Showing posts with label คลิปวิดีโอ. Show all posts
Showing posts with label คลิปวิดีโอ. Show all posts

Monday, March 03, 2008

Vassy & Berry Wedding Day

...

คลิปวิดีโอถ่ายทำจากงานแต่งงานของน้องบุ๊ย โบสถ์เซนต์นิโคลัส และโรงแรม The Zign พัทยา วันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ใส่เพลงประกอบ Canon in D เพลงคลาสสิคที่มักจะถูกนำมาใช้เล่นในงานแต่งงาน เวอร์ชั่นนี้เป็นเพลงจากหนังเกาหลี The Classic





...

Tuesday, January 22, 2008

Phuphimarn Resort with theme from Thunderbirds

...


คลิปวิดีโอทริปไปเที่ยวภูพิมานรีสอร์ท ถ่ายทำแบบ long take ไม่มีการตัดต่อภาพตลอดความยาวคลิปประมาณ 1.45 นาที ใส่เพลงประกอบจากวง The Shadows เป็นเพลงจากการ์ตูนซีรีย์สเก่ากึ๊กเรื่อง Thunderbirds





...

Sunday, December 30, 2007

Childhood and Manhood

...





คลิปวิดีโอการเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นกับป๊า โดยรถไฟดีเซลรางปรับอากาศ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพื่อไปเยี่ยมแม่ที่ไปผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ใส่เพลงประกอบ Childhood and Manhood ซาวนด์แทร็คจากหนังเรื่อง Cinema Paradiso ปกติผมมักจะอยู่บ้านตลอด และไม่ค่อยได้พาป๊ากับแม่ไปไหนมาไหนบ่อยนัก คราวนี้พาป๊าไป เพราะไม่อยากให้เดินทางคนเดียว มันอันตรายสำหรับคนแก่ ผมคิดว่าในการเดินทางครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ

...


เพิ่มเติม "เมื่อฉันแก่ตัวลง"

ก็อปปี้ข้อความนี้มาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ ไม่รู้ที่มาที่ไป และไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของต้นฉบับ แต่อยากนำมาเผยแพร่ให้อ่านกัน


เมื่อฉันแก่ตัวลง ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น...
ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง...
ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า...
ขอให้คิดถึงตอนแรกๆ ที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง...

ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ...
ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ
ที่เธอชอบฟังจนหลับไป...

ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลย
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดอ้อน ทั้งปลอบ
เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม...

ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทน ตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”
ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม...

ตอนฉันเหนื่อยล้า จนเดินต่อไม่ไหว
ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดิน...
ในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่
ให้เวลาฉันคิดสักนิด...
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน
ฉันก็พอใจแล้ว...

ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ
ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน...
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอ
ตอนเธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ...
ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉัน
เดินไปให้สุดเส้นทาง...
ให้ความรักและอดทนต่อฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ
ในรอยยิ้มของฉัน...มีแต่ความรัก
อันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉัน
ที่มีให้กับเธอ...


...

Sunday, December 16, 2007

หนังจีนเก่าๆ ของชอว์บราเดอร์ส

...


ไม่รู้ทำไม เมโลดี้เพลงในหนังจีนเก่าๆ พวกนี้ ฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งกินใจทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะผมได้ฟังมันมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในท้องแม่ก็ได้


เพลงรักลมสวาท ฉากเปิดเรื่อง



เปิดเรื่อง
แสงอรุณส่องฟ้าจับเมฆา ตะวันแย้มแสงทองจ้าสาดส่อง
นกเกาะไม้กู่เสียงร้อง เรียกพวกพ้องบินสู่ฟ้าไป
เกาะน้อยร้อยพันธุ์พืชขจี ป่าทึบไม้หลากสีงามล้ำ
มีหมู่บ้านบนเกาะสุขสันต์ ทุกคนทุกครัววุ่นกับงาน
ชาวประมงลงเรือฝ่าคลื่น ออกทะเลจับปลาเลี้ยงชีพ
เกาะเอ๋ย เกาะสุขสันต์ หญิงชายต่างร้องเพลงเป็น
เปล่างสำเนียงเสียงเพลงชาวเขา ให้ดังก้องทั่วทุกแห่งหน

เปิดตัวนางเอก
เฮ ... ทุกๆ เช้า เหล่าฝูงแพะพากันออกวิ่ง
ก้านไม้ไผ่อยู่ในมือข้า คอยต้อนพาพวกมันขึ้นเขาไป
เมื่อถึงบนเขา เหล่าแพะก้มหน้าเล็มหญ้า
ส่วนข้าก็ร้องเพลงชาวเขา เสียงเพลงดังก้องทั่วบริเวณ
แหงนหน้าร้องเพลงให้ฟ้าฟัง ฟ้าสั่งเมฆเปิดตะวันฉาย
ก้มหน้าร้องเพลงให้ภูเขา ภูเขาร้องตอบสะท้อนทั่ว
หันหน้าร้องเพลงให้ทะเล ทะเลเล่นระบำคลื่นตอบให้
เฮ ... มองลงไปที่หมู่บ้านของฉัน
หมู่บ้านเล็กๆ มีคนไม่น้อย
หลังอิงเขา หน้าชนน้ำ ช่างงามตา หันหลังไปเห็นท้องน้ำสงบ
เรือลำน้อยกำลังจะเทียบท่า ไม่ทราบว่าคนพายเป็นหนุ่มที่ไหน

เปิดตัวพระเอก
เฮ ... ได้ยินเสียงเพลงแหงนหน้าขึ้นมอง
ได้ยินเสียงเพลงของเจ้าเสมอ
เห็นแต่เงาคนอยู่บนภูเขา ไม่รู้ว่าเจ้าจะสวยเพียงใด

นางเอก
สวยแค่ไหนเจ้าก็ไม่ได้เห็น สวยไม่สวย เจ้าก็ไม่ต้องยุ่ง
พายเรืออยู่ตาต้องมองน้ำ ระวังหินโสโครกให้ดี

พระเอก
ข้าไปมาทางน้ำประจำ ตรงไหนมีหินบ้างข้ารู้
บ้านเจ้านั้นอยู่ที่ไหน ชื่อแซ่อะไรจะได้หาเจอ

นางเอก
จะบ้านโน้นบ้านนี้บ้านไหน ก็มีสาวสวยไปซะทุกบ้าน
ข้าจะชื่อหรือแซ่อะไร อยากรู้ก็ไม่ถามนายทะเบียน

พระเอก
ปากเจ้านี้ช่างคมร้ายกาจ เสียงก็เพราะกว่านกไหนๆ
จำรูปร่างของเจ้าให้ขึ้นใจ ไล่ถามทุกบ้าน หาเจ้าให้เจอ

นางเอก
ข้าจะหลบอยู่แต่ในบ้าน เจ้าซี้ซั้วเที่ยวไล่ถาม
ระวังจะเจอไม้แพ่นกบาล ระวังจะเจอหมางับน่องให้

...


เพลงรักแสงเดือน ฉากเปิดเรื่อง



เปิดเรื่อง
หมู่บ้านน้อยๆ ที่แสนงาม ธารน้ำใสไหลรินผ่าน
เทือกเขาตระการสู่ท้องนที ชาวนาลุกขึ้นไปนาแต่เช้า
หมู่บ้านน้อยๆ ที่แสนงาม สาวๆ หอบเสื้อมาซักที่แม่น้ำ
เสียงหัวเราะผสานเสียงน้ำไหล เด็กเลี้ยงวัวเป่าขลุ่ยก้องกังวาน
หมู่บ้านน้อยๆ ที่แสนงาม ข้าตื่นขึ้นมาคร้านแต่งตัว
รออยู่ริมน้ำอย่างเหงาหงอย คอยพี่ชายยังไม่ตื่นมาเลี้ยงแกะ

...


เพลงรักแสงเดือน ฉากร้องเพลงใต้แสงจันทร์



พระเอก
จันทร์ขึ้นแล้ว ส่องแสงสว่าง
พี่มารอน้องเจ้าที่สวนหลังบ้าน
ส่งเสียงเรียกน้องเจ้ารีบออกมา
ร้องเพลงรักกล่อมจันทร์บนฟ้าด้วยกัน

นางเอก
พระจันทร์ขึ้นแล้ว ถูกเมฆบัง
น้องสาวซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่ออกไป
ใครอยากร้องเพลงก็เชิญร้องคนเดียว
ข้าไม่สนแล้วคนไร้หัวใจ
พระจันทร์ขึ้นแล้ว ส่องแสงสว่าง
แอบเปิดหน้าต่างในห้องมองดู
ในสวนนั้นเงียบสนิท
เห็นแต่พระจันทร์ไม่เห็นพี่ชาย
พระจันทร์ขึ้นแล้วส่องพื้นดิน
เกลียดตัวเองนักที่คิดถึงเขา
คิดถึงมากจนต้องขบฟัน
ไล่เขาไปแล้ว กลับคิดถึงเขา

...


ปล. อย่าลืมย้อนกลับไปดูคลิป "พลุแห่งสยาม" กันด้วยนะครับ

Sunday, December 09, 2007

พลุแห่งสยาม

...





นั่งทำมาตั้งแต่เก้าโมงเช้าวันเสาร์ นี่ตีสองวันอาทิตย์เพิ่งจะเสร็จ ไม่ไหวละ ไปนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเขียนต่อ


...


คลิปวิดีโอการจุดพลุวันเฉลิมฯ ที่รอยัลสปอร์ตคลับ ถนนอังรีดูนังต์ ใกล้ๆ สยามสแควร์ ถ่ายทำในคืนวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ผู้แสดงประกอบด้วยน้องยุ้ย น้องป๊อป น้องกวง น้องเฟม และน้องบัว ( -"- มีแต่น้องๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ เราแก่สุดเลยเว้ย! ) ใส่เพลงประกอบ "คืนอันเป็นนิรันดร์" ซาวน์ดแทร็คจากหนังเรื่อง "รักแห่งสยาม"

ในตอนบ่ายของวันนั้นเพิ่งไปดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเอสเอฟที่เซ็นทรัลเวิลด์มาพอดี แต่ดันเฟอะฟะ เดินเข้าไปดูผิดโรงซะงั้น เพราะหนังเรื่องนี้มันฉาย 2 โรงแบบเหลื่อมเวลากัน ตอนไปซื้อตั๋วก็บอกรอบเวลา 17.15 น. ไป พนักงานขายตั๋วก็พรินต์บัตรออกมาส่งให้ แล้วบอก "โรง 9 นะคะ ขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้วเลี้ยวซ้าย" พอรับบัตรมาปุ๊บ ก็ไม่ได้ดูอะไรเลย ท่องในใจตลอด "โรงเก้า โรงเก้า โรงเก้า" แล้วก็เดินไปซื้อขนมกิน ดูโน่นดูนี่เพลิน จนถึงเวลาหนังเข้า ก็ยังโอ้เอ้เถลไถลต่ออีกสักพัก เพราะคิดว่ามันคงต้องฉายโฆษณานานแน่ๆ เดินเข้าโรงไปประมาณ 17.20 น. เกินเวลาไปแค่นิดเดียวจริงๆ แต่พอเข้าโรงไปงงเลย หนังก็ฉายไปแล้ว ไปถึงฉากจับนมนางเอกพอดี ตอนนั้นก็ยังไม่ทันคิดว่าเข้าผิดโรง แต่ดันคิดว่า โห! ทำไมหนังฉายเร็วแบบนี้ เซ็งเลยไม่ได้ดูฉากเปิดเรื่อง แต่ไม่เป็นไร นั่งทนๆ ดูไป แต่ดูไปดูมา ทำไมมันไม่รู้เรื่องเลยวะ ไอ้นี่มายังไง ไอ้นั่นมายังไง ตอนนั้นก็คิดว่า โห! มะเดี่ยวนี่ทำหนังแบบเล่าเรื่องเร็วมากเลยนะ หรือว่าเขาตัดต่อหนังแบบหวือหวา สลับช่วงเวลากันแน่ๆ

นั่งดูไปจนกระทั่งหนังจบ ประมาณหกโมงเย็นนิดๆ เอ๊ะ! ทำไมจบเร็วจัง ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ตอนนั้นก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลยเดินออกจากโรงไปถามเด็กเดินตั๋ว ว่าทำไมหนังสั้นแบบนี้ เริ่มฉายตั้งแต่กี่โมง เด็กบอกฉายมาตั้งแต่สี่โมงครับพี่ เราก็เลยตกใจ เฮ้ย! รอบหนังมัน 17.15 ไม่ใช่เหรอ ทำไมฉายตั้งแต่สี่โมง นี่โรง 9 รึเปล่า?? น้องมันบอกโรง 9 ครับพี่ เราก็อ้าว! โรง 9 แล้วรอบฉายกี่โมงกันแน่ เลยหยิบตั๋วขึ้นมาดู นี่ถือเป็นการหยิบตั๋วหนังขึ้นพลิกดูเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ซื้อตั๋วมา หน้าตั๋วบอกว่ารอบ 17.15 น่ะถูกต้องแล้ว แต่มันเป็นโรง 4 ครับพี่น้อง!! เซ็งเป็ดเลย คนขายตั๋วเขาบอกเลขโรงผิด แต่ผมไม่ได้จะว่าคนขายตั๋วนะ เพราะผมผิดเองที่ไม่ได้ดูรายละเอียดในตั๋วเลย เฟอะฟะเอง เลยไม่ได้ดูหนังครึ่งเรื่องแรก มิน่าล่ะ ทำไมดูไม่รู้เรื่อง มันไม่ใช่เพราะเขาเดินเรื่องเร็ว หรือตัดต่อหวือหวาอะไรหรอกนะ

ตั้งแต่เกิดมา และดูหนังเป็นประจำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรเฟอะฟะในโรงหนังแบบนี้มาก่อนเลย ถึงตอนนี้แล้วจะให้วิ่งไปดูหนังในโรง 4 ตามรอบที่ซื้อมาจริงๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้วครับ เพราะตอนนี้หกโมงกว่าแล้ว หนังในโรง 4 ตอนนี้ก็ฉายไปถึงครึ่งเรื่องหลังแล้วเหมือนกัน ถ้าเข้าไปนั่งดู ก็เท่ากับว่าเราจะได้ดูรักแห่งสยามแบบครึ่งเรื่องหลัง 2 รอบซ้อน เลยกลับดีกว่า ไว้วันหลังค่อยมาดูใหม่รอบสอง ไปดูพลุวันเฉลิมฯ ต่อเลยดีกว่า แก้เซ็ง

เดินไปสยามสแควร์นัดเจอบรรดาน้องๆ ที่เขากำลังนั่งกินข้าวเย็นกันอยู่ พวกเราเลยยกแก๊งค์กันไปดูพลุ และก็ถ่ายคลิปวิดีโอมาอย่างที่เห็น เลยเอาเรื่องรักแห่งสยามและเรื่องพลุวันเฉลิมที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน มาปนผสมเข้าด้วยกันให้มั่วไปเลย คลิปนี้ใช้เวลานั่งตัดต่อ ตั้งแต่ตอนเก้าโมงเช้าวันเสาร์ กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปตีสองของวันอาทิตย์ ที่ทำนานขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะต้องพิถีพิถันในการทำอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเครื่องคอมพ์มันช้ามาก และจำเป็นต้องแปลงไฟล์ไป แปลงไฟล์มา ใช้โปรแกรมนี้แปลงไฟล์ ใช้โปรแกรมนั้นตัดต่อภาพ ใช้โปรแกรมนี้ใส่เสียง ย้ายไฟล์ไปๆ มาๆ นั่งทำตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่เพลินมาก ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร ท้องฟ้ามืดคาตาเลย เป็นการทำงานฟรีๆ ที่กินแรงงานและเวลามากจริงๆ ถ้าตอนทำงานหากิน ขยันได้แบบนี้สักครึ่งหนึ่ง ป่านนี้คงรวยเละไปแล้ว แวะเข้าไปชมแล้วช่วยคอมเมนต์กันด้วยนะครับ

...


(แก้ไขเพิ่มเติม) เพลงตามคำขอครับ


คืนอันเป็นนิรันดร์




เพียงเธอ





...

Monday, October 29, 2007

Sleepwalk

...

ภาพถ่ายจากกล้องโทรศัพท์มือถือ ถ่ายในรถตู้ระหว่างการเดินทางกลับจากจังหวัดสงขลา ใส่เพลงประกอบ Sleepwalk เป็นเพลงบรรเลงของวง The Shadows





...

Wednesday, October 17, 2007

So soft, your goodbye

...

คลิปวิดีโอถ่ายมาตั้งแต่ตอนที่เดินทางไปจังหวัดสงขลา เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา วันนี้เพิ่งจะมีเวลาว่างและเอามานั่งตัดต่อเล่นๆ โดยใส่เพลงประกอบ So soft, your goodbye เพลงบรรเลงกีตาร์จากสุดยอดปรมาจารย์กีตาร์ เชท แอทกินส์ และ มาร์ค นอฟเลอร์ ในอัลบั้ม Neck and Neck

ไม่รู้ว่าทำไมภาพทะเลเวิ้งว้างกับเสียงกีตาร์บรรเลง ถึงเข้ากันได้ดีแบบนี้ จำได้ว่าเมื่อตอนเรียนมหาลัยปี 1 ไปเที่ยวเกาะเสม็ดเป็นครั้งแรกในชีวิต กับพวกเพื่อนๆ ก็พกซาวนด์อะเบาท์ประจำตัวไปด้วย โดยเปิดฟังเพลงบรรเลงกีตาร์ชุดโปรด คือ Sails ไปตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนเรือเฟอร์รี่ เพลงชุดนี้ก็เป็นของคุณปู่ เชท แอทกินส์ อีกเช่นกัน เพลงของเขาเพราะจริงๆ และเข้ากับการไปเที่ยวทะเลจริงๆ





ปล. อย่าลืมไปติดตามอ่านนิยาย 4 เรื่องของ 4 หนุ่ม ได้ที่บล็อก http://lonesome-cities.exteen.com/

...

Sunday, September 23, 2007

เพลงที่ฟังแล้วน้ำตาไหล

...

หลังจากที่เขียนถึงเพลง Bridge Over Troubled Water ของ ไซม่อนแอนด์การ์ฟังเกล ไปเมื่อบล็อกที่แล้ว ว่าฟังทีไร น้ำตาไหลทุกที วันนี้ก็เลยมานั่งลิสต์รายชื่อเพลงดูเล่นๆ ว่ามีเพลงอะไรบ้าง ที่ทำให้ผมน้ำตาไหลทุกครั้งที่เปิดฟัง แล้วก็พบว่ามันได้แก่เพลงเหล่านี้


I've never been to me ของ Chalene



I can't make you love me ของ Bonnie Raitt



I don't Like to sleep alone ของ Paul Anka



I started a joke ของ Bee Gees



...

ปล. ตอนนี้ Youtube.com ยังใช้งานได้อยู่ ก็รีบๆ เปิดดูกันนะครับ ก่อนที่จะมันจะโดนเซนเซ่อร์ไปอีกรอบ ชักเซ็งพวกเผด็จการเต็มทน ผมไม่ได้สนใจคลิปห่าเหวอะไรที่พวกมันห้ามนั่นหรอก อยากดูแต่คลิปพวกเพลงและหนังสั้นดีๆ มากกว่า นี่แม่งยุคไหนสมัยไหนแล้ว เทคโนโลยีก้าวหน้าไปขนาดนี้ พวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี ยังคิดว่าจะปิดหูปิดตาประชาชนได้อยู่เหรอ

ปล.2 กลับมาช่วยเอาลิงค์ใส่ให้ เพลง Now And Forever ของ Carole King ซาวนด์แทร็กจากหนัง A League of Their Own (1992) พวกเราคงกำลังเรียนอยู่ปี 3 จำได้ว่าฉายที่โรงแมคเคนน่า ค่าตั๋วสมัยนั้น 20-30 บาทเอง

Wednesday, September 12, 2007

แค่มี - พี่จุ้ย

...

ขอนำคลิปวิดีโองานคอนเสิร์ตเฉลียงมาโพสต์ไว้อีกคลิปหนึ่งนะครับ คราวนี้เป็นเพลง "แค่มี" ร้องโดยพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง เพลงนี้ดังสุดๆ สมัยที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม จำได้ว่าตอนนั้นเคยติดตามผลงานของพี่จุ้ยเยอะเหมือนกัน นอกจากอีกหลายๆ เพลงที่พี่เขาร้องกับวงเฉลียงแล้ว ยังตามอ่านหนังสือของเขาและของทีมงานศิษย์สะดือหลายเล่ม หนังสือของพวกเขาส่วนใหญ่เป็นแนวตลกเสียดสีสังคม บางเล่มก็เขียนดี ทั้งตลกทั้งแหลมคม แต่บางเล่มก็เขียนห่วยแตกไร้สาระ มีเล่มที่ผมชอบที่สุด และคิดว่ามีอิทธิพลต่อความคิดผมในสมัยยังเป็นวัยรุ่นมากที่สุด คือหนังสือที่พี่จุ้ยเขียนเอง คือ "ฝันเอียงๆ" มันเป็นหนังสือพอคเกตบุคเล่มเล็กๆ บางๆ ภายในเป็นรวมเรื่องสั้นหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับชีวิตเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งผมคิดว่าเนื้อเรื่องคงมาจากชีวิตและความคิดของเขาเองนั่นแหละ ผมยังพอจำได้บางเรื่อง คือเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กนักศึกษาที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม และไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาของไทย เขาเลยเดินออกจากห้องสอบเสียเฉยๆ ไม่ยอมทำข้อสอบให้เสร็จ อะไรทำนองนี้แหละ เนื้อเรื่องแบบนี้มันสร้างความสะใจลึกๆ ให้กับเด็กวัยรุ่นในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ถึงแม้พวกเราส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำตัวเลียนแบบตามเรื่องนี้ก็ตาม

สมัยก่อนเวลาผมชอบดารานักร้องหรือนักเขียนคนไหน ก็ไม่ได้วิ่งไปกรี๊ดกร๊าดขอลายเซ็น หรือไปรวมกลุ่มกันยกป้ายเชียร์ในงานคอนเสิร์ต เหมือนกับที่พวกสาวกเอเอฟทำกันในทุกวันนี้นะครับ ผมก็อยู่ของผมไป แล้วก็ติดตามผลงานเขาไป มีเพลงใหม่มาก็ฟัง มีหนังสือใหม่มาก็ลองอ่าน แค่นี้เอง แค่นี้ก็ถือว่าชื่นชมมากแล้ว และคิดว่าเขายิ่งใหญ่มากแล้ว จนเวลาผ่านไปเป็นสิบปี ช่วงหลังๆ มานี้ พี่จุ้ยก็ไม่เห็นมีผลงานอะไรออกสู่ตลาด และผมเองก็เลิกอ่านหนังสือตลกๆ และเลิกฟังเพลงของพี่จุ้ยแล้ว เพราะต้องเอาเวลาไปทำงานทำการ มีธุระอย่างอื่นที่สำคัญให้ไปทำมากกว่าการมาสนใจเรื่องพวกนี้ นอกจากนี้ เมื่อผมโตขึ้น ความคิดอ่านก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก จนออกไปทางค่อนข้างเบื่อและเอียนกับอารมณ์ความคิดแบบพวกพี่จุ้ยๆ ด้วย แบบที่พูดถึงแต่ความฝัน อิ่มอุ่น ลมทะเล สวยงามกุ๊กกิ๊กโน่นนี่นั่น อะไรทำนองนั้น

จนเมื่อปีที่แล้ว ผมดันมีเหตุให้ได้เจอพี่จุ้ยเป็นประจำทุกเดือนๆ เพราะช่วงนั้นยังทำงานอยู่นิตยสาร GM พวกเราจัดงานสัมมนา GM Cafe เป็นประจำทุกเดือน แต่ละเดือนก็เชิญวิทยากรมาพูดคุยเรื่องต่างๆ และก็เชิญแขกเป็นบรรดาคนดังโน่นนี่มาเป็น Celeb ในงาน แล้วพี่จุ้ยนี่แกมาร่วมเป็น Celeb ของงานแทบทุกเดือน พี่จุ้ยตัวจริงนี่ไม่ได้ดูดีแบบในภาพความทรงจำที่มีในอดีตหรอกครับ (คลิปวิดีโอปรับฟอร์แมทไฟล์ จาก 16:9 มาเป็น 4:3 ทำให้ตัวคนดูผอมเพรียวขึ้น) แกดูแก่ลงไปเยอะ ท้วมๆ และแต่งตัวโทรมๆ หน่อย การได้เจอพี่จุ้ยเป็นประจำทุกเดือนในงานอีเวนต์ที่จัดเอง ทำให้ผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ได้ใส่ใจ เวลาแกมาในงาน GM Cafe ก็มานั่งฟังสัมมนาอยู่ตรงมุมห้อง พวกแขกในงานคนอื่นๆ ก็ชอบแซวแกว่า แหมพี่นี่มาร่วมงานประจำเลยนะ พี่จุ้ยแกก็ตอบแบบอารมณ์ดีว่าช่วงนี้ตกงาน ไม่มีอะไรทำ แล้วแกก็นั่งฟังไปอย่างนั้นจนจบงาน แล้วก็ร่ำลากลับบ้านกลับช่อง เหมือนกับผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เคยชื่นชอบผลงานแกมาก และลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนหนังสือและเพลงของแกดังขนาดไหน จนกระทั่งได้ไปดูคอนเสิร์ตวงเฉลียงนี่แหละ ตอนที่แกเดินขึ้นมาบนเวที สะพายกีตาร์โปร่ง แล้วเสียงดนตรีอินโทรขึ้น คนนับหมื่นตบมือและร้องกรี๊ดพร้อมกับจนอิมแพคอะรีน่าสะเทือน ภาพความหลังและความรู้สึกเก่าๆ เลยย้อนกลับมา พี่จุ้ยคนเดิมกลับมาแล้ว เสียดายที่เทปเพลงเฉลียงเก่าๆ ยืดหมดแล้ว เทปเพลงชุดเดี่ยวของแกก็หายไปแล้วด้วย (ชื่อชุดอะไรนะที่ดังมากๆ มีเพลง "อยากเก็บคลื่นขาวๆ เอามาฝาก" อ่ะครับ ชุดนี้เพราะทุกเพลงครับ ฟังไม่มีเบื่อ) และหนังสือฝันเอียงๆ ก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ อยากเอากลับมาอ่านอีกสักรอบ





...

Friday, September 07, 2007

เข้าใจ + ยังมี

...

คลิปวิดีโอการแสดงของ พี่เกี๊ยง - นันทขว้าง เอ๊ย! ไม่ใช่ พี่เกี๊ยง - เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ แห่ง วงเฉลียง ต่างหาก ถ่ายจากงานคอนเสิร์ตเฉลียงตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว (แต่เพิ่งเอามาโพสต์ได้เพราะเว็บยูทูปเพิ่งเปิดเนี่ยะ) ด้วยความอนุเคราะห์บัตรฟรีจากน้องตุ้ยเจ้าเก่า วันนี้พี่เกี๊ยงมาในเพลง "เข้าใจ" และต่อด้วย "ยังมี" เพลงแรกนั้นผมฟังตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ส่วนเพลงหลังนั่นผมฟังตอนเรียนปี 1 มหาวิทยาลัย อายุของเพลงนั้นห่างกันหลายปี แต่เพิ่งสังเกตว่าดนตรีของสองเพลงนี้มันคล้ายกันมาก พอเอามารีอะเร้นจ์รวมกัน เลยร้องต่อกันได้เนียนดี เนื้อร้องและดนตรีของเขามีเอกลักษณ์ดีจัง





ปล. 1. ในภาพที่เห็นนี่พี่เกี๊ยงดูผอมๆ เพรียวๆ เกิดจากการเปลี่ยนฟอร์แมตไฟล์วิดีโอ จากที่ถ่ายไว้ในแบบ 16:9 มาเป็น 4:3 นะครับ
ปล. 2. บล็อกนี้มอบแด่คุณเล็ก สาวนักโบว์ลิ่ง ที่เคยคลั่งพี่เกี๊ยงอย่างแรง ไม่รู้ตอนนี้ยังคลั่งเหมือนเดิมเปล่า

...

Thursday, September 06, 2007

ปราสาททราย - คาราโอเกะ

...

คลิปวิดีโอการแสดงของ สุรสีห์ อิทธิกุล ในเพลง "ปราสาททราย" ถ่ายมาจากงานคอนเสิร์ต 25 ปี พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ผมได้ไปดูรอบวันอาทิตย์ ด้วยความอนุเคราะห์จากน้องตุ้ย ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้





ปล. พี่ดี้พูดตอนท้ายการแสดง ว่านี่เป็นคอนเสิร์ตที่ศิลปินแสดงง่ายที่สุด เพราะแทบไม่ต้องร้องเพลงเองเลย คนดูทั้งอิมแพคอรีน่าแหกปากร้องแทนหมดทุกเพลง เออ...จริงของเค้า เพราะไปดูคอนเสิร์ตงานนี้ มันเหมือนไปร้านคาราโอเกะเลยแฮะ เพลงเค้าป๊อปจริงๆ

...

Sunday, August 12, 2007

Greatest Love of All

...

เมื่อคืนบังเอิญเปิดไปเจอคลิปวิดีโอในเว็บหนึ่ง http://www.tik4u.com/video.php?id=1069 น้องผู้หญิงคนนี้ทั้งน่ารักและทั้งร้องเพลงเพราะ ชนะเลิศไปเลยน้อง เธอทำให้ผมได้หันมาตั้งใจฟังเพลง The Greatest Love of All ก็คราวนี้เอง หลังจากที่เคยฟังมานานมาแล้ว เมื่อ 10-20 ปีก่อน เป็นเวอร์ชั่นของ วิทนี่ย์ ฮูสตัน แต่งโดย ไมเคิล แมสเซอร์ และ ลินดา ครีด แต่ตอนนั้นก็ฟังแบบผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจกับเนื้อหาของเพลง พอสนใจฟังมันจริงๆ แล้วก็รู้สึกทึ่งกับคนแต่งเพลงนี้ ฉลาดมากและเนื้อหาของเพลงดีมาก

I believe the children are our are future
Teach them well and let them lead the way
Show them all the beauty they possess inside
Give them a sense of pride to make it easier
Let the children's laughter remind us how we used to be
Everybody searching for a hero
People need someone to look up to
I never found anyone who fulfill my needs
A lonely place to be
So I learned to depend on me
I decided long ago, never to walk in anyone's shadows
If I fail, if I succeed At least I'll live as I believe
No matter what they take from me
They can't take away my dignity
Because the greatest love of all
Is happening to me
I found the greatest love of all
Inside of me
The greatest love of all
Is easy to achieve
Learning to love yourself
It is the greatest love of all
And if by chance, that special place
That you've been dreaming of
Leads you to a lonely place
Find your strength in love

เพลงนี้พูดถึงความเป็นปัจเจกชนนิยม และบอกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความรักในตนเอง น่าตกใจกับเนื้อหาเหมือนกันนะครับ ความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักในตัวเอง นี่มันสะท้อนให้เห็นแนวความคิดแบบตะวันตกและแบบอเมริกันชนชัดเจนสุดๆ ประมาณว่าดิฉันเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีใครเป็นฮีโร่และไม่เคยอยู่ใต้การครอบงำของใคร ฉันจะสุขหรือทุกข์ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวฉันเอง และในที่สุดแล้ว ดิฉันพบว่าชีวิตแบบนี้นำไปสู่ความดีงามและมีความสุขที่สุด เนื้อเพลงนี่ก็ชนะเลิศไปเลยเช่นกัน

ฟังเพลงนี้แล้วทำให้ผมคิดว่า ความเป็นปัจเจกชนนิยมนี้คือความจริงแท้ของโลกหรือเปล่า เลยนึกเปรียบเทียบไปถึงเพลงไทยอีกเพลงหนึ่ง คือ "ของขวัญจากก้อนดิน" แต่งโดย นิติพงษ์ ห่อนาค ร้องโดยพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์

เราทุกคนก็เหมือนก้อนดินแค่ก้อนหนึ่ง
เปราะบาง ไร้ค่า ไร้ความหมาย
อ่อนแอเหมือนโคลน ไหลไปตามทางเรื่อยไป
เมื่อน้ำแห้งไป ก็แตกระแหง
มีพลังเพียงแค่แรงเดียวที่ยึดเรา
เหนี่ยวรั้งเราไว้ ให้กล้าแข็ง
รวมผู้คนมากมาย ให้ทรงพลังแข็งแรง
รวมเม็ดดินทุกเม็ด ให้เป็นแผ่นดิน
เราก็รู้ พ่อต้องเหนื่อยสักเพียงไหน
ต้องลำบากใจกายไม่เคยสิ้น
เพราะพ่อรู้ พ่อคือพลังแห่งแผ่นดิน
ให้เราพออยู่พอกินกันต่อไป
หากจะหาของขวัญ ให้พ่อสักกล่อง
เราทั้งผองจะพร้อมกันได้ไหม
บวกกันเป็นดินเดียว ให้พ่อได้สุขใจ
ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปอย่างที่เป็นมา
ช่วยกันทำความดี ให้พ่อได้สุขใจ
ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป อย่างที่แล้วมา

เพลงนี้พูดถึงอีกสุดขั้วหนึ่งของความคิด เป็นความคิดแบบคนไทย แบบทางตะวันออก เขาบอกว่ามนุษย์แต่ละคนนั้นอ่อนด้อย ไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะดำเนินชีวิตไปแบบไร้สาระ ไร้จุดหมาย เหมือนกับธุลีดิน เราต่างก็ล่องลอยเฉื่อยแฉะเหมือนกับเศษดินที่ลอยไปตามน้ำ พอน้ำไหลมาเราก็ไหลเละเทะตามไป ดังนั้น ความดีงามและความจริงแท้ของโลก คือการที่เรามาอยู่ร่วมกัน โดยต้องอาศัยพลังจากภายนอกตัวเรา พลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่า อันได้แก่สถาบันต่างๆ ในเพลงนี้ก็หมายถึงสถาบันกษัตริย์นั่นเอง ที่จะมาเชื่อมโยงเราทุกคนเอาไว้ เพื่อจะได้ร่วมกันทำอะไรที่ดีงามขึ้นมาได้ ฟังๆ ดูแล้วเพลงนี้ก็เพราะดี กินใจมาก สรุปคือความรักที่ยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกตัวเรา มาจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่า คนไทยเราชอบแต่งเพลงทำนองนี้ครับ เราพูดถึงแม่ พูดถึงพ่อ ความรักที่ยิ่งใหญ่มาจากแม่พ่อ ประมาณเพลง "อิ่มอุ่น" หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งเนื้อเพลงพวกนี้นี่ชนะเลิศเช่นกัน

ผมเลยสงสัยว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เราแต่ละคนนี่ มีความเจ๋ง ความดีงาม ความสามารถ อยู่ภายในตัวเราเอง หรือว่าเราต่างไร้สาระ ไร้คุณค่าภายใน เราแค่ต้องอาศัยพลังจากภายนอกตัวเราเท่านั้น พี่เบิร์ดของเราถูก หรือวิทนี่ย์ ฮุสตัน ถูกกันแน่? ถ้าจะตอบแบบง่ายๆ คือตอบกว่าก็ทางสายกลางไงล่ะ คือต้องเห็นคุณค่าของตัวเองด้วย และก็ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย ตอบแบบนี้ง่ายมากครับ

แต่ผมก็สงสัยอีกนั่นแหละ ว่าจุดตรงกลางของมันอยู่ตรงไหน? คนเราเก่งในตัวเองทุกคน หรือเราต้องรออื่นที่เก่งกว่ามาโปรดเรา
...

เกร็ดเพิ่มเติมเล็กน้อยจากเว็บวิกิพีเดีย เพลงนี้เวอร์ชั่นต้นฉบับร้องครั้งแรก ของ จอร์จ เบนสัน ตั้งแต่ปีค.ศ.1977 แต่ต้นฉบับไม่ค่อยดังเท่าไร วิทนี่ย์ ฮูสตัน เอามาร้องอีกครั้งแล้วดังกว่า ในปีค.ศ.1986

...

Saturday, January 27, 2007

Romancing Pizza

...

วิดีโอคลิปล่าสุด ถ่ายทำที่ร้านพิซซ่า Scoozi ถนนข้าวสาร นำมาตัดต่อ และใส่เพลงซาวนด์แทร็ก จากหนังเรื่อง IL POSTINO





ขอขอบคุณนักแสดงกิติมศักดิ์ทุกท่าน คุณ Grappa , คุณ Black Comedy , และคุณ Pawana

...

Wednesday, November 29, 2006

เพื่อนเก่า

...

โดยไม่คาดฝันมาก่อน ผมได้เจอหน้าเพื่อนเก่าอีกครั้ง ตอนแรกผมนึกว่าเขาได้หายสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว เพราะว่าเขาได้รู้คำตอบของคำถามเกี่ยวกับจุดหมายของชีวิต และเขาได้ออกเดินทางไปยังจุดหมายนั้น ตั้งแต่เมื่อ 2-3 เดือนก่อน อย่างที่เล่าไว้ในบล้อกเรื่องนี้

http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/08/blog-post_31.html

วันนี้อยู่ดีๆ เขาก็กลับมายืนอยู่ตรงที่เดิม หน้าตาท่าทางของเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือวี่แววของความเหนื่อยล้า และความหวาดกลัวอะไรบางอย่าง เราได้ทักทายกันเล็กน้อย เขาดูลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย และเหมือนกับหวาดระแวงโลกรอบตัว ทำให้ผมเลยไม่กล้าเอ่ยถามถึงเรื่องการเดินทางของเขา ว่าเขาหายไปไหนมา ไปเจออะไรมาบ้าง และได้ไปถึงที่ปลายทาง จุดหมายของชีวิตนั้นแล้วหรือยัง ผมเกรงว่าคำถามนี้อาจจะทำให้เขาสะเทือนใจ บางทีเขาอาจจะยังไปไม่ถึงก็ได้ เขาอาจจะท้อแท้แล้วเดินกลับมาเสียก่อน หรือเขาอาจจะไปถึง แล้วพบความจริงอะไรบางอย่างที่ไม่ตรงกับวาดฝันไว้ ความจริงอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนี้



***