Sunday, July 23, 2006

วิเวียน เวสต์วู้ด

...

ความเดิมที่เล่าค้างไว้จากบล้อกที่แล้ว ว่าก่อนจะไปดูหนัง Lady in the Water ผมก็ได้แวะไปดูนิทรรศการของวิเวียน เวสต์วู้ด ที่ TCDC มาก่อน ตั้งแต่ตอนบ่าย น้องที่ออฟฟิศมันชวนว่า พี่! งานนี้เก๋สุด ฮิปสุดแน่นอน ทำให้ผมอยากลองไปดูให้เห็นกับตาซะหน่อย คิดว่า เออดีเว้ย ดูงานนี้เสร็จ แว้บไปดูหนังต่อที่โรงเมเจอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ หรือโรงอีจีวี เมโทรโปลิส ซะเลย น้องมันถามว่าอ้าว! ทำไมไปดูสองโรงนั้นหล่ะ เราก็บอกว่า อ้าว! ก็ TCDC อยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์นี่นา น้องมันก็เลยแป่ว! พี่ครับ TCDC มันอยู่เอมโพเรียม ไอ้ที่อยู่เซ็นทรัลเวิลด์หน่ะ มันคือ TK Park ต่างหากครับ เออ เนอะ เดี๋ยวนี้สถานที่เก๋ๆ ฮิปๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนผมตามไปดูไม่ทันเลย แสดงว่าตลอดปีที่ผ่านมา ที่ศูนย์ TCDC และ TK Park เปิดมาเนี่ยะ ผมยังไม่เคยไปเลยด้วยซ้ำ ตลกดีเหมือนกัน เป็นคนกรุงเทพฯ ประสาอะไร แถมยังเป็นคนที่ทำงานนิตยสาร ที่น่าจะต้องอัพเดทเรื่องราวพวกนี้ให้ทันสมัยตลอดเวลาเสียด้วย พอตกเย็นก็เลยยกขโยงน้องที่ออฟฟิศ ขนขึ้นรถแท็กซี่ แล้วฝ่าการจราจรของเย็นวันศุกร์ เข้าสู่ศูนย์กลางเมืองฟ้าอมร ไปถึงหน้างานเจอรปภ. เพียบ ตำรวจ ทหาร ยืนกันเต็มไปหมด ปากทางเข้ามีเครื่องตรวจจับโลหะคอยแสกนคนเข้างานด้วย ยืนเหวออยู่พักใหญ่ มีตำรวจมาสะกิด ว่านี่คุณ ถ้ามางานนิทรรศการต้องไปลงทะเบียนนะ ต้องติดบัตรด้วย ผมก็กุมเป้า ก้มหน้ารับ ครับๆ ทราบแล้วครับ น้องที่ออฟฟิศมันไม่เห็นบอกว่างานนี้มีเสด็จ แถมงานยังดูไฮโซ มีบางคนใส่สูท ใส่ชุดราตรีกัน รู้งี้นะ ตรงดิ่งไปดูหนังเลยดีกว่า ไม่ต้องมางานนี้ให้เสียเวลา เพราะสิ่งที่จะได้พบเห็นจากงานแบบนี้ ก็เป็นไปตามที่คาดหมายกันได้อยู่แล้ว ว่ามีคนเก๋ๆ ฮิปๆ เดินไปเดินมา หรือไม่ก็หยุดยืนคุยกัน ในมือมีแก้วเครื่องดื่มอะไรสักอย่าง และมีบริกรเดินถือถาดอาหารชิ้นเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เกริ่นไว้ในบล้อกที่แล้ว ว่าคนที่มางานนี้ ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่ผมไปเจอในงานเปิดตัวนิตยสารบ้านเก๋ๆ ฮิปๆ เมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้หน่ะแหละ แต่ในวันนี้ดูมีพิธีรีตรองมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งการแต่งกาย บรรยากาศ และสถานที่รอบๆ ตัว หลังจากเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ระหว่างที่รอให้พิธีเปิดเสร็จสิ้น และเสด็จกลับ ผมก็ฆ่าเวลาด้วยการพยายามเติมกระเพาะด้วยอาหารชิ้นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น เมื่อทางเข้านิทรรศการเปิด และอนุญาตให้คนทั่วไปเริ่มเดินเข้าไปดูได้ ผมเดินตามหลังพวกน้องที่ออฟฟิศเข้าไป ลักษณะเหมือนกับเดินเข้าไปสู่อุโมงค์มืดๆ เงียบกริบ เจ้าหน้าที่รปภ. ใส่สูท และใส่หูฟัง ยืนคุมอยู่เป็นจุดๆ สร้างบรรยากาศให้ดูตึงเครียด "สิ่งที่ทำให้ฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ คือการคิดนอกกรอบ" ป้ายคำพูดใหญ่พร้อมกับภาพถ่ายวิเวียน เวสต์วู้ด ดีไซเนอร์ชื่อดังของโลก แปะไว้ตรงทางทางเข้า ในพื้นที่จัดนิทรรศการมืดอึมครึม มีแสงไฟสลัวๆ ส่องไปยังเสื้อผ้าหลายคอลเลคชั่นของวิเวียน ที่ได้มาแขวนแสดงไว้ พร้อมกับป้ายคำอธิบายสั้นๆ สังเกตเห็นได้ชัด ว่าผู้คนที่เดินดูอยู่ กอดอกกันแน่น เดินแบบย่องๆ คอยเหลียวซ้ายและขวา และระแวดระวังกริยามารยาทตัวเอง เวลาจะพูดคุยกันต้องกระซิบกระซาบ เหมือนกับพวกเรากำลังกลัวจะเป็นการดูหมิ่นสถานที่ หรือไม่ให้เกียรติกับเสื้อผ้าของวิเวียน เวสต์วู้ด ผมเดินดูอย่างเกร็งๆ และเคร่งเครียด ไล่เรียงกันตามยุคสมัย ตั้งแต่เสื้อผ้าของพวกพังค์ เสื้อผ้าแบบโจรสลัด จนเสื้อผ้าที่ออกแบบให้พวกดารานักร้อง ไม่ว่าจะพยายามเพ่งดูเท่าไร ก็ไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียะ ความดี ความงาม หรือคุณค่าของเสื้อผ้าเหล่านี้ รู้สึกเพียงอย่างเดียว ว่านี่มันน่าขนลุกเกรียวจริงๆ ที่เรากำลังบูชาเสื้อผ้าเหล่านี้กันเหลือเกิน เดินดูสักพักใหญ่ๆ มีเสียงเด็กวิ่งเล่นและหัวเราะ ร้องกรี๊ดๆ ดังแว่วมาจากปากทางเข้านิทรรศการ ทุกคนในนี้มองไปยังต้นเสียง เห็นเด็กผู้ชายผู้หญิงมากับพ่อแม่ที่เป็นฝรั่ง วิ่งเล่นกันเข้ามา เอานิ้วชี้ๆ ชวนกันดูเสื้อชุดโน้นชุดนี้ และส่งเสียงดังทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด และอาการเกร็งของผู้คนในที่นี้ให้หมดไป เด็กพวกนี้ทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ ว่าเออ แปลกดีเนอะ เรามาดูนิทรรศการของดีไซเนอร์ที่คิดนอกกรอบ ทำเสื้อผ้าแปลกๆ แบบสุดตีน แต่บรรยากาศและผู้คนในงานนี้กำลังเกร็งและเต็มไปด้วยพิธีรีตรอง เหมือนกับการเดินเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เราไม่คุ้นเคย และไม่รู้จักพิธีรีตรองหรือวิธีปฏิบัติตัวในสถานที่นี้ โดยมีเหล่ารปภ. เป็นองครักษ์ของวิหารแห่งนี้ ประโยคที่ว่า "สิ่งที่ทำให้ฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ คือการคิดนอกกรอบ" เป็นเหมือนบทสวดของศาสนานี้ ชุดเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ เป็นเหมือนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ตัวแทนของศาสดาของศาสนานี้ ซึ่งก็คือวิเวียน เวสต์วู้ดนั่นแหละ ตลกดีเหมือนกัน นิทรรศการนี้สำหรับคนไทยเรา ได้มาสักการะบูชาเสื้อผ้าพังค์ๆ จากดีไซเนอร์ชื่อดัง เดินดูต่อได้อีกพักเดียว ผมก็รู้สึกคลื่นไส้กับการที่ได้มาอยู่ผิดที่ผิดทางของตัวเอง เลยเดินออกมา หาที่ฉี่ หาไรกินลงกระเพาะต่ออีกหน่อย รอรวบรวมพลพรรคน้องๆ แล้วก็พากันไปดู Lady in the Water ดีกว่า โรงหนังสกาล่าคงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับผมมากกว่า และ Lady in the Water คงเป็นศิลปะที่ผมเข้าใจได้มากกว่า

***

2 comments:

ark said...

ฉันไปงานตอนเช้าวันนั้น ซึ่งเค้ามีรอบแนะนำให้สื่อมวลชน ซึ่งตอนนั้นก็จะมีคนมาแนะนำนิทรรศการความเป็นมา ไอ้งานเลี้ยงที่มีคนฮิปฮิปมันเป็นอีกส่วนนึง
แล้วถ้าใครเคยไปงานรอบเปิดตอนเย็นของงานที่แล้ว ..
ซึ่งมีทั่นนายกฯรักษาการณ์ควงภริยามาเป็นประธาน .. ในเย็นวันที่คนไปชุมนุมหน้าทำเนียบรอคำตอบทั่นว่าจะออกไม่ออก..
จะรู้ว่ามันเรื่องมากขนาดไหน แล้วกว่าทั่นจะมาถึงงานได้..

ฉันซึ่งเกลียดงานแฟชั่นต่างๆ เป็นอย่างมาก และก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองอินกับอะไรแบบแปลกๆ ที่ใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ .. กลับรู้สึกว่างานนี้น่าสนุกดี

เคยไปงานเดินแฟชั่นขององค์กรโน้นองค์กรนี้จัด ที่มีนักออกแบบฮิปฮิปของเราออกแบบ และรู้สึกว่า อะไรกันนี่ .. มันจะใส่เข้าไปยังไง .. เน้นแปลกเข้าว่า
ต่อมาก็มีคนบอกว่ามันมีสองส่วน คือเสื้อผ้าที่ใส่ได้ในชีวิตจริง กับไอ้ที่ดึงดูดความสนใจคนให้เข้ามาดูเข้ามาชม เป็นการโปรโมทยี่ห้อ ก็คนเราชอบของแปลกนี่นา

แต่ฉันก็ยังไม่อินกับมันสักที

ความรู้สึกส่วนตัวของฉันหลังจากได้ดูนิทรรศการ วิเวียน เวสท์วูด คือน่าจะเอามาให้คนบ้านเราดูตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ไอ้โครงการบางกอก (จะให้เป็น) เมืองแฟชั่น (อีท่าไหน)หลายปีก่อนโน้น..

ก็ตามสูจิบัตรและเอกสารที่ได้มา ว่าเจ๊แกมาจากชนชั้นกรรมาชีพ ได้เรียนในสถาบันศิลปะแค่เทอมเดียวก็ลาออก (คงทนสังคมไฮโซไม่ไหวหรือไงก็ไม่รู้)ไปเป็นสาวโรงงานอยู่พักนึง แล้วก็ไปเรียนเป็นครูหรือไงเนี่ยแหละ
ช่วงที่กำลังค้นหาตัวเอง เจ๊ก็ไปเจอคุณสามีแล้วก็ได้อิทธิพลทางความคิดมา
เค้าว่าตอนนั้นอังกฤษมันอึดอัด คับข้อง มืดทึม คนตกงาน เอ่อ ยุคปี 70 นั่นแหละ มันก็แบบว่าเก็บกดแล้วก็ถูกบีบด้วยอะไรเก่าๆ สังคมผู้ดี
พอยายเจ๊แกทำเสื้อผ้าพังก์ๆ มาขาย คนก็คงคิดว่าบ้าหรือไงวะ แต่มันก็เหมือนกับเป็นวิธีแสดงออกเพื่อต่อต้านบางอย่าง มันไปกันได้ดีกับดนตรีตอนนั้นด้วย
.. มันอยู่ในสูจิบัตรนั่นแหละ
แล้วพอตอนหลังพังก์กลายเป็นกระแสหลักไป เหมือนอะไรแปลกที่มันไม่แปลกแล้ว
เจ๊ก็เริ่มหันไปศึกษาเรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วก็สื่อมันออกผ่านเสื้อผ้าออกมา ..
เสื้อผ้าของแกไม่ได้ทำออกมาแบบมั่วๆ (แบบนักออกแบบบ้านเราบางคน) แต่แกรู้เรื่องการตัดเย็บเรื่องแพทเทิร์นมาเป็นอย่างดีแล้ว (ก็เพราะเรียนเองอีกนั่นแหละ)ก็ลองนึกดูว่าเวลาไปงานศิลปะจัดวางที่ดูไม่รู้เรื่อง.. ของศิลปินบางทั่น อย่างเช่นงานของคุณพระเอกหนังรักเรื่องล่า.. ที่จัดพร้อมๆ กับเปิดตัวแกลอรี่ฮิปๆ เสิร์ฟอาหาร+ขนมฮิปๆ ยี่ห้อหวานๆ ที่ศิลปินหนุ่มเคยให้สัมภาษณ์ถึงเจ้าของว่าเธอหวานดี
เพื่อนฉันที่ไปด้วยกันบ่นอย่างไม่เกรงใจ (มันน่าจะรอให้ออกมาจากงานซะก่อนนะ) อะไรวะ ดูไม่เห็นรู้เรื่องเลย .. แต่ฉันซึ่งกำลังหิว ก็พอใจกับอาหารจิ๊บๆ นิดๆ หลายจิ๊บเข้าก็อยู่ท้องเหมือนกันแหละ
"ไม่ชอบก็ไม่ต้องมา" ฉันบอกตัวเองอย่างนั้นหลังเดินออกมาจากงาน แล้วก็ชวนกันเข้าไปเสียเงินกินไอติมกันจริงๆจังๆ ที่ร้านชั้นล่างอาคารนั้นซะเลย..
ฉันก็แค่ไม่เข้าใจงานของเขาน่ะ ไม่ได้ว่าอะไรนะ
แค่ว่าต่อไปคงเลี่ยงงานที่คิดว่าตัวเองไม่อินด้วยแน่ๆ

แต่กับเจ๊วิเวียน ฉันคิดว่าจะไปอีกรอบวันหลัง ไม่ใช่ในงานเปิดตัว ค่อยๆ ดู ค่อยๆ อ่านไป ว่ามันคืออะไรกัน
..
อาจเป็นเพราะหลังๆ ฉันแก่ขึ้นแล้วล่ะมั้ง เลยลดๆความรู้สึกไม่ชอบ ไม่อิน กับอะไรๆ ลงไปมาก ..
ไม่ชอบก็ไม่ต้องไป แต่ถ้าไปแล้วไม่ชอบก็ต้องยอมรับว่า อยากไปเองนี่หว่า ..

เจ๊วิเวียนน่าจะเป็นตัวอย่าง ให้คนฮิปๆ ที่คิดจะลงมือทำอะไร ว่าแกไม่ได้ดังเพราะทำอะไรแปลกๆ หรอกนะ มันต้องมีความเป็นมา
เรื่องของสังคมที่เจ๊แกโตมา เรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศ ผ้าทอพื้นเมืองที่แถบนั้นใช้ แพทเทิร์นเสื้อผ้าแบบโบราณ ..
จนถึงงานใหม่ที่สกรีนว่า i'm not torrorist
คนบ้านเราก็ต้องหันกับไปดูว่าของเรามันมีอะไรมั่ง..

เออ อีกอย่าง เจ๊แกยังเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่จำเป็นต้องจบสูงๆ มีดีกรีโน่นนี่ .. แต่แกเรียนรู้ด้วยตัวเอง
สนใจเรื่องไหนก็ไปหาอ่านหาดู .. แล้วก็ทดลองเอง .. พอได้สามีก็เรียนรู้จากสามี

นี่ล่ะมั้ง ที่ฉันคิดว่าตัวเองได้ไปดูในงานนี้น่ะ

waterloo sunset said...

พี่ไปผิดวันเนอะอ่านดูแล้วคิดว่างั้น ถ้าไปวันทั่่วไปคงได้ดูได้คิดเกี่ยวกับตัวของมากกว่าตัวงาน
แต่เคยไปดูงานเดียวกันนี้ที่ญึ่ปุ่น เสียค่าเข้าไม่น้อย
และก็ไม่ค่อยชอบงานเท่าไหร่
รู้สีกเฉย ๆ มีแค่ยุคหลังๆ ที่เธอมีหน้ามีตาแล้วเสิ้อผ้าถึงมีแพทเทิร์นที่สวยและเก๋หน่อย ๆ
คงเพราะเราไม่ใช้แฟน เลยไม่อิน

ชอบงานก่อนนี้กว่าเย้ออออ marimekko หน่ะฮ้า