Friday, November 17, 2006

A Bittersweet Life

...

3-4 ปีก่อน ตอนที่กำลังนั่งเบียดเสียดกันอยู่ในรถตู้ตอนกลางดึก เพื่อเดินทางไปทำสารคดีทางภาคใต้ ผมนั่งคุยกับเพื่อนนักเขียนรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนาน ด้วยเรื่องราวสัพเพเหระ เพื่อฆ่าเวลารอให้ง่วงนอนเสียที เราถามไถ่กันถึงข่าวคราวเพื่อนเก่าคนโน้นคนนี้ บางคนสบายดี บางคนสูญสลายหายไป บางคนเปลี่ยนจากมิตรกลายเป็นศัตรู ที่เกลียดหน้ากันไปแล้ว คุยกันไปคุยกันมาสักพัก เพื่อนรุ่นพี่คนนี้พูดขึ้นมาว่า มันน่าแปลกเนอะ เวลาเราทะเลาะหรือโกรธกับใครไปนานๆ พอเวลาผ่านไป เราจะลืมเรื่องราวสาเหตุของการทะเลาะกันนั้นไปหมดแล้ว เราจะจำได้เพียงแค่ว่าเรายังทะเลาะกับเขาอยู่แค่นั้นเอง มันน่าแปลกตรงที่เรายังทะเลาะกับเขาอยู่ ทั้งๆ ที่เราลืมสาเหตุไปแล้ว

ผมลองเอาคำพูดของเขามานั่งคิดๆ ดู เออ...ก็จริงของเขานะ ระบบคิดของคนเราบางทีก็งี่เง่าแบบนี้แหละ เราไม่ได้คิดด้วยเหตุด้วยผลกันนักหรอก และเราก็มักจะปล่อยให้สถานการณ์ และอารมณ์นำชีวิตเราไปเรื่อยๆ จนวันนี้ได้มานั่งดูหนังเกาหลีเรื่อง A Bittersweet Life ด้วยความอนุเคราะห์ของน้องบุ๊ยเบอร์รี่ หนังเรื่องนี้มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ และช่วงเวลาที่เรานั่งคุยกันอยู่ในรถตู้กลางดึก A Bittersweet Life เป็นหนังบู๊เลือดสาด นำเสนอประเด็นที่ว่า คนเรามักจะปล่อยให้เรื่องราวความขัดแย้งต่อกัน ลุกลามขยายวงออกไป และลงมือทำร้ายกันรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุด ต่างฝ่ายต่างก็ยังงงๆ ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

พระเอกเป็นลูกน้องมาเฟียใหญ่ ที่ไปตบลูกน้องมาเฟียอีกแกงค์ไว้ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ต่อมาหัวหน้าใช้ให้ไปเฝ้าเมีย แล้วดันไปหลงปิ๊งเมียหัวหน้าเข้า แค่ปิ๊งเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องราวลุกลามขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมาเฟียอีกแกงค์ตามมาแก้แค้นเอาคืน และหัวหน้าก็ดันมาหึงเมียแบบไม่เข้าท่า สั่งลูกน้องอีกทีมมาเก็บพระเอก ต่างฝ่ายต่างก็เลยต้องสาดความรุนแรงใส่กันไปมา ฉากจบของหนังเรื่องนี้เลือดสาดจนคนดูเอียน ขนาดผมเป็นคนชอบดูหนังโหดๆ พอได้มาดูฉากจบของเรื่องนี้แล้วยังรู้สึกอึดอัด ว่ามันจะฆ่ากันไปทำไม ไร้เหตุผลสิ้นดี เมื่อไล่ย้อนกลับไปดูต้นเหตุแล้ว มันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกล่าวคำขอโทษกัน และไม่ยอมเปิดใจพูดคุย อธิบายเหตุผลกันดีๆ ถ้าพระเอกยอมกล่าวขอโทษมาเฟียอีกแกงค์นึง แค่ ผม-ขอ-โทษ แค่นี้มันก็จบกันไป

ในฉากที่ตัวละครแต่ละตัวกำลังจะตาย ล้วนกล่าวคำในทำนองเดียวกันหมด ว่าทำไมเรื่องราวมันถึงได้ลุกลามมาถึงขนาดนี้ (วะ)? และก็ถามว่า มึงอยากจะฆ่ากูจริงๆ เหรอ? คำตอบที่ตัวละครทุกตัวรู้อยู่ในหัว คือ เออหว่ะ! มาฆ่ากันทำไม กับเรื่องไร้สาระที่เริ่มต้นจากการทะเลาะกัน เขม่นกัน และทุกคนก็ได้สำนึกว่า จริงๆ แล้ว เราต่างก็ไม่อยากฆ่าฟันกันหรอก เพียงแต่สถานการณ์ทุกอย่าง มันดำเนินไป และมันบีบบังคับเราให้ต้องลงมือ

เมื่อความรุนแรงเริ่มต้นขึ้น มันจะนำสถานการณ์รุนแรงให้ดำเนินต่อไป และขยายวงออกไปอีกเรื่อยๆ เมื่อความเกลียดชังเริ่มต้นขึ้น มันจะนำความเกลียดชังให้ดำเนินต่อไป และขยายวงออกไปอีกเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเริ่มต้นเกลียดใคร ด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งแล้ว เมื่อเราเริ่มแสดงอาการเกลียดชังออกไปใส่เขา เขาก็จะแสดงอาการเกลียดชังย้อนกลับมาใส่เรา และความเกลียดชังก็จะขยายวงออกไปเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหักที่ทั้งสองฝ่าย ไม่มองหน้ากันอีกต่อไป เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองฝ่ายจะยังเกลียดชังและไม่มองหน้ากันอยู่ แต่น่าแปลก ที่ต่างก็หลงลืมไปแล้ว ว่าเริ่มต้นเกลียดชังกันด้วยสาเหตุอะไร สิ่งที่เหลืออยู่ในความทรงจำของทั้งสองฝ่าย คือสิ่งเลวร้ายที่ได้ทำต่อกันและกันมาตลอดระยะเวลาที่เกลียดชัง เหมือนกองเลือดที่ละเลงอยู่เต็มพื้นดินของสมรภูมิสงคราม ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียน ผมว่าเรื่องแบบนี้น่าเศร้า และโง่เขลาจริงๆ

...

8 comments:

buiberry said...

ผมมีโอกาสได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่บ้าง และก๋็ชอบเรื่องเกี่ยวกับความลี้ความหลังอยู่พอสมควร

ประวัติศาสตร์ของโลกนี้กว่าครึ่ง ล้วนเป็นเรื่องของการทำลายล้างกันมากกว่าสร้างสรรค์ หรือที่เราเรียกมันว่าสงคราม

ถ้ามองสงครามเป็นพีระมิด ฐานล่างสุดจะมีขนาดใหญ่มาก
นั่นคือผู้อยู่ในสงครามที่รบราฆ่าฟันกัน เป็นความขัดแย้ง ทางเชื้อชาติ ศาสนาจะอะไรก็ว่าไป

แต่เมื่อมองขึ้นไปเรื่อยๆ ตรงจุดสูงสุดของพีระมิดสงครามมันก็คือความชัดแย้งของคนสองคน ของผู้มีอำนาจนัดับสั่งการเท่านั้น

มันน่าหดหู่มากที่โลกเป็นอย่างนี้ และการเกิดความขัดแย้งแล้วลุกลามขยายตัวออกไปในวงกว้างของสงครามมีสาเหคุลักษณะนี้

โลกก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ A Bittersweet Life

grappa said...

ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยอ่ะ
เลือดสาดมากเลยเหรอ
ขนาดเซียนหนังโหดๆ อย่าง จขบ.
ยังทนไม่ได้เลย เหรอ
โอ้

invisible said...

เคยเกลียดใครนานๆ หรือเปล่า??

แบบว่าเขาขอโทษแล้ว ก็ยังเกลียดอยู่น่ะ

แบบนี้..น่าเศร้า และโง่เขลา??

tern said...

ไม่เคยเกลียดใครนานๆ และนานน้านจะโกรธใครสักคนที พอโกรธทีก็หายง่าย (แต่อาการโวยวายล้งเล้งออกมาก่อนนี่ ไม่นับว่าเป็นความโกรธหรือเกลียดนะฮะ)

จะกลั้นใจอดทนก่อนที่จะทะเลาะกับใครสักคนเสมอ (ฟังเหมือนจะดีนะเนี่ย แต่จริงๆ แล้ว น่าจะเป็นเพราะความไม่มั่นใจในตัวเองมากกว่า)

ก็เลยไม่เคยลืมสาเหตุที่โกรธหรือเกลียดใครไปโดยปริยาย

แต่สิ่งที่คิดว่ายากกว่าการควบคุมความโกรธของตัวเองก็คือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นมาโกรธเรา ซึ่งบางทีแม้จะเปิดใจแล้ว มันก็ไม่ดีขึ้นเลย

however, อยากให้ทุกคนอย่าเพิ่งท้อกับการต้องง้อ ขอโทษ หรือให้อภัย เพียงเพราะเราไปเจอเรื่องทะเลาะห่วยๆ มาเลยนะ

:S

Lyn said...

เมื่อโมโหต่อมาก็เป็นโกรธ เกลียด มันเป็นจิตใต้สำนึกของคนเรานะ แล้วแต่ว่ามันจะมาตอนไหน
บางครั้งเราเห็นว่าจุดเริ่มต้นนิดเดียวเองทำไมต้องโกรธขนาดนี้ บางคนโมโหเหมือนคนบ้า ควบคุมตัวเองไม่อยู่
บางคนบอกว่าตนเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว แต่ถ้าโกรธง่ายบ่อย ๆ ก็ไม่ดี เราเป็นคนใจร้อนมาก เลยพยายามหาอะไรที่มาทำไห้เราเย็นลง ตอนนี้ก็ได้แต่พยายามมองสิ่งรอบตัวในแง่ดี ไม่คิดด้านร้ายกับคนที่เราโกรธ เพราะบางครั้งมันก็อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดก็ได้ ไม่มีใครที่ไม่มีส่วนดีหรอก ลองมองส่วนที่แย่ของตัวเองบ้างก็ดีน่ะ

invisible said...

ชอบประโยคนี้ของคุณ tern มากค่ะ

'อยากให้ทุกคนอย่าเพิ่งท้อกับการต้องง้อ ขอโทษ หรือให้อภัย...'

เพราะกำลังรอให้เขา 'ให้อภัย' เราอยู่

Comment No. 8 said...

เหอ เหอ ไอ้โกรธกันแล้วทำสงครามกันไปมา ถึงแม้ว่าพอสืบสาวราวเรื่องไปแล้วอาจจำสาเหตุเดิมไม่ได้ แต่ก็ยังจำสาเหตุล่าสุดได้ว่าเธอทำกับฉันอย่างนี้ ฉันจึงทำกับเธออย่างนั้น

แต่ไอ้ที่ถูกโกรธแล้วไม่รู้สาเหตุนี่สิ คนโกรธเล่นเก็บสาเหตุไว้กับตัวคนเดียว เล่นเอาคนถูกโกรธงงไปตามๆ กัน เฮ้อ..อ... งานนี้การไม่ท้อกับการง้อ ขอโทษ หรือให้อภัย คงช่วยไม่ได้จริงๆ

เรื่องแบบนี้มันน่าเศร้าและโง่เขลาจริงๆ ว่าแล้วก็ไปดำเนินชีวิตของเราต่อดีฝ่า

merveillesxx said...

ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก