทำมาหากินกับการแซวได้ ไม่มีใครถือสาในสิ่งที่น้าเน็กแซว เผลอๆ กลับชอบ

นอกจากนี้การแซวก็ยังสามารถมาแปรรูปเป็นงานเขียนที่ทำเงินได้มากมาย เพราะโยงเข้ากับเรื่องส่วนตัวของคน
ใกล้ ๆ กับการแซว ก็คือ คำว่า gossip ทั้งสองอย่างมีอะไรเหมือน ๆ ครับ ฝากไว้คิดต่อครับ

เพื่อนผมมาแล้วต้องไปก่อน

Anonymous said...

ก็จริงนะ..
การแซวกันถ้าไม่รู้จักกาลเทศะหรือไม่สนิทกันก็คงทำให้หงุดหงิดและอารมณ์เสียกันไปเลยหละ...
แค่สงสัยว่าสมัยนี้โรงเรียนเขาสอนอะไรกันนะ ทำไมเด็กสมัยใหม่รุ่นนี้ถึงไม่ค่อยรู้เรื่องกริยามารยาท หรือพวกจริยธรรม กันเอาเสียเลย อ้อ! ก็ไม่น่าสงสัยหรอกนะ เพราะตามแพงหนังสือเดียวนี้ก็มีแต่พวกนิตยสารจำพวก ความสวยความงาน, เตรียมตัวหาสาร-มี หรือไม่ก็พวก 4 ท่าสุดฮอตบนเตียง อะไรประมาณนั้น ป้าดดดด เกลื่อนไปหม้ดดด
ส่วนนักเขียนที่เขียนหนังสือดีๆ ก็หมดไฟ เขียนไปบ่นไป ว่า เอ้อ..เขียนหนังสือไปแทบตายก็ไม่มีใครอ่านงานของฉัน โอ้ยยย เบื่อ เบื่อ อยากตาย ได้ยินออกบ่อยๆ
Oops! ไม่ได้ว่าใครนะ อิอิอิ ยังไงก็อยากให้เขียนงานดีๆ ออกมาใครชาวบ้านเขาอ่านกันน้อ สู้สู้

tamlaungboxbox said...

การแซว

tamlaungboxbox said...

เป็นไปได้ไหมที่การแซวหมายถึงพฤติกรรมของความไม่ตรงไปตรงมา ที่ติดอยู่ในสันดานของพวกเรา
การไม่กล้าจะวิจารณ์หรือตักเตือนใครแบบตรงไปตรงมา ยิ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจมากกว่า ทำให้เราพยายามพลิกแพลงความไม่พอใจลึกๆออกมาในรูปขอการแซว เช่นไม่พอใจในเรื่องฐานะก็อาจจะแซวเรื่องความหรหราู ไม่พอใจการเมืองก็อาจจะวาดการ์ตูนล้อเลียน
ออกมา
การแซวจึงเหมือนการที่หนูพยายามน้ำกระดิ่งไปผูกคอแมวให้เกิดเสียงดังกรุ่งกริ่งในหมู่ของผู้ที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ทนเห้นผู้อื่นดีกว่าตนเองไม่ได้ ยิ่งแซวต่อไปก็ยิ่งเข้าใกล้สุภาษิตคำว่า ปากพาจน ไปเรื่อยๆ