Thursday, July 20, 2006

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

...

ผมสงสัยจริงๆ ว่าไม่เคยมีใครสั่งสอนหรือตักเตือนบรรดาผู้ประกาศข่าวช่อง 3 กันเลยหรือ ถึงปล่อยให้แสดงความคิดเห็นและใส่อารมณ์เข้าไปในรายการข่าวเกี่ยวกับเรื่องการข่มขืนและอาชญากรรมทางเพศ มากจนกระทั่งมันน่าสะอิดสะเอียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่ มีสุข และอรปรียา 2 คนนี้ไม่รู้มีปมชีวิตอะไร หรือว่าความคิดอ่านของพวกเธอมีปัญหา ถึงได้อ่านข่าวข่มขืนได้น่าสะอิดสะเอียนแบบคงเส้นคงวา ไม่เคยปรับปรุงพัฒนาเลยจริงๆ ตามปกติ การใส่ความเห็นและอารมณ์เข้าไปในรายการข่าวก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร แต่ในเมื่อสังคมและวงการสื่อมวลชนเราเปลี่ยนแปลงมาถึงขั้นนี้ ผมว่าคนไทยเราก็ค่อยๆ คุ้นกับรายการข่าวแบบนี้กันมากแล้ว และถ้าเป็นการใส่ความเห็นและอารมณ์ที่ถูกต้อง มีสาระ และบันยะบันยังบ้าง ผมว่ามันก็เป็นสีสันที่น่าสนุกไปอีกแบบ แต่การใส่ความเห็นและอารมณ์ในข่าวข่มขืนนี่ มันทำให้ข่าวทีวีไทยเข้าใกล้ข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐและเดลินิวส์ แบบสมัยก่อนเข้าไปทุกทีแล้ว มีเช้าวันหนึ่ง สมัยที่อรปรียายังจัดรายการกับสรยุทธ์ เธอถึงคิวอ่านข่าวชาวบ้านและวันนั้นก็เป็นข่าวข่มขืนพอดี เธอเล่าแบบสนุกปาก บรรยายรายละเอียดเหตุการณ์ และสภาพของเหยื่อสาวได้น่าสะอิดสะเอียน "อวัยวะเพศฉีกขาดดดดด...(เน้นเสียง)" ลองนึกภาพหน้าของเธอเวลาเล่าเรื่องพวกนี้ดูสิ จำไม่ได้ว่าเธอซู้ดปากด้วยหรือเปล่า ระหว่างที่กำลังเล่าอยู่นั่น ถึงขนาดที่แม้กระทั่งสรยุทธเอง ยังต้องพูดแทรกเข้าว่า ว่าพอเถอะครับ พอเถอะครับ เช้าวันนี้ไก่มีสุขก็เอาอีกแล้ว เอาคอลัมน์ของใครไม่รู้ อยู่ในนิตยสารมาร์ส มาอ่านออกอากาศ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่านิตยสารมาร์ส มันเป็น Lad Mag ที่เน้นเนื้อหาตลกโปกฮา เรื่องเซ็กส์และความรุนแรง คอลัมน์นั้นเขียนถึงการลงโทษผู้ชายที่ข่มขืนผู้หญิง ว่าจะต้องใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน และบรรยายการตัด สับ เชือด ทำลายอวัยวะเพศผู้ชาย ไก่มีสุขเอาคอลัมน์นี้มาเล่าออกอากาศ เล่าไปก็ฉีกยิ้มไป และก็ทำท่าซู้ดปากด้วยความสะใจ นึกภาพหน้าไก่มีสุขเวลาฉีกยิ้มกว้างๆ ดูสิครับ เล่าไปได้สักพัก นีน่าที่เป็นพิธีกรนั่งใกล้ๆ เริ่มเอียงตัวห่างออกไป แล้วทำหน้าเหยเก เล่าไปอีกสักพัก กาละแมร์ที่เป็นพิธีกรอีกคน ที่น่าจะเป็นคนที่ตลกโปกฮาที่สุดในกลุ่ม ยังต้องพูดแทรกขึ้นมา โหยย! พอเถอะ พอเถอะ แต่ไก่มีสุขก็ยังอ่านคอลัมน์นี้ไปจนจบเรื่อง พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างๆ และซู้ดปากเป็นระยะ เขาเล่าวิธีการลงโทษผู้ชายที่ไปข่มขืนผู้หญิง ว่าให้เอามีดโกนไปกรีดอวัยวะเพศชายให้เป็นแฉกๆ 4 แฉกบ้าง 8 แฉกบ้าง แล้วในที่สุด ผู้ชายคนนั้นก็ทนความพิการตัวเองไม่ไหว ก็ฆ่าตัวตายไปในที่สุด เธอฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่า แล้วสรุปว่า นี่แหละ เป็นการลงโทษที่สาสมที่สุด สำหรับพวกที่มันชอบทำกับผู้หญิง เราต้องลงโทษกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แล้วก็ซู้ดปากอีกรอบ ผมว่าเนื้อหาเหล่านี้ เวลามันอยู่ในนิตยสาร Lad Mag มันอยู่ถูกที่ถูกทาง คือเขามีกลุ่มคนอ่านเฉพาะเป็นคนหนุ่มสาว ที่มีเงิน มีรายได้มากพอที่จะซื้อนิตยสารพวกนี้ไปอ่าน และเมื่อมันเป็นตัวหนังสือ มันก็จำกัดการรับข่าวสารนี้ ให้อยู่ในกลุ่มคนที่สนใจการอ่าน ซึ่งมันโอเคนะ ถ้าผมเปิดไปเจอเรื่องนี้ในนิตยสารเล่มนี้ ผมก็อ่าน ชอบด้วยแหละ เรื่องแบบนี้ ผมชอบดูหนังโหดๆ จิตๆ คัลท์ๆ หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งดูไปก็ Hostel น่ะ คุณเคยดูกันหรือเปล่า มีฉากเชือด เสียบ ฆ่ากันสุดโหด แต่นั่นมันหนังไง และติดเรทไว้ จำกัดที่ทางในการเผยแพร่ และจำกัดกลุ่มคนที่จะได้ดู เนื้อหาในนิตยสารก็เช่นกัน มันโอเคที่จะมีสิ่งเหล่านี้ไว้ ให้คนบางกลุ่มบางจำพวกได้เสพกัน แต่กับรายการข่าวตอนเช้าสายของสถานีฟรีทีวีน่ะ และรายการเรทติ้งดีๆ โฆษณาตรึมแบบนี้ มันเหมาะหรือที่จะนำเนื้อหาเหล่านี้มาเล่าซ้ำ คือพวกสี่สาวนี่ ทั้งไม่ได้ทำข่าวเอง ไม่ได้เขียนเนื้อหาคอลัมน์นี้เอง ไม่ได้ไปค้นคว้ามาเอง แค่หยิบๆ มาจากนิตยสารที่มันควรจะถูกจำกัดวงไว้แค่นั้น เอามาอ่านแบบสนุกปาก แล้วสรุปไปว่า เราต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน อาชญากรรมทางเพศจึงจะลดลง ผมเปิดดูรายการนี้ระหว่างกินกาแฟ และไปเข้าห้องน้ำตอนเช้า แทบจะทุกเช้า และสังเกตว่ารายการนี้เสนอแนวความคิดนี้ทุกครั้งที่มีข่าวข่มขืนและอาชญากรรมทางเพศ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าเราจะใช้ความรุนแรงมาต่อต้านความรุนแรงได้หรอก การใช้ความรุนแรง ในที่สุดแล้ว มันจะยิ่งนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหม่ ที่จะรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ การอ่านข่าวหรือคอลัมน์ที่เกี่ยวกับการข่มขืนและอาชญากรรมทางเพศ ออกทางทีวีทุกเช้าๆ แบบใส่ความคิดเห็นและอารมณ์เยอะ ฉีกยิ้มกว้างๆ แล้วก็หันไปหัวเราะต่อกระซิก เน้นคำพูดที่อธิบายถึงความได้เปรียบ ความโหดร้ายของผู้ลงมือข่มขืน และอธิบายถึงผลที่เหยื่อได้รับ เล่าถึงเนื้อหนังมังสาของเหยื่อ แบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้อาชญากรรมทางเพศลดลงได้หรอก มันมีแต่จะทำให้เราชินชากับความรุนแรง แล้วพอจบเบรค ตัดเข้าโฆษณา ก็มีแต่โฆษณาโลชั่นผิวขาว ที่แสดงภาพนางแบบใส่เสื้อกล้ามที่มีคอเว้าลงไปถึงร่องนม โฆษณาน้ำผลไม้ที่มีนางแบบใส่เสื้อเอวลอยจนเห็นหน้าท้องและสะดือ มันก็ยิ่งทำให้เราชินชากับการกระตุ้นกำหนัด พอตกเย็น ก็ดูละครที่นางเอกต้องไปเป็นคนรับใช้ในบ้านไร่ของพระเอก เพราะว่าพ่อเป็นหนี้เขาเอาไว้ แล้วพระเอกก็คอยลวนลามและกดขี่นางเอกตลอดเวลา เฮ้อ... ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

***

5 comments:

Anonymous said...

รำคาญทุกครั้งที่ดูรายการพวกนี้ เพราะคุณเธอ เธอ ทำตัวไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย น่ากลัวตลอดกาลนาน ทำไมนับวันก็ยิ่งโลว์คลาสไปทุกที เฮ้อ สงสารนีน่าจัง
คนอื่นๆ พยายามทำตัว "แสนซน" โดยไม่รู้กาละเทศะ ไม่ทราบเลยหรือไงว่างานแบบนี้มันต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ แต่ทุกคนต้องการที่จะเป็นคนทรงเสน่ห์ มีกลิ่นของความเป็นเซเลบกันไปหมด เฮ้อ เหนื่อยหน่ายจริง ๆ

วันก่อนไปสัมภาษณ์ปราชญ์ท่านหนึ่งมา ท่านบอกว่า "การเป็นคนธรรมดาเป็นความดีงามที่สุด" แต่ก็นะ มันก็ช่างขัดกับคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตทุกวันนี้ ที่อะไร ๆก็พูดแต่เรื่องการตะกายฝัน บางทีเราก็เบื่อชีวิตในเมืองใหญ่ (ในวงเล็บ) นี่จริง ๆ


เราไม่เชื่อเรื่องตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรอกนะ

Anonymous said...

เห็นด้วยอย่างแรง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ชาวบ้านเขาติดรายการของพวกเธอ เธอได้ยังไง เฮ่อ...ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยแถมยังหน้าเบื่อ เสียงก็แป๊นน แปดหลอด แสบแก้วหูจะตาย...

เห็นด้วยอีกข้อสำหรับ “ไม่ควรใช้ความรุนแรงหยุดความรุนแรง” เราก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่อง “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เหมือนกัน ใช้ไม่ได้ผลหรอก ใช้ “ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว” ดีกว่านะ อิอิ

เช้าๆ ขอนั่งจิบกาแฟ แล้วก็ฟังเพลงเบาๆ ก่อนมาทำงานดีกว่าเยอะ ข่าวสารอะไรไม่สนใจหรอก น่าเบื่อ...

yodmanud^ying said...

ไม่เคยดูรายการนี้เลยจ้ะ แต่เห็นด้วยว่าไม่ชอบการใช้ความรุนแรงแก้ไขความรุนแรง แล้วก็เบื่อข่าวทำนองนี้มากเหมือนกัน

สาวกสมหญิงยิ่งยศและหญิงไทยไขข่าว said...

เคยดูครั้งเดียว ดูไม่จบด้วยเพราะว่ารู้สึกว่าเดซิเบลเสียงรบกวนโสตประสาทเหลือเกิน รู้สึกว่าเป็นการแสดงมากกว่าที่จะเป็นการประกาศข่าว ยังงงอยู่ว่าเท่าที่ได้ยินก็มีคนไม่ชอบเยอะ แต่ก็ยังเปิดดู ดูไปด่าไป (ไม่รู้ว่าจะดูไปทำไม)

และที่งงมากขึ้นไปอีก (จริงๆ ไม่ควรเรียกว่า งง ควรเรยีกว่า ไม่เข้าใจอย่างรุนแรงมากกว่า) ว่าช่อง 3 ก็มีบุคลากรตั้งมากมาย ทั้งผู้บริหาร ฝ่ายผลิต คนเขียน Script รวมไปจนถึงผู้ประกาศข่าว (ซึ่งดูเหมือนนักแสดงมากกว่า) คิดกันมาแล้วหรือนี่ว่านี่คือสิ่งที่ควรนำออกเสนอต่อมวลชน ไม่รู้ว่าตอนที่คิด Theme ของรายการ นี่ได้ลองคิดจินตนาการเอาตัวเองมาเป็นคนดูบ้างหรือป่าวว่าถ้าทำออกมาอย่างนี้แล้วคนดูจะได้รับทราบข่าวสารได้อย่างไร แล้วนำไปทำอะไรต่อในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ หรือว่าคิดว่าฉันมีหน้าที่คิดว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ติดตลาดคนดูอีกระดับนึง ซึ่งยังไงฉันก็ไม่ดูอยู่แล้วเพราะคนละระดับกัน เพราะเท่าที่ได้ฟังคนดูก็มีแต่บอกว่า วันนี้กาละแมร์ด่ามันส์ สะใจ ไก่แต่งตัวเซ็กซี่ ไม่เห็นพูดถึงเนื้อข่าวเลย

ผู้บริหารช่อง 3 น่าจะลองคิดดูนะว่าสมัยพ่อแม่ตัวเองฟังข่าววิทยุสมัยก่อนที่มี หญิงไทย ไขข่าว หรือไม่ก็ สมหญิง ยิ่งยศ เขาทำมีคุณภาพอย่างไร แล้วนี่ที่ทำกันนี่พัฒนาขึ้นจากเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนแล้วหรือ หรือถอยหลังลงเหวแล้วก็พาคนอื่นๆ ไปด้วย

เฮ้อ..อ... เหนื่อยใจ เมื่อยมือ

ขอบคุณคุณคนเขียนที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้ได้ Comment รู้สึกดีที่ยังมีคนที่ยังแยกแยะออกว่าทำงานแบบมีคุณภาพเป็นอย่างไร

Anonymous said...

ดูเหมือนช่องสาม พยายามผลักดันให้ผู้ประกาศข่าวของตัวเองเป็นceleb นะครับ
ในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง
นัยว่าการเป็น celeb ของผู้ประกาศจะทำให้คนสนใจข่าวมากขึ้น (ไม่ใช่เพราะข่าว แต่เพราะคนอ่านข่าว)

ไม่รู้เหมือนกันทำไมระยะหลัง ข่าว มีเปอร์เซนต์น้อยกว่าข้อคิดเห็นของคนอ่านข่าวไปเสียแล้ว