Sunday, July 16, 2006

The Brother Four

...


วันนี้ว่างมากเลยนั่งค้นฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ D นอกจากจะเจอไฟล์ต้นฉบับเก่า ที่กำลังอยากจะนำกลับมาปรับปรุงใหม่แล้ว ก็ค้นไปเจอไฟล์เพลง mp3 เก่าๆ ที่เคยโหลดมาเก็บไว้จนท่วมฮาร์ดดิสก์ ตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีก่อน สมัยที่โปรแกรม P2P กำลังฮิตกันสุดๆ เมื่อเอาเพลงมาเปิดฟัง ก็รู้สึกว่ามันแปลกดีที่เวลาฟังเพลงอะไร แล้วภาพเก่าๆ สมัยที่เคยฟังเพลงนี้ในอดีต มักจะย้อนกลับมาเป็นฉากๆ อย่างเพลงของ The Brother Four เป็นโฟล์คซองประสานเสียง สำเนียงโบราณๆ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกแนวเพลงนี้ว่า "บลูกลาส" หรือเปล่า คุ้นๆ ว่าอย่างนั้นนะ เพลง The Brother Four ทำให้ผมนึกย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม อาจจะ ป.1 หรือป.2 ด้วยซ้ำ เวลาภาพความทรงจำเก่าๆ มันย้อนกลับเข้ามาในหัว มันมาแบบแฟลชๆ แว้บๆ มิน่าหล่ะ เวลาที่หนังฝรั่งนำเสนอภาพย้อนอดีต เขาเลยเรียกมันว่า Flashback สมัยนั้นผมยังอยู่บ้านเก่า เป็นตึกแถวใกล้โรงหนังศรีย่าน ซึ่งปัจจุบันไม่มีโรงหนังนี้แล้ว เหลือไว้แต่ห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กๆ เก่าๆ โทรมๆ ตั้งอยู่ตรงหน้าปากซอยแทน สมัยนั้นยังไม่มีแผ่นซีดี ที่บ้านมีเครื่องเล่นเทปคาสเส็ทท์ ยี่ห้อ Marantz หรืออะไรสักอย่าง เป็นเครื่องเสียงแบบไฮเอนด์และดูเป็นพวกออดิโอไฟล์พอสมควร แบ่งเป็น 2 เครื่อง เครื่องแรกเป็นเครื่องเล่นเทป อีกเครื่องเป็นแอมปลิฟายเออร์รวมกับเครื่องรับสัญญาณวิทยุ ต้องพ่วงสายทั้งสองเครื่องนี้เข้าด้วยกัน แล้วต่อสายเข้าลำโพงขนาดใหญ่ ยี่ห้อ Pioneer เทปคาสเส็ทท์เพลงของวง The Brother Four น่าจะเป็นเทปม้วนแรกๆ ในความทรงจำในวัยเด็ก ที่พี่ชายผมซื้อมา และนำมาเปิดฟังทุกๆ วัน ภาพเก่าๆ ที่แฟลชแว้บขึ้นมาในหัว เมื่อได้ยินเสียงเพลงนี้ คือภาพปกเทปสีขาวดำแตกเกรนหยาบๆ ภาพเครื่องเสียง Marantz ภาพลำโพง ภาพชั้นวางเครื่องเสียง ภาพพื้นปูนของบ้านที่เย็นเฉียบ ภาพเหล่านี้มาประกอบกันแบบวนซ้ำๆ เมื่อลองนึกๆ ดูก็ไม่คิดว่าจะนึกภาพอื่นๆ ออกมาเพิ่มได้อีก น่าแปลกดีนะ ความทรงจำของคนเรา เราอาจจะจำมันแบบแฟลชแว้บๆ เหมือนภาพนิ่ง ที่นำมาประติดประต่อกัน เคยมีคนสอนไว้ ว่าเวลาจะท่องจำหนังสือไปสอบ ให้เราจำมันแบบภาพถ่าย คือมองมันค้างไว้ ประทับไว้ในใจ แล้วลองหลับตา แล้วนึกภาพนั้นขึ้นมาใหม่ในใจ ไล่นึกรายละเอียดที่สำคัญออกมาให้ได้ครบ ถ้ายังไม่ครบ ก็ลืมตามองดูมันซ้ำอีก เวลาเข้าห้องสอบ แล้วเจอคำถามใดที่ตรงกับที่ท่องจำไว้ ภาพเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นมาเป็นภาพนิ่ง แล้วก็ค่อยๆ เขียนบรรยายออกมาเป็นคำตอบ ให้เป็นเรื่องเป็นราว ผมเคยลองใช้จริงๆ และมันได้ผลดีพอสมควร แสดงว่าในระบบสมองของคนเรา เราอาจจะไม่ได้จำอะไรๆ แบบเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวต่อเนื่อง ความต่อเนื่องของความทรงจำ ที่เราเล่าออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวนั้น เกิดจากการนำภาพนิ่งเท่าที่จำได้เป็นแฟลชๆ เหล่านั้น มาปรุงแต่ง ประกอบขึ้นมาใหม่เอง นอกจากเพลง The Brother Four แล้ว เพลงอื่นๆ ก็ทำให้ภาพนิ่งเก่าๆ แฟลชแว้บขึ้นมาได้ อย่างเช่นเพลงก็เคยสัญญาของอัสนีวสันต์ ทำให้ภาพทางเดินใต้อัฒจันทน์ของโรงเรียนปรากฏขึ้นมา มันคือช่วงเวลาการไปเรียนพิเศษภาคฤดูร้อน ช่วงปิดเทอมชั้น ม.2 เพลงน้ำตาฟ้าของวงสามโทน ทำให้ภาพการมองหยดฝนเกาะกระจกรถของรุ่นพี่ที่คณะบัญชีฯ ปรากฏขึ้น ตอนนั้นพวกเราเรียนเสร็จตอนเย็น ก็ไปหาอะไรกินกันที่ตลาดสามย่าน ก่อนที่จะกลับบ้าน และเจอรถติดเพราะฝนตกหนัก บนถนนพระราม 1 เพลง Forever Love ของ X Japan ทำให้เห็นภาพห้องนอนที่บ้านในเวลาหัวค่ำแว้บขึ้นมา ตอนนั้นกำลังตกงานและเริ่มเล่นอินเตอร์เน็ต เริ่มเขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์ หัวค่ำวันนั้นกำลังจะอาบน้ำแต่งตัวออกไปมีตติ้งกับกลุ่มเพื่อนในพันธุ์ทิพย์ดอตคอม เห็นไหมว่าสิ่งที่เราจำได้คือภาพนิ่ง แล้วเราค่อยนำภาพนิ่งนั้นมาเล่าเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่อง แปลกดี น่าแปลกดี ผมเชื่อแบบนี้


***

1 comment:

ark said...

ฉันว่าหน่วยความทรงจำในสมองคนเราคงมีที่ทางเหลือพอให้เก็บ flashback แบบไม่มีขีดจำกัดเลยล่ะมั้ง
มานึกๆ ดู ไอ้ความทรงจำแบบนี้ ก็ทำให้เกิดความชอบขึ้นมาได้

แล้วไอ้ที่ชอบๆ ทั้งหลายเนี่ย มีสักกี่อย่างที่ชอบโดยตัวมันเองจริงๆ

อย่างที่ฉันกินอะไรสักอย่าง .. เห็นแล้วต้องซื้อ
ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้ชอบรสชาติของมันสักนิด
แต่ชอบไอ้ความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งนั้น
ซึ่งมันอาจถูกเก็บอยู่ที่ใดสักแห่งในหน่วยความทรงจำส่วนตัว จนลืมไปแล้ว
เหลืออยู่ก็คือความชอบ.. แบบหาเหตุผลรองรับไม่ได้ รู้แต่พอใจ เมื่อได้เสพ เป็นอารมณ์แบบแว๊บๆ เหมือนกัน

อย่างฉันชอบขนมเปียกปูน .. เพราะชอบกลิ่นไหม้ๆ
ของมะพร้าวที่เอามาใช้ผสมเป็นสีดำ

ชอบกลิ่นสนิมของรถไฟ .. มันทำให้นึกถึงสมัยเรียนมหาลัย

ชอบกลิ่นฝน ที่มันตกลงมาบนดิน หรือคอนกรีต
มันทำให้นึกถึงตอนเด็ก

ชอบมะม่วงอกร่อง เพราะมันทำให้นึกถึงหน้ามะม่วง ได้สอยอกร่องที่บ้านไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน

ชอบแกงเขียวหวาน .. เพราะนึกถึงเวลามีงานบุญสมัยเด็ก นั่งรอให้พระฉันอาหาร เมื่อไหร่จะเสร็จสักที หิวจะตายอยู่แล้ว

ไอ้หน่วยความจำและการประมวลผลของคนเรามันน่ามหัศจรรย์จริงๆ นะ