Sunday, July 30, 2006

SPF

...

โลชั่นของที่บ้านหมดเกลี้ยงมาเป็นอาทิตย์ๆ แล้ว ถึงขนาดที่ต้องเอาน้ำเปล่าเทลงไปเขย่าๆ แล้วใช้ต่อ เพราะผมไม่ค่อยมีเวลาไปเดินเลือกซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ต วันก่อนแม่มาเห็นเข้า คงรู้สึกสงสารและปรารถนาดี เขาเลยไปซื้อขวดใหม่มาวางไว้ให้ใช้ ทั้งแบบโลชั่นขวดใหญ่และแบบครีมกระปุกใหญ่ ผมเหลือบไปเห็นฉลากเข้า มันบอกว่ามีค่า SPF 50 เลยร้อง ว้าาาา! ทำไมแม่ซื้อมาแต่แบบทาผิวขาวหล่ะ? แม่บอกว่า อ้าว! ไม่รู้หนิ ที่ห้างมันก็มีขายแต่แบบนี้แหละ คือแม่ของผมอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เวลาไปเดินในซูเปอร์มาเก็ต ก็คงไปคว้าๆ หยิบๆ เอายี่ห้อที่เขากำลังมีโปรโมชั่น หรือมีการจัดดิสเพลย์ให้เห็นชัดๆ หยิบง่ายๆ โดยไม่ได้เลือกจากการอ่านคุณสมบัติของมันบนฉลาก ในขณะที่ตามปกติ ผมซื้อจะเลือกซื้อแต่โลชั่นธรรมดา ที่เนื้อเบาๆ บางๆ เอาไว้ใช้ลูบๆ หน้าและตัวหลังจากอาบน้ำแค่นั้น โดยไม่ต้องการให้มันมีสารกันแดดหรือสารผลัดผิวเพื่อให้ขาว สมัยนี้เวลาไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแผนกโลชั่นพวกนี้ มันมีวางขายกันแต่แบบที่ทาเพื่อให้ผิวขาวจริงๆ ครับ ขวดครีมสีขาววางเรียงเป็นตับๆ โฆษณาขายโลชั่นในทีวีก็มีแต่โฆษณาของแบบทาให้ผิวขาว ไม่ว่าจะของบริษัทอะไร ยี่ห้ออะไร ไม่รู้ว่าตลาดโลชั่นทาผิวในบ้านเรา ทำไมมันถึงได้เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ โลชั่นธรรมดากลายเป็นสินค้าส่วนน้อยในท้องตลาดไปเสียแล้ว การจะหาซื้อโลชั่นธรรมดากลายเป็นเรื่องที่ต้องเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ในขณะที่โลชั่นผิวขาวกลายเป็นสินค้าแบบแมส สมัยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ปี โลชั่นผิวขาวเคยถูกจัดเป็นสินค้ากลุ่มเล็กกว่านะครับ และโลชั่นกันแดดจะถูกแยกจัดวางแยกออกจากโลชั่นทาผิวทั่วไป และติดฉลากให้เห็นเด่นชัดถึงคุณสมบัติกันแดดของมัน สมัยที่ผมกำลังเรียนปริญญาตรี เวลารวบรวมพรรคพวกไปเที่ยวทะเลกัน เราจะไปเดินซื้อของใช้ส่วนตัวพวกนี้ และเราจะเลือกซื้อโลชั่นกันแดด เพื่อป้องกันอาการผิวไหม้ลอก หลังจากกลับมาจากทะเล ไม่ใช่ซื้อไปทาเพื่อให้ผิวขาว สมัยนั้นโลชั่นกันแดดแบบถูกๆ มีให้เลือกแบบ SPF 4, 8, 15 ราคาขวดเล็กๆ ขวดละเกือบ 200 บาท เราซื้อมาขวดเดียวแล้วก็แบ่งกันใช้ ยิ่ง SPF มากๆ ก็ราคายิ่งแพง และเนื้อโลชั่นก็ยิ่งเหนียวหนืด ทาลำบาก มีเพื่อนผู้หญิงที่ไปด้วยกันกับกลุ่มพวกเราในตอนนั้น เขาซื้อโลชั่นกันแดดยี่ห้อแพงๆ พวกลังโคมหรืออะไรสักอย่าง เขาหยิบขึ้นมาทา ผมเห็นว่ามันมี SPF 20 กว่าๆ จำได้ว่ายังพูดทักเขาเลย ว่าโอ้โห! ค่า SPF เยอะขนาดนี้คงแพงน่าดู ทาไปแล้วคงไม่มีแสงแดดเล็ดลอดเข้าสู่ผิวเธอได้เลยใช่ไหม แต่มาถึงทุกวันนี้ โลชั่นผิวขาวที่โฆษณาขายกันในทีวี แบบยี่ห้อถูกๆ ทั่วไป เขาบอกว่ามี SPF สูงถึง 50 กันแล้วครับ บวกกับสารผลัดผิวจำพวกกรด AHA หรืออะไรทำนองนั้นเข้าไปอีก นี่เท่ากับว่าโลชั่นทาผิวที่ขายกันเกลื่อนทั่วไปตอนนี้ มี SPF มากกว่าโลชั่นกันแดดโดยเฉพาะ ที่ขายในสมัยก่อน ถึง 2 เท่าตัว คนไทยเรากำลังทาโลชั่นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบบที่กันแดดได้มากเป็น 2 เท่าของโลชั่นที่คนสมัยเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ทาตอนที่ไปเที่ยวทะเล ซึ่งไม่รู้ว่าผมอุปาทานไปเองหรือเปล่า เวลาเอาโลชั่นผิวขาวพวกนี้มาทา แล้วจะรู้สึกเหนียวๆ ร้อนๆ ผิว และรู้สึกยุกยิกๆ ผิวหน้ายังไงไม่รู้ เหมือนกับว่ามันมีฤทธิ์เป็นกรดแบบอ่อนๆ และกำลังกัดเซลล์ผิวแบบเบาๆ ตลอดเวลา เวลาดูโฆษณาโลชั่นพวกนี้แล้วรู้สึกสยองๆ ไงไม่รู้ครับ มันบอกว่าเปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ ผิวขาวสว่างสดใสภายใน 7 วัน เฮ้อ ... ตอนนี้โลชั่นและครีมที่แม่ซื้อมา ยังวางอยู่ในห้องน้ำไว้แบบนั้น และผมก็ยังไม่มีเวลาไปเดินซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อโลชั่นอย่างที่ต้องการ ผมกำลังนึกถึงเงินหลายร้อยที่จ่ายไปสำหรับค่าโลชั่นผิวขาวพวกนั้น และคิดว่าควรจะใช้ๆ ให้มันหมดขวดไปเพื่อความประหยัด หรือจะเอายังไงดีเนี่ยะ เสียดายเงินจัง

...

1 comment:

Cattown said...

จะบอกว่าฉันเป็นคนผิว เอ่อ สีแทน แต่ก็ไม่เคยคิดจะทาครีมกันแดด (จริงๆ ไม่ได้โม้)
คนเราตัวแห้งสบายดีอยู่แล้ว จะเอาสารเคมีอะไรก้ไม่รู้มาโปะตัวให้ตัวเหนียวทำไม
แต่จะว่ากันตามตรง สภาพอากาศของโลกตอนนี้อันตรายมาก อากาศที่เราสูดเข้าไปหรือที่พัดมากระทบผิวเรามันไม่เหมือนเดิม การหาอะไรมาป้องกันผิวเพียงเพื่อไม่ให้เป็นมะเร็ง ก็ดูเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

ว่าแต่นี่คุณเขียนเรื่องโลชั่นได้เป็นหน้าๆ เลยเหรอ?