Wednesday, November 22, 2006

รถร่วมฯ

...

เพื่อนผมเพิ่งเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อวานมีข่าวใหญ่คือรถเมล์ร่วมบริการ ก่อเหตุชนคนบาดเจ็บและเสียชีวิต 3 รายซ้อน ภายในวันเดียว ไม่ใช่ว่ารถร่วมคันเดียววิ่งไปชนคน 3 คนนะครับ แต่เป็นรถร่วม 3 คัน ไปชนคน 3 คน ในต่างสถานที่และเวลากัน ผมเองต้องนั่งรถเมล์ทุกวัน และส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งรถร่วมฯ พวกนี้ประจำ เลยรู้สึกไม่ค่อยแปลกใจกับข่าวทำนองนี้สักเท่าไร คือรู้ๆ อยู่ว่าเรื่องเลวร้ายทำนองนี้จะต้องเกิดขึ้น และต้องเกิดขึ้นบ่อยๆ ด้วย แล้วแต่ว่ามันจะเมื่อไร และกับใครเท่านั้นเอง ทุกครั้งที่ผมขึ้นรถร่วม ผมคิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา ระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ มีปัญหาหมักหมมสะสมมายาวนาน จนก่อให้เกิดปัญหาการจราจรสารพัดรูปแบบ เมื่อรถเมล์มีน้อยและบริหารจัดการไม่ดี คนก็แห่กันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้กันหมด แล้วก็ยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นไปอีก ปัญหาการจราจรส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เงินค่าน้ำมันสูญไปปีละหลายพันล้าน สถาบันครอบครัวพังทลาย ระดับจริยธรรม ศีลธรรมของผู้คนลดต่ำลง แล้วปัญหานี้ก็วนกลับมาก่อให้เกิดปัญการจราจร และปัญหาระบบขนส่งมวลชนอีกรอบ วนเวียนอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี กรุงเทพฯ มาถึงจุดที่ไม่มีใครอยากจะเสียสละ ด้วยการนั่งรถเมล์หรือขี่จักรยานไปไหนมาไหนกันอีกแล้ว

ผมมองว่า ทุกวันนี้ ท้องถนนในกรุงเทพฯ เป็นภาพสะท้อนปัญหาสังคมในทุกแง่ทุกมุม ของเมืองหลวงแห่งนี้ได้ ทั้งความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เคารพกฎหมาย การใช้ความรุนแรง เรื่อยไปจนถึงการรีดไถกดขี่ คอร์รัปชั่น ระบบอภิสิทธิ์ แบ่งแยกชนชั้น คนรวยนั่งแช่ตากแอร์ในรถ เสียค่าน้ำมันรถหลายร้อยบาทต่อวัน คนจนก็นั่งดมฝุ่นควันรถ เสียเวลาไปหลายชั่วโมงต่อวัน แล้วในที่สุด พวกเราก็มาเผชิญหน้ากัน และทำลายล้างกันในรูปแบบต่างๆ ถ้าคุณอยากเห็นสภาพภายในจิตใจของคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นอย่างไร คุณไม่ต้องผ่าเอาหัวใจเขามาดูหรอก คุณแค่ไปยืนอยู่ตรงกลางสะพานลอย สี่แยกย่านกลางเมือง อย่างปทุมวัน ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ชัยฯ หรือรัชโยธิน คุณก็จะเห็นได้มันชัดเจน ผมสงสัยจริงๆ ว่าถ้าใครสักคน อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และต้องออกไปเผชิญชีวิตบนท้องถนนกรุงเทพฯ ทุกๆ วัน นานติดต่อกันสัก 20-30 ปี เขาจะกลายเป็นคนอย่างไร เพราะนอกจากถนนในกรุงเทพฯ จะสะท้อนปัญหาของคนกรุงเทพฯ แล้ว มันยังประกอบสร้างคนกรุงเทพฯ ให้เป็นอย่างคนกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้อีกด้วย

อุบัติเหตุบนท้องถนน ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เราต่างทำลายล้างกันและกัน โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผมมองว่า ปัญหารถร่วมขับชนคน 3 คนภายในวันเดียว ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากพนักงานขับรถร่วมทั้ง 3 คันนั้นหรอก เช่นเดียวกันกับเมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อน มีข่าวศาลพิพากษาตัดสินลงโทษพนักงานขับรถเมล์ ที่ชนคนตายไปเมื่อหลายปีก่อน ในภาพข่าว ผมเห็นเขาถูกใส่กุญแจมือ มีตำรวจหิ้วปีกมาที่ศาล เห็นแล้วน่าสงสารจับใจ คนขับรถเมล์เปรียบเหมือนกับกระดานโปรเจคเตอร์ ที่กำลังถูกใช้ฉายภาพปัญหาสังคมกรุงเทพฯ ถ้าเรารังเกียจภาพเหล่านี้ ก็หมายความว่าตัวพวกเราเองนั่นแหละ ที่น่ารังเกียจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พนักงานขับรถเมล์หรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่คนกรุงเทพฯ ทุกคน กับสิ่งที่เราได้กระทำร่วมกันบนท้องถนนทุกๆ วัน สั่งสมกันมายาวนานหลายสิบปี มันทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้ขึ้น

ผมนั่งรถเมล์ทุกวัน และผมแทบไม่เคยเห็นรถเก๋งคันไหน ยอมให้ทางรถเมล์เวลาจะขอเปลี่ยนเลน ส่วนใหญ่จะพยายามขับแซง และเอารัดเอาเปรียบรถเมล์ตลอดเวลา เพราะรถเก๋งคล่องตัวกว่า พอรถเมล์แล่นไปสักพัก ก็ถูกตำรวจโบกเรียกตรวจควันดำ หรือไม่ก็ข้อหาไม่ยอมขับชิดเลนซ้าย คนขับพยายามเถียงว่าเลนซ้ายเข้าไม่ได้ เพราะโดนแท็กซี่จอดคาไว้รอผู้โดยสาร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเห็นจนชินตา คนขับรถแก่ๆ มีผ้าบางคาดปิดปากปิดจมูก ต้องนั่งขับแบบนี้ติดต่อกันวันละหลายๆ ชั่วโมง เจอแต่เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ทุกวัน โดยได้ค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากการหักเปอร์เซนต์ของยอดขายตั๋ว ระบบการให้รายได้แบบนี้ บีบให้พวกเขาต้องขับให้เร็วขึ้น จอดแช่ในป้ายนานๆ พอเห็นรถเมล์คันหลังมา ก็รีบบึ่งแข่งกันไปรับผู้โดยสารใหม่ โดยมีศัตรูรอบทิศทางเป็นรถเก๋งและตำรวจ เมื่อก้าวขึ้นรถร่วมพวกนี้ พวกเราก็ควักเงิน 6.50 บาทออกมาจ่าย แล้วก็ก้มหน้ายอมรับกรรม สิ่งที่เราได้กระทำต่อกันและกันเอาไว้

...

4 comments:

buiberry said...

พี่ครับ ปีที่แล้วตลอดทั้งปีผมนั่งสาย 14 (รถเมล์เล็กหรือว่ารถร่วม)ไปทำงานทุกวัน ผมเห็นความไปในรถร่วมพวกนี้ก็เหลือทน คนเก็บตั๋วบางทีก็น่ากลัว เหมือนจะมาหาเรื่องเรามากกว่าเก็บตั๋ว

แต่พวกเขาก็น่าเห็นใจแต่ละวันก็ต้องทำรอบให้มากที่สุด ผมคิดว่า
ห้องคนขับก็ไม่ต่างจากห้องขัง คนบางคนขับรถมามากกว่า 15 -20 ปีก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากร่างกายที่โรยรา และสุขภาพที่ย้ำแย่แต่ละวันต้องซับสารพิษและเชื้อโรค

เราได้บ่น เห็นสาย 14 มาก็ต้องโบกอยู่ดี

grappa said...

มันคงเป็นกงเกวียนกำเกวียนจริงๆ แหล่ะ
ที่คนบ้านนอกอย่างพี่ ก็ต้องมาเผชิญ bittersweet life ร่วมกับคนกรุงเทพฯ
อีกหลายพันหมื่นคน

บล็อกวันนี้ฉายภาพปัญหาที่เป็นรากลึกของกรุงเทพฯ ได้ดีจริงๆ

tern said...

เห็นด้วยค่ะ

...ตุ๊ก...ตุ๊ก วิ่งผ่าน said...

บางที ปัญหาที่เกิด หรือการทำลายล้างระหว่างกัน
อาจเกิดขึ้นจาก การไม่มีความรู้สึก"ร่วม" กัน