...
นั่งทำมาตั้งแต่เก้าโมงเช้าวันเสาร์ นี่ตีสองวันอาทิตย์เพิ่งจะเสร็จ ไม่ไหวละ ไปนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเขียนต่อ
...
คลิปวิดีโอการจุดพลุวันเฉลิมฯ ที่รอยัลสปอร์ตคลับ ถนนอังรีดูนังต์ ใกล้ๆ สยามสแควร์ ถ่ายทำในคืนวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ผู้แสดงประกอบด้วยน้องยุ้ย น้องป๊อป น้องกวง น้องเฟม และน้องบัว ( -"- มีแต่น้องๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ เราแก่สุดเลยเว้ย! ) ใส่เพลงประกอบ "คืนอันเป็นนิรันดร์" ซาวน์ดแทร็คจากหนังเรื่อง "รักแห่งสยาม"
ในตอนบ่ายของวันนั้นเพิ่งไปดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเอสเอฟที่เซ็นทรัลเวิลด์มาพอดี แต่ดันเฟอะฟะ เดินเข้าไปดูผิดโรงซะงั้น เพราะหนังเรื่องนี้มันฉาย 2 โรงแบบเหลื่อมเวลากัน ตอนไปซื้อตั๋วก็บอกรอบเวลา 17.15 น. ไป พนักงานขายตั๋วก็พรินต์บัตรออกมาส่งให้ แล้วบอก "โรง 9 นะคะ ขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้วเลี้ยวซ้าย" พอรับบัตรมาปุ๊บ ก็ไม่ได้ดูอะไรเลย ท่องในใจตลอด "โรงเก้า โรงเก้า โรงเก้า" แล้วก็เดินไปซื้อขนมกิน ดูโน่นดูนี่เพลิน จนถึงเวลาหนังเข้า ก็ยังโอ้เอ้เถลไถลต่ออีกสักพัก เพราะคิดว่ามันคงต้องฉายโฆษณานานแน่ๆ เดินเข้าโรงไปประมาณ 17.20 น. เกินเวลาไปแค่นิดเดียวจริงๆ แต่พอเข้าโรงไปงงเลย หนังก็ฉายไปแล้ว ไปถึงฉากจับนมนางเอกพอดี ตอนนั้นก็ยังไม่ทันคิดว่าเข้าผิดโรง แต่ดันคิดว่า โห! ทำไมหนังฉายเร็วแบบนี้ เซ็งเลยไม่ได้ดูฉากเปิดเรื่อง แต่ไม่เป็นไร นั่งทนๆ ดูไป แต่ดูไปดูมา ทำไมมันไม่รู้เรื่องเลยวะ ไอ้นี่มายังไง ไอ้นั่นมายังไง ตอนนั้นก็คิดว่า โห! มะเดี่ยวนี่ทำหนังแบบเล่าเรื่องเร็วมากเลยนะ หรือว่าเขาตัดต่อหนังแบบหวือหวา สลับช่วงเวลากันแน่ๆ
นั่งดูไปจนกระทั่งหนังจบ ประมาณหกโมงเย็นนิดๆ เอ๊ะ! ทำไมจบเร็วจัง ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ตอนนั้นก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลยเดินออกจากโรงไปถามเด็กเดินตั๋ว ว่าทำไมหนังสั้นแบบนี้ เริ่มฉายตั้งแต่กี่โมง เด็กบอกฉายมาตั้งแต่สี่โมงครับพี่ เราก็เลยตกใจ เฮ้ย! รอบหนังมัน 17.15 ไม่ใช่เหรอ ทำไมฉายตั้งแต่สี่โมง นี่โรง 9 รึเปล่า?? น้องมันบอกโรง 9 ครับพี่ เราก็อ้าว! โรง 9 แล้วรอบฉายกี่โมงกันแน่ เลยหยิบตั๋วขึ้นมาดู นี่ถือเป็นการหยิบตั๋วหนังขึ้นพลิกดูเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ซื้อตั๋วมา หน้าตั๋วบอกว่ารอบ 17.15 น่ะถูกต้องแล้ว แต่มันเป็นโรง 4 ครับพี่น้อง!! เซ็งเป็ดเลย คนขายตั๋วเขาบอกเลขโรงผิด แต่ผมไม่ได้จะว่าคนขายตั๋วนะ เพราะผมผิดเองที่ไม่ได้ดูรายละเอียดในตั๋วเลย เฟอะฟะเอง เลยไม่ได้ดูหนังครึ่งเรื่องแรก มิน่าล่ะ ทำไมดูไม่รู้เรื่อง มันไม่ใช่เพราะเขาเดินเรื่องเร็ว หรือตัดต่อหวือหวาอะไรหรอกนะ
ตั้งแต่เกิดมา และดูหนังเป็นประจำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรเฟอะฟะในโรงหนังแบบนี้มาก่อนเลย ถึงตอนนี้แล้วจะให้วิ่งไปดูหนังในโรง 4 ตามรอบที่ซื้อมาจริงๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้วครับ เพราะตอนนี้หกโมงกว่าแล้ว หนังในโรง 4 ตอนนี้ก็ฉายไปถึงครึ่งเรื่องหลังแล้วเหมือนกัน ถ้าเข้าไปนั่งดู ก็เท่ากับว่าเราจะได้ดูรักแห่งสยามแบบครึ่งเรื่องหลัง 2 รอบซ้อน เลยกลับดีกว่า ไว้วันหลังค่อยมาดูใหม่รอบสอง ไปดูพลุวันเฉลิมฯ ต่อเลยดีกว่า แก้เซ็ง
เดินไปสยามสแควร์นัดเจอบรรดาน้องๆ ที่เขากำลังนั่งกินข้าวเย็นกันอยู่ พวกเราเลยยกแก๊งค์กันไปดูพลุ และก็ถ่ายคลิปวิดีโอมาอย่างที่เห็น เลยเอาเรื่องรักแห่งสยามและเรื่องพลุวันเฉลิมที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน มาปนผสมเข้าด้วยกันให้มั่วไปเลย คลิปนี้ใช้เวลานั่งตัดต่อ ตั้งแต่ตอนเก้าโมงเช้าวันเสาร์ กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปตีสองของวันอาทิตย์ ที่ทำนานขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะต้องพิถีพิถันในการทำอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเครื่องคอมพ์มันช้ามาก และจำเป็นต้องแปลงไฟล์ไป แปลงไฟล์มา ใช้โปรแกรมนี้แปลงไฟล์ ใช้โปรแกรมนั้นตัดต่อภาพ ใช้โปรแกรมนี้ใส่เสียง ย้ายไฟล์ไปๆ มาๆ นั่งทำตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่เพลินมาก ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร ท้องฟ้ามืดคาตาเลย เป็นการทำงานฟรีๆ ที่กินแรงงานและเวลามากจริงๆ ถ้าตอนทำงานหากิน ขยันได้แบบนี้สักครึ่งหนึ่ง ป่านนี้คงรวยเละไปแล้ว แวะเข้าไปชมแล้วช่วยคอมเมนต์กันด้วยนะครับ
...
(แก้ไขเพิ่มเติม) เพลงตามคำขอครับ
คืนอันเป็นนิรันดร์
เพียงเธอ
...
Sunday, December 09, 2007
พลุแห่งสยาม
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
1:58 AM
Labels: คลิปวิดีโอ, เพลง, รักแห่งสยาม, หนัง
Wednesday, December 05, 2007
Sense of Touch
...
ภาพสมุดโน้ตที่ใช้จดไอเดียในการเขียนบทความเรื่อง Sense of Touch ติดตามอ่านได้ในคอลัมน์ สุนทรียะแห่งความเหงา ในนิตยสาร GM ฉบับเดือนมกราคม 2551 ความจริงไอเดียหน้านี้จดไว้นานหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่เขียนออกมาไม่ได้สักที จนกระทั่งวันลอยกระทงที่ผ่านมา ไปนั่งกินกาแฟเล่นๆ อยู่ในร้านทรูช็อป สยามพารากอน เลยได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ และเอาไอเดียนี้มาเขียนจนเสร็จ
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกในการไปอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าในสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นในร้านกาแฟ รถไฟฟ้า คอนเสิร์ตฮอลล์ ฟิตเนส และในม็อบกลางสนามหลวง ตอนแรกตั้งชื่อเรื่องว่า The Third Place ซึ่งหมายถึง space ที่คนในสังคมร่วมสมัยกำลังนิยมเข้าไปใช้ นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน เป็นคำศัพท์และเป็นแนวความคิดของฝรั่ง ที่เขาใช้อธิบายความนิยมในร้านกาแฟ อย่างเช่นร้านสตาร์บัคส์ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นคำและแนวคิดที่มีมาค่อนข้างจะนานมาก การนำมาเขียนถึงในตอนนี้จึงค่อนข้างจะซ้ำซากน่าเบื่อ 
จนกระทั่งคิดขึ้นมาได้ว่าเราน่าจะเขียนถึงเรื่องเดียวกันนี้ในแง่มุมอื่นได้ คือแทนที่จะเขียนถึง space แต่เราไปเขียนถึงความคิดและความรู้สึกของคนใน space แทน เลยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Sense of Touch ตามชื่อเพลงซาวนด์แทร็คเพลงหนึ่งจากหนังเรื่อง Crash หนังเรื่องนี้นอกจากจะพูดถึงความรุนแรง Racist และ Stereotype ในสังคมอเมริกันเป็นประเด็นหลักแล้ว ยังมีอีกเสี้ยวหนึ่ง ที่หนังพยายามอธิบายถึงอารมณ์แปลกแยกและโดดเดี่ยวของผู้คนในสังคมเมือง ในฉากเปิดเรื่อง ตัวละครตัวหนึ่งพูดว่า "It's the sense of touch. In any real city, you walk, you know? You brush past people, people bump into you. In L.A., nobody touches you. We're always behind this metal and glass. I think we miss that touch so much, that we crash into each other, just so we can feel something." หมายความว่าในเมืองใหญ่ๆ เราเดินสวนกันกับผู้คนมากมาย แต่กลับรู้สึกแปลกหน้าและห่างเหินกัน เราจึงปรารถนาที่จะได้สัมผัสกันและกันมาก จนกระทั่งบางครั้งเราต้องหาเรื่องมากระทบกระทั่งกัน เพื่อจะได้สัมผัสกันนั่นเอง ผมชอบคำว่า Sense of Touch ในหนังเรื่องนี้ มันอธิบายความคิดและความรู้สึกของคนที่อยู่ใน The Third Place ได้เป็นอย่างดี ฟังเพลง Sense of Touch ซาวนด์แทร็กจากหนังเรื่อง Crash ได้ตามลิงค์ข้างล่าง รอโหลดนานหน่อยนะครับ ไฟล์มันใหญ่ เพลงยาว 6 นาทีกว่า
...
Saturday, December 01, 2007
รักแห่งสยาม
...
มีหลายเรื่องจะรวมไว้ในบล็อกเดียวเลยนะครับ เริ่มต้นเรื่องแรก ชวนมาฟังเพลงซาวนด์แทร็ก กันและกัน จากหนังเรื่อง รักแห่งสยาม อนุเคราะห์ไฟล์นี้โดยคุณน้องยุ้ย
ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลย แต่อยากดูชะมัด ไว้รอดูช่วงอาทิตย์หน้าตอนคนน้อยๆ หน่อยดีกว่า มะเดี่ยว ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ผมติดใจหนังฝีมือของเขามาตั้งแต่เรื่อง 13 เกมสยอง อ่านวิจารณ์ได้ที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/10/13.html
เรื่องที่สองคือชวนไปติดตามอ่านเรื่องสั้นล่าสุดในโครงการ Lonesome-cities ได้แล้วครับ คือเรื่อง ชูมาน : little girl blue ที่ http://lonesome-cities.exteen.com/ คราวนี้เป็นคิวของ นก ปักษนาวิน เขียนเรื่องต่อจาก filmsick
เรื่องที่สามคืออวดรูปที่ถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ เมื่อวานตอนเย็นแวะไปแถวราชดำเนิน ระหว่างกำลังวิ่งข้ามถนนตรงแยกสะพานผ่านฟ้า ก็เห็นพระอาทิตย์หน้าหนาวกำลังดวงกลมโต เลยควักมือถือขึ้นมาถ่ายภาพนี้จากตรงกลางถนนเลย กล้องในมือถือนี่มันเวิร์คดีจริงๆ นะ ภาพที่สองถ่ายจากบนสะพานพระปิ่นเกล้า แสงแดดยามเย็นทำให้เงาของราวสะพานทอดออกเป็นแนว เสียดายที่เลนส์ของกล้องไม่ใช่มุมกว้าง ภาพเลยออกมาไม่อลังเท่าไร ภาพที่สาม ถ่ายภาพดวงอาทิตย์โดยเอามือมาบังเอาไว้


...
Wednesday, August 29, 2007
24
...
เมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา ผมไปสัมภาษณ์ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องธรรมะกับการทำงาน เขาเคยทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทแห่งหนึ่ง และมีความเครียดสะสมจนกระทั่งถึงจุดที่ทนไม่ไหว แล้วเขาก็เริ่มต้นหันมาศึกษาธรรมะของศาสนาพุทธ แล้วทำให้ความเครียดลดลง และจิตใจสบายขึ้น มีคำพูดของเขาช่วงหนึ่งสะดุดใจผมมาก ผมถามเขาไปว่า "ทำไมงานถึงทำให้คุณเครียดมากขนาดนี้ ผมเองทำงานก็เครียด แต่ไม่เห็นเครียดเหมือนคุณ" (แกล้งถามแบบซื่อๆ น่ะครับ เพราะมันแหงอยู่แล้ว ผมได้เงินเดือนกระจ้อยร้อย ปริมาณงานและความรับผิดชอบก็น้อยนิด ส่วนเขาเป็นผู้บริหารระดับสูง เงินเดือนเพียบ มีความรับผิดชอบเยอะกว่า เขาจึงต้องเครียดมากกว่า) แล้วเขาก็ตอบมาได้น่าสนใจมาก
"สมัยก่อนเรามองการทำงานเป็นชั่วโมงการทำงาน และเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ไม่ใช่นะ เราแบ่งซอยชั่วโมงลงไป เป็นนาที เป็นวินาที เป็นเสี้ยววินาที งานนี้ต้องรีบทำให้เสร็จในอีกไม่กี่นาที เพราะเดี๋ยวจะมีงานใหม่เข้ามา เทคโนโลยีใหม่และระบบการทำงานแบบใหม่ นั่นหมายถึงสังคมคาดหวังให้เราทำงานเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเราไม่มีจุดเวลาที่จะว่างเลย คนปัจจุบันถูกกดดันแบบต่อเนื่องและสม่ำเสมอทุกวินาที ทุกวินาทีของเราถูกครอบคลุมด้วยเนื้องาน ด้วยภาระ ด้วยพันธะสารพัดอย่าง โลกยุคข้อมูลข่าวสาร คนอื่นๆ รู้ข่าวนี้กันหมดแล้ว คุณรู้หรือยัง มีข่าวใหม่ๆ เข้ามาตลอดทุกเสี้ยววินาที แล้วข่าวสมัยนี้ไม่ใช่แค่ว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อชั่วโมงที่แล้วเกิดอะไรขึ้น เพื่อนมาถาม อ้าว ไม่รู้เหรอ ตกข่าวเหรอ ไม่ได้อ่านในเน็ตเหรอ"
คำพูดของเขาทำให้ผมนึกถึงทีวีซีรีย์สของฝรั่ง เรื่อง 24 คือช่วงนี้วันๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย นอกจากนอนดูดีวีดีหนังซีรีย์สฝรั่งหลายเรื่อง ที่สั่งซื้อมาราคาถูกๆ จากในอินเตอร์เน็ต ซีรีย์สเรื่อง 24 นี่ได้รับความอนุเคราะห์มาจากน้องอ้วนกับน้องพ่ง ที่อุตส่าห์ขนมาให้ยืมดูเป็นตั้งๆ มันเป็นเรื่องแนวแอคชั่นระทึกขวัญ ที่ตัวพระเอกเป็นสายลับชื่อ แจ๊ค บาวเออร์ ต้องไปเผชิญหน้ากับผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ และต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสารพัดที่ประดังประเดเข้ามา จุดเด่นของซีรีย์สเรื่องนี้ ที่ทำให้มันโดดเด่นและแตกต่างไปจากทีวีซีรีย์สเรื่องอื่นๆ คือการที่ผู้เขียนบทและผู้กำกับแสดงความเทพ ด้วยการดำเนินเรื่องแบบ Real Time ให้เวลาตามท้องเรื่อง ตรงเป๊ะกับเวลาที่หนังฉาย แบบวินาทีต่อวินาที คือแต่ละเอพิโสดหรือแต่ละตอนที่ฉายทางทีวี มีความยาว 1 ชั่วโมงรวมโฆษณา เนื้อเรื่องตามท้องเรื่องก็ดำเนินไป 1 ชั่วโมงด้วยเหมือนกัน และที่เขาตั้งชื่อว่า 24 นั่นหมายถึงเวลา 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ในแต่ซีซั่นจะมีทั้งหมด 24 เอพิโสด ก็เท่ากับว่าเนื้อเรื่องที่เราจะได้ดูตลอดทั้งซีซั่น ดำเนินไปในเวลา 24 ชั่วโมงหรือ 1 วันนั่นเอง
ตอนเริ่มแต่ละเอพิโสดจะมีภาพไตเติ้ลเป็นรูปตัวเลข 24 เหมือนกับบนหน้าปัดนาฬิกาปลุกแบบดิจิตอล ที่ต้องเสียบปลั๊กไฟน่ะครับ ตัวเลข 24 จะกระพริบๆ แล้วสว่างวาบขึ้นเหมือนไฟฟ้าลัดวงจรจนมันร้อนจัดแล้วตัดไป หลังจากภาพไตเติ้ล เราจะเห็นเนื้อเรื่องดำเนินไปแบบวินาทีต่อวินาที วิธีที่เขาทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามมากขึ้น คือการกระจายพล็อตเรื่องในแต่ละวินาทีนั้น ออกไปยังหลายๆ เหตุการณ์ ที่กำลังเกิดกับตัวละครหลายๆ ตัว เช่นนอกจากตัวพระเอกที่กำลังตกในสถานการณ์คับขันแล้ว แล้วภาพก็ตัดไปในอีกฟากหนึ่งของเมือง ลูกสาวพระเอกก็กำลังถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ แล้วภาพก็ตัดไปในอีกรัฐหนึ่ง ประธานาธิบดีกำลังติดต่อเจรจากับผู้ก่อการร้าย แล้วภาพก็ตัดไปในห้องข้างๆ ประธานาธิบดี ลูกน้องเขากำลังวางแผนหักหลังอยู่ ดังนั้น ในแต่ละวินาทีที่ดำเนินไป จะมีเหตุการณ์สารพัดเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จากทุกตัวละคร ทุกฟากของเมือง ทุกรัฐของประเทศ คนดูจึงรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจตลอดเวลา พอจะตัดเข้าช่วงโฆษณา เขาจะนำภาพเหตุการณ์ทั้งหมดมาทำเป็นกล่องเล็กๆ เรียงไว้บนหน้าจอเดียวกัน แล้วภาพก็ตัดไปที่ตัวเลขเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอล กำลังเดินหน้าไป พร้อมกับเสียง ตุบๆ ตุบๆ เหมือนกับเสียงหัวใจเต้น ตัวเลขนาฬิกานั้นตรงกับตัวเลขเวลาจริงเป๊ะ
สุนทรียะของป๊อปคัลเจอร์หลายๆ อย่างในปัจจุบัน อยู่ที่การใช้การรับรู้เรื่องเวลา มาบีบรัดและเร่งเร้าให้คนดูรู้สึกตึงเครียดตลอดเวลา เทียบกับหนังหรือรายการทีวีสมัยก่อน คนดูจะไม่รับรู้เรื่องเวลามากนัก เมื่อเรานั่งดูหนังอยู่ในโรง ก็ปล่อยหัวสมองให้จดจ่ออยู่กับเนื้อเรื่อง ที่ตัวเอกจะนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ที่จะเกิดสถานการณ์ต่างๆ เช่นหนังแนวโร้ดมูฟวี่ ก็นำคนดูไปร่วมนั่งรถที่ขับจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง ความสนใจจึงมุ่งไปตรงสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับพัฒนาการของตัวละคร โดยไม่มีเงื่อนไขด้านเวลาเข้ามาบีบ แต่ป๊อปคัลเจอร์ทุกวันนี้ ไม่ได้ทำให้เรารับรู้แค่สถานที่เปลี่ยน แต่ยังทำให้เรารับรู้ถึงเวลาที่เปลี่ยนแปลงตลอด และมีเวลาที่จำกัดมากด้วย
ผมเชื่อว่าความนิยมในซีรีย์สแนวแอคชั่นระทึกขวัญพวกนี้ กำลังค่อยๆ บ่มเพาะความรู้สึกกังวลเรื่องเวลา ให้กับผู้คนในสังคมร่วมสมัย มากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกตระหนักถึงคุณค่าของเวลา มากเกินกว่าความเป็นจริง และเรารู้สึกว่าเวลาของเราผ่านไปแบบไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับเวลาในซีรีย์สพวกนี้ ตัวอย่างเช่น เวลา 1 ชั่วโมงในซีรีย์ส 24 นั้นพระเอกของเราช่วยกอบกู้โลกจากสงครามนิวเคลียร์ได้สำเร็จ นอกจากเรื่อง 24 แล้ว ซีรีย์สเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น CSI แค่ภายใน 1 ชั่วโมง พระเอกและทีมงานของเขาใน CSI สามารถไขคดีฆาตกรรมได้ถึง 3 คดีรวด พวกเขามีกันอยู่ 4-5 คน แล้วกันทีมกันทำงาน ทีมละ 1-2 คน แยกย้ายกันไปสืบสวนที่เกิดเหตุ คนดูจะเห็นภาพการทำงานของแต่ละทีมตัดสลับกันไปมา จนกระทั่งถึงตอนจบของแต่ละเอพิโสด คดีทั้งหมดจะถูกคลี่คลายได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่ได้ดำเนินชีวิตและทำงานกันแบบตัวละครในซีรีย์สพวกนี้นะครับ แน่นอนว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่า เรามีเวลาเท่ากันทุกคน ความสำเร็จในชีวิตและการงาน จึงอาจจะขึ้นอยู่กับว่า ใครจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แต่ใครมันจะอัจฉริยะเก่งกาจได้ขนาดพระเอกในซีรีย์สพวกนี้ล่ะ ที่จะดำเนินชีวิตและทำงานแบบทุกวินาที แถมทำแบบ Multi-tasking ด้วย คือทำหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน และทุกอย่างก็เสร็จได้เรียบร้อยภายในเวลา 1 ชั่วโมง
ผมบังเอิญได้ดูหนังใหม่ล่าสุดของ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่อง Zodiac มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตามจับฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่ง ซึ่งอ้างอิงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในช่วงทศวรรษที่ 70 ในสหรัฐอเมริกา ตอนแรกที่เปิดหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดู ผมคาดว่าจะได้ดูหนังระทึกๆ แบบ Seven อย่างที่ผู้กำกับคนนี้เคยทำไว้เมื่อหลายปีก่อน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะได้ดูหนังที่สนุกประมาณ CSI ที่ตำรวจชาญฉลาด ทำงานฉับไว ตามจับฆาตกรโรคจิตที่โหดเหี้ยมอันตราย แต่ปรากฏว่าที่คิดไว้นั้นไม่ใช่เลย
--------------- สปอยล์นิดหน่อยครับ จริงๆ ก็อ่านต่อได้ ไม่ทำให้เสียอรรถรสเท่าไร ------------------
ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องย่อของหนัง คงพอจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้อ้างอิงจากเรื่องจริง คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนกันยาวนานแบบข้ามทศวรรษ และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถจับคนร้ายรายนี้ได้ เหตุฆาตกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นประมาณต้นทศวรรษที่ 70 และดำเนินมาอีกหลายครั้งตลอดทศวรรษที่ 80 จนเรื่องราวเงียบหายไป โดยตำรวจก็จับใครไม่ได้ จนกระทั่งปลายทศวรรษที่ 90 ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ ที่มีหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นคนร้ายตัวจริง แต่หลักฐานนั้นยังไม่พอจะมัดตัวและเอาเขาขึ้นศาลได้ ก็แก่ตายไปแล้ว
ฮาดีครับ ฆาตกรต่อเนื่องในโลกแห่งความเป็นจริง ตำรวจใช้เวลานานถึง 3 ทศวรรษในการตามจับตัว แล้วก็ยังจับไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมว่า เดวิด ฟินเชอร์ จงใจสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อต่อต้านหนังแนวระทึกขวัญที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เขาได้ฉายภาพความเป็นจริงของชีวิตออกมา คือตำรวจแต่ละคน นักข่าว และผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ก็ทำงานกันไป เรื่อยๆ เฉื่อยๆ สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันเลย แถมยังไม่มีเครื่องแฟกซ์ใช้กันด้วยซ้ำ เวลาจะส่งลายนิ้วมือให้ตรวจสอบกันที ต้องส่งทางไปรษณีย์ครับ และแต่ละคนก็ไม่ได้ทำแต่งาน แต่เขามีชีวิตด้านอื่น มีแฟน มีภรรยา เขาก็ดำเนินชีวิตของเขาไป เมื่อเวลาดำเนินไป ตัวละคนบางคนก็ติดเหล้า บางคนก็แต่งงานใหม่ บางคนก็แก่ตาย บางคนเลิกเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้วกลายเป็นนักเขียนหนังสือแทน ฯลฯ
มันคือชีวิตน่ะครับ ชีวิตต้องดำเนินไปตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่อะไรที่ปุบปับสำเร็จเสร็จเรียบร้อย เหมือนกับที่เราคุ้นเคยจากการดูซีรีย์ส 24 ถ้าเราทำใจยอมรับความจริงของชีวิต และปล่อยให้มันช้าลงมาหน่อย ไม่ใช่เอาแต่วิ่งไล่มตัวเลขดิจิตอลที่กระพริบๆ เพราะไปไฟลัดวงจร เราก็อาจจะมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ และการทำงานประจำวัน มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ นี่เป็นธรรมะที่ผมได้จากการดูซีรีย์ส 24 และนำมาเปรียบเทียบกับคำพูดของ ดร.วิทย์
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
8:03 PM
Labels: ซีรีย์ส, ธรรมะ, วิจารณ์หนัง, หนัง
Thursday, August 23, 2007
And Deep Throat to you all
...
ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังที่อยากดูมานานนนนน...แสนนาน Deep Throat หนังโป๊ในตำนาน ที่ผู้ชายอายุ 30 กว่าๆ แบบผม น่าจะเติบโตมาพร้อมกับการได้ยินชื่อเสียงและเรื่องราวของมันมาจนคุ้นเคย จริงๆ สมัยก่อนเราไม่ค่อยเรียกหนังแบบนี้ว่าหนังโป๊นะ เราติดปากเรียกว่า "หนังเอ็กซ์" มากกว่า เพราะการจัดเรทหนังของอเมริกาสมัยนั้น เขาเรียกหนังโป๊แบบนี้ว่าเรท X ไม่ใช่เรท NC-17 แบบทุกวันนี้ หนังเอ็กซ์สมัยก่อนอยู่ในรูปแบบม้วนวิดีโอเท่านั้น เพราะยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และยังไม่มีแผ่นซีดีเลยด้วยซ้ำไป สมัยนั้นจึงยังไม่มีวัฒนธรรมการดาวน์โหลดบิททอร์เรนท์ และยังไม่มีการไรท์แผ่นหนังแจกเพื่อน ถ้าจะดูหนังก็ต้องไปเช่าจากร้านวิดีโอทั่วไป ซึ่งร้านวิดีโอสมัยก่อนไม่เหมือนกับพวกร้านเชนสโตร์แบบทซึทาย่าหรือร้านบล็อคบัสเตอร์แบบทุกวันนี้ มันเป็นร้านเล็กๆ เจ้าของคนเดียว และไม่มีสาขาเยอะๆ หนังที่มีให้เช่าส่วนใหญ่เป็นพวกหนังซูมจากโรงที่คุณภาพห่วยๆ หนังจีนชุด และหนังฝรั่งของค่ายซีวีดี ซึ่งถ้าคุณสนิทกับเจ้าของร้านมากพอ คุณก็จะเข้าไปที่หลังร้านของเขาที่มีกองหนังเอ็กซ์ให้เช่าได้ สำหรับผมเองตอนนั้นยังเด็กมาก อายุ 10 กว่าขวบ และก็ขี้อายมากเกินกว่าจะไปขอเช่าหนังเอ็กซ์จากร้านเขา แหล่งที่เด็กอย่างผมจะหาหนังเอ็กซ์ดูได้ในสมัยนั้น คือการขอยืมจากเพื่อน เพราะเพื่อนบางคนมันกล้าพอจะไปเช่า หรือบางคนก็แอบเอามาจากพ่อแม่ แล้วเอามาแบ่งให้เพื่อนยืมดู การเข้าถึงหนังโป๊สมัยก่อนจึงเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ถ้าได้ยืมจากเพื่อนมาม้วนนึง จะต้องแอบซุกในกระเป๋านักเรียนให้ลึกที่สุด กลัวโดนครูจับได้ และพอกลับบ้านก็ต้องหาที่ซ่อนให้มิดชิด ต้องรอเวลาที่พ่อแม่เผลอเท่านั้น ถึงจะเปิดดูได้ ดูเสร็จก็ต้องรีบเอากลับไปคืนเพื่อนอีก ซึ่งความยากเย็นเหล่านี้ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ให้เด็กผู้ชายรุ่นผมยิ่งอยากดูมากขึ้นไปอีก
แต่พอได้ดูแล้วก็ผิดหวังครับ นี่หรือหนังในตำนานที่อยากดูมานานแสนนาน
--- คำเตือน ภาพติดเรทครับ ---
1. ฉากเปิดเรื่องที่คงจะประทับใจอเมริกันชนจำนวนมาก มันถูกนำมาใช้เตือนความจำอีกครั้ง ในหนังสารคดีเรื่อง Inside Deep Throat
2. นี่คือนางเอก ลินดา เลิฟเลซ พอเห็นเธอแล้ว คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมพอผมดูหนังเรื่องนี้แล้วถึงรู้สึกผิดหวัง ฉากนี้เธอกำลังคุยกับเพื่อน ปรึกษาว่าเธอไม่เคยถึงจุดสุดยอดระหว่างมีเซ็กส์เลย เพื่อนเลยแนะนำให้ไปหาหมอ (เพื่อนเธอหน้าตาน่ากลัวกว่าเธออีกครับ) 
3. หลังจากจับตรวจภายในแล้ว หมอก็แปลกใจว่าทำไมเธอไม่มีคลิตอริส เลยถามว่าเวลามีเซ็กส์ ตรงจุดไหนในร่างกายที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวได้บ้าง เธอชี้ไปที่คอ แล้วหมอก็เลยบอกให้เธออ้าปาก เพื่อตรวจลำคอของเธออย่างละเอียด หมอให้คำแนะนำ ว่าเธอจะถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการทำออรัลเซ็กส์ โดยต้องพยายามเอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? เอ่อ ... ก็เอาเข้าไปให้ลึกที่สุดน่ะครับ นี่จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้ว่า Deep Throat 
4. แต่เธอบอกหมอว่าถ้า เอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? ... คือว่าถ้าเข้าไปลึกมากแล้วเธอจะคลื่นไส้น่ะครับ หมอเลยแนะนำให้เธอฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำคอ แล้วก็ให้เธอทดลองฝึกปฏิบัติจริงครั้งแรกกับตัวหมอเองเลย (หมอคนนี้ใจดีมาก) ฉากนี้ผมพยายามคร็อปภาพอยู่นาน กว่าจะได้ภาพออกมาพอดีจังหวะแบบนี้ มันเป็นการตัดภาพสลับไปมาฉึบฉับ ระหว่างภาพการออรัลเซ็กส์กับภาพการปล่อยยานอวกาศของนาซ่า 
5. หลังจากดูไปได้สักพัก ผมก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไป เพื่อให้หนังมันจบๆ เสียที พอดีมาเจอหน้าดาราสาวคนนี้เลยหยุดดูสักพัก เธอสวยที่สุดในเรื่องครับ จริงๆ แล้วน่าจะได้เล่นเป็นนางเอกเลยดีกว่า หลังจากที่ดูจบแล้ว ก็เลยไปค้นข้อมูลในเว็บ http://www.imdb.com/ แล้วพบว่าเธอชื่อ แคโรล คอนเนอร์ พออ่านประวัติแล้วทึ่งมาก เธอเป็นแม่ของ ธอร่า เบิร์ช ที่เล่นหนังเรื่อง American Beauty นั่นเอง 
หลังจากนั้นก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไปเรื่อยๆ หนังจบด้วยภาพ ลินดา เลิฟเลซ นอนอ้าปากกว้างๆ และขึ้นตัวอักษรว่า The End. And Deep Throat to you all. เป็นการปิดฉากความอยากรู้อยากเห็นอันยาวนาน 30 ปีของผม ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีนะ
มีข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย ว่าหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้แล้ว ลินดา เลิฟเลซ กลายเป็นดาราหนังโป๊ที่ฮอตที่สุดของยุค 70-80 แต่หลังจากที่เธอเลิกอาชีพเล่นหนังโป๊ไป เธอก็เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ และเปิดโปงวงการหนังโป๊ในยุคนั้น ว่าเต็มไปด้วยการกดขี่และกระทำทารุณกับดาราผู้หญิง เธอระบุว่าถูกสามีทุบตีบังคับให้มาเล่นหนังแบบนี้ และระหว่างการแสดงหนัง Deep Throat เธอถูกปืนจ่อหัวอยู่ ถ้าสังเกตดูภาพในหนังให้ดีๆ จะเห็นรอยเขียวช้ำบนเนื้อตัวของเธอ ฟังดูแล้วน่ากลัวมากครับ ภาพในหนังดูน่ากลัวและเซ็กส์หดขนาดนี้ พอมาฟังเรื่องเล่าจากปากนักแสดง ก็ยิ่งน่ากลัวและเซ็กส์หดมากขึ้นไปอีก
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
11:17 AM
Labels: vidcap, ความหลัง, วิจารณ์หนัง, หนัง
Monday, August 20, 2007
วิจารณ์หนังสองเรื่องควบ
...
ผมไม่ได้เขียนบล็อกวิจารณ์หนังเสียตั้งนาน พอดีอาทิตย์ที่แล้วทำงานจ๊อบเสร็จหมด เลยไปฉลองดูหนังมาสองเรื่องควบ หลังจากที่ไม่ได้ดูหนังโรงมานาน หนังที่ดูวันนั้นไม่ใช่ Grindhouse ของเควนตินกับโรดริเกวซนะครับ เรื่องนั้นดูไปได้แค่เรื่องเดียวคือโคโยตี้แข้งปืนกล อยากจะดูอีกเรื่อง คือโชเฟอร์บากพยายม แต่มันก็ดันออกจากโรงไปเสียก่อน โปรแกรมหนังสมัยนี้เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน เรื่องที่ได้ไปดูควบมาเลยเป็นเรื่อง Ratatouille กับ The Bourne Ultimatum ต่างหาก
The Bourne Ultimatum ถือเป็นหนังแอคชั่นระทึกขวัญ ที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลยครับ พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมาก แค่เจสัน บอร์น สืบย้อนและเดินทางกลับไปหาจุดกำเนิดของตัวเอง แต่ที่โดดเด่นคือบทที่เขียนให้พระเอกแสนฉลาด เป็นอัจฉริยะ ห้ำหั่นเฉือนคมกับสายลับฝ่ายตรงข้ามทุกวินาที เข้ากันได้ดีมากกับสไตล์การกำกับของ พอล กรีนกราส ที่ตัดต่อหนังฉับไวแถมด้วยภาพที่สั่นไหวเคลื่อนกล้องตลอดเวลา ใครที่ยังไม่ได้ดูและอยากจะไปดูในอาทิตย์นี้ก่อนหนังจะออกจากโปรแกรม ขอแนะนำให้เลือกที่นั่งหลังสุดเท่านั้นครับ เพราะถ้านั่งหน้าแล้วเจอภาพสั่นตลอดเวลาแบบนี้ มีสิทธิเวียนหัวอ้วกแตกก่อนหนังจบ ประเด็นที่สะกิดใจผมตลอดดูหนังเจสัน บอร์น ภาคนี้ คือพระเอกของเรื่องที่รับบทโดย แมทท์ เดม่อน ผมดูแล้วไม่สามารถอินไปกับการแสดงของเขาได้ ว่าเขาเป็นสายลับอัจฉริยะจริงๆ
ปัญหามันเริ่มต้นมาจากการที่เมื่อปีก่อน ผมดูหนังการ์ตูนเรื่อง Team America จากแผ่นดีวีดี การ์ตูนเรื่องนี้เป็นแนวล้อเลียนจิกกัดรัฐบาลขวาจัดของจอร์จ บุช ว่าชอบทำตัวเป็นตำรวจโลก ส่งทหารไปถล่มประเทศโน้นนี้เป็นประจำ แถมยังล้อเลียนจิกกัดพวกดาราฮอลลีวู้ดบางคนที่เป็นฝ่ายซ้าย คอยตามวิจารณ์การทำงานรัฐบาลขวาจัดของตน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ดาราพวกนี้ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากออกมาให้สัมภาษณ์ด่ารัฐบาลเป็นครั้งคราวเท่านั้น เขาทำตัวละครนึงล้อเลียนแมทท์ ได้แสบสุดๆ ด้วยการให้เป็นตัวละครปัญญาอ่อน ทุกฉากที่โผล่มา เขาแต่พูดคำว่า "แม้ททททท เดม่อนนนนนน..." ด้วยน้ำเสียงเหมือนคนมีปัญหาทางสมองและหลงตัวเอง
ผู้ที่ได้ติดตามวงการหนังฮอลลีวู้ดมาพอสมควร คงจะเก็ตมุขนี้ว่ามันล้อเลียนแมทท์ ว่าเขามีภาพพจน์ว่าเป็นดาราหนุ่มที่ฉลาดมากจนถือเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และมักจะได้รับบทเป็นตัวละครที่ฉลาดๆ เป็นประจำ อันเนื่องมาจากการที่เขาได้รับรางวัลออสการ์ ในฐานะผู้เขียนบทหนัง Good Will Hunting ร่วมกับ เบน แอฟเฟล็ค ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์คนหนึ่ง มีข่าวลือหนาหูหลังจากที่ประกาศผลรางวัลนี้ ว่าพวกเขาไม่ได้เขียนบทหนังนี้ด้วยตัวเอง คนเขียนบทที่แท้จริง คือ วิลเลียม โกลด์แมน นักเขียนบทชื่อดังของฮอลลีวู้ด แต่สามารถที่ทางสตูดิโอเจ้าของหนัง ลงชื่อให้แมทท์และเบนเป็นผู้เขียนบท เพราะต้องการโปรโมทหนังและนักแสดงให้น่าสนใจขึ้น ว่าเป็นหนังฉลาดๆ ที่นำแสดงและเขียนบทโดยดาราฉลาดๆ ถึงแม้ในเวลาต่อมา วิลเลียม โกลด์แมน จะออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อแก้ข่าวหลายครั้งแล้ว ว่านี่เป็นข่าวลือ เขาทำแค่ช่วยให้คำแนะนำและคำวิจารณ์แก่แมทท์และเบนในการพัฒนาบทชิ้นนี้เท่านั้น ไม่ได้เป็นคนเขียนเอง แต่ข่าวลือก็แบบนี้แหละ มันมักจะน่าเชื่อถือกว่าข่าวจริงเสมอ แฟนหนังฮอลลีวู้ดหลายคนเลือกที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่า และคงหัวเราะกับมุขตลกในหนังการ์ตูนเรื่อง Team America ที่ล้อเลียน แมทท์ เดม่อน ว่าเป็นดาราปัญญาอ่อน
ประเด็นคือเมื่อคนดูหนังมีภาพล้อเลียนอยู่ติดในหัวสมองไปแล้ว และมีอคติเริ่มต้นไปแล้ว มันเป็นการยากมากที่จะสลัดมันออกไป และทำใจให้อินไปกับหนังเรื่องใหม่ที่กำลังดู ดังนั้น ผมจึงนั่งดู แมทท์ เดม่อน ในบทเจสัน บอร์น แสดงไหวพริบปฏิภาณและความฉลาดเหนือมนุษย์ พร้อมกับมีภาพจากการ์ตูน Team America อยู่ในหัวตลอดเวลา "แม้ททททท เดม่อนนนนนน...แม้ททททท เดม่อนนนนนน...แม้ททททท เดม่อนนนนนน..." เปรียบเหมือนกับในตอนนี้ เวลาผมเห็น บี้ เดอะสตาร์ ออกมาในโทรทัศน์ ผมมักจะนึกไปถึงนายแบบโฆษณาหน้าปลาเก๋า ของโทรศัพท์ดีแทคทุกครั้งไป และเวลาได้ยินเสียงเพลง ไอนี้ดซัมบอดี้...เลิฟ ผมมักจะนึกไปถึงหน้าเสนาเปิ้ล กำลังเต้นและร้องเพลง ไอ้นิดซำบายดีบ่ จากรายการสาระแนโชว์ ที่ทำล้อเลียน บี้ เดอะสตาร์ ทุกครั้งเช่นกัน ความหล่อและความเท่ของ บี้ เดอะสตาร์ ถูกทำลายลงไปหมดสิ้น โดยการล้อเลียนหรือ Parody นี่แสดงให้เห็นถึงพลังของศิลปะแขนงนี้ได้อย่างดี
... Intermission ... หยุดพักกินน้ำปัสสาวะกันก่อน
Ratatouille หนังการ์ตูนเรื่องล่าสุดจากค่ายพิกซาร์ ซึ่งผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไร เมื่อเทียบกับการ์ตูนเรื่องก่อนๆ ของพวกเขา เนื่องจากผมว่าตอนจบของหนัง ค่อนข้างรวบรัดและยัดเยียดประเด็นแก่คนดูมากเกินไป คือประเด็นการ "วิจารณ์การวิจารณ์" ซึ่งทำให้ประเด็นตอนท้ายของเรื่อง ค่อนข้างเฉไฉออกไปจากประเด็นที่ปูไว้ตอนต้นเรื่อง
--- Spoiler Alert เนื้อหาที่เขียนต่อไปจากนี้อาจจะบอกเล่าเนื้อเรื่องมากเกินไป จนทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ดูเสียอรรถรสได้ ---
ผมว่าหนังควรจะโฟกัสอยู่ที่ประเด็นที่ปูไว้ดีมากแล้วตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง คือประเด็นว่า Anyone can cook. คือการบอกว่าใครๆ ก็ทำอาหารได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่แหลมคมมาก เป็นการให้กำลังใจคนดู และตอกย้ำความมีศักยภาพในตัวมนุษย์ทุกคน แต่ในตอนท้ายของเรื่อง แทนที่หนังจะจับอยู่ที่พัฒนาการของตัวละครทุกตัว ที่ควรจะต้องค่อยๆ เข้าถึงศักยภาพในตัวเองของแต่ละคน หนังกลับย้ายมุมไปที่การวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครที่เป็นนักวิจารณ์อาหารในเรื่อง การทำเช่นนี้ มันไม่ใช่การให้คนดูหนังค่อยๆ ตื่นรู้อย่างเบิกบานภายในตัวเอง แต่เป็นการทำให้คนดูหนัง โบ้ยปัญหาออกไปนอกตัว ว่าเกิดจากความไม่ดีของผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม หนังการ์ตูนเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับเป็นหนังที่แย่มากนัก เพราะประเด็นตอนท้ายเรื่อง ที่เกี่ยวกับการ "วิจารณ์การวิจารณ์" ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก หนังไม่ได้ด่านักวิจารณ์แบบตื้นเขิน ว่าเอาแต่เขียนวิจารณ์ ทำไมไม่ไปทำอาหารเสียเองล่ะ เพราะการด่าแบบนี้งี่เง่าครับ ในระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยมแบบนี้ เราแต่ละคนต้องแบ่งหน้าที่กันทำงานของตนเองไปอยู่แล้ว พ่อครัวก็ทำอาหาร นักวิจารณ์ก็เขียนวิจารณ์ แต่หนังด่านักวิจารณ์และการวิจารณ์แบบเอาอีโก้ตนเองไปถล่มคนอื่น โดยนำเสนอประเด็นนี้ผ่านตัวละคร แอนทอน อีโก้ นักวิจารณ์อาหารชื่อดังตามท้องเรื่อง แค่การตั้งชื่อตัวละครตัวนี้ก็ชัดเจนมากแล้วว่า ปัญหามันอยู่ที่ "อีโก้" เขาวิจารณ์อาหารโดยใช้อีโก้ของตนเอง ไปถล่มถมทับพ่อครัว ยิ่งทำงานวิจารณ์ไปนานเข้า ก็ยิ่งอีโก้พองโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปถล่มทับพ่อครัวได้มากขึ้น ก็ยิ่งย่ามใจและยิ่งเขียนงานวิจารณ์ที่ไปทำร้ายทำลายคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาทำงานเขียนวิจารณ์ ด้วยการพกอีโก้ไปชิมอาหาร แบบยึดหลักว่าจะต้องหาที่ติเตียนให้ได้มากที่สุด
การวิจารณ์คนอื่นและผลงานของคนอื่นแบบเอาอีโก้เราไปถล่ม ทำได้ง่ายมากครับ คือไม่ว่าจะเขาจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราสามารถหาวิธีด่าเขาได้หมด เพราะเราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ ต้องมีข้อบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบเสมอ และที่สำคัญ คือในการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราสามารถมองได้หลายมุม แล้วแต่ว่าเราจะเลือกมองมันอย่างไร คือหมายความว่า ทุกอย่างในโลกเราล้วน Subjective หรือเป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับผู้มองว่าจะคิดอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าไปชิมอาหารร้านนี้แล้วรู้สึกว่ารสชาติเหมือนเดิม เราก็สามารถมองได้หลายทาง 1.มองว่าพ่อครัวเขามีความชัดเจน มีเอกลักษณ์รสชาติของตนเอง หรือ 2.มองว่าพ่อครัวคนนี้ซ้ำซาก ไม่มีพัฒนาการ เมื่อมองได้หลายทางแบบนี้ ตอนเอามาเขียนวิจารณ์ ก็ขึ้นอยู่กับอีโก้ของคุณแล้วหล่ะ ว่าคุณเลือกว่าจะไปถล่มทับเขา หรือว่าคุณเลือกว่าจะใจกว้างกับเขา
อันนี้คัดลอกมาจากเว็บ imdb.com ครับ เป็นบทวิจารณ์ที่ แอนทอน อีโก้ จัดการเขียนเชือดร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วปิดฝาโลงย้ำว่าเขาจะไม่กลับไปกินที่ร้านนั้นอีกแล้ว
Anton Ego: "Finally Chef Gusteau has found his rightful place in history alongside another equally famous chef... Monsieur Boy-ar-dee."
ส่วนอันนี้ เป็นบทวิจารณ์ชิ้นสุดท้ายของ แอนทอน อีโก้ ที่เขาตระหนักถึงความพองโตของอีโก้ตัวเอง และ ได้เรียนรู้แล้วว่าการวิจารณ์ที่ดี ควรเป็นอย่างไร
Anton Ego: In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment. We thrive on negative criticism, which is fun to write and to read. But the bitter truth we critics must face is that, in the grand scheme of things, the average piece of junk is more meaningful than our criticism designating it so. But there are times when a critic truly risks something, and that is in the discovery and defense of the new. Last night, I experienced something new, an extraordinary meal from a singularly unexpected source. To say that both the meal and its maker have challenged my preconceptions is a gross understatement. They have rocked me to my core. In the past, I have made no secret of my disdain for Chef Gusteau's famous motto: Anyone can cook. But I realize that only now do I truly understand what he meant. Not everyone can become a great artist, but a great artist can come from anywhere. It is difficult to imagine more humble origins than those of the genius now cooking at Gusteau's, who is, in this critic's opinion, nothing less than the finest chef in France. I will be returning to Gusteau's soon, hungry for more.
แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีอีโก้ครับ พ่อครัวก็มีอีโก้ นักวิจารณ์ก็มีอีโก้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พ่อครัวก็คงไม่กล้าทำอาหารให้คนอื่นกิน นักวิจารณ์ก็ไม่กล้าเขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน แต่วิธีที่เราทุกคนมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขในโลกนี้ และวิธีที่จะทำให้เราทุกคนได้มีโอกาสแสดงถึงศักยภาพความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียม หรือตามประเด็นว่า Anyone can cook. คือการที่เราทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจารณ์ จะต้องตระหนักและยอมรับ ว่าเราต่างก็มีอีโก้ ไม่ใช่หลงตัวเองจนเอาแต่พูดว่าฉันไม่มีอีโก้ แล้วก็เอาอีโก้ไปวิจารณ์แบบถล่มทับคนอื่นตลอด ที่สำคัญอีกประการ คือการเข้าใจว่าความจริงในโลกเรามันเป็น Subjective เรามองเห็นและตัดสินสิ่งต่างๆ ได้หลายมุม หลายทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกอย่างไร ไม่ใช่เอาแต่ยืนยันด้วยอีโก้ของตนเอง ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เท่านั้น
...
Tuesday, February 20, 2007
ชวนฟังเพลง Way Back into Love (Demo Version)
...
เพลงน่ารักมากๆๆๆๆๆๆ จากหนังเรื่อง Music and Lyrics ที่เพิ่งไปดูเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เวอร์ชั่นนี้เป็น Demo Version ร้องโดย ฮิวจ์ แกรนท์ และ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ ตัดออกมาจากฉากหนึ่งในหนัง ที่พระเอกกับนางเอกกำลังช่วยกันทำเพลงเดโม่ไปเสนอ มีเสียงพูดและเสียงหัวเราะประกอบอยู่ด้วย ผมชอบเสียงฮิวจ์ แกรนท์ เพราะมันทุ้มนุ่ม เหมือนเสียงของผมมาก ผมเลยร้องตามได้เหมื้อนเหมือน ถ้าในร้านคาราโอเกะไหนมีเพลงนี้ก็ดีเลย อยากจะเอาไปร้องโชว์มากๆ เพราะปกติผมร้องเพลงตามนักร้องทั่วไปไม่ได้ เพราะเสียงสูงกันเหลือเกินแต่ละคน
นี่คือเนื้อร้องครับ ร้องตามได้เลย ไม่ต้องเขิน
I've been living with a shadow overhead
I've been sleeping with a cloud above my bed
I've been lonely for so long
Trapped in the past, I just can't seem to move on
I've been hiding all my hopes and dreams away
Just in case I ever need em again someday
I've been setting aside time
To clear a little space in the corners of my mind
All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
Oh oh oh
I've been watching but the stars refuse to shine
I've been searching but I just don't see the signs
I know that it's out there
There's got to be something for my soul somewhere
I've been looking for someone to shed some light
Not just somebody just to get me throught the night
I could use some direction
And I'm open to your suggestions
All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart again
I guess I'm hoping you'll be there for me in the end
There are moments when I don't know if it's real
Or if anybody feels the way I feel
I need inspiration
Not just another negotiation
All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart to you
I'm hoping you'll show me what to do
And if you help me to start again
You know that I'll be there for you in the end
...
Sunday, December 03, 2006
Es lebe die Freiheit!
...
เมื่อวานผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Sophie Scholl ด้วยความอนุเคราะห์จากน้องชายผู้น่ารัก ส่งแผ่นดีวีดีมาให้ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมเอ่ยปากถามถึงไปแว้บเดียว ว่าอยากดูเหลือเกินในตอนนี้ มันเป็นเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาเยอรมนี ที่เคลื่อนไหวต่อต้านนาซีอย่างลับๆ ในนาม White Rose ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาทำใบปลิวออกแจกจ่าย และขีดเขียนฝาผนังในเมือง เพื่อปลุกให้ชาวเยอรมนีเลิกก้มหัวให้กับฮิตเล่อร์ด้วยความหวาดกลัวเสียที โซฟี โชลล์ และพี่ชาย เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ พวกเขาถูกตำรวจจับได้ระหว่างกำลังเอาใบปลิวไปวางในมหาวิทยาลัย เรื่องราวดำเนินไปในช่วงเวลาที่เธอถูกสอบสวนและดำเนินคดีในศาล ซึ่งรวบรัดเพียงแค่ 5 วัน แล้วเธอก็โดนตัดสินประหารชีวิต ด้วยเครื่องกิโยติน
หนังได้แสดงให้เห็นความสลับซับซ้อนของความคิดของตัวละครแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายนาซี ผ่านตัวตำรวจผู้ทำหน้าที่สอบสวนชื่อว่า โรเบิร์ต มอห์ร ที่มีความเชื่อมั่นในลัทธิชาตินิยม เผด็จการ และเชื่อว่าในที่สุด ฮิตเล่อร์จะนำพาชาวเยอรมันไปสู่ความสงบสุขและร่ำรวย ส่วนตัวโซฟี โชลล์ ก็เชื่อมั่นในเรื่องเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ทั้งสองคนต่อปากต่อคำกันในระหว่างการสอบสวน โรเบิร์ต มอห์ร ยกเหตุผลว่าเผด็จการฮิตเล่อร์ช่วยนำพาเยอรมนีให้รอดพ้นจากการรุกรานของประเทศอื่น และแนวคิดชาตินิยมก็ช่วยให้เยอรมนีรอดพ้นจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำมาได้ ส่วนโซฟีก็บอกว่าลัทธิเผด็จการชาตินิยมแบบนี้ ถ้าผู้นำเป็นบ้าล่ะ จะนำพาประเทศไปถึงไหนกัน เราจึงควรจะต้องเชื่อมั่นในตัวมนุษย์ และให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมสิ ซึ่งเรื่องพื้นฐานที่สุดก็คือเรื่องการแสดงความคิดเห็นนี่แหละ
การเถียงกันเรื่องความถูก-ผิด ความดี-เลวแบบนี้ เถียงกันไปทั้งปีทั้งชาติก็ไม่มีสิ้นสุด ชาตินิยมก็ดีในสถานการณ์หนึ่ง ในระดับหนึ่ง เสรีนิยมก็ดีในอีกสถานการณ์หนึ่ง และในระดับหนึ่ง เพียงแต่ในกรณีของฮิตเล่อร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ มันดูง่ายว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด ก็ฮิตเล่อร์มันเล่นสั่งฆ่าคนไปเป็นล้าน และนำพาทั้งโลกเข้าสู่มหาสงคราม แล้วยิ่งเมื่อในที่สุดแล้ว มันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม มันก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่แล้ว ดังนั้น สำหรับผม ผมเลยคิดว่า ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านนาซี ไม่ใช่การเชิดชูประชาธิปไตย และไม่ได้สรุปแบบฟันธงว่าอะไรดีอะไรเลวแบบตื้นๆ ผมว่าประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่การตั้งคำถามกับเสรีภาพของมนุษย์ ว่ามนุษย์คนหนึ่งควรมีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติของตนเอง มากแค่ไหน และถ้ามันแตกต่างไปจากคนอื่น หรือมันผิดกฎอัยการศึกหล่ะ เขาควรต้องรับโทษถึงตายหรือเปล่า
ฉากที่น่าสนใจ คือฉากที่โซฟีและพี่ชายถูกนำตัวขึ้นศาล โดยมีผู้พิพากษาคือ โรแลนด์ ฟรีสเลอร์ ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะตัดสิน ศาลเปิดให้จำเลยลุกขึ้นกล่าวประโยคสุดท้าย เพื่อยอมรับความผิด และเพื่อขอความเมตตา เผื่อว่าศาลจะลดโทษจากประหารชีวิต ให้เหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งสถานการณ์สงครามตอนนั้น เป็นช่วงปลายๆ แล้ว ถ้าคุณเหลือโทษแค่ติดคุกตลอดชีวิต และคุณเชื่อว่านาซีแพ้แน่ คุณก็คงรู้ว่าจะติดคุกจริงๆ ไม่นานเท่าไร ผมเลยสงสัยว่า ถ้าเป็นคุณล่ะ? ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นั้น ในวินาทีนั้น คุณจะยังคงยืนหยัด ยืนยันกับความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติของคุณต่อไป โดยยอมตายเพื่อแสดงมรณสักขี หรือว่าคุณจะยอมรับผิด ยอมรับว่าที่เขียนในใบปลิวนั้นเหลวไหล และอ้อนวอนขอให้ศาลไว้ชีวิต เอาชีวิตให้รอดไว้ก่อน วันหน้าค่อยว่ากันใหม่
ถ้าในโลกนี้ เรื่องความถูก-ผิด ความดี-เลว นั้นซับซ้อน ไม่สามารถตัดสินแบบฟันธง และเราจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ให้รอดในสภาวะเช่นนี้ ด้วยความประนีประนอม และสมดุลย์แล้ว แบบนี้เราจะมีท่าทีต่อความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติ ของตัวเราเอง และของผู้อื่นอย่างไร
โรเบิร์ต มอห์ร : นี่คือกฎหมาย และนี่คือประชาชน หน้าที่ของผมคือทำให้ทั้งสองมาบรรจบกัน พวกเราทุกคนต้องยึดถือกฎหมายสิ ไม่ว่าใครจะร่างมันก็ตาม ไม่งั้นแล้วจะให้เรายึดถืออะไร
โรแลนด์ ฟรีสเลอร์ : มหาสงครามนี้จะนำชัยชนะมาให้ชาวเยอรมัน จะทำให้เกิดความยิ่งใหญ่และความบริสุทธิ์
ถ้าเป็นคุณ เห็นกิโยตินอยู่ตรงหน้าแบบนี้ จะยังคงยืนหยัด ยืนยันอยู่ไหม??
โซฟี โชลล์ : ใช่ ฉันทำ (แจกใบปลิว) และฉันก็ภูมิใจกับสิ่งที่ทำลงไป
...
Tuesday, November 21, 2006
คนตาย
...
คุณเคยเห็นคนตายไหม? ศพหน่ะครับ...ศพ ในรอบ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมเห็นศพคนรวมๆ กันแล้ว อย่างน้อยก็ 40-50 ศพเห็นจะได้ จากหนังผีที่ได้ดู ในช่วง 2-3 อาทิตย์รวมกัน ประมาณ 15 เรื่องได้ ทั้งจากหนังโรงและหนังจากแผ่นดีวีดี ถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ดูหนังผีติดต่อกันเยอะที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้นะ ผมได้ดูหนังผีในโรงหนังเยอะช่วงนี้ ก็เพราะโรง House RCA จัดฉายหนังชุดพิเศษ Master of Horror เอาหนังผีจากรายการทีวีของเมืองนอก มาฉายให้ดูแบบราคาถูก คือฉายวนวันละ 3 เรื่อง ถ้าซื้อตั๋วแบบดูทั้งวัน ราคาแค่ 100 บาท อยากดูเท่าไรก็นั่งดูไปเลย ผมแวะไปอุดหนุนเขามา 3 อาทิตย์ติดกัน โดยที่วันนี้เพิ่งไปดูมา เป็นอาทิตย์สุดท้ายของการฉายหนังชุดนี้
ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังผีอย่างมาก หนังผีในที่นี้ ผมหมายความรวมถึงหนังแนวเขย่าขวัญ สยองขวัญ ระทึกขวัญ สั่นประสาท ฯลฯ ทั้งที่มีผีจริงๆ มาในรูปวิญญาณ หรือแบบที่เป็นผีดิบมาเป็นตัวเละๆ หรือแบบที่ไม่ใช่ผี แต่เป็นฆาตกรโหดวิปริต หลายคนอาจจะเบะปากกับหนังพวกนี้ เพราะคิดว่ามันทำให้จิตเสื่อม แต่สำหรับผม หนังพวกนี้ดูแล้วเหมือนกับการได้ระบายความตึงเครียดจากภายในออกมา ผมว่าหน้าที่ของหนังผี คือการพาเราออกไปจากสภาพปกติในชีวิตประจำวัน ล่องลอยออกไปสู่ประสบการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างไม่คาดฝัน ไกลออกไปทุกทีๆ แล้วพอไปถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง มันจะจับให้เราไปยืนอยู่ตรงสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัว ณ จุดนี้เอง ที่ความตึงเครียดทั้งหลายจะกดทับเข้ามาในหัว พอผ่านพ้นจุดไคลแมกซ์ของหนัง เมื่อหนังจบลง เหตุการณ์ความรุนแรง ความขัดแย้งทั้งหมดในหนังคลี่คลาย ปมปัญหาได้รับการเฉลย เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายลง ความตึงเครียดทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับสูญสลายหายไป พร้อมกับตัวหนังสือเอนเครดิตค่อยๆ เลื่อนขึ้นบนหน้าจอ
ทริคคำแนะนำสำหรับการดูหนังผีเพื่อคลายความเครียดของผมนั้น คือคุณต้องดูหนังผีที่มีระดับความตึงเครียดในหนังเรื่องนั้น สูงกว่าระดับความตึงเครียดในชีวิตจริงของเรา เช่นถ้าชีวิตจริงของคุณเครียดมากๆ การบ้านเยอะ อ่านหนังสือสอบไม่ทัน หรือโดนเจ้านายด่าว่าเวลามาสาย ส่งงานเสร็จไม่ทันกำหนด คุณก็อาจจะต้องดูหนังผีที่โหดร้ายทารุณมากขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre หรือ Hostel หรือ Haute Tension หรืออาจจะตีตั๋ว 100 บาท ไปนั่งดู Master of Horror 3 เรื่องควบตลอดบ่ายก็ได้
หนังผีเรื่องเหล่านี้ ถึงแม้จะโหด อุบาทว์ และแหวะจนเหลือทน เนื้อเรื่องกลวงเปล่า ไร้คุณธรรมจรรโลงจิตใจ มองไม่เห็นคุณค่าทางศิลปะ แต่มันก็ยังมีข้อดีอยู่ คือเมื่อมันพาเราไปถึงจุดสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัวแล้ว มันสามารถถีบเราให้หลุดเลยออกไปจากจุดนั้น ผมอธิบายความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าเมื่อหลุดเลยจุดนั้นมันเป็นอย่างไร เมื่อเลเธอร์เฟซเหวี่ยงเลื่อยไฟฟ้าตัดขาเหยื่อที่กำลังวิ่งหนี เมื่อฆาตกรโรคจิตดันตู้ไม้ไปตัดเหยื่อ ที่กำลังติดอยู่ตรงราวบันได และเมื่อฆาตกรโรคจิตอีกคน เอามีดผ่าตัดมาปาดเอ็นร้อยหวายตรงข้อเท้าของเหยื่อ ที่กำลังถูกจับมัดให้นั่งบนเก้าอี้ทรมาน ผมนั่งตาเหลือก หัวใจเต้นแรงและเร็ว อดรีนาลีนหลั่งออกมา รู้สึกว่าตัวชาๆ หัวมึนๆ และเริ่มคิดว่า ไม่ว่าปัญหาใดในโลกนี้ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ล้วนน้อยนิดกระจิดริดเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับชะตากรรมของเหยื่อในหนังเหล่านี้
บ่ายวันนี้ผมเพิ่งไปนั่งดู Master of Horror อาทิตย์สุดท้ายมา นับรวมศพคนที่เห็นเฉพาะในวันนี้ได้มากกว่า 10 ศพแล้ว หนังเด็ดที่สุดสำหรับวันนี้ คือ Imprint ของทาเคชิ มิอิเกะ ผู้กำกับสุดซาดิสต์ ที่คอหนังผีทุกคนคงรู้จักกันดี ฉากทรมานเหยื่อด้วยการเอาเข็มทิ่มเข้าไปในเหงือก มันเจ็บเสียจนเหยื่อหมดสติ กล้ามเนื้อหูรูดทั้งตัวไม่ทำงาน ขี้เยี่ยวราดออกมาอุจาดตา ผมนั่งดูอยู่ในความมืด ในโรงที่มีคนดูรวมกันไม่ถึง 10 คนทั้งโรง บรรยากาศโหวงเหวงน่ากลัวพิลึก กว่าหนังจะจบหมดทั้งชุด ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม ผมเดินออกจากโรงในสภาพกระปรกกระเปลี้ย ตัวชาๆ หัวมึนๆ ตรงบริเวณหน้าบันไดเลื่อน มีป้ายคัตเอาท์หนังโปรแกรมหน้า เป็นเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning เป็นหนัง Prequel ของ Texas Chainsaw คาดว่าคงจะเล่าถึงต้นกำเนิดของเจ้าเลเธอร์เฟซ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ก่อนจะมาใช้เลื่อยไฟฟ้าฆ่าคน โปรแกรมนี้ผมไม่พลาดแน่นอน และผมคาดหวังว่ามันจะโหดและน่ากลัวมากขึ้นไปกว่าหนังภาคก่อนหน้านี้
ลืมบอกไป ว่าข้อเสียของการคลายเครียดด้วยการดูหนังผี ผมว่ามันอยู่ตรงที่ เราต้องดูหนังที่น่ากลัวมากขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเลือดถึงเนื้อ เห็นเครื่องใน เห็นกระดูก มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเคยถูกถีบให้หลุดเลยจุดสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัวมาแล้วครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้ง เราอาจจะเริ่มชินชากับมัน ในครั้งถัดไป เราจะต้องถูกถีบให้หลุดออกไปไกลกว่านั้นอีก แนวโน้มหนังผีจึงต้องโหดร้ายทารุณมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวผมเอง ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้หรอกนะ เป็นห่วงก็แต่พวก moralist ทั้งหลาย อาจจะรู้สึกระคายเคืองลูกตากับหนังเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางนั่งรถเมล์กลับบ้าน วันนี้ผมนั่งรถสาย 72 จากถนนเพรชบุรีตัดใหม่ เพื่อมาลงต่อรถแถวเทเวศน์ เวลาสองทุ่มแล้วรถยังติดบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้ ตรงถนนศรีอยุธยา ช่วงที่มีรางรถไฟพาดผ่าน ไฟเขียวขึ้นแล้ว แต่รถข้างหน้าก็ยังไม่ยอมขยับ จนไฟแดงอีกรอบ
คนบนรถเมล์นั่งกันไม่เป็นสุข ผมพยายามชะเง้อชะแง้ดูข้างหน้าว่ามันติดอะไรของมัน เห็นรถพยาบาลและรถของมูลนิธิหลายคัน วิ่งบึ่งผ่านไป เห็นแสงไฟไซเรนสีแดงกระพริบวูบวาบอยู่ข้างหน้า ใช้เวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง กว่ารถเมล์สาย 72 ที่ผมนั่ง จะค่อยๆ ขยับมาจนถึงบริเวณสี่แยกที่ตัดกับรางรถไฟ ผมเห็นไทยมุงจำนวนมหาศาลกำลังมุงกันเป็นล่ำเป็นสัน มองไปบริเวณรางรถไฟ เห็นศพคนตายนอนอยู่ 1 ศพ มีผ้าขาวปูปิดทับร่างเขาเอาไว้ เหลือแต่ปลายเท้าที่ยื่นเลยผ้าออกมา ไอ้นี่เอง ที่ทำให้รถติดวินาศสันตะโรแบบนี้ เสียเวลาสิ้นดี ไม่งั้นป่านนี้คงถึงเทเวศร์ ได้ขึ้นรถต่อเกือบจะถึงบ้านแล้ว มันจะมานอนตายทำไมตรงนี้วะ หรือว่ามันถูกรถไฟทับตาย แล้วพวกไทยมุงนี่ก็เหลือเกินจริงๆ มามุงกันจนกีดขวางการจราจรแบบนี้ พอพ้นจากสี่แยกนั้นมาได้ ถนนก็โล่งโจ้งตามปกติ ผมโล่งใจที่พ้นมันมาได้เสียที กะอีแค่คนตายคนเดียว ทำเอาเสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เฮ้อออ...
...
Saturday, November 18, 2006
เจมส์ บอนด์
...
หลายปีก่อนตรงถนนพระอาทิตย์ เคยมีร้านอาหารหรูๆ อยู่ร้านหนึ่ง ชื่อว่าร้านร้อยแปด ผมกับเพื่อนชอบไปนั่งกินข้าวกันที่นี่ทุกเย็นวันศุกร์ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำเกี่ยวกับร้านนี้ ไม่ใช่เมนูขาหมูเยอรมันหรือปลาตะเพียนไร้ก้างของทางร้าน แต่เป็นป้ายห้องน้ำผู้ชาย ที่เจ้าของร้านเขามีไอเดียเก๋ไก๋มาก แทนที่จะเอาป้ายสัญลักษณ์ตัวผู้ชาย หรือป้ายตัวหนังสือมาแปะ เขากลับเอาปกนิตยสารฉบับหนึ่งมาแปะ เพื่อบอกว่าตรงนี้คือห้องน้ำชาย ปกนิตยสารฉบับนี้เป็นภาพถ่ายระยะกลางๆ ครึ่งตัว ตั้งแต่ระดับหัวเข่าขึ้นไป เป็นผู้ชายวัยหนุ่มใหญ่ ใส่ชุดสูทสีดำเนี้ยบๆ หวีผมเสยเรียบแปร้ ใบหน้าฉายแววมีความสุข ปากฉีกยิ้มเห็นฟันขาว ยกมือซ้ายขึ้นมา ชี้นิ้วเฉียงๆ ไปทางขวามือ ซึ่งเป็นทิศของประตูห้องน้ำชายของร้านนี้พอดีเป๊ะ เวลาไปกินข้าวร้านนี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ผมเห็นป้ายนี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้ทุกที แต่นึกไปนึกมา ก็สงสารผู้ชายที่เป็นแบบปกนิตยสารฉบับนี้ ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวหรือเปล่า ว่าภาพเท่ๆ ของเขาถูกเอามาล้อเล่นถึงขนาดนี้
การเอาภาพผู้ชายที่แสดงความหล่อ ความเท่ มาล้อเล่นล้อเลียนแบบนี้ คงจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะในสมัยนี้ ทุกคนล้วนมีความคิดแบบ anti-establishment หรือความคิดแบบต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความเชื่อแบบดั้งเดิม ในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ สังเกตดูได้จากภาพของผู้ชาย ที่นำเสนอผ่านสื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ ทั้งนิตยสาร ทีวี หนัง เพลง มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และแสดงความต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ชายแบบเดิม โดยมีลักษณะแบบ anti-hero มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายหล่อๆ เนี้ยบๆ เก๊กๆ แอคท์ท่าเท่ๆ ถ่ายรูป กลายเป็นสิ่งที่น่าตลกขบขัน และตกเป็นเป้าในการถูกนำมาล้อเลียน ดูง่ายๆ จากประวัติศาสตร์ของหนังเจมส์ บอนด์ ที่ผ่านมาหลายสิบปี ภาพของเจมส์ บอนด์ แบบ ฌอน คอนเนอรี่ และโรเจอร์ มัวร์ ที่เป็นสุภาพบุรุษสายลับหล่อเนี้ยบ กลายเป็นสิ่งที่หนังหลายเรื่องในรุ่นต่อมา นำมาล้อเลียนกันแบบสนุกสนาน
อย่างหนัง ออสติน พาวเวอร์ มิสเตอร์บีน ที่นำเสนอภาพชายหนุ่มสายลับอังกฤษที่บ้าบอคอแตก หรือแม้กระทั่ง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ที่ให้สายลับหล่อเนี้ยบเหมือนเจมส์ บอนด์ ถูกยิงตายตั้งแต่ต้นเรื่อง จนต้องไปหาสายลับแบบใหม่ที่ดิบห่ามเถื่อน อย่าง วิน ดีเซล มาทำงานต่อ ภาพของตัวละคร เจสัน บอร์น จาก The Bourne Identity ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมา จากสมัยที่มันเคยเป็นหนังทีวีในยุค 80 ฉายภาพผู้ชายสายลับที่หล่อเนี้ยบอยู่ จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด เจสัน บอร์น ก็มีลักษณะ anti-hero มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความดุดัน มุทะลุ ฉากบู๊ที่โหดเหี้ยม เพิ่มจำนวนขึ้นทั้ง 2 ภาค ภาพของ อีธาน ฮันท์ ใน Mission Impossible ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากสมัยที่เป็นซีรีย์สทางทีวี อีธาน ฮันต์ เก่งกาจโอเว่อร์เหมือนการ์ตูน จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด ดีกรีความเป็น anti-hero ของ อีธาน ฮันท์ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบไล่ลำดับมาจากหนังทั้ง 3 ภาค
เจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด Casino Royale ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นเพราะมันนำเสนอภาพเจมส์ บอนด์ แบบ anti-hero สุดๆ พระเอกของเราทำตัวไม่สมกับเป็นพระเอก ถึงขนาดที่พอเล่นไพ่แพ้ผู้ร้าย และเห็นว่าหมดทางจะจับตัวไปได้แล้ว ถึงกับคว้ามีดบนโต๊ะอาหาร เดินรี่จะไปแทงเขาให้ตายคามือให้สมแค้น นับไล่หนังเจมส์ บอนด์ มาทุกตอน ไม่เคยมีเจมส์ บอนด์ คนไหนที่สิ้นคิดได้ถึงขนาดนี้ ผมคิดว่ารสนิยมของคนสมัยนี้ เมื่อเขาเสพสื่อหรือป๊อปคัลเจอร์ใดๆ ก็ตาม เขาต้องการเสพความสมจริงสมจังให้ได้มากที่สุด และเขาค่อนข้างจะรู้แล้ว ว่าภาพความดี ความงาม ความสมบูรณ์แบบ ที่สื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ เคยชอบหยิบมานำเสนอนั้น มันไม่จริงและไม่น่าสนใจ มันเป็น establishment ปลอมๆ ที่พวกเขาอยากจะ anti กันหมดแล้ว ดังนั้น เวลาดูหนัง คนสมัยนี้จึงต้องการเห็นจุดอ่อน จุดบกพร่อง ความไม่ดี ไม่งาม ไม่สมบูรณ์แบบ ของตัวละครทั้งหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวพระเอก ดังนั้น พระเอกแบบ วิน ดีเซล ออสติน พาวเวอร์ และเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ที่มีความ anti-hero จึงได้รับความนิยมจากคนดูส่วนใหญ่ และคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ ภาพบนหน้าปกนิตยสารก็สะท้อนความคิดนี้เช่นกัน ผู้ชายบนปกนิตยสารสมัยนี้ จึงดูหล่อ เนี้ยบ เก๊ก และแอคท์ท่าน้อยลงไปเยอะ เมื่อเทียบกับบนปกนิตยสารสมัยก่อน
ร้านร้อยแปดที่ถนนพระอาทิตย์ ปิดกิจการไปหลายปีแล้ว เจ้าของร้านอาจจะรวยแล้วเลยเลิกขาย วันก่อนผมไปดูหนัง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ล่าสุดมา และมันทำให้ผมคิดถึงร้านร้อยแปดขึ้นมาตะหงิดๆ คิดถึงร้านนี้มาก อยากกลับไปนั่งกินขาหมูเยอรมันและปลาตะเพียนไร้ก้างอีกจังเลย
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
10:09 PM
Labels: ความเป็นเพศ, นิตยสาร, วิจารณ์หนัง, หนัง
Thursday, October 12, 2006
13 เกมสยอง
...
วันนี้นั่งพิมพ์งานอยู่ในออฟฟิศ จู่ๆ ก็มีน้องแมลงสาปตัวเล็กๆ รุ่นเด็กๆ วิ่งผ่านหน้าจอคอมพ์ไปซะงั้น สำหรับออฟฟิศนี้ แมลงสาปถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญประจำวันไปแล้ว ผมเอากระดาษเอกสารปัดๆ ให้มันวิ่งหนีไปพ้นๆ พอดีนึกอะไรเล่นๆ แว้บเข้ามาได้ในหัวพอดี เลยหันไปหาน้องที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะติดกัน บอกเขาว่า ให้กินแมลงสาปตัวนี้ เดี๋ยวพี่จะให้เงินสามหมื่น คือกะว่าจะเลียนแบบหนังเรื่อง 13 เกมสยอง หน่ะครับ น้องบอก "บ้าเด่ะ! พี่กินเองเด่ะ เดี๋ยวหนูให้สามหมื่น" ผมเลยบอกว่างั้นให้สี่หมื่น เขายังคงส่ายหน้า ผมบอกว่างั้นให้ห้าหมื่น เอาสมุดบัญชีพี่ไปดูเลย มีเงินอยู่จริง กินเข้าไปเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เอาเงินเข้าบัญชีให้แน่นอน เขาทำหน้าลังเลสักพัก แล้วก็หัวเราะฮาแตก เขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องความสกปรก หรือเรื่องรังเกียจแมลงสาปอะไรหรอก แต่มันเป็นเรื่องของคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากกว่า ซึ่งผมว่าคำตอบของเขา ที่ปฏิเสธไม่ยอมกินแมลงสาปนี่แหละ คือประเด็นหลักของหนังเรื่อง 13 เกมสยอง
ผมดูหนังเรื่องนี้มาสองอาทิตย์แล้ว และพยายามคิดทบทวนประเด็นต่างๆ เพื่อเขียนวิจารณ์ให้ละเอียดๆ แต่มันติดอยู่ตรงที่ผมคิดว่าประเด็นหลักมันเกี่ยวข้องกับปรัชญาวัตถุนิยม ซึ่งผมไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้ลึกนัก ถ้าใครมาอ่านบล้อกนี้แล้วพอจะมีไอเดียอะไรในจุดนี้มาช่วยอธิบายเพิ่มเติม ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับปรัชญาวัตถุนิยม ตรงที่การเล่นเกมสยอง 13 ข้อในหนัง สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนและสังคมในทุกวันนี้ มีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกันมากจนเกินไปแล้ว จนมันกำลังจะนำพาพวกเราทุกคนไปสู่ความหายนะร่วมกัน
ขออธิบายเกี่ยวกับปรัชญาวัตถุนิยมสักเล็กน้อย โลกทัศน์แบบวัตถุนิยม คือการมองว่าวัตถุคือความจริงแท้เพียงอย่างเดียว ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นเพียงวัตถุ วัตถุเกิดขึ้นมาและกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองโลกทั้งใบนี้ว่าความจริงแท้คือวัตถุ ดังนั้นอะไรที่ไม่ใช่วัตถุ หรือเราจับต้องสัมผัสมันไม่ได้ หรือเป็นเรื่องนามธรรม ล้วนไม่มีจริงหรือเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างเช่นเรื่องจิตใจ ศาสนา สวรรค์นรก ชาติหน้า รวมไปถึงเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม คุณค่า ความดีความงาม ความเป็นมนุษย์ ฯลฯ ในโลกวัตถุนิยม เราทุกคนต่างก็ลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ให้กลายเป็นเพียงวัตถุ จนมองไม่เห็นคุณค่าใดๆ ที่เป็นนามธรรม
เมื่อทุกอย่างเป็นวัตถุแล้ว ถ้าเราต้องการจะศึกษาวัตถุนั้นๆ เราจะใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ นักวัตถุนิยมในยุคสมัยของพวกเรา หรือที่เรียกว่านักวิทยาศาสตร์ ก็จะจัดกระทำต่อวัตถุชิ้นนั้น ด้วยการนำมาตัดแบ่งลงไป ให้เล็กจนถึงหน่วยสุดท้าย ที่ไม่สามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก ซึ่งเรียกว่า atom นั่นเอง เมื่อเจออะตอม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังอุตส่าห์แบ่งย่อยมันลงไปอีกในระดับนิวตรอน โปรตรอน อิเลกตรอน และยังสามารถแบ่งลงไปอีกเป็นควากซ์ การเจอหน่วยที่เล็กที่สุดของวัตถุ ก็เท่ากับการเจอความจริงแท้ที่สุดของโลกในทัศนะของวัตถุนิยมนั่นเอง แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ล้วนถูกกำหนดด้วยวัตถุหน่วยเล็กๆ เหล่านี้
และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ต้องการจะศึกษาวัตถุในแง่คุณค่า เขาจะนำมาชั่งตวงวัด เพื่อตีค่าของมันในเชิงวัตถุ คือทำให้กลายเป็นตัวเลขในหน่วยต่างๆ ตั้งแต่ภายใน 1 อะตอม นับว่ามีจำนวนนิวตรอน โปรตรอน อิเลกตรอน กี่ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักเท่าไร มีขนาดกว้างยาวเท่าไร นี่แหละคือคุณค่าของวัตถุนิยม การตีค่าสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลขได้ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเข้าถึง และรู้ถึงขอบเขตของสิ่งนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับปรัชญาของตัวเลข ได้จากบล้อกที่ผมเขียนเมื่อสองเดือนก่อน เรื่อง "10 เมืองที่ควรไปเที่ยวให้ได้ก่อนตาย" ในลิงค์นี้นะครับ คลิ๊กเข้าไปได้เลย http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/07/10.html
หนังเรื่อง 13 เกมสยอง จึงเกี่ยวข้องกับปรัชญาวัตถุนิยม ตั้งแต่ชื่อเรื่องของมันเลยครับ ตัวเลข 13 คือจำนวนเกมที่ผู้เล่นจะต้องเล่นไปเรื่อยๆ ให้ชนะได้ทั้งหมด จึงจะได้เงินรางวัล 100 ล้านบาท ซึ่งนี่ก็เป็นตัวเลขอีกแล้ว หมายความว่า สำหรับตัวละครภูชิตในเรื่อง ที่ตกอยู่ในโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมแบบถอนตัวไม่ขึ้น ตัวเลข 13 เกม คือเส้นทางในการดำเนินชีวิตของเขา ส่วนตัวเลข 100 ล้าน คือจุดหมายของการมีชีวิตอยู่ของเขา
เกมทั้ง 13 ข้อที่เห็นในหนัง ล้วนแสดงให้เห็นว่าความเป็นมนุษย์ถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า หรือว่ามีเพียงวัตถุเท่านั้นที่มีอยู่จริงในโลกใบนี้ เด็กที่หัวเราะกับเด็กที่ร้องไห้นั้นแตกต่างกันหรือเปล่า อาหารจีนสุดหรูกับขี้ราดน้ำเกรวี่นั้นแตกต่างกันหรือเปล่า อันธพาลกับพลเมืองนี้นั้นแตกต่างกันหรือเปล่า ความกตัญญูและครอบครัวมีอยู่จริงหรือ แกงค์มอเตอร์ไซค์ซิ่งมีความผิดมหันต์ถึงขนาดจะต้องตายสยองแบบนั้นแน่หรือ หนังได้ตั้งคำถามกับคนดู ผ่านทางสายตาของภูชิต ว่าแมลงวันในเกมข้อที่ 1 กับคนเป็นๆ ในเกมข้อที่ 13 ถือว่าเป็นเพียงวัตถุเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าคุณเอาหนังสือพิมพ์มาตีแมลงวันตายได้ คุณก็ย่อมเอามีดไปแทงคนให้ตายได้ เพราะเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงวัตถุเหมือนกัน คิดเสียว่ามันล้วนแล้วแต่ก่อขึ้นมาจากควากซ์ นิวตรอน โปรตรอน อิเลกตรอน จำนวนมากเหมือนกัน เพื่อที่จะให้เกมดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนครบ 13 ข้อ และคุณจะได้รับจุดหมายของชีวิต คือเงิน 100 ล้าน
ผมคิดว่า ไม่ใช่เฉพาะแค่ภูชิตคนเดียวหรอกครับ ที่มีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมสุดโต่ง พวกเราทุกคนในทุกวันนี้ล้วนเป็นเช่นเดียวกับเขา ชีวิตประจำวันของภูชิตที่อยู่ในเนื้อเรื่องตอนต้น สะท้อนให้คนดูได้เห็นว่าเขาก็เป็นคนแบบเดียวกับเรานี่แหละ ทำงานกินเงินเดือน ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน มีภาระครอบครัวต้องดูแล แต่ทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ดำเนินไปง่ายๆ และดูเหมือนว่ามันกำลังจะพังทลายลงอย่างฮวบฮาบ เพียงเพราะตัวเลขยอดขายในเดือนนี้ ที่เขาทำได้ไม่เป็นไปตามเป้า เงินก็กำลังจะหมด งานก็กำลังจะโดนไล่ออก แฟนก็เลยทิ้ง รถก็โดนไฟแนนซ์ยึด ทางบ้านก็จะไม่มีเงินค่าเล่าเรียนให้น้อง ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่เฉพาะตอนที่อยู่ในเกม 13 เท่านั้นหรอก ที่ภูชิตได้แปรความสุข ความสำเร็จ และจุดหมายของการมีชีวิตอยู่ ให้เป็นตัวเลขและเป็นวัตถุไปเสียหมด แต่เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว และพวกเราต่างก็เป็นเช่นเดียวกันนี้
คำโปรย Tagline ในโปสเตอร์โฆษณาของหนังเรื่องนี้ เขียนประมาณว่า คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่ได้กำลังอยู่ในเกม ผู้กำกับได้ตั้งคำถามกับคนดูเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ว่าสังคมเราในทุกวันนี้ คือเกม 13 เกมสยองหรือเปล่า สำหรับผม ผมเชื่อว่าคงไม่มีไอ้เด็กเปรตที่ไหน จะมานั่งหน้าคอมพ์แล้วจัดรายการเรียลิตี้โชว์บ้าๆ แบบนี้ แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนกำลังมีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกันเกินไปแล้ว จึงทำให้สังคมเราเปรียบได้เหมือนกับ 13 เกมสยองจริงๆ เรากำลังวัดความสุข ความสำเร็จ และตั้งจุดหมายของชีวิต ว่าคือตัวเลขเงินเดือนและเลขเงินในบัญชีธนาคาร โดยเราต่างก็ยอมทำในสิ่งที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทั้งของตัวเราเอง และของผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา ผมเคยเขียนถึงการเล่นเกม Fear Factor ว่าเป็นการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไว้ในบล้อกเก่าๆ เรื่อง The Winner-Take-All Society อยากให้คุณลองย้อนกลับไปอ่านดู คลิ๊กเข้าไปได้ที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/08/winner-take-all-society.html
การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคสมัยนี้ ไม่ได้ทำกันแบบน่าเกลียดน่ากลัวแบบในหนังหรือในเกมเฟียร์แฟคเตอร์ และก็ไม่ได้ทำกันแบบกดขี่ข่มเหงโฉ่งฉ่างกันแล้วนะครับ แต่เขาทำกันอย่างแนบเนียนนิ่มนวล สำหรับผม ผมว่าอย่างน้อย การเดินก้มหน้าไปตอกบัตรพนักงานทุกเช้าและทุกเย็น ก็เป็นการ dehumanized แบบหนึ่ง ที่เรายอมทำกันอย่างไม่เคยตั้งคำถาม เพราะกลัวจะโดนไล่ออกจากเกมนี้ นี่ยังไม่รวมถึงการแก่งแย่งแข่งขัน ไปจนถึงขั้นทำร้ายทำลายคนอื่น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างที่เห็นในหนังนะครับ ซึ่งไม่รู้ว่าใครเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ของจริงมาบ้าง หรือใครอาจจะเคยเป็นผู้ลงมือกระทำแล้วก็เป็นได้ การที่เรายืนหยัดขึ้นประกาศก้อง ว่าเราไม่ยอมกินแมลงสาปเพื่อเงินห้าหมื่นบาท ตามคำท้าของเพื่อน อย่างน้อยที่สุด มันก็แปลว่าวัตถุไม่ใช้สิ่งจริงแท้เพียงสิ่งเดียว เพราะยังมีเรื่องของศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่อีก แต่มันไม่ได้แปลว่าเราได้รักษาคุณค่านี้ไว้ได้ตลอดไปหรอกครับ เรารักษามันไว้ได้แค่ในคราวนี้ แต่ใครจะรู้ล่ะ ว่าเราจะทนทานต่อไปได้นานสักแค่ไหน
ถ้าแสนนึง ผมอาจจะกิน มีใครจะมาท้าผมไหม?
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
12:34 AM
Labels: ปรัชญาชีวิต, วิจารณ์หนัง, หนัง
Monday, October 09, 2006
ผลงานภาพสีน้ำชุดที่ 3
...
กลับมาแล้วตามคำเรียกร้อง (ของตัวผมเอง) ภาพสีน้ำล่าสุดที่เพิ่งวาดเสร็จ เสียดายที่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ วาดได้แค่รูปเดียวเอง เพราะวันเสาร์ต้องไปทำงาน มาคราวนี้ขอตั้งชื่อภาพว่า Lilyphilia หมายเลข 2 เพราะได้ใช้รูปจากหนัง All About Lili Chou-Chou มาเป็นต้นแบบอีกแล้วครับ ภาพจากหนังเรื่องนี้ตรงกับจริตของผมมาก เพราะแสงสีมันรุนแรงได้ใจ แต่กลับให้อารมณ์เหงาๆ หลอนๆ อยู่ลึกๆ ใช้สีน้ำยี่ห้อ Reeves วาดท้องฟ้า และใช้สีเทียนระบายน้ำ ยี่ห้อ YoYo วาดเสาอากาศสีดำๆ นั่น คุณดูแล้วช่วยวิจารณ์ด้วยครับว่าสวยไม่สวย หรือรู้สึกอะไรอย่างไร เปรียบเทียบกับภาพเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ส่วนตัวผมคิดว่า คราวนี้สีน้ำดูโปร่งใสขึ้นมานิดหน่อย และกระดาษก็ช้ำน้อยลงนิดหน่อย
Lilyphilia หมายเลข 2
...
Monday, October 02, 2006
ผลงานภาพสีน้ำชุดที่ 2
...
กลับมาอีกครั้งหนึ่ง กับการอวดภาพวาดระบายสีน้ำ อาทิตย์ที่แล้ว ผมเริ่มต้นทดลองวาดด้วยการหยิบเอาใบไม้ดอกไม้มาเป็นแบบ อาทิตย์นี้เลยมีความเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย โดยการเอาภาพถ่ายและภาพในโปสการ์ดมาเป็นแบบวาด ใช้สีน้ำยี่ห้อ Reeves ทั้งสองภาพ ภาพแรกคือหอเอนไอเฟล เอามาจากภาพบนโปสการ์ด ที่เพื่อนส่งมาจากประเทศฝรั่งเศส ภาพต้นฉบับก็เอนๆ เบี้ยวๆ น่ากลัวแบบนี้แหละครับ แต่เป็นสีขาวดำ ผมวาดภาพไล่โทนสีขาวดำไม่เป็น เลยใส่สีโน่นนี่เพิ่มเข้าไปหน่อย ผลก็ออกมาเป็นแบบนี้ ภาพที่สองเป็นภาพมาจากหนังเรื่อง All About Lily Chou-Chou ต้นฉบับเป็นสีเขียว-เหลือง ดูหลอนๆ เหงาๆ พอเอามาวาด ผมไล่โทนสีไม่เป็นอีกเช่นเคย เลยจัดการใส่สีเพิ่มเข้าไป ผลก็ออกมาดังที่เห็นนี่แหละ ช่วยติชมด้วยนะครับ
1. หอเอนไอเฟล
2. Lilyphilia
...
Friday, September 08, 2006
Always - Sunset on Third Street
...
ขอเปลี่ยนบรรยากาศบล้อกนี้สักหน่อยนะครับ ถ้ามัวเขียนแต่เรื่องเสิ่นเจิ้นติดๆ กัน คุณอาจจะเบื่อกันหมด ดูเอาจากจำนวนคอมเม้นต์ที่หดหายไปฮวบฮาบ ในรอบ 2 วันที่ผ่านมา บล้อกนี้เลยกลับมาเขียนถึงเรื่องหนังบ้าง พอดีมีเพื่อนเอาดีวีดีหนังเรื่อง Always - Sunset on Third Street มาให้ยืมดู คาดว่าคุณหลายคนคงได้ดูกันแล้ว มันยืนโรงฉายที่สยามสแควร์ และโรงเฮ้าส์ที่อาร์ซีเอ นานเป็นเดือนๆ และมีคนพูดถึงกันมากเลย ส่วนผมดูแล้วก็โอเคครับ หนังทำออกมาได้ดีมาก แต่ผมก็ไม่ถึงกับชอบมันมาก พอดูเสร็จแล้วก็รู้สึกว่ามีหลายประเด็นให้พูดถึง โดยเฉพาะในประเด็นว่า ทำไมคนดูหนังเรื่องนี้แล้ว ถึงได้มีความเห็นแตกต่างกันทั้งชอบและไม่ชอบ สำหรับผมคิดว่ามันซาบซึ้งตรึงใจ อบอุ่น มองโลกในแง่ดี ให้ความรู้สึกนอสตัลเจีย และออกแบบงานสร้างได้ตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เมโลดราม่ามากเกินไปจนถึงขั้นฟูมฟาย เนื้อเรื่องซ้ำซากน้ำเน่า และชีวิตของตัวละครในเรื่องเหมือนตัวการ์ตูน ผมว่าหนังเรื่องนี้มันมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง ที่จะทำให้คนดูบางคนชอบมาก ในขณะที่บางคนดูแล้วกลับไม่ชอบ ลักษณะเฉพาะดังกล่าวนี้คือความเหมือนกับละครซิทคอมที่เราได้ดูกันทางทีวีทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซิทคอมแนวบางรักซอยเก้า
ซิทคอมแนวบางรักซอยเก้านี้ คือซิทคอมที่มีโครงเรื่องโดยรวมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด คือไม่ได้เป็นพ่อแม่ลูก พี่น้อง ผัวเมีย แต่พวกเขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในบ้านหรือในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตอนเปิดเรื่องของซิทคอมแนวนี้ มักจะเสนอภาพการย้ายถิ่นฐานเข้ามาใหม่ของตัวละครหลักๆ แล้วเรื่องก็จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ โดยมีประเด็นหลัก คือการตั้งคำถามว่า ตัวละครที่ไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกันเหล่านี้ จะมีความรัก ความผูกพันกันได้อย่างแน่นแฟ้นแค่ไหน และพวกเขาจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรือไม่ ถ้าแยกดูซิทคอมแนวนี้ออกเป็นตอนๆ จะพบพล็อตย่อยๆ ของแต่ละตอน ว่าตัวละครมักจะต้องถูกนำเข้าสู่ความขัดแย้งในจิตใจ ว่าตนเองยังเป็นที่ต้องการของคนอื่นอยู่หรือเปล่า อย่างเช่นมีตัวละครทะเลาะกันอย่างรุนแรง หรือมีตัวละครจะย้ายออกไปจากชุมชนแห่งนี้ ตัวละครอื่นๆ จะเศร้าเสียใจกันแค่ไหน แล้วในตอนจบของซิทคอมตอนนี้ มักจะลงเอยว่าตัวละครที่ทะเลาะกันยอมคืนดีกัน หรือตัวละครที่จะย้ายออก ไม่ต้องย้ายไปแล้ว แล้วซิทคอมก็จะดำเนินต่อไป โครงเรื่องส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ เพื่อเป็นการทดสอบความรักและความผูกพันของตัวละครทั้งหมด โลกของซิทคอมเหล่านี้ เปรียบเหมือนหลอดทดลองทางสังคม ตัวละครก็เปรียบเหมือนสารเคมีนานาชนิด ที่ผู้กำกับและคนดูจะคอยสังเกตการณ์ดูความเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ทดลองใส่เงื่อนไขอะไรเข้าไปใหม่ แล้วสารเคมีเหล่านั้นจะตอบสนองอย่างไร ซิทคอมแนวนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องบางรักซอยเก้านะครับ แต่มันเป็นแนวเรื่องที่พบในซิทคอมแทบทุกเรื่องในสังคมปัจจุบัน อย่างพวก Friends เป็นต่อ มายาคาเฟ่ บ้านนี้มีรัก หกตกไม่แตก หรือแม้กระทั่ง Sex and the City
Always - Sunset on Third Street ก็มีลักษณะโครงเรื่องเหมือนซิทคอมพวกนี้เป๊ะ เรื่องราวเกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งชานกรุงโตเกียว ในช่วงเวลาที่หอคอยโตเกียวกำลังจะสร้างใกล้เสร็จ ชุมชนแห่งนี้มีคนหลากหลายมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ถ้าคุณสังเกตให้ดีๆ จะเห็นรูปแบบเฉพาะของละครซิทคอมอย่างที่ผมเกริ่นไว้ คือตัวละครทุกตัวตั้งคำถามตลอดเวลา ว่าเขายังคงเป็นที่ต้องการของผู้คนในชุมชนแห่งนี้อยู่หรือเปล่า และชุมชนแห่งนี้จะช่วยเติมเต็มชีวิตพวกเขาได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ตัวละครหนุ่มโสดก็ตกอยู่ในความเปลี่ยวเหงา และความฝันลมๆ แล้งๆ กับอาชีพนักเขียน เด็กกำพร้าก็ตกอยู่ในความยากจนและขาดความอบอุ่น หมอประจำชุมชน ที่บ้านแตกสาแหรกขาดจากสงคราม เด็กสาวก็ถูกปฏิเสธจากบ้านต่างจังหวัด จนต้องระหกระเหินมาอยู่ที่นี่ ตลอดทั้งเรื่อง พวกเขาทดลองยื่นตัวเองเข้าไปหาคนอื่น แล้วก็ได้รับการปฏิเสธบ้าง ยอมรับบ้าง กลับไปกลับมาแบบนี้ตลอด จนกระทั่งถึงตอนจบ หนังก็จบแบบซิทคอมเป๊ะๆ อีกเช่นกัน คือทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มีความรัก ความผูกพัน และสัมพันธภาพของคนในชุมชน ก็มีความเหนียวแน่น และสามารถมาแทนที่สัมพันธภาพของของครอบครัว นี่มันบางรักซอยเก้าชัดๆ เลย
หอคอยโตเกียวที่กำลังสร้างอยู่ ปรากฏเป็นฉากหลังตลอดทั้งเรื่อง นอกจากว่ามันจะถูกใช้เพื่อบอกเวลาในหนังแล้ว ว่าเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองไปไม่กี่ปี และประเทศญี่ปุ่นกำลังเร่งฟื้นฟูประเทศอย่างรีบเร่ง ผมว่าภาพหอคอยโตเกียว ยังถูกใช้เป็น symbolic บางอย่าง เพื่อเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบใหม่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับทีวี เพราะในช่วงที่หอคอยโตเกียวสร้างเสร็จใหม่ๆ มันถูกใช้เป็นที่ตั้งเสาอากาศกระจายสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ หนังเรื่องนี้กำลังจะบอกว่า ยุคเวลาในหนังคือจุดเริ่มต้นของสังคมและวัฒนธรรมยุคใหม่ของญี่ปุ่น เมื่อประเทศเพิ่งพ้นจากสงครามมาได้ไม่นาน วิถีชีวิตหลายๆ ด้านจึงต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตแบบใหม่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น คนโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในที่ใหม่ รวมถึงการเกิดขึ้นของครอบครัวขนาดเล็กลง ที่มีแต่พ่อแม่ลูก ทุกคนมาจากที่ต่างกัน มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่ๆ ทำให้คนเหล่านี้ต้องมาอยู่กันเป็นชุมชน เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และต่อมาไม่นาน วิถีชีวิตแบบนี้ก็ถูกนำมาสร้างเป็นซิทคอมในทีวีจนแพร่หลายไปทั่วโลก
บางคนที่ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ เพราะเขารู้สึกว่ามันคือซิทคอมในทีวี ที่เขาคุ้นเคยกับโครงเรื่องนี้ จากการดูซิทคอมทุกอาทิตย์ มันจึงซ้ำซาก น้ำเน่า ดูเป็นละครทีวีเกินไปสำหรับเขา ตัวละครก็ไม่ค่อยมีความสมจริงตามขนบของหนังโรง แต่กลับเหมือนตัวการ์ตูน หรือเหมือนการแสดงละครมากกว่า ในขณะที่หนังโรงควรจะต้องมีตัวละครที่มีความซับซ้อนมากกว่านี้ และมีประเด็นหลักอื่นๆ ให้พูดถึงมากกว่านี้ แต่สำหรับผม ผมโอเคกับซิทคอม วันไหนว่างๆ ผมก็นอนดูซิทคอมอยู่ที่บ้าน และหัวเราะหรือซาบซึ้งกับมันได้ตามปกติ เวลามาดู Always - Sunset on Third Street ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันซ้ำซากเหมือนซิทคอม แต่มันก็เป็นซิทคอมที่โอเคมากๆ เรื่องหนึ่งทีเดียว
...
Wednesday, August 30, 2006
เพลงรักชาวเรือ (2)
...
มาตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเย็นวานครับ ว่าจะนำรายละเอียดและภาพจากหนังเรื่อง เพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นที่ผมซื้อมาผิด เอามาให้ดูกัน เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างที่เล่าไว้ครับ ว่ามันคือเรื่อง Liu San Jie น่าจะอ่านว่าหลิวซานเจี่ย แต่ในแผ่นวีซีดีเขาพากย์ว่านางเอกชื่อ หลิวซานแจ่ว (แป่ว!) สร้างโดยบริษัทหนังของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1960 ก่อนหน้าที่จะมีหนังเพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นของชอว์บราเธอร์ ที่ชื่อ Songfest สร้างเมื่อปี 1963 ตามหลังมาถึง 3 ปี ดังนั้น ถ้าจะตั้งคำถามถึงความดั้งเดิม ความเป็นต้นฉบับ หรือ Originality ของหนังแล้ว ดีไม่ดี Liu San Jie อาจจะเป็นต้นฉบับของ Songfest ด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าเพลงในหนัง Liu San Jie เป็นทำนองเดียวกับเรื่อง Songfest เป๊ะๆ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่การลอก แต่เป็นเพราะหนังทั้งสองเรื่อง เอาทำนองเพลงนี้มาจากเพลงพื้นบ้านชาวประมงเหมือนกัน
Liu San Jie มีเนื้อหาเน้นหนักไปที่การต่อสู้ของชาวบ้าน หรืออาจจะเรียกว่าชาวรากหญ้านั่นแหละ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ มีภูเขาเขียวชอุ่มไปด้วยต้นชา มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน เต็มไปด้วยปลาน้อยใหญ่ ทุกคนอยู่ดีมีสุขกันตามอัตถภาพ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง พระเอกเป็นคนหมู่บ้านนี้แหละ อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกเป็นคนแปลกหน้า ล่องเรือมาตามแม่น้ำ และมาขออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ต่อมาชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ เริ่มถูกเจ้าของที่ดินเข้ามาข่มขู่คุกคาม เรียกให้จ่ายค่าภาษี ค่าคุ้มครองโน่นนี่ ทั้งที่พวกเขาอาศัยกันที่นี่มาแต่ไหนแต่ไร หักล้างถางพง ทำการเพาะปลูกกันมาหลายรุ่น พวกเขาคิดว่านี่คือที่ดินของพวกเขา นางเอกจึงเป็นผู้นำชาวบ้าน ให้ลุกขึ้นสู้กับนายทุนหน้าเลือด สังเกตได้เลยว่าโครงเรื่องแบบนี้เหมือนกับหนังแนวซามูไรพเนจร หรือหนังคาวบอยนิรนามเลยครับ คือคนแปลกหน้าที่มีความสามารถพิเศษบางอย่าง เข้ามากอบกู้หมู่บ้านที่กำลังตกอยู่ในอันตราย
ประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างเด่นชัด คือการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูง ไม่น่าแปลกใจเลยที่หนังเรื่องนี้มาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1960 เพราะนั่นเป็นช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาครองประเทศ หลังจากที่พระเจ้าปูยีเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้าย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์คงสร้างหนังทำนองนี้ออกมา เพื่อ propaganda อุดมการณ์ทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ให้ประชาชนจีนได้ดูกัน สังเกตดูคำพูด คำร้องในหนังเรื่องนี้ ไม่ธรรมดาเลยครับ มั่นใจได้เลยว่ามันถูกแต่งโดยคนที่มีมันสมองชั้นเยี่ยมของจีนในยุคนั้น เพื่อมุ่งที่จะยกระดับจิตสำนึก หรือคำที่พวกมาร์กซิสต์ใช้กัน คือ Consciousness raising คือการปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นมา มองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว ว่ามันมีปัญหาแฝงอยู่ คนสมัยนั้นเชื่อ ว่าการตระหนักรู้ถึงปัญหาที่มีอยู่ คือการได้ต่อสู้ชนะไปแล้วครึ่งทาง
ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ก็นำเสนอความคลี่คลายของปัญหาระหว่างชนชั้นทั้งปวง ว่าจบลงได้เมื่อชาวบ้าน ชาวรากหญ้าตระหนักรู้ และลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรมทางสังคม แล้วนางเอกกับพระเอกก็ล่องเรือกันไปอย่างมีความสุข ผมชอบฉากจบมากครับ นอกจากเราจะได้เห็นว่าเขาใช้คำพูด คำร้องที่คมคายในการต่อสู้ทางชนชั้นมาตลอดเรื่องแล้ว ตอนจบ พวกเขายังจีบกัน พรอดรักกัน ด้วยบทเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ และต่อต่อไปนี้คือคำร้องของเพลงในหนัง และภาพ Video Capture ที่ผมใช้กล้องดิจิตอลถ่ายออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ มันอาจจะเบลอๆ สักหน่อยก็ขอโทษด้วยครับ
1. นี่ครับ หน้าปกของแผ่นวีซีดีหนังเรื่อง เพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นของบริษัท APS ซึ่งก็คือหนังเรื่อง Liu San Jie นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องเดียวกับเพลงรักชาวเรือ ของชอว์บราเธอร์ 
2. ฉากเปิดตัวพระเอกของเรื่อง เขาพายเรือเล่นไปตามลำน้ำของหมู่บ้าน ดูๆ ไปแล้วเขาไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไรเลยครับ หนังเรื่องนี้ผู้หญิงเด่นกว่าเยอะ 
3. ฉากเปิดตัวนางเอก หน้าแป้นแล้นดีไหมล่ะครับ ฉากนี้เธอกำลังล่องเรือมาตามลำน้ำ เพื่อมาขออาศัยอยู่ในหมู่บ้านของพระเอก ทั้งสองมาพบกันพอดี 
4. ฉากการต่อสู้ระหว่างชนชั้น นางเอกเป็นผู้ช่วยยกระดับจิตสำนึกชาวบ้าน ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุนที่มาขูดรีด โดยอ้างว่าชาวบ้านต้องจ่ายภาษีค่าจับปลา เพราะเขาเป็นเจ้าของแม่น้ำสายนี้ 
นางเอก - ฟ้าของทุกคน น้ำของทุกคน ภูเขาก็ของทุกคน ผู้คนบุกเบิกภูเขาร้างปลูกต้นชา มีเหงื่อสักหยดของตระกูลม้อที่ตรงไหน
กล้องค่อยๆ แพนไปหาชาวบ้านแต่ละคน
ชาวบ้าน - (ร้องพร้อมกัน) คนจนสร้างบ้านคนรวยอยู่ คนจนทอผ้าคนรวยใส่
ชาวบ้านชายคนหนึ่ง - (ร้องด้วยเสียงระทมทุกข์) มีด้ายเส้นไหนที่คนรวยปั่น
ชาวบ้านหญิงคนหนึ่ง- มีอิฐก้อนไหนที่คนรวยเคลื่อนย้าย
ชาวบ้านอีกคน - สิบหาบใบชา เก้าหาบจ่ายชดใช้ภาษี สิบเข่งข้าวเปลือก เก้าเข่งจ่ายเป็นภาษี
นางเอกท้าทายให้ลูกสมุนของนายทุน ให้มาร้องเพลงแข่งกัน วันรุ่งขึ้นนายทุนขนลูกสมุนที่เป็นพวกบัณฑิตหน้าขาวมาเต็มลำเรือ เพื่อร้องเพลงสู้นางเอก ร้องเพลงเถียงกันอุตลุต
บัณฑิตหน้าขาว - ช่างหยาบคาย เป็นเพราะว่าไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่อ่านหนังสือไม่รู้มารยาท แนะเจ้าไปเรียนการเป็นคนเสียก่อน
นางเอก - อย่าได้พูดถึงเรื่องหนังสืออีก เกรงว่าเจ้ายิ่งอ่านยิ่งเลอะเทอะ พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ไปปลูก คนอย่างเจ้าจะหิวตายเสียก่อน
บัณฑิตหน้าขาว - เจ้าอย่ากำเริบ เจ้าเป็นไม้ผุที่แกะไม่ได้ ที่กล่าวมาทั้งหลายล้วนชั้นต่ำ ตั้งแต่โบราณจะมีแต่เรียนหนังสือสูงเท่านั้น
นางเอก - น่าขำ ปัญญาชนหน้าขาวสุภาพชนจอมปลอม ถามเจ้าว่าเดือนไหนคือฝนเข้า ถามเจ้าว่าเดือนไหนคือใบไม้ผลิ คนรวยรู้จักแต่กินข้าวขาว มือเท้าเคยเปื้อนโคลนเมื่อไรกัน ถามเจ้าว่าหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อไร ถามเจ้าว่าต้นกล้าออกพร้อมกันเมื่อไร ดินฟ้าอากาศสี่ฤดูกาลเจ้าไม่รู้ ใบไม้ผลิปลูกเก็บเกี่ยวเจ้าไม่รู้ ที่นาผืนใหญ่มอบให้เจ้า จะคราดยังไงจะไถยังไงกัน
5. ฉากจีบกันตอนท้ายเรื่อง และในที่สุดก็ตกลงแต่งงานกัน พระเอกและนางเอกนำชาวบ้านต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด แล้วก็พากันหลบหนีออกมาจากเมืองนั้น ระหว่างที่พายเรืออยู่ก็เห็นทัศนียภาพริมน้ำอันสวยงาม เลยเริ่มร้องเพลงกัน
พระเอก - ลมพัดเมฆลอย ฟ้าไม่ลอย น้ำพัดเรือเคลื่อน แม่น้ำไม่เคลื่อน
นางเอก - มีดตัดใยบัว ตัดไม่ขาด ขวานจามสายน้ำ น้ำไม่ขาด
พระเอกยื่นลูกบอลแพรให้ นางเอกทำหน้าตกใจนิดนึง แล้วก็เขินๆ ผู้ชายหันไปพายเรือต่อ นางเอกแอบมองข้างหลังแล้วแอบหัวเราะ ทั้งคู่นำเรือมาจอดพักใต้ต้นไม้ใหญ่มาก
นางเอก - กลางป่าพบแต่หวายพันต้นไม้ โลกนี้มีต้นไม้พันหวายที่ไหน หากว่าหวายไม่ยอมพันต้นไม้ ปล่อยไปฤดูแล้วฤดูเล่า (แล้วทำหน้าเขินพักใหญ่ ก่อนจะร้องต่อ) หน่อไม้ถึงเวลาเก็บเจ้าไม่เก็บ ถึงฤดูเก็บเกี่ยวเจ้าไม่เก็บ บอลแพรให้เจ้าเจ้าไม่เก็บ ไม่มีอะไรเก็บเกี่ยวแล้วจะกลัดกลุ้ม (ทำหน้าเขินต่ออีกแป๊บ เอาลูกบอลแพรขึ้นมาโยนให้พระเอก พระเอกรีบรับใหญ่เลย)
พระเอก - เก็บก็เก็บแล้ว พวกเราอยู่ร่วมกันเป็นร้อยปี
นางเอก - คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี
พระเอก - (ร้องซ้ำ) คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี
กล้องถ่ายมุมกว้าง พระเอกและนางเอกวิ่งไปขึ้นเรือ แล้วพายต่อไป สู่ภาพพระอาทิตย์ตกดิน ผมชอบคำร้องว่า "คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี" แสดงให้เห็นว่าคนสมัยนั้นเขาอายุยืนกันจริงๆ แต่ละคนอยู่กันได้เกือบถึงร้อยปี เขาเลยสัญญาว่าจะรักกันร้อยปี แต่ถ้าใครตายก่อน ขอให้ไปรอที่สะพาน ในที่นี้หมายถึงสะพานในยมโลก เพื่อที่ทั้งสองจะได้ไปขึ้นสวรรค์พร้อมกันครับ โอ้โห! แม้กระทั่งความตาย ก็พรากความรักไปจากเขาไม่ได้ เป็นไงบ้างครับ หนังเรื่องเพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นที่ซื้อมาผิดเรื่องนี้
...
Tuesday, August 29, 2006
เพลงรักชาวเรือ
...
เมื่อเดือนก่อน ผมเคยเขียนบล้อกเรื่อง "เพลงรักชาวเล" เอาไว้ ไม่รู้มีใครจำได้หรือเปล่า ที่เกี่ยวกับหนังจีนเก่าๆ ของชอว์บราเธอร์เรื่องหนึ่ง ตอนนี้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง เอามาทำโฆษณาล้อเลียน มันเป็นหนังจีนเก่าเมื่อ 40 ปีก่อน ที่ป๊ากับแม่ของผมไปดูด้วยกัน สมัยกำลังจีบกันก่อนแต่งงาน จนกระทั่งคุณ Filmsick มาตอบคอมเมนท์ทิ้งเอาไว้ ว่าหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วชื่อว่า "เพลงรักชาวเรือ" และตอนนี้มีการทำออกมาเป็นแผ่นวีซีดีและดีวีดีวางขายใหม่แล้ว เมื่อรู้แบบนี้ ผมเลยพยายามไปเดินตระเวนหาซื้อหลายร้านมากครับ ทั้งร้านแมงป่อง ร้านลูกแมว ส่วนใหญ่เขาบอกว่าขายหมดแล้ว น่าเสียดายจริงๆ แม้กระทั่งร้านเจบิ๊คส์ ที่คลองถมยังหมด ร้านใหญ่ขายส่งแบบนั้นยังหมด คิดดูสิว่าแผ่นหนังเรื่องนี้ขายดีขนาดไหน
ตอนนี้มีคนอยากได้หนังเรื่องนี้ และมีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้กันเยอะมากนะครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเซิร์ชคำว่า "เพลงรักชาวเรือ" ในเว็บ Google.com ดูสิ คุณจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนใหญ่มีแต่คนไปตั้งกระทู้ถามในเว็บบอร์ดหลายแห่ง ว่ามีหนังเรื่องนี้ขายอยู่ที่ไหน เขากำลังอยากได้มาก เพื่อเอาไปเปิดให้พ่อแม่ดูรำลึกความหลัง มีบางคนบอกว่าเป็นหนังแห่งความทรงจำของอาม่า เขาไปเดินหาซื้อที่เยาวราชมานานแล้ว แต่ไม่เจอสักที ผมอ่านกระทู้พวกนี้แล้วยิ้มๆ ครับ รู้สึกดีและอบอุ่นใจ แสดงให้เห็นว่ามีคนแบบผมอยู่เยอะมากครับ คนที่เกิดมาชาตินี้ได้ ก็เพราะหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือนี่แหละ คิดดูว่าถ้าป๊ากับแม่ไม่ได้ชวนกันไปออกเดท ด้วยการดูหนังเรื่องนี้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ถูกใจกัน หลงรักกัน และแต่งงาน จนมีลูกหลานออกมาอย่างทุกวันนี้
มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ผมเซิร์ชเจอจาก Google.com อยู่ชิ้นหนึ่งครับ เป็นบล็อกของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร ได้อ่านบล็อกที่เธอเขียนเรื่องนี้แล้วประทับใจมาก อยากแนะนำให้คุณลองเปิดเข้าไปอ่านที่ http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem23768.html ถึงแม้ใครจะหาว่าผมจิตใจหยาบกระด้าง และเห็นแก่ตัวอย่างไรก็ตาม เชื่อไหมว่าผมอ่านบล้อกนี้แล้วกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเขียนบล็อกเรื่องนี้เล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพ่อของเธอ เธอเรียกพ่อว่าผู้ชายสีฟ้า พ่อมีความผูกพันกับหนังเรื่องเพลงรักชาวเรืออย่างมาก เพราะหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่เชื่อมโยงความทรงจำของพ่อกับแม่เอาไว้
"...ตลอดเวลาที่ แม่ไม่อยู่ ผุ้ชายสีฟ้า จะปิดประตูห้องนอน แล้วดูวีดีโอเรื่อง เพลงรักชาวเรือ (หนังจีนนะ) เรื่องนี้ตั้งกะเรายังไม่เกิด ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง แล้วบอกว่า นี่นะ เป็นหนังที่พ่อไปดูกะแม่ ตอนจีบกันใหม่ๆ นะ แล้วเราจะทำงัยดีละ ผู้ชายสีฟ้าของเรา ร้องไห้แทบทุกวันแบบนี้นะ เราเลย เอาม้วนวีดีโอไปซ่อน ไม่อยากให้ผู้ชายสีฟ้าดู กลัวว่าจะร้องไห้อีก แต่ผลก็คือ ผู้ชายสีฟ้า รู้ว่าเราเอาไปซ่อน เลยต้องเอามาให้ดูอีก พี่ๆ ก็ว่าเราอีกว่า เอามาให้พ่อดูอีกทำมัย เอาไปทิ้งเลย เราไม่รู้จะทำงัยอะ เราคิดว่า ผู้ชายสีฟ้าคงดีใจอะ ที่ได้นึกถึงคนที่เค้ารัก ถึงแม้ว่าจะร้องไห้ แต่ก็เพราะรัก..."
จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมออกจากออฟฟิศประมาณสองทุ่ม แล้วเดินไปดูร้านขายวีซีดีแถวศรีย่าน มันเป็นร้านแบบที่ขายแผ่นวีซีดีหนังแบบใส่ซอง แล้วเอามากองๆ ไว้ในกระบะหน้าร้านหน่ะครับ ก็ไปเจอแผ่นหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือเข้าพอดี เขียนบนฉลากว่าเป็นหนังลิขสิทธิ์บริษัท APS แพคเกจไม่ค่อยดีเท่าไร ใส่ซองเหี่ยวๆ เก่าๆ นอกนั้นไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ผมก็ซื้อมาแล้วรีบกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็สามทุ่มกว่า ป๊ากับแม่เข้านอนแล้ว เห็นไฟเปิดและเสียงโทรทัศน์ยังดังอยู่ในห้องนอน ก็เลยเดินเข้าไปเอาแผ่นวีซีดีหนังเรื่องนี้เข้าไปอวด แม่ถามว่าซื้อมาเท่าไร ผมบอกว่า 59 บาท แม่บ่นว่าแพงเนอะ เสียดายเงิน ดูหนังจีนในโทรทัศน์ก็พอแล้ว แม่ชอบดูเปาบุ้นจิ้นตอนสี่โมงเย็น ทีหลังไม่ต้องซื้อมาหรอก จริงๆ แล้วแม่พูดไปตามสูตรหน่ะครับ เพราะแม่เป็นคนประหยัดแบบสุดๆ นอกจากกับข้าวและขนมนมเนยแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นแม่ซื้ออะไรอย่างอื่นเข้าบ้าน เห็นว่าดึกแล้ว ผมเลยเอาแผ่นหนังขึ้นไปเปิดดูบนห้องก่อน พรุ่งนี้เช้าสาย ค่อยเอาลงมาวางให้เขา
ปรากฏว่ามันเป็นหนังที่ดีมากครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้กล้าหาญ และมีความสามารถในการร้องเพลงพื้นบ้านของชาวประมง เธอเป็นคนนำชาวบ้านในการลุกขึ้นต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด ตอนแรกก็ต่อสู้กันด้วยการต่อปากต่อคำกันด้วยเพลง ต่อมาสถานการณ์ขยายวงและมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดพวกชาวบ้านก็เป็นฝ่ายชนะ ตามโครงเรื่องธรรมะชนะอธรรมนั่นแหละ แล้วนางเอกกับพระเอกก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป เอาไว้ผมจะเล่ารายละเอียด และจะแปะภาพ video capture ไว้ในบล้อกของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน แต่ที่จะมาเล่าในบล้อกนี้ก็คือ พอดูหนังจบ ด้วยความประทับใจอย่างที่สุด (คราวนี้ก็น้ำตาไหลอีกแล้ว จริงๆ นะ) ผมเลยลองค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดู ว่ามีข้อมูลว่านักวิจารณ์เขาเขียนถึงเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง
พอค้นไปค้นมา ปรากฏว่าหนังแผ่นที่ผมซื้อมานั้นผิดเรื่องครับ หนังที่ผมซื้อมานั้นคือเรื่อง Liu san jie สร้างเมื่อปี 1960 โดยทีมงานจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ สังเกตจากตัวอักษรภาษาจีนบนหน้าปกวีซีดีครับ มันมี 3 ตัว และตัวกลางเป็นขีดแนวนอน 3 ขีด คือหมายถึงเลข 3 ซึ่งก็คือชื่อของนางเอกว่า หลิวซานเจี่ย ที่แปลว่าแม่นางหลิวคนที่สาม อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งตรงกับในเนื้อเรื่องพอดี แต่ถ้าเป็นหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ป๊ากับแม่เคยดู และที่เรากำลังพูดถึงกัน ชื่อในภาษาอังกฤษจะต้องเป็น "Songfest" สร้างเมื่อปี 1963 เป็นหนังของชอว์บราเธอร์ ประเทศฮ่องกง ซึ่งตอนนี้มีการเอามาทำรีมาสเตอร์ใหม่ทั้งหมด วางขายแบบใส่แพคเกจจิ้งสวยหรู ซึ่งไม่ใช่แบบอันที่ซื้อมานี้ครับ ที่เป็นหนังซองของบริษัท APS แต่ที่ต้องสังเกตให้ดี คือหนังเรื่องนี้สร้างก่อนของชอว์บราเธอร์ 3 ปีครับ
พอเจอข้อมูลแบบนี้เข้า ผมเลยอึ้งครับ อะไรวะ อุตส่าห์ดีใจ รีบซื้อมา เอาไปอวดแม่ แล้วเมื่อกี้ก็เพิ่งดูจบมาแหม่บๆ สนุกดีอีกต่างหาก น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความซาบซึ้งสุดฤทธิ์ แต่สรุปว่ามันเป็นหนังคนละเรื่องกับที่ผมต้องการดู ผมเลยสงสัยครับ ว่าที่ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่ามันช่างเป็นหนังที่ดี สนุก และซาบซึ้งน้ำตาไหลนั่น เป็นเพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ล้อมรอบหนังเรื่องนี้เอาไว้หรือเปล่า คือผมดูหนังเรื่องนี้ไปพร้อมกับบริบทที่มีอยู่แล้วในหัว ว่ามันคือหนังอมตะคลาสสิคตลอดกาล มีภาพความรักของคนจีนแก่ๆ ชายหญิงที่ผูกพันกันด้วยหนังเรื่องนี้ มีภาพของป๊าและแม่ที่ออกเดทกัน และตกลงแต่งงานกันด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ สุนทรียะที่แท้จริงของหนังที่เพิ่งดูจบไปเมื่อกี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนัง แต่อยู่ที่คนดูได้เชื่อมโยงการดูนั้น เข้ากับบริบทและประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับตัวหนัง ผมสงสัยว่า ถ้าผมไม่รู้บริบทและประวัติศาสตร์อะไรเกี่ยวกับเพลงรักชาวเรือมาก่อนเลย แล้วไปหยิบหนังแผ่นซองๆ แบบนั้นมาเปิดดู มันจะยังทำให้ผมรู้สึกว่าดี สนุก และซาบซึ้งจนน้ำตาไหลหรือเปล่า
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกไปทำงาน ผมเอาแผ่นหนังเจ้าปัญหานี้ ไปวางไว้หน้าเครื่องวีซีดีที่ห้องรับแขก และรู้อยู่แล้วว่าแม่กับป๊าต้องเอามาเปิดดูแน่นอน ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ประมาณบ่ายสองโมง ผมโทรเข้าไปที่บ้าน ถามแม่ว่าได้ดูหนังเรื่องนั้นหรือยัง แม่บอกว่าดูแล้ว มันเป็นคนละเรื่องกับที่แม่กับป๊าเคยดูนะ ซื้อมาผิดเรื่องแล้ว แป่ว! ไม่เป็นไรครับ เอาไว้เดินไปหาซื้อใหม่ เดี๋ยวในบล้อกของวันพรุ่งนี้ ผมจะเอาบทเพลงและภาพจากหนังเพลงรักชาวเรือเวอร์ชั่น APS มาให้ดู แล้วไว้เรามาพิจารณากัน ว่าหนังมันดีในตัวมันเอง หรือมันดีเพราะบริบทที่ล้อมรอบมัน
...
Saturday, August 19, 2006
Oompa Loompa
...
คุณชอบนวดแผนโบราณไหมครับ? เคยมีคนบอกว่าถ้าได้ไปนวดสักครั้งแล้วมันจะติด ผมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เลยครับ ผมชอบไปนวดสัก 2-3 เดือนต่อครั้ง ที่ร้าน Health Land ไปบ่อยกว่านี้ไม่ไหว เพราะกล้ามเนื้อจะน่วมเกินไป และที่สำคัญคือเปลืองตังค์ด้วย คือครั้งละ 250 บาท ถ้าจ่ายเป็นคูปองที่ซื้อเหมาทีละ 10 ใบ วันนี้ตอนบ่ายก็เพิ่งไปนวดมาครับ ร้าน Health Land นี่โอเคเลยนะ ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งๆ ที่นี่ก็ยังสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ มีกลิ่นน้ำมันตะไคร้ระเหยแตะจมูกตลอดเวลา ฝีมือหมอนวดก็มาตรฐานเหมือนๆ กันทุกคน กรรมวิธีของที่ร้านนี้เริ่มต้นโดยเขาจะให้ไปนั่งที่โซฟาเพื่อเปลี่ยนรองเท้าแตะ แล้วหมอนวดก็จะพาเดินขึ้นไปที่ห้องนวด ในห้องนวดจะเปิดไฟสลัวๆ บรรยากาศเงียบสงบน่านอน มีฟูกหนาๆ หมอน ผ้าห่ม แล้วเขาจะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชุดกางเกงเลและเสื้อม่อฮ่อมบางๆ แล้วก็เข้าสู่กรรมวิธีการนวด เขาจะนวดไล่ตั้งแต่ปลายเท้า น่อง ต้นขา แขน และแผ่นหลัง ขึ้นมาจรดหัว และปิดท้ายด้วยการดัดหลังให้เป็นเหมือนสะพานโค้ง ผมมักจะเคลิ้มหลับไปตั้งแต่เขานวดขาแล้ว เพราะมันสบายและผ่อนคลายเหลือเกิน พอตื่นขึ้นมาอีกที ก็ครบเวลาแห่งความสุขประมาณ 1.45 ชั่วโมงแล้ว ถือว่าคุ้มค่าไม่เลวเลยนะครับ แล้วกรรมวิธีปิดท้ายก็คือ หมอนวดจะพาเราลงมาเปลี่ยนรองเท้าคืน แล้วเขาจะยกชาร้อนมาเสิร์ฟตบท้าย ก่อนที่เราจะเดินไปจ่ายเงินที่โต๊ะแคชเชียร์
เรื่องที่น่าสนใจของการมานวดที่ Health Land ก็คือ (โอ้โห! เกริ่นซะยาวเลย กว่าจะเข้าเรื่อง) เวลาผมจ่ายเงินที่แคชเชียร์เสร็จ แล้วหันไปหาหมอนวดที่เพิ่งนวดตัวให้ผมตลอด 1.45 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อยิ้มเป็นการขอบคุณ หรือถ้านวดดีเป็นพิเศษ ก็จะควักเงินทิปไปให้สัก 20-30 บาท แต่ปรากฏว่า ผมจำหน้าของเธอไม่เคยได้เลยครับ น่าแปลกไหม ในร้านนวดแห่งนี้มีหมอนวดรวมกันคงจะหลายสิบคนอยู่นะ เขาให้ทุกคนแต่งตัวเหมือนกันหมดด้วยเครื่องแบบของร้าน คือใส่เสื้อยืดโปโลสีขาว และกางเกงผ้าสีดำ แต่ที่น่าแปลกก็คือทุกคนมีหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมดเลยครับ คือเป็นผู้หญิงวัยกลางคน อายุสัก 30-40 กว่าๆ ร่างกายอ้วนๆ ท้วมๆ ผิวคล้ำๆ หน้าตาไม่สะสวยเท่าไร ทำทรงผมแบบเดียวกันคือรวบผมตึงๆ สรุปก็คือทุกคนเหมือนกันหมด คือเป็น "หมอนวด" แต่ละคนไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะอะไรเลยครับ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือตอนที่ผมหันไปหาเธอ ด้วยสีหน้างงๆ และสายตาที่เหมือนเครื่องหมายคำถาม ว่าคนนี้เปล่าวะ แล้วเธอมักจะส่งยิ้มให้ นั่นแหละ ผมจึงจะรู้ว่าผู้หญิงนี้ไงที่เพิ่งนวดให้ผมเมื่อกี้ พวกเธอทำให้ผมนึกถึง Oompa Loompa ครับ คุณเคยดูหนังเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ไหมครับ ที่นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์ และกำกับโดย ทิม เบอร์ตัน ไงหล่ะ จำได้หรือยัง มันสร้างมาจากหนังสือนิยายสำหรับเด็กชื่อเรื่องเดียวกันนี้ แต่งโดย โรอัล ดาห์ล ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครตัวหนึ่ง ชื่อว่า Oompa Loompa ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ตัวละครตัวหนึ่งหรอกครับ แต่เป็นตัวละครนับร้อยนับพันตัวต่างหาก ที่ทุกตัวมีชื่อว่า Oompa Loompa เหมือนกัน และมีหน้าตาเหมือนกันหมด ทำงานอยู่ในโรงงานช็อคโกแลต ของวิลลี่ วองก้า เจ้าแห่งขนมหวาน
Oompa Loompa เป็นชาวเผ่าโบราณอะไรสักอย่าง ที่วิลลี่ วองก้า ไปค้นพบระหว่างการค้นหาตำรับขนมหวานแบบใหม่ ชาวเผ่านี้กินตัวหนอนเป็นอาหารหลัก และมีชอคโกแลตเป็นอาหารวิเศษประจำเผ่า ที่หายากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก วิลลี่ วองก้า จึงทำการตกลงกับหัวหน้าเผ่า ว่าเขาจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชอคโกแลต โดยมี Oompa Loompa ทุกคนมาเป็นคนงาน แล้วเขาจะแบ่งชอคโกแลตที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน แล้วชาว Oompa Loompa ทุกคนก็ยอมรับข้อเสนอ ดังนั้น ในโรงงานชอคโกแลตแห่งนี้ จึงมีคนงานเป็น Oompa Loompa ที่หน้าตาเหมือนกันหมด ตัวละคร Oompa Loompa นี้ ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ โดย โรอัล ดาห์ล ให้สะท้อนถึงภาพของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม ที่ไม่มีเอกลักษณ์ประจำตัวหลงเหลืออยู่ และต้องทนทำงานอันน่าเบื่อหน่ายในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อหารายได้ประทังชีวิต เริ่มต้นที่การใส่ชุดเครื่องแบบเหมือนกันหมด การอยู่ในระเบียบวินัย กฎข้อบังคับเดียวกัน เริ่มงานพร้อมกัน และปฏิบัติงานเหมือนๆ กันในสายพานการผลิตขนาดใหญ่ พักเบรคพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน แล้วก็เลิกงานพร้อมกัน คนงานทุกคนไม่ได้เป็นมนุษย์ที่เต็มมนุษย์ แต่ถือเป็นทรัพยากรในการผลิตแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากน็อตหรือฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมาที่โอบคลุมทั้งสังคมอยู่ โดยที่ทุกคนได้เงินเดือนเป็นค่าตอบแทน เหมือนกับที่ Oompa Loompa ได้รับชอคโกแลตเป็นค่าตอบแทน
ชอคโกแลตถูกนำมาเปรียบเทียบกับเงินอย่างชาญฉลาด พวก Oompa Loompa สักการะบูชาชอคโกแลต และถือเป็นวัตถุแห่งความใคร่ของพวกเขา ไม่ต่างจากคนเราในทุกวันนี้ ยึดถือเงินเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งยอมสละเอกลักษณ์ประจำตัวทุกอย่าง และทนทำงานอันน่าเบื่อหน่าย เพื่อแลกมันมา ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่าพี่ๆ หมอนวดในร้าน Health Land ว่าเป็นคนเห็นแก่เงินนะครับ อย่าเข้าใจผิดไปเชียว เพราะผมกำลังพูดถึงพวกเราทุกคนต่างหาก ที่ต่างก็กำลังอยู่ในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยมด้วยกัน โดย Health Land นี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เราสามารถจะพบเจอสถานที่ทำงานที่เป็นแบบเดียวกับ Health Land และโรงงานชอคโกแลตของวิลลี่ วองก้า ได้มากมาย และเราทุกคนต่างก็กำลังทำงานและใช้ชีวิต เหมือนกับหมอนวด และพวก Oompa Loompa เหมือนกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ดีกว่าใคร หรือเหนือกว่าใครหรอกครับ ในเมื่อสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม มันครอบงำเราทุกคนเท่าๆ กัน คนอ่านหนังสือของผม ก็คงจำผมไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเขามาที่ออฟฟิศของผม เขาจะเห็นโต๊ะคอมพิวเตอร์ตั้งยาวเป็นแถว คนหนุ่มสาวอายุ 20-30 กว่าๆ นั่งพิมพ์งานก๊อกแก๊กหน้าเครื่อง ทุกคนดูเหมือนกันหมดครับ ถึงแม้พวกเราไม่ใส่ชุดเครื่องแบบ แต่ทุกคนล้วนเหมือนกันไปหมด ตอนที่ผมนวดเสร็จออกมา จ่ายเงินเสร็จ ผมจำหน้าหมอนวดของผมไม่ได้ จนกระทั่งเธอยิ้มให้ผม เธอจึงเริ่มแตกต่างจากหมอนวดคนอื่นๆ ผมสงสัยว่า ถ้าเพียงแค่ตัวหนังสือ คุณจะสังเกตเห็นความแตกต่างของผมได้หรือเปล่า
...
Saturday, August 05, 2006
สีลม ซอย 2
...
สรุปว่าเมื่อวาน แทนที่จะออกไปงานเปิดตัวหนังสือของเครืออัมรินทร์ตอนบ่าย แต่ก็ทนเบื่อออฟฟิศไม่ไหว เลยไปดูหนังรอบสื่อครับ เรื่อง สีลมซอย 2 หนังเกย์แบบอภิมหาหนังเกย์เลย คือมันไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับชีวิตเกย์ ที่ทำให้คนทั่วไปดู อย่าง Brokeback Mountain หรือ Transamerica ที่ Mass และจับใจคนได้อย่างครอบคลุมทุก Gender ทุก Sex แต่สีลมซอย 2 นี่เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตเกย์ ที่เน้นให้กลุ่มเกย์ดูโดยเฉพาะเลยครับ เหมือนหนังใต้ดินที่ถ่ายทำกันเอาไว้ดูเฉพาะกลุ่มคนแคบๆ เพราะมันถ่ายทำกันอย่างลวกๆ ดิบๆ ด้วยกล้องวิดีโอ เจ้าของหนังเขาเอาไว้อัดลงแผ่นดีวีดีขายครับ ไม่ได้ฉายโรงทั่วไป แต่นี่เป็นรอบสื่อมวลชนที่เขาคงอยากจะโปรโมต เลยเอามาฉายให้ดูกันเป็นพิเศษ ตัวหนังไม่มีอะไรมาก ไม่อยากวิจารณ์ แต่ที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟังเหลือเกิน ก็คือบรรยากาศหน้าโรงฉายก่อนหนังเข้าหน่ะครับ พวกเรา 5 คนทั้งเกย์และไม่เกย์ ยกพวกเดินทางกันไปถึงโรงหนังเซ็นจูรี่ประมาณทุ่มนึง เพื่อลงทะเบียนรับบัตร มีผู้คนยืนออกันบริเวณหน้าโรงเกือบร้อยคนได้ มองปราดเดียวก็รู้ครับ ว่าใครเป็นใคร แต่ละคนนั้นแต่งหน้าทำผม และระดมพลมาดูหนังด้วยกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เหมือนเป็น Gay Event ที่สำคัญประจำสัปดาห์ ผมในฐานะที่ไม่ค่อยเข้าพวกกับเขาเท่าไร พอรับบัตรเสร็จ ก็เดินตัวลีบๆ ไปหาชัยภูมิเหมาะๆ ในการปักหลักรอ ช่วงเวลาตอนนี้แหละครับ ที่ผมว่ามันน่าสนใจกว่าตัวหนังที่จะดูเสียอีก บรรยากาศรอบๆ ตัวมันอึดอัดพิกล จะขยับซ้ายขยับขวา หรือจะก้าวขาเดินไปไหน รู้สึกเหมือนกับมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลา คุณเคยรู้สึกไหม เวลาอยู่ในที่โล่งๆ แล้วเกิดลางสังหรณ์บางอย่าง ว่ากำลังมีคนจ้องอยู่ข้างหลังหน่ะ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นแหละครับ แล้วพอหันหน้าไปมอง ก็เจอสายตาคู่นั้นจ้องอยู่จริงๆ มันสยองนะครับ ขนลุกเกรียว อะไรวะ มองกูทำไมเนี่ยะ แล้วพอหลบสายตาเขา หันไปมองอีกทาง ก็ป๊ะกับสายตาอีกคู่พอดี เฮ้ยๆ อะไรวะ มีมามองกูอีกคนแล้ว ผมก็เลยก้มหน้าเดินงุดๆ ไปยืนอยู่ตรงมุมหน้าห้องน้ำ ลองเงยหน้าขึ้นไปดูอีกที สายตาที่ดูเป็นมิตรมากๆ สองคู่นั้นก็ยังมองผมอยู่อีก อะไรวะเนี่ยะ จึงค่อยๆ รู้ตัวขึ้นมา ว่านี่ละมั้ง ที่เขาเรียกว่าอาการ Homophobia หรืออาการหวาดกลัวคนเป็นเกย์ ผมคิดว่าพวกผู้ชาย Straight ส่วนใหญ่ที่มีอาการกลัวเกย์ คงมีความคิดเหมือนผมครับ คือคิดว่าเกย์เป็นสิ่งมีชีวิตอยู่บนยอดสุดของปิระมิดห่วงโซ่อาหาร ในขณะที่ผู้ชายออกล่าผู้หญิงเป็นอาหาร เราก็คิดไปว่าพวกเกย์ออกล่าผู้ชายเป็นอาหารด้วย นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นมิตรกับเกย์ เพราะผู้หญิงคิดว่าเกย์ช่วยพวกเธอ และอยู่ข้างเดียวกับพวกเธอ ในขณะที่ผู้ชายมักจะเกลียดและกลัวเกย์ หรืออย่างน้อยก็ไม่อยากไปสุงสิงด้วยเท่าไร เพราะเรากลัวอันตรายจะมาถึงตัว บางคนถึงกับทำตัวเป็นศัตรู หรือทำร้ายเกย์เลยก็มี จนกระทั่งถึงเวลาหนังเข้า และได้ดูหนังไปเรื่อยๆ ผมก็ค่อยๆ เข้าใจครับ ว่าความหวาดกลัวเกย์นั้น มันบ่มเพาะอยู่ในสังคมเราตลอดเวลา และผู้ชาย Straight ได้เรียนรู้ความน่ากลัวของเกย์ จากป๊อปคัลเจอร์ที่นำเสนอภาพเกย์แบบ Cliche' ซ้ำๆ ซากๆ ทุกวัน อย่างในหนังเรื่องนี้ก็เสนอภาพชีวิตเกย์ แบบไปเจอกันในผับ หลงรักกัน มีเซ็กส์กัน แล้วคนนึงก็ติดเอดส์ตาย อีกคนเลยร้องไห้ อะไรแบบนี้แหละ สรุปก็คือเกย์เกี่ยวข้องกับเอดส์ และเกย์จะต้องเศร้าร้องไห้ นอกจากนี้ในหนังอัดแน่นไปด้วยฉากเซ็กส์ของคู่พระนาง สรุปก็คือเกย์มั่วเซ็กส์ละเมิดศีลธรรม ในละครทุกเรื่องก็จะมี Cliche' แนวเกย์ควายตัวตลก คอยล่วงละเมิดทางเพศผู้ชายคนอื่นตลอดเรื่อง ในหนังชั้นดีจากฮอลลีวู้ดก็นำเสนอภาพเกย์ที่ Cliche' อีกนั่นแหละ สรุปคือเป็นเอดส์ตายหรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย ผมเองรู้ดีว่านี่คือมายาคติที่ฝังหัวเราอยู่ครับ รุ่นพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งที่เขาเป็นเกย์ ก็เคยพูดเรื่องนี้ให้ฟังครับ ว่าอีบ้า! กระเทยไม่ได้บ้าผู้ชายกันทุกคนหรอก เขาก็แค่ดูๆ พอรู้ว่าแกไม่ใช่ หรือแกไม่เอาด้วย เขาก็ไม่มายุ่งอะไรกับแกหรอก กระเทยไม่ได้โง่นะเว้ย ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง Gender และเรื่องปรัชญาสตรีนิยมอะไรพวกนี้มาพอสมควร ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโท รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่มันห้ามอาการ Homophobia ในหัวสมองไม่ได้อยู่ดีแหละครับ Phobia คืออาการกลัวโดยไม่มีเหตุผล ถึงรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว แต่คนที่มีอาการนี้ก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี บางคนกลัวแมว บางคนกลัวเชื้อโรค บางคนกลัวเลือด มีดาราบางคนกลัวกุนเชียง บางคนกลัวส้มด้วยครับ เห็นในรายการทอล์คโชว์ทางทีวี พิธีกรชอบเอาอะไรงี่เง่าพวกนี้มาโยนใส่แขกรับเชิญ ฟังดูน่าตลกใช่ไหม แต่ถ้าเขากลัวจริงๆ ไม่ใช่บอกว่ากลัวเพื่อหามุขตลกให้ตัวเอง ก็น่าสงสารนะครับ
...
Sunday, July 30, 2006
The Constant Gardener
...
เมื่อคืนเพิ่งดูหนัง The Constant Gardener จบครับ ยืมแผ่นดีวีดีมาจากบ้านเพื่อน หนังสนุกตื่นเต้นกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ผมชอบสีสันของฉากหลังในท้องเรื่อง ช่วงต้นเรื่องที่เนื้อเรื่องดำเนินไปในทวีปแอฟริกา สีของภาพจะออกไปในโทนร้อน คือเหลือง-แดง-ส้ม แต่พอช่วงกลางและท้าย ตอนที่ดำเนินเรื่องในอังกฤษและเยอรมนี สีมันออกในโทนเย็น คือน้ำเงิน-เทา ผู้กำกับคงต้องการจะ exaggerate ความแตกต่างของสีในฉากหลัง เพื่อสะท้อนให้เห็นความสดใสและความน่ากลัว ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น การแบ่งสีแบบนี้ ดูแล้วรู้สึกได้ถึงความน่าสยดสยองของโลกทุนนิยม และบรรษัทข้ามชาติ จากประเทศเจริญแล้วในทวีปยุโรป ที่ไปดำเนินธุรกิจอย่างเอารัดเอาเปรียบ ประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา ตามท้องเรื่องคือนางเอกเป็นพวกนักเคลื่อนไหวรณรงค์ที่หัวรุนแรง และพยายามต่อสู้เพื่อเปิดโปงพวกบริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่ไปใช้คนแอฟริกาในการทดลองยาตัวใหม่ ด้วยการแจกยาให้ทดลองใช้ โดยปากก็อ้างถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือและมนุษยธรรม ในบ้านเราก็เคยมีกรณีแบบนี้นะครับ เมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน ตอนที่บริษัทผลิตภัณฑ์นมเนสท์เล่ เอานมผงสูตรใหม่ มาให้เด็กกำพร้าและพิการในสถานเลี้ยงดูกินฟรี มันเป็นเรื่องที่ยากจะแยกแยะจริงๆ ว่านี่ถูกหรือผิด ดีหรือเลว พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะด้านหนึ่งมันคือการกระทำเพื่อมนุษยธรรม แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นได้ชัด ว่ามันคือเรื่องที่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า และที่สำคัญ ใครจะไปรู้ว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เด็กรุ่นที่กินนมทดลองเหล่านั้น จะเติบโตมาเป็นอย่างไรกันแน่ และทำไมไม่เห็นมีใครออกมาดูแลสิทธิมนุษยชนของเด็กพิการชาวไทย หรือเอาผิดกับรรษัทข้ามชาติ ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย ชื่อเรื่องของหนังที่ว่า The Constant Gardener บอกให้เราเห็นชัด ว่าองค์กรระหว่างประเทศที่คอยดูแลเรื่องมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนนั้น เอาเข้าจริงๆ ก็ปกป้องประเทศที่ด้อยโอกาสกว่าไม่ได้ และเล่นงานหรือเอาผิดกับบรรษัทข้ามชาติทีทำความผิดไม่ได พระเอกของเรื่องทำงานให้กับองค์กรช่วยเหลืออะไรสักอย่าง ในทวีปแอฟริกา เขาทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เวลาว่างหลังเลิกงานก็กลับบ้านมาปลูกต้นไม้หน้าบ้านพักของตัวเอง ให้ออกดอกสวยงาม ซึ่งมันขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสภาพภายนอกบ้านของเขา ที่มีแต่ผืนดินแห้งแล้ง และมีผู้คนกำลังอดอยาก ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มากมาย การทำสวนและปลูกต้นไม้ในหนังเรื่องนี้ สื่อให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์อันเลิศวิไลของชนชั้นสูงในสังคมทุกวันนี้ หรืออาจจะรวมพวกชนชั้นกลางบางคนที่เป็นพวก ชนชั้นกลวงเข้าไปด้วยก็ได้ พวกเขาเป็นคนที่มีจิตใจดี ทำงานดีๆ อยากช่วยเหลือคนยากจน ไม่คิดไปทำร้ายใคร หรือเอาเปรียบใคร แต่คนกลุ่มนี้ ยึดติดอยู่กับความคิดแบบปัจเจกชนนิยมที่เน้นเรื่องการบริโภค คือกูเป็นคนดีนะ กูทำงานการกุศลช่วยคนจน แต่กูขอใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมัน กูขอความสุขสบายส่วนตัวไว้ก่อน ปลูกต้นไม้ดอกไม้ล้อมรอบตัวเองเอาไว้ เพื่อป้องกันสภาพแวดล้อมภายนอกที่เสื่อมทราม ไม่ให้มากระทบกับตนเอง สรุปก็คือเราต่างก็ทรยศคนจนด้วยกันทั้งนั้น พวกทุนนิยมก็เอารัดเอาเปรียบเขา ส่วนพวกปัจเจกชนนิยมก็เพิกเฉยต่อความทุกข์ของพวกเขา และหมกมุ่นอยู่กับการบริโภคของตนเอง มีฉากหนึ่ง ผู้ร้ายของเรื่องด่าพระเอกว่า เราก็ทรยศเธอกันทุกคน (เธอในที่นี้คือนางเอก) คุณทรยศเธอด้วยการเอาแต่ปลูกต้นไม้หน่ะ ฉากนี้สะเทือนใจจริงๆ มันบอกเราว่า คุณเป็นคนดี คนมีความสุข เพื่อตัวคุณเองคนเดียวไม่พอ คุณต้องเผื่อแผ่ออกไปถึงคนอื่นด้วย ใครที่ยังไม่เคยดู ผมขอแนะนำให้ไปหามาดูครับ หนังสนุกดีมาก
...
Wednesday, July 26, 2006
ผู้ชายสำอาง
...
นี่เพิ่งกลับมาจากดู Miami Vice รอบสื่อมวลชนสดๆ ร้อนๆ หนังเลิกสี่ทุ่มครึ่ง พอถึงบ้านห้าทุ่มครึ่ง ก็รีบมาอัพเดทบล็อกให้ทัน ก่อนที่จะข้ามวันไปเสียก่อน อย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะอัพบล็อกให้ได้ทุกวัน ไม่รู้ว่าเพื่ออะไรเหมือนกัน เพียงแค่ตั้งใจไว้ และพยายามจะทำให้ความตั้งใจนี้ กลายเป็นอะไรสักอย่าง ที่อาจจะเป็นเป้าหมายของการดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน ให้แต่ละวันผ่านไปอย่างมีความหมาย ผ่านไปอย่างที่เรามีความรู้สึกว่าได้ทำอะไรสำเร็จ ลุล่วง และได้บันทึกมันเอาไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร แต่อย่างที่บอกไว้ในบล็อกที่แล้วหน่ะ ว่า "ไม่มีอะไรเน่าไปกว่าหนังที่เข้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว" ชีวิตนี้มันล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเติมเต็มความต้องการที่ถูกสร้างมาในอดีต และการแสวงหาความต้องการใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ โดยไม่ค่อยได้ตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะเลย เหมือนกับการดูหนังแต่ละเรื่อง ที่ผ่านไปๆ ในแต่ละอาทิตย์ อาทิตย์นี้ดู Miami Vice แล้วสนุกเหลือเกิน มันก็เท่านั้นเอง แต่พอเวลาผ่านไปอาทิตย์เดียวก็ลืม เลิกสนใจมันแล้ว และอาทิตย์หน้าก็ดูหนังเรื่องใหม่ เรื่องไรดีหล่ะ? การตระหนักรู้ถึงเวลาปัจจุบัน กำลังเลือนหายไป หรือมันได้เลือนหายไปหมดแล้ว หรือมันอาจจะไม่เคยมีอยู่ก่อนเลยด้วยซ้ำ บางทีการเขียนได้ถึง Miami Vice เป็นบันทึกไว้ก่อนที่จะลืมเลือนมันไป อาจจะช่วยให้ผมตระหนักถึงปัจจุบันขณะได้ดีขึ้นมาสักหน่อย พล่ามมาเสียยาว ขอเข้าเรื่อง Miami Vice เลยดีกว่า สมัยเด็กๆ เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน ช่อง 3 เคยนำทีวีซีรีย์สนี้มาฉายในตอนดึกๆ สมัยนั้นช่อง 3 เอาซีรีย์สฝรั่งดีๆ มาฉายเยอะมาก และผมติดตามดูแทบทุกเรื่อง ไล่มาตั้งแต่เรื่องพี่น้องสองเสือ ฉลากบก มือปราบปืนโหด แมคไกเวอร์ ทวินพีค เดี๋ยวนี้ซีรีย์สฝรั่งแบบนี้ไม่มีมาฉายอีกเลย มีแต่ซีรีย์สเกาหลีแบบน้ำเน่าๆ พระเอกหล่อๆ จีบนางเอกสวยๆ คนดูก็คอยกรี้ดๆ ดูไร้สาระยังไงชอบกล เทียบกับซีรีย์สฝรั่งสมัยนั้น สนุกสุดยอด พล็อตเรื่องหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเข้มข้นทุกตอน และลงทุนฉากแอคชั่นกันมโหฬาร จำได้ว่าผมติดตาม Miami Vice พอสมควร และถือว่าเป็นซีรีย์สที่เครียดและดูยากมาก สำหรับเด็กอย่างผม ทุกตอนต้องคอยลุ้น ว่าพระเอกที่แฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับในองค์กรค้ายาเสพติด กำลังจะถูกจับได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะเอาตัวรอดมาได้อย่างไร ลุ้นจนเครียด บางทีเครียดจนไม่อยากดูเลย กลัวพระเอกตาย ภาพที่จำได้ติดตาคือ ซอนนี่ ครอกเก็ตต์ นำแสดงโดย ดอน จอห์นสัน และคู่หูชื่อริโก้ ใครแสดงจำไม่ได้ ใส่เสื้อสูทสีออกแนวพาสเทล บางทีก็ใส่สีชมพู สีชมพูเหมือนกับนกฟลามิงโก้ ที่มีมากในไมอะมี่นั่นแหละ เสื้อตัวใหญ่โคร่งๆ กางเกงสะแล็กแบบมีจีบ ทำผมเสยๆ สยายๆ สวมแว่นกันแดด แฟชั่นผู้ชายสมัยนั้นเป็นแบบนี้จริงๆ ผู้ชายหล่อจะต้องแต่งตัวแบบนี้ เขาเรียกว่าแต่งตัวแบบ "บูติคๆ" มันไม่เหมือนพวกผู้ชายแบบ Metrosexual แบบในทุกวันนี้นะ Metrosexual ค่อนข้างจะผูกพันเข้ากับเรื่องเกย์ และเรื่องบริโภคนิยม ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้ยังไม่ปรากฏขึ้นในยุคสมัยนั้น แต่ผู้ชายแบบซอนนี่ ครอกเก็ตต์ ใน Miami Vice ทีวีซีรีย์ส เป็นผู้ชายแมนมากๆ ที่สำอางแบบบูติคๆ หน่อย และมีเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิงอย่างรุนแรง เทียบกับซอนนี่ ครอกเก็ตต์ เวอร์ชั่นหนังล่าสุด ที่นำแสดงโดย คอลลิน ฟาร์เรลล์ แตกต่างอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ผู้ชายในสังคมโลก ในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา คอลลินกลายเป็นซอนนี่แบบใหม่ ที่ดูหยาบ ดิบ เถื่อน สกปรก และ Macho ขึ้นอย่างมาก ในหนัง Miami Vice ล่าสุดนี้ แทบไม่มีสีชมพูปรากฏขึ้นให้เห็นเลย ทุกอย่างดูดำมืด และน่าสะพรึงกลัว ผมว่าเทรนด์ผู้ชายแบบนี้กำลังมีให้เห็นมากขึ้น และคาดว่าหนังเรื่อง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ที่กำลังจะเข้าฉาย คือ Casino Royal ก็น่าจะแสดงภาพผู้ชายแบบเดียวกันนี้ สมัยก่อน เจมส์ บอนด์ มักจะถูกรับบทโดยผู้ชายหล่อสำอาง อย่างโรเจอร์ มัวร์ ฌอน คอนเนอรี่ มีตอนที่เจมส์ บอนด์ ดูหยาบและโหดขึ้นอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งรับบทโดย ทิมโมธี ดัลตัน ตอน The Living Daylight ไม่รู้ว่าคุณเคยดูกันหรือเปล่า เจมส์ บอนด์ ตอนนั้นออกฉายเมื่อสิบกว่าปีก่อน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปลี่ยนภาพของบอนด์รุนแรงเกินไป คาดว่าคนสมัยนั้นยังต้องการผู้ชายต้นแบบ ที่หล่อสำอางอยู่ ซึ่งก็คือผู้ชายแบบเดียวกับ ดอน จอห์นสันนั่นแหละ และในที่สุด บทของเจมส์ บอนด์ ก็มาตกอยู่กับ เพียร์ซ บรอสแนน ซึ่งดูสำอางกว่า เขาเคยรับบทสายลับเจ้าสำอาง ในซีรีย์สฝรั่งสักเรื่อง ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้แน่ชัด อาจจะประมาณชื่อว่า Stingray หรืออะไรสักอย่าง มาฉายช่องสามด้วยนะ ผมว่าเราน่าจะรอดูผลตอบรับ ของเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ว่ามันได้รับผลตอบรับที่ดีเพียงไร มันอาจจะเป็นดัชนีชี้วัด ให้เราเห็นถึงกระแสความนิยมหรือแฟชั่นผู้ชาย ว่ามีลักษณะอย่างไรต่อไป
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
12:04 AM
Labels: ความเป็นเพศ, วิจารณ์หนัง, หนัง
