Saturday, July 29, 2006

blur

...

เมื่อตะกี้เพิ่งดูข่าวบันเทิงของช่อง 7 เขาบอกว่า เพียงแค่เข้าฉากละครด้วยกันวันแรก เชียร์ฑิฆัมพรก็ไม่ถูกชะตากับซีศิวัฒน์เสียแล้ว ภาพตัดไปให้เห็นภาพเบื้องหลังการถ่ายทำละครเรื่องใหม่ของช่อง 7 เป็นฉากที่นางเอกกำลังทะเลาะกับพระเอกในเรื่อง แล้วเนื้อหาข่าวก็จะดำเนินต่อไปแนวทางว่า ที่ว่าดาราทั้งสองไม่ถูกกันนั้น เป็นบทบาทในละครเรื่องนี้เท่านั้นนะ เพราะในฉากนี้ พระเอกไปทำอะไรให้นางเอกไม่พอใจก็ไม่รู้ ผมจำเนื้อข่าวได้ไม่หมด แล้วภาพก็ตัดไปที่การสัมภาษณ์ของดาราทั้งสอง ที่ออกมาอธิบายว่าฉากแรกที่จะออกอากาศ เนื้อเรื่องจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ นี่แหละครับ ข่าวบันเทิงของบ้านเรา มันเป็นแบบนี้ ทั้งในทีวีและในหนังสือพิมพ์ อย่างหน้าข่าวบันเทิงในหนังสือพิมพ์หัวสีทั้งหลาย มักจะเขียนพาดหัวว่า ดาราชายคนนี้ลงมือปลุกปล้ำดาราหญิงคนนี้ แล้วพออ่านเนื้อหาข่าว ก็บอกว่า นั่นคือบทบาทในละครตอนที่กำลังจะออกอากาศอาทิตย์หน้าเท่านั้น ที่ออฟฟิศของนิตยสารที่ผมทำงานอยู่ ก็มักจะได้รับจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ การถ่ายทำละครหรือถ่ายทำหนัง ที่ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทหนังหรือละครพวกนี้ เขียนส่งมาให้พร้อมกับภาพถ่าย เนื้อหาข่าวจะเป็นไปในแนวทางนี้หมด คือพาดหัวว่าดาราคนนั้นคนนี้ไปทำเรื่องร้ายแรงอะไรสักอย่าง หรือมีความขัดแย้งกับใครสักคน หรือนางเอกคนนี้ท้องแล้ว พระเอกคนนี้ถูกตำรวจจับ ฯลฯ แล้วเนื้อหาข้างในก็บอกว่า นี่มันคือเบื้องหลังหนังและละคร และแน่นอนว่าเมื่อผมแกะซองจดหมายข่าวพวกนี้ เปิดอ่านแค่พาดหัวก็รู้ถึงความไร้สาระของมันแล้ว ผมก็โยนลงถังผงไปโดยไม่ต้องลังเล ผมคิดว่าผู้เขียนข่าวบันเทิงในปัจจุบัน กำลังพยายามจะ blur เนื้อหาในละครหรือหนัง กับเรื่องจริงในชีวิตจริงของดาราแต่ละคน ให้ผสมผสานเข้าด้วยกัน คนดูกลุ่มใหญ่ในประเทศ กำลังเสพหนังและละครเหล่านั้น ไปพร้อมๆ กับการเสพข่าวบันเทิงที่มีออกมาควบคู่กัน อย่างเมามัน เพราะข่าวบันเทิงที่มีเนื้อหาคาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับเรื่องในละคร จะยิ่งเพิ่มอรรถรส และทำให้แฟนตาซีของคนดูกลุ่มนี้บรรเจิดมากขึ้น จริงๆ แล้ว ผมเชื่อว่าถ้าจะให้พวกเขาแยกแยะเรื่องจริงกับเรื่องในละคร เขาก็ยังสามารถแยกแยะได้อยู่ ว่าพระเอกคนนี้ไม่ได้ปลุกปล้ำนางเอกคนนี้จริงๆ หรอก หรือว่านางเอกคนนี้ไม่ได้เกลียดหน้าพระเอกคนนี้จริงๆ แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาเอง ก็พยายามจะ blur ความจริงและบทบาทในละคร ด้วยความสมัครใจและเต็มใจ ไปตามที่คนเขียนข่าวบันเทิงต้องการ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่คนดูจะ blur ไปถึงขั้นที่จะยกให้ดาราชายคนนี้เป็นเจ้าชาย ให้ดาราหญิงคนนี้เป็นเจ้าหญิง เพราะเขารวมเอาชีวิตจริงกับบทบาทในละครเข้าด้วยกัน จะโทษว่าคนดูกลุ่มนี้โง่ ไม่มีสมองก็ไม่ได้มั้งครับ มันเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างภาพ สร้างกระแส ปั้นดารา ขึ้นมาเพื่อตักตวงผลประโยชน์มหาศาล ในขณะที่พวกดาราหรือบริษัทผู้ผลิตละครและหนัง ยังสามารถตักตวงผลประโยชน์จากความ blur ของความจริงกับบทบาทในละคร พวกเขาก็จะยิ่งเขียนข่าวงี่เง่าๆ แบบนี้ออกมาทุกวัน และก็พยายามจะบอกผ่านสื่อต่างๆ ว่าชีวิตจริงของดาราพวกนี้ก็เป็นเหมือนกับบทบาทของพวกเขาในละครหรือหนัง แต่คุณสังเกตดูสิ ทันทีที่ดาราพวกนี้มีข่าวไม่ดีในความเป็นจริงขึ้นมา อย่างเช่นท้องก่อนแต่ง ถูกตำรวจจับเพราะเมาแล้วขับ ทะเลาะวิวาท ประพฤติสำส่อนทางเพศ หรือภาพคลิปวิดีโอฉาวหลุดออกมา พวกบริษัทผู้สร้างละครและหนังและพวกดาราเหล่านี้ จะออกมาด่านักข่าวบันเทิงว่าไร้จรรยาบรรณ เรื่องราวในข่าวเหล่านั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรจะเอามานำเสนอ และจะบอกให้คนดูละครของพวกเขา แยกแยะเรื่องจริงกับบทบาทในละครออกจากกัน มุขที่ใช้บ่อย คือขอให้ดูละครของเขากันต่อไป เพราะเป็นละครที่มีคุณภาพ ด้วยฝีมือในการแสดงของเขา เขาเป็นนักแสดงอาชีพ อย่าเอาเรื่องส่วนตัวของเขามาปะปนกับงานของเขา ซึ่งผมว่ามันตลกดี ถ้าเขาได้ประโยชน์จากความ blur นี้ เขาก็จะเอามันมารวมกัน แต่พอเขาเสียประโยชน์จากความ blur นี้ เขาก็บอกว่าควรจะแยกแยะ ดังนั้น จึงกลายเป็นว่าในข่าวบันเทิงบ้านเรา ทั้งในหนังสือพิมพ์และทีวี เลยมีข่าว 2 แนวทางนะครับ สังเกตดูจะเห็นชัด แนวทางแรกคืออย่างที่เล่าไว้ตั้งแต่ต้น คือข่าวประชาสัมพันธ์ละครหรือหนัง ที่จะเอาเรื่องจริงกับบทบาทในละครมาปนกันอย่างจงใจ กับอีกแนวทางหนึ่ง คือดาราชายและหญิงออกมาด่านักข่าวบันเทิง และบอกให้คนดูช่วยแยกแยะเรื่องจริงกับบทบาทในละคร อย่าเอามาปนกัน ทั้ง 2 แนวทางนี้โคตรจะตรงข้ามกันเลย แต่มันวนเวียนอยู่ในข่าวบันเทิงทุกวันๆ อ่านแล้วหงุดหงิดดีครับ

...

2 comments:

buiberry said...

เปรียบไปละครหลังข่าว คือ หัวใจห้องหนึ่งของชาวบ้านร้านตลาดก็ว่าได้

มีตัวอย่างที่คลาสสิคตลอดกาลอยู่ว่า
แม่ค้าในตลาดอินกับการดูละครจนกระทั่งนางร้ายในเรื่องห้ามเดินตลาดเด็ดขาดไม่งั้นอาจถูกรุมด่าหรือเขวี่ยงด้วยเปลือกทุเรียน !

พักหลังมานี้ แม้แต่รายการข่าวบันเทิงของช่องนั้นๆ
ก็ืนำเสนอข่าวโปรฯ ละครเรื่องที่จะออกฉาย บางคืนก็ตัดตัวอย่างมาให้ชมก่อน เพื่อเรียกน้ำย่อยไม่ให้ผู้ชมกดรีโมทหนีไปชมช่องข้างๆ

ไปที่แผงหนังสือก็มีนิตยสารที่เอาบทละครมาพิมพ์ขาย ไปที่ร้านขายซีดี ก็มีรวมเพลงฮิตจากละครเรื่องนั้นเรื่องนี้วางขาย ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ท้ายละครบางเรื่องก็มีให้ผู้ส่ง sms ทายปัญหาเกี่ยวกับละครตอนที่เพิ่งออนแอร์ไป นัยว่าให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบห้ามกระพริบตา

เหมือนว่า...
เรามีสังคมที่ support อุตสาหกรรมละครขนาดนี้ มากกว่าทุกอุตสาหกรรมบันเทิงแขนงอื่นในบ้านเรา มากกว่าภาพยนตร์ และดนตรีด้วยซ้ำ แต่ทว่าละครในบ้านเราก็ี่ยังน้ำเน่าเหมือนเดิม วนๆ เวียนๆ อยู่กับเรื่องราวไม่กี่แบบ จะเปลี่ยนก็แต่นักแสดง

ละครเเรื่องเก่าที่ประสบความสำเร็จเมื่อถึงวาระหนึ่งก็จะมีการนำกลับมาสร้างใหม่ ฉายใหม่

ทั้งที่วงการละครบ้านเเราน่าจะก้าวพ้นจุดนี้ไปนานแล้ว แต่ละครทีวีไทยก็ยังใช้สูตรเดิม กระทั่งการสร้างข่าวของกองพีอาร์ละครก็มักจะใช้ 'มุก' เดิมๆในการเขียนข่าวแบบที่ีคุณ woody รู้สึกเบื่อและหงุดหงิด

ผมเชื่อว่ามันก็ยังคงเป็นอย่างนี้ไปอีกนานครับ
blur เพื่อต้องการ boom

sunloo said...

เห็นด้วย เห็นด้วย เห็นด้วย
อ่านแล้วลองมองเล่น ๆ นะคะในมุมของคนที่เป็นคนทำข่าวจำพวกนี้
คงหดหู่น่าดู และถ้ามองภาพตัวเองเป็นคนที่เป็นคนทำประชาสัมพันธ์ละครหรือข่าวจำพวกนี้ึคงรู้สึกแย่ เพราะดูเขามีสูตรที่ทำกันมานาน ทำงี้สิถึงได้ผล ถ้าเราเป็นน้องใหม่ก็ต้องตามรุ่นใหญ่
เหมือน ๆ กับวงการบันเทิงบ้านเรามันก็ต้องไหลไปตามน้ำตามกระแสนิยม คนที่จะอยู่นอกกระแสได้ก็ต้องมีกินหน่อยไม่งั้นอยู่ไม่รอด
ดูหนังสือติดอันดับขายดีส่วนมากเป็นพ็อกเก็ตบุ๋คดารา หรือคนดัง ทั้งนั้น คนพิมพ์ก็อยากพิมพ์แต่ของที่ขายได้ขายดี

สองเดือนที่ผ่านมามีเพื่อนรุ่นเดียวกันถึง สองสามคนออกจากงานด้วยเหตุผลเดียวกันคือระบบสายบันเทิงบ้านเรามันย่ำอยู่กับที่ วิธีการทำงานคือกลืนเข้าไปกับมัน แล้วมันก็ค่อย ๆ กลืนเรา

*_*