Wednesday, July 26, 2006

ผู้ชายสำอาง

...

นี่เพิ่งกลับมาจากดู Miami Vice รอบสื่อมวลชนสดๆ ร้อนๆ หนังเลิกสี่ทุ่มครึ่ง พอถึงบ้านห้าทุ่มครึ่ง ก็รีบมาอัพเดทบล็อกให้ทัน ก่อนที่จะข้ามวันไปเสียก่อน อย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะอัพบล็อกให้ได้ทุกวัน ไม่รู้ว่าเพื่ออะไรเหมือนกัน เพียงแค่ตั้งใจไว้ และพยายามจะทำให้ความตั้งใจนี้ กลายเป็นอะไรสักอย่าง ที่อาจจะเป็นเป้าหมายของการดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน ให้แต่ละวันผ่านไปอย่างมีความหมาย ผ่านไปอย่างที่เรามีความรู้สึกว่าได้ทำอะไรสำเร็จ ลุล่วง และได้บันทึกมันเอาไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร แต่อย่างที่บอกไว้ในบล็อกที่แล้วหน่ะ ว่า "ไม่มีอะไรเน่าไปกว่าหนังที่เข้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว" ชีวิตนี้มันล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเติมเต็มความต้องการที่ถูกสร้างมาในอดีต และการแสวงหาความต้องการใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ โดยไม่ค่อยได้ตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะเลย เหมือนกับการดูหนังแต่ละเรื่อง ที่ผ่านไปๆ ในแต่ละอาทิตย์ อาทิตย์นี้ดู Miami Vice แล้วสนุกเหลือเกิน มันก็เท่านั้นเอง แต่พอเวลาผ่านไปอาทิตย์เดียวก็ลืม เลิกสนใจมันแล้ว และอาทิตย์หน้าก็ดูหนังเรื่องใหม่ เรื่องไรดีหล่ะ? การตระหนักรู้ถึงเวลาปัจจุบัน กำลังเลือนหายไป หรือมันได้เลือนหายไปหมดแล้ว หรือมันอาจจะไม่เคยมีอยู่ก่อนเลยด้วยซ้ำ บางทีการเขียนได้ถึง Miami Vice เป็นบันทึกไว้ก่อนที่จะลืมเลือนมันไป อาจจะช่วยให้ผมตระหนักถึงปัจจุบันขณะได้ดีขึ้นมาสักหน่อย พล่ามมาเสียยาว ขอเข้าเรื่อง Miami Vice เลยดีกว่า สมัยเด็กๆ เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน ช่อง 3 เคยนำทีวีซีรีย์สนี้มาฉายในตอนดึกๆ สมัยนั้นช่อง 3 เอาซีรีย์สฝรั่งดีๆ มาฉายเยอะมาก และผมติดตามดูแทบทุกเรื่อง ไล่มาตั้งแต่เรื่องพี่น้องสองเสือ ฉลากบก มือปราบปืนโหด แมคไกเวอร์ ทวินพีค เดี๋ยวนี้ซีรีย์สฝรั่งแบบนี้ไม่มีมาฉายอีกเลย มีแต่ซีรีย์สเกาหลีแบบน้ำเน่าๆ พระเอกหล่อๆ จีบนางเอกสวยๆ คนดูก็คอยกรี้ดๆ ดูไร้สาระยังไงชอบกล เทียบกับซีรีย์สฝรั่งสมัยนั้น สนุกสุดยอด พล็อตเรื่องหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเข้มข้นทุกตอน และลงทุนฉากแอคชั่นกันมโหฬาร จำได้ว่าผมติดตาม Miami Vice พอสมควร และถือว่าเป็นซีรีย์สที่เครียดและดูยากมาก สำหรับเด็กอย่างผม ทุกตอนต้องคอยลุ้น ว่าพระเอกที่แฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับในองค์กรค้ายาเสพติด กำลังจะถูกจับได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะเอาตัวรอดมาได้อย่างไร ลุ้นจนเครียด บางทีเครียดจนไม่อยากดูเลย กลัวพระเอกตาย ภาพที่จำได้ติดตาคือ ซอนนี่ ครอกเก็ตต์ นำแสดงโดย ดอน จอห์นสัน และคู่หูชื่อริโก้ ใครแสดงจำไม่ได้ ใส่เสื้อสูทสีออกแนวพาสเทล บางทีก็ใส่สีชมพู สีชมพูเหมือนกับนกฟลามิงโก้ ที่มีมากในไมอะมี่นั่นแหละ เสื้อตัวใหญ่โคร่งๆ กางเกงสะแล็กแบบมีจีบ ทำผมเสยๆ สยายๆ สวมแว่นกันแดด แฟชั่นผู้ชายสมัยนั้นเป็นแบบนี้จริงๆ ผู้ชายหล่อจะต้องแต่งตัวแบบนี้ เขาเรียกว่าแต่งตัวแบบ "บูติคๆ" มันไม่เหมือนพวกผู้ชายแบบ Metrosexual แบบในทุกวันนี้นะ Metrosexual ค่อนข้างจะผูกพันเข้ากับเรื่องเกย์ และเรื่องบริโภคนิยม ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้ยังไม่ปรากฏขึ้นในยุคสมัยนั้น แต่ผู้ชายแบบซอนนี่ ครอกเก็ตต์ ใน Miami Vice ทีวีซีรีย์ส เป็นผู้ชายแมนมากๆ ที่สำอางแบบบูติคๆ หน่อย และมีเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิงอย่างรุนแรง เทียบกับซอนนี่ ครอกเก็ตต์ เวอร์ชั่นหนังล่าสุด ที่นำแสดงโดย คอลลิน ฟาร์เรลล์ แตกต่างอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ผู้ชายในสังคมโลก ในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา คอลลินกลายเป็นซอนนี่แบบใหม่ ที่ดูหยาบ ดิบ เถื่อน สกปรก และ Macho ขึ้นอย่างมาก ในหนัง Miami Vice ล่าสุดนี้ แทบไม่มีสีชมพูปรากฏขึ้นให้เห็นเลย ทุกอย่างดูดำมืด และน่าสะพรึงกลัว ผมว่าเทรนด์ผู้ชายแบบนี้กำลังมีให้เห็นมากขึ้น และคาดว่าหนังเรื่อง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ที่กำลังจะเข้าฉาย คือ Casino Royal ก็น่าจะแสดงภาพผู้ชายแบบเดียวกันนี้ สมัยก่อน เจมส์ บอนด์ มักจะถูกรับบทโดยผู้ชายหล่อสำอาง อย่างโรเจอร์ มัวร์ ฌอน คอนเนอรี่ มีตอนที่เจมส์ บอนด์ ดูหยาบและโหดขึ้นอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งรับบทโดย ทิมโมธี ดัลตัน ตอน The Living Daylight ไม่รู้ว่าคุณเคยดูกันหรือเปล่า เจมส์ บอนด์ ตอนนั้นออกฉายเมื่อสิบกว่าปีก่อน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปลี่ยนภาพของบอนด์รุนแรงเกินไป คาดว่าคนสมัยนั้นยังต้องการผู้ชายต้นแบบ ที่หล่อสำอางอยู่ ซึ่งก็คือผู้ชายแบบเดียวกับ ดอน จอห์นสันนั่นแหละ และในที่สุด บทของเจมส์ บอนด์ ก็มาตกอยู่กับ เพียร์ซ บรอสแนน ซึ่งดูสำอางกว่า เขาเคยรับบทสายลับเจ้าสำอาง ในซีรีย์สฝรั่งสักเรื่อง ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้แน่ชัด อาจจะประมาณชื่อว่า Stingray หรืออะไรสักอย่าง มาฉายช่องสามด้วยนะ ผมว่าเราน่าจะรอดูผลตอบรับ ของเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ว่ามันได้รับผลตอบรับที่ดีเพียงไร มันอาจจะเป็นดัชนีชี้วัด ให้เราเห็นถึงกระแสความนิยมหรือแฟชั่นผู้ชาย ว่ามีลักษณะอย่างไรต่อไป

...

3 comments:

tumlaungboxbox said...

ก็อย่างที่โน้ตอุดมมันเคยบอกไว้ไง เธอดีเกินไป แล้วทำไมมึงไม่บอกกูตั้งแต่แรกว่าชอบผู้ชายเลวๆ กูเป็นให้มึงได้นะเว้ย...อีห่า
ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ดูหนังเลย ต้องเดินทางไปสปา และพักโรงแรมห้าดาวอยู่บ่อยๆ ถ้ามีเวลาก็อยากจะมีบ๊อกกับเขาเหมือนกัน ทำยากป่ะล่ะ
สอนหน่อยเด่ะ

bbr said...

คุณ Woody ครับ

อ่าน 4-5 บรรทัดแรกของบันทึกคุณในวันนี้
ก็คิดถึงภาพของตัวเอง ที่อารมณ์ผกผันไปตาม
กระแสที่สังคมสร้างขึ้น

รอคอยที่จะได้ชมภาพยนตร์เข้าใหม่ประจำสัปดาห์,คอนเสิร์ตใหญ่ต่างประเทศที่กำลังจะเข้ามาปลายเดือน,กระทั่งการออกโปรดักใหม่ของแบรนด์ที่เราชื่นชอบ หรือไม่มันก็สิ้นคิดไร้สาระไปจนถึงการรอคอยโปรเมชั่นลดราคาของห้างสรรพสินค้า

คนเมืองอย่างผม หรืออย่างใครก็มีชีวิตประจำวันจำเจ
อยู่ไม่กี่อย่าง ตื่นเช้าเช็คเมล์ กลางวันไปทำงานพูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานเรื่องที่เราเพิ่งบริโภคอะไรมา ดูอะไรมา ฟังอะไรมากลับบ้านก็คุย MSN แล้วก็เข้านอน หมดไปอีกหนึ่งวัน

ระหว่างทางการมีชีวิตอยู่แต่ละวัน สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุด

คือ

การได้รับการยอมรับจากใครสักคน จากกระทู้ที่เราตั้งไว้ใน Pantip ที่มีความคิดเห็นเพิ่มขึ้น หรือว่าหญิงสาวที่เราแอบชอบเธอจะเดินผ่านมาให้เราเห็นบ้าง

ไม่รู้ใครรู้สึกเหมือนผมบ้างว่า ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เรายิ่งล่องลอยเคว้งคว้าง ชีวิตเราที่มากวันขึ้นไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์จะเพิ่มพูน เหนือชั้น

แต่ประสบการณ์เรื่องต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมสมัยนี้
กลับยิ่งตอกย้ำว่าเรายิ่งกระจอก ยิ่ง Nunb

สำหรับ Miami Vice ที่เพิ่งดูจบ
สิ่งที่ติดหัวผมกลับมาด้วย คือ เพลง Numb ของ Linkin Park ผมไม่รู้ว่าทำไมไมเคิล มานน์ ถึงใช้เพลงนี้เป็นเพลงธีม แต่มันก็ตรงกับ Mood และ Tone
ของเรื่องนี้มากที่หนังถ่ายทำด้วยกล้อง DV ตลอดทั้งเรื่องและหนังจัดแสงน้อยมาก จนแทบไม่ได้จัด นั่นอาจเป็นความตั้งใจที่ส่งให้อารมณ์ของ Miami Vice ออกมาดิบๆ และนัวร์ เพื่อรับใช้การดำเนินเรื่องที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาติญาณการไล่ล่าแบบลูกผู้ชาย
การพยายามเอาชนะแบบลูกผู้หญิง

และแน่นอนว่า ไมเคิล มานน์ ทำได้ไม่มีทีติ

กลับมาที่เพลง Numb

ผมถึงบ้าน ก็กระแทกหูด้วยเพลงนี้หลายรอบ สิ่งที่ผมจำได้ดีเกี่ยวกับเพลงนี้ คือ MV เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่คนรอบข้างมองว่าเธอด้อย เธอจึงแปลกแยกจากสังคมรอบตัว รอวันระเบิด...

ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้นในสังคมที่ดำเนินไปเช่นนี้

I've
become so numb
I can't feel you there
become so tired
so much more aware
I'm becoming this
all I want to do
is be more like me
and be less like you

เราด้อย, เรากลายเป็นคนมีปมของความกระจอก ที่ไม่สามารถเดินไปบอกเธอว่า "เสาร์นี้เจอกันได้ไหมครับคุณ",หรือ"ซื้อสินค้าตัวนี้ได้เลยไม่ต้องรอตอนมันลดราคา"

และวันนี้ผมก็จะมีชีวิตแบบ Numbๆ ต่อไปอีกวัน...

Cattown said...

ถึงคุณดูหนังคนเดียว
เรารู้ความจริงแล้วว่าคุณไม่ได้ดูหนังดูหนังคนเดียวจริงๆ เหอๆๆๆ
สิ่งที่เราประทับใจในหนัง ไมอามี่ไวซ์ ไม่ใช่แค่ 'เสื้อผ้า' ซึ่งเป็นเปลือกนอกของพระเอกหรอกนะจะบอกให้
(แต่เราอยากดูข้างในร่มผ้าของเขา เฮ้ย ไม่ใช่)
คือจะบอกว่า เราได้เห็นว่าคนเรามักเห็นชีวิตคนรักตัวเองสำคัญกว่าชีวิตคนรักของคนอื่น คิดดูสิ เอฟบีไอบุกเข้าไปเอาตัวประกันซึ่งเป็นภรรยาเขา แต่กลับยิงคนแถวนั้นตายไปซะ 3-4 คน
3-4 คนนั้นเขาก็มีคนที่รักอยู่ด้วยนะ...