Wednesday, November 01, 2006

ตีสองที่โรงพยาบาล

...

เมื่อคืนตอนตีสองปวดท้องแปลกๆ เลยไปโรงพยาบาลวชิระมา เพราะผมมีประกันสังคมอยู่กับที่นี่ ตั้งแต่ทำงานมาสิบปี ยังไม่เคยใช้สิทธิประกันสังคมเลยสักครั้ง เพราะผมก็แทบจะไม่เคยป่วยหนักเลย นอกจากเป็นไข้หวัดหรือท้องเสียเล็กๆ น้อยๆ ที่ซื้อยากินไม่กี่วันก็หาย แล้วพอถึงคราวป่วยหนักจริงๆ อย่างตอนฟันผุถึงราก ก็ไปร้านคลีนิคเอกชน เพราะขี้เกียจไปต่อคิวทำฟัน เมื่อคืนที่นั่งปวดท้องเล่น MSN อยู่ที่บ้าน ก็คิดว่าจะไปใช้สิทธิประกันสังคมที่วชิระดี หรือจะไปโรงพยาบาลเอกชนดีๆ ไปเลยดี เพื่อนใน MSN ทั้งหมดลงคะแนนเสียง ว่าให้ไปโรงพยาบาลเอกชน เพราะนี่มันคือชีวิตเราทั้งชีวิต จะประหยัดเงินไปเพื่ออะไร ถ้าต้องไปต่อคิวยาวๆ ไปทำเอกสารวุ่นวาย แล้วไส้ติ่งแตกขึ้นมาจะซวยหนัก ผมชั่งใจอยู่นาน สรุปว่าตัดสินใจไปวชิระ เพื่อประหยัดเงิน และบางทีโรงพยาบาลของรัฐในปัจจุบันคงพัฒนาให้ดีขึ้นแล้ว แถมยังเป็นช่วงกลางดึก คงไม่มีคนไข้ต่อคิวมากนักหรอก

พ่อผมช่วยขับรถไปส่งตอนตีสอง โรงพยาบาลเงียบกริบและปิดไฟมืด มีไฟเปิดอยู่จุดเดียวตรงตึกฉุกเฉิน ก้าวแรกที่ผมเดินเข้าไปในตึก ก็เห็นคนป่วยคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงรถเข็น ตรงประตูทางเข้า ร่างเขาผอมแห้งเหลือแต่ซี่โครง ผิวสีดำคล้ำ ตาเขายังกระพริบปริบๆ เมื่อเดินเข้าไปติดต่อนางพยาบาลก็ช่วยทำบัตรคนไข้ให้ และบอกให้นั่งรอหมอ โรงพยาบาลรัฐพัฒนาขึ้นมามากแล้วจริงๆ ภายในตึกฉุกเฉินของวชิระดูสะอาด พยาบาลทั้งผู้หญิงผู้ชายที่อยู่เวรกะดึก ก็พูดจาโอเค ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ถึงแม้จะไม่นอบน้อมหรือปรนนิบัติดีจนเว่อร์เหมือนของเอกชน แต่ผมว่านี่ก็โอเคมากแล้ว เมื่อกวาดตามองไปทั่วๆ ห้องนั่งรอ ก็เห็นญาติผู้ป่วยแต่งตัวซอมซ่อนอนหลับบนเก้าอี้ยาว เห็นคู่ผัวเมียยังหนุ่มสาว อุ้มลูกที่ยังเป็นทารกแบเบาะ รอให้หมอตรวจ นั่งรอไม่นานพยาบาลก็เรียกพวกเราเข้าห้องตรวจ

พอเดินเข้าไปภายใน สิ่งที่พบเห็นนั้นน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ คนป่วยจำนวนมากนอนรออยู่บนเตียงเฝ้าดูอาการ ส่วนใหญ่อาการหนักมาก ร้องครางโอดโอยเสียงดัง สายน้ำเกลือระโยงระยางทุกเตียง บางเตียงมีสายออกซิเจน มีญาติที่แต่งตัวซอมซ่อนั่งอยู่ข้างเตียง ซบหน้าลงบนฟูกเพื่อนอนหลับ ดูก็รู้ครับว่าภายในนี้เต็มไปด้วยผู้ป่วยที่เป็นคนระดับล่างๆ ของสังคม คนที่ไม่มีเงินมากพอที่จะไปโรงพยาบาลของรัฐ สักพักมีบุรุษพยาบาลเข็นเตียงคนไข้คนใหม่เข้ามา เป็นผู้ชายตัวดำๆ ผอมแห้ง ใส่แต่กางเกง ไม่ใส่เสื้อ ร้องว้ากๆ ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เหมือนคนเสียสติ ญาติผู้ป่วยรายนี้ 2-3 เดินตามเตียงเข็นมาติดๆ ทุกคนมีลักษณะเหมือนกัน คือตัวดำๆ ผอมแห้ง แต่งตัวซอมซ่อ บางคนไม่ใส่เสื้อ หมอรีบวิ่งเข้ามาถาม ว่าไปโดนอะไรกันมา ญาติผู้ป่วยตอบว่า นั่งกินเหล้ากันมาตั้งแต่ตอนบ่าย พอตกดึกเขาก็มีสภาพแบบนี้แล้ว หมอรีบบอกให้บุรุษพยาบาลเข็นรถเข้าห้องตรวจฉุกเฉินทันที

ผมกับพ่อยังนั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ ถึงแม้ว่าสภาพภายในอาคารจะดูดี แต่เมื่อมองไปรอบๆ เห็นคนป่วยอีกหลายคน กำลังนั่งรอหมอตาปริบๆ เหมือนกัน พวกเขาดูเป็นชั้นล่างของสังคมทั้งนั้นครับ คนที่กำลังป่วยหนัก แต่ไม่มีเงินไปเข้าโรงพยาบาลเอกชน พวกผู้ชายส่วนใหญ่ตัวดำๆ ผอมแห้ง บางคนไม่ใส่รองเท้าด้วยซ้ำ ส่วนพวกผู้หญิงก็ตัวอ้วนๆ เผละๆ ใส่เสื้อผ้าซอมซ่อ รองเท้าแตะฟองน้ำ ดูเป็น stereotype เดียวกันเป๊ะๆ ผมขอสารภาพว่าทั้งชีวิตผม ไม่เคยตกอยู่ในสภาพแบบนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าผมจะกินข้าวร้านแผงลอยข้างทาง และก็ต้องขึ้นรถเมล์แน่นๆ ทุกวัน แต่ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าได้เข้าใกล้คนชั้นล่าง ที่กำลังเจ็บปวดกับชีวิตถึงขนาดนี้

หมอเดินออกจากห้องตรวจ มาถามญาติของคนป่วยที่เหมือนเสียสติจากการกินเหล้า ถามว่าพวกคุณเป็นอะไรกับเขา ได้รับคำตอบว่าเป็นเพื่อนกัน นั่งกินเหล้ามาด้วยกันตั้งแต่บ่าย หมอถามว่ากินกันไปกี่ขวดเนี่ยะ ถึงได้เมาขนาดนี้ เพื่อนบอกว่ากิน 3 คน หมดไป 9 ขวด สรุปคือเขากินเหล้ากันไปคนละ 3 ขวด ตั้งแต่ตอนบ่ายจนถึงกลางคืน หมอถามว่าผู้ป่วยชื่ออะไร เพื่อนตอบได้แต่ชื่อเล่นของเขา หมอถามว่าผู้ป่วยอายุเท่าไร เพื่อนบอกว่าอายุ 20 ปี สรุปคือ ผมสังเกตสีหน้าของหมอ รู้สึกว่าเขากำลังพยายามสะกดอารมณ์โกรธอยู่ แล้วพูดว่า ว่าทำไมต้องกินกันเยอะขนาดนี้ด้วย เพื่อนคนป่วยไม่ได้ตอบอะไร สรุปคือคนชั้นล่างอายุ 20 ปี กินเหล้าในวันสิ้นเดือนเงินเดือนออก คนละ 3 ขวด ตั้งแต่บ่ายถึงกลางคืน จนเสียสติ พยาบาลเดินออกมาบอกกับคู่ผัวเมียที่อุ้มลูกเล็กๆ มา ว่าให้ไปจ่ายเงิน 30 บาทที่แผนกการเงิน แล้วเอาใบเสร็จมาที่นี่ ฝ่ายผู้ชายเดินไปจ่ายเงิน ผู้หญิงนั่งอุ้มลูกอยู่ พวกเขาคงมารักษาลูก โดยใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนตัวผมเองมาใช้สิทธิประกันสังคม

เหตุการณ์เมื่อคืน ทำให้ผมตระหนักตัวเองมากขึ้นครับ ว่าผมเป็นหนึ่งในคนชั้นล่างเหล่านั้น เพียงแต่ที่ผ่านมา ผมไม่รู้ตัว การนั่งกินข้าวร้านข้างทางและนั่งรถเมล์ ยังไม่ได้พาผมมาถึงจุดที่จะสามารถตระหนักถึงตัวเองได้อย่างแท้จริง เพราะผมยังมีโอกาสได้ไปเดินสยามพาราก้อน โยนโบล์ว ร้องคาราโอเกะ กินกาแฟสตาร์บัคส์ ได้นั่งดูหนังในโรงไอแมกซ์ เสาร์อาทิตย์นอนดูทีวี แล้ววาดภาพระบายสีน้ำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มันเป็นกิจวัตรแบบชนชั้นกลาง ที่ลัทธิบริโภคนิยมและทุนนิยมหยิบยื่นมาให้แบบง่ายๆ ราคาถูกๆ เพื่ออำพรางชนชั้นที่แท้จริงของผมอยู่

จนเมื่อถึงจุดที่ชีวิตวิกฤตอย่างแท้จริง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่อยู่ในกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่นการไม่สบายหนักๆ แล้วเราต้องเลือกโรงพยาบาลที่จะไปรักษา เราถึงจะรู้ตัว ว่าเราไม่มีตังค์มากพอจะไปโรงพยาบาลดีๆ ของพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ผมบอกให้พ่อกลับบ้านไปก่อน เพราะไม่อยากให้พ่อต้องมานั่งอยู่ร่วมกับผม ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ กว่าจะตรวจเสร็จและวินิจฉัยอาการอะไรไม่ได้เลย ก็ปาเข้าไปตีสี่ หมอที่นี่ให้บริการดีและพูดจาดีทุกคน เพียงแต่อาการของผมยังคลุมเครืออยู่มาก เขาเลยให้กลับมานอนดูอาการที่บ้านสักคืนนึง ตอนที่เดินออกมาจากตึกฉุกเฉิน คนป่วยคนนั้นยังคงนอนอยู่บนเตียงรถเข็น หน้าประตูทางเข้าตึก ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องมานอนอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ผมเห็นผิวหนังของเขาเป็นจุดๆ ตุ่มๆ หนังศีรษะลอกเป็นแผ่น ร่างกายผอมเหลือแต่กระดูก ตาของเขายังคงกระพริบปริบๆ

...

15 comments:

Girl From Mars said...

อีก 1 วัน หมอฟันธง ไส้ติ่งแตกแน่ๆๆ
ถ้าไปรพ.เอกชน ป่านนี่จับผ่าทองไปแล้ว ไม่เชื่อกัน

Muek said...

อ้าวเพื่อนเราป่วยหนักเหรอเนี่ย ถ้ายังไงช่วยบอกด้วยนะว่าต้องเข้าโรงหมอเพื่อไปนอนผ่าหรือเปล่า เป็นห่วงจ้ะ

BozzaNova said...

ขอให้หายป่วยเร็วๆ นะครับ

Anonymous said...

ขอให้อย่าเป็นอะไรมาก
หายวันหายคืนนะ
ดูแลตัวเองด้วย

Comment No. 8 said...

เอ ที่ทำประกันไว้ครอบคลุมเรื่องค่ารักษาพยาบาลหรือป่าว
2 อาทิตย์ก่อนเพื่อนเราปวดท้อง อาเจียนทั้งคืน ไปหาหมอ สรุปว่าเป็นเนื้องอกที่รังไข่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 11 ซม. ต้องผ่าตัดด่วน ดีว่ามีทำประกัน ช่วยได้เยอะเหมือนกัน
มีอะไรก็โทรมาได้

เป็นห่วง

ว่าแต่ว่าหมอสรุปว่าเป็นอะไรง่ะ

Anonymous said...

ฝากคุณแฟนของคุณพี่ ช่วยดูแลคุณพี่ด้วยนา
จะได้หายเปื่อยเร็วๆ

Anonymous said...

ทำไงดี วันนี้นอนยังไงก็นอนม่ายหลับ
เป็นห่วงคุณพี่นา

merveillesxx said...

โดนของป่าว! (ล้อเล่นนะ)

เรื่องนี้คล้ายๆ กับวันนึงที่เราเดินไปร้าน Kino ที่พารากอน เดินผ่านร้านกาแฟอะไรสักอย่าง เห็นคนกินกาแฟ นอนกลิ้งเกลือกไปมาบนโซฟา เล่นโน้ตบุ๊ค หลับคาโน้ตบุ๊ค นศ.คู่หนึ่งนั่งจู๋จี๋กัน ฯลฯ

แล้วพอข้ามฝั่งมาสยามแควสร์ เราก็เจอกับ คุณป้าตาบอดทื่ร้องเพลงขอตังค์, ขอทานพิการที่คลานไปมาอยู่ตรงใต้ลิโด้ แม่ที่อุ้มลูกอ่อนอยู่บนสะพานลอย ....

buiberry said...

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ผมป่วยเป็นอีสุกอีใส เมื่อมองรอบกายไม่มีใคร
ก็ต้องพาตัวเองไปโรงหมอ สภาพตอนนั้นน่าเกียจมาก ยืนโบก Taxi อยู่เกือบ 20 นาที แปลกไหม เพราะคันที่จอดพอเห็นหน้าผมแล้วก็ไม่รับ คิดว่า ผมเป็นโรคร้าย ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดน้ำใสๆ คล้ายคนเป็นเอดส์

พอไปถึงโรงพยาบาลเอกชน ก็ได้รับการปฏิบัติแบบดีขึ้นหน่อย
เพราะเรามีเงินจ่ายเขา

กระเตงๆ กลับห้องมามานอนพัก

ใจก็คิดว่าถ้าเกิดเราตายไปนี่ ก็คงมดขึ้นอยู่ที่ห้องไม่มีใครรู้ จนกระทั่งศพเราส่งกลิ่นเน่าเหม็นเป็นที่รำคาญคลื่นเหียนของคนห้องข้างๆ
ถึงจะมีใครผังประตูห้องเข้ามา

ชีวิตของคนชนชั้นอย่างเราๆ เวลาสุขก็สุขคนเดียวหันไปมองทางไหนก็ไม่มีใครสนใจ เดินในพารากอนเหมือนไม่มีตัวตนจับต้องสิ่งของต่างๆ ซื้อไม่ได้ก็ได้แต่ดมดอมแล้วก็จากมา

เวลาทุกข์ เวลาไม่สบายก็ไม่มีใครสนใจ ถ้าไม่มีเงินไปโรงพยาบาล มีพยาบาลเฝ้าไข้ ก็ทำได้แค่ซื้อยาราคาถูกจากร้านขายยาหน้าปากซอยมากิน ให้ค่อยยังชั่ว ลุกไปทำงานหาเงินได้

เราไม่สามารถหลุดพ้นจากสภาวะอย่างนี้ได้เลย ถ้าไม่มีเงินเดือนมากพอ มีชื่อเสียง หรือเจอคนรักที่เป็นไฮโซ กระทั่งมีปานแดงที่ก้มเป็นทายาทที่สูญหายของเศรษฐีคนหนึ่ง

สาดดดดดดดดดดดดด
"โลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ"

บ่นไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ได้แต่ก้มหน้าทำงานให้หนักๆ เพราะการทำงานหนักทำให้เรามีภูมิต้านทาน กินได้ หลับสบาย ไม่ทันได้เครียด
ถึงห้องหัวถึงหมอนก็หลับ ผ่านไปวันๆ
ถึงสิ้นเดือนก็เอาเงินไปฝาก

เพื่อหวังว่าวันหนึ่ง, ถ้าเราไม่สบาย เราจะมีเงินมากพอ จ่ายค่าห้องพิเศษในโรงพยาบาลเอกชนสักคืน สองคืน

Riverdale said...

อ่านแล้วเศร้า เพราะผมก็เป็นหนึ่งในนั้น อาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะขนาดกาแฟสตาร์บักส์ยังไม่มีปัญญาจะซื้อกิน 555 (ความจริงจะซื้อกินก็ได้ แต่เผอิญไม่ชอบกาแฟขนาดนั้น เลยเอาเงินไปซื้ออย่างอื่นแทน)

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเองก็เพิ่งไปใช้สิทธิ์ประกันสังคมเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ไม่ถึงกับรู้สึกดีกับสภาพโรงพยาบาล (มิชชั่น) แต่ก็ไม่ได้เจอคนป่วยเยอะแยะอะไร และก็ไม่ได้เห็นสภาพอะไรแบบที่คุณเห็นเท่าไหร่ แต่ที่รู้สึกดีมากๆ คือ การได้หาหมอและได้ยามาทานหนึ่งชุดใหญ่โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท (ก่อนหน้านี้ผมหมดเงินไปกับยาแก้ไอตามร้านขายยาไปหลายร้อย แต่สุดท้ายก็ไม่หาย ไออยู่เดือนกว่า ทนไม่ไหวเลยต้องไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้ ประมาณเสมหะลงปอดอะไรทำนองนั้น เลยให้ยาแก้ไอบวกยาแก้แพ้มาทาน กินอยู่ไม่กี่วันก็หายเลย)

พล่ามอะไรยืดยาวไม่รู้ เอาเป็นว่าขอให้คุณหายไวๆ และไม่ได้เป็นอะไรที่ร้ายแรงละกันนะครับ :)

grappa said...

ตกลงว่าเป็นอะไรนี่

วันนี้เย็นๆ ต้องไปโรงพยาบาลเหมือนกัน
โรงพยาบาลของรัฐด้วย
( ไม่มีปัญญาไปโรงพยาบาลเอกชนเหมือนกัน )
และคงต้องไปโรงพยาบาลคนเดียว
เศร้าใจเจงๆ

The Carnivalesque said...

เราก็ไม่ค่อยได้ใช้ประกันสังคม
จำได้ว่า ทำงานมา 9 ปี เคยไปหาหมอใช้สิทธิ์ประกันสังคม 3 ครั้งได้มั้ง
แล้วตอนนั้น ก็จะรู้สึกว่า เราจ่ายเงินทำไมเนี่ย ทุกเดือน
แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เงิน "ประกันสังคม" ที่เราจ่าย ถ้ามองว่าเป็นการช่วย "สังคม" ก็ อืมมม จะไม่บ่นอีกแล้ว

ขอให้คุณพี่หายไว ๆ นะคะ
Get well soon. :-)

narukung said...

ขอให้หายเร็วๆ ครับ

Anonymous said...

จากสวนอกซอย

เป็นห่วงคุณพี่นะคะ หายไวๆ นะ เราร่วมชะตากรรมเดียวกันเพราะคืนเดียวกัน คุณน้องก็ไปหาหมอตอนเที่ยงคืนโดยมีน้องสาวพาไป หมอสรุปว่าเป็นโรคเครียด เลยให้ยาแก้เครียดกับยานอนหลับมากิน ชีวิตมีความสุขมากกกกกกกกกกที่ได้ยานอนหลับไม่ต้องลืมตาโพลงคนเดียวถึงตีสี่!!!

blackcomedy said...

วันที่ไม่สบาย เราไม่อยู่ออฟฟิศ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าป่วย

ตอนมัธยมต้นเป็นไข้ตัวร้อน ดึกๆเหมือนกันนี่แหละ หมอเวรที่วชิระ(หมายถึงหมอที่อยู่เวรจริงๆ)ก็ให้ยาพารามา

วันรุ่งขึ้นก็ไปสอบ หนาวๆ ร้อนๆ สอบเสร็จกะว่าจะไปดูหนังกับเพื่อน

พอกลับมาบ้านไข้ขึ้นอีก คราวนี้ไปเปาโลเลย
หมอบอกเป็นไข้เลือดออก(ชีวิตนี้ป่วยเพราะยุงจริงๆ) เป็นมาหลายวันแล้วด้วย
admit ไปตามระเบียบ

แล้วตกลงเป็นไรอ่ะ เอาเป็นว่าเจอตัวจริงแล้วจะถามอีกที