Showing posts with label vidcap. Show all posts
Showing posts with label vidcap. Show all posts

Sunday, March 16, 2008

ดูหนังเป็นตุเป็นตะ - รักแห่งสยาม

...


การปะติดปะต่อความทรงจำ ให้กลายเป็นเรื่องเล่าของความรัก

ผมเอาดีวีดีรักแห่งสยามมานั่งดูอีกรอบ ดูแบบละเอียดยิบเฟรมต่อเฟรมกันเลยทีเดียว หลังจากที่ไปดูในโรงมาแล้วรอบครึ่ง (เอ๊ะ! ทำไมรอบครึ่ง? อ่านรายละเอียดได้ในบล็อก) เพื่อพยายามมองหารูปแบบอะไรบางอย่าง ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในแก่นแกนของหนังเรื่องนี้ และนี่คือรูปแบบที่ผมได้ค้นพบ และแกนของเรื่องที่ผมสามารถอธิบายได้ ขออธิบายด้วยการดูภาพ Capture ทีละฉากๆ ไล่ตามลำดับในเรื่อง

**** เนื่องจากมีมากถึง 70 ภาพ จึงโพสต์ในบล็อกเกอร์ไม่ไหว ต้องโพสต์ใส่ไว้ที่เว็บมัลติพลาย กรุณาเข้าไปอ่านเรื่องพร้อมภาพประกอบเรียงตามลำดับสวยงามได้ที่นี่***


http://aloneinthecinema.multiply.com/journal/item/1




ภาพเก่า - เพลง - ความทรงจำ - เรื่องเล่า - ความสูญเสีย

01- ฉากแรกสุด ในบ้านของมิววัยเด็ก อาม่านั่งอยู่ท่ามกลางภาพถ่ายเก่าๆ ใส่กรอบแปะบนฝาผนัง

02- มิวถามอาม่าว่าทำไมไม่ยอมย้ายบ้าน อาม่าบอกว่าแก่แล้ว ไม่อยากย้ายไปไหน

03- มิวเล่นเปียโนของอากง บทเพลงจีนเก่าๆ อาม่าเดินมาหา โปรดสังเกตว่ามีภาพถ่ายเก่าๆ บนฝาผนังจำนวนมาก

04- โคลสอัพไปที่เปียโน อาม่ากำลังเล่นและเล่า narrative หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของตนเอง ว่าเพลงนี้อากงชอบเล่นให้อาม่าฟัง แล้วก็ถามมิวว่าฟังออกไหม ว่าเพลงนี้หมายถึงอะไร มิวตั้งใจฟัง แล้วตอบว่า อากงคิดถึงอาม่า แล้วอาม่าก็บอกว่าให้มิวหัดเล่นเปียโนให้เก่งๆ เพื่อสักวันจะได้เล่นมันให้คนรักฟังบ้าง

05- โคลสอัพไปที่ภาพเก่าของอากงกำลังเล่นเปียโน อาม่าบอกว่า ถ้าอากงกลับมาบ้าน แล้วไม่เจอใคร เขาก็จะเหงา นี่คือสาเหตุที่อาม่าไม่ยอมย้ายบ้านไป เพราะยังคงรักอากงอยู่อย่างสุดซึ้งนั่นเอง เด็กอย่างมิวในตอนนั้น ยังไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร และไม่รู้ว่าอาม่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์กันแน่ ?


ความรัก - ความสมบูรณ์

06- ฉากครอบครัวของโต้งนั่งกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีอยู่ 4 คน คือแม่ พ่อ โต้ง และแตง นั่งกันครบทุกมุมของโต๊ะ 4 เหลี่ยม แสดงให้เห็นความครบถ้วน เต็มสมบูรณ์ ความสุข และความรักในครอบครัว หลังจากนั้นหนังก็นำเสนอว่าครอบครัวโต้งกำลังเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ โดยแตงขอแยกไปเที่ยวต่อกับเพื่อน


การปะติดปะต่อ - เรื่องเล่า - ลายแทง - Elizabethtown

07- โต้งกลับมาจากเชียงใหม่ แล้วซื้อตุ๊กตาไม้แบบถอดชิ้นส่วนได้มาเป็นของขวัญให้มิว โดยแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปซ่อนตามจุดต่างๆ เขียนลายแทงให้มิวเดินตามหาทีละชิ้น

08- ช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงฉากตอนจบของหนังเรื่อง Elizabethtown ของคาเมรอน โครว์ ไม่ได้จะจับผิดมะเดี่ยวว่าลอกเขามานะ แค่บอกว่ามันสื่อความหมายและแนวคิดเดียวกัน

09- ว่าคนสองคนจะสื่อถึงกัน เข้าใจกัน และมีความสัมพันธ์กันได้ ด้วยการมีเรื่องเล่า narrative ร่วมกัน โดยปะติดปะต่อองค์ประกอบต่างๆ ไปในเส้นทางเดียวกัน

10- โต้งบอกว่าที่บ้านชอบเล่นเกมแบบนี้ เวลาที่จะให้ของขวัญกัน ซึ่งในเนื้อเรื่องหลังจากนี้ เราจะเห็นการเล่นเกมนี้อีกหลายครั้ง

11- แต่! ... ชิ้นส่วนสุดท้ายของตุ๊กตาไม้ขาดหายไป เพราะโดนรถขยะเก็บไปเสียก่อน สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่นี้ขาดพร่อง เรื่องเล่าของพวกเขาไม่สมบูรณ์ และตุ๊กตาไม้ตัวนี้ได้กลายเป็นโมทิฟหลักของหนังเรื่องนี้


ชิ้นส่วนที่หายไป - ความทรงจำ - ความสูญเสีย

12- ภาพถ่ายเก่าๆ ถูกนำมาใช้อีกครั้ง (คราวที่แล้วคือภาพถ่ายของอาม่าและอากงของมิว) มาคราวนี้เป็นภาพของครอบครัวมิวระหว่างไปเที่ยวเชียงใหม่

13- แตงหายตัวไปเฉยๆ แตงจึงเปรียบเหมือนกับชิ้นส่วนที่หายไปของครอบครัวนี้ นำมาซึ่งความรู้สึกสูญเสีย พ่อเสียใจ นั่งร้องไห้ ยอมรับความสูญเสียนี้ไม่ได้ และเริ่มติดเหล้าตั้งแต่บัดนั้น

14- แม่เสียใจเหมือนกัน เดินเข้าไปในห้องนอนของแตง บนโต๊ะมีชิ้นส่วนตัวต่อจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จ วางกระจัดกระจาย และมีอัลบั้มรูปภาพถ่ายครอบครัววางอยู่ แม่หยิบขึ้นมาดูแล้วร้องไห้

15- แม่หยิบหมอนของแตงขึ้นมาซุกกอดและร้องไห้ หมอนจะถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของความสูญเสียและการจากลาอีกครั้ง ในตอนถัดๆ ไป

16- ภาพโต๊ะอาหารของครอบครัวโต้ง คราวนี้มีเหลือกันอยู่แค่ 3 คน โต๊ะสี่เหลี่ยมมีด้านหนึ่งที่ว่างเปล่า


ฉากเปิดเรื่อง

17- กว่าจะถึงฉากเครดิตต้นเรื่อง ก็กินเวลาไปแล้ว 20 นาที ถือเป็นการเปิดเรื่องที่แปลกประหลาดดี ผมคิดว่ามะเดี่ยวทำแบบนี้ เพราะต้องการนำเสนอแก่นของเรื่อง โมทิฟ และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการทำความเข้าใจหนังทั้งเรื่อง ให้ครบถ้วนหมดเสียก่อน ซึ่งก็ได้แก่ข้อ 1-4 ที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อนำหัวข้อ 1-4 มา intersect กัน ก็จะเหลือหัวข้อดังต่อไปนี้ "ความทรงจำ - ความสูญเสีย - ภาพเก่า - การปะติดปะต่อ - ชิ้นส่วนที่หายไป - ความรัก - เพลง"


แล้วหลังจากนี้ไป หัวข้อเหล่านี้จะถูกนำกลับมาสอดแทรกไว้ตลอดเรื่อง เพื่อให้คนดูได้เห็นมันซ้ำๆ เป็นการตอกย้ำแก่นแกนของหนัง


ความรักคืออะไร?

18- เมื่อโต้งกับมิวโตขึ้นกลายเป็นเด็กวัยรุ่น พวกเขาไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร ด้านหนึ่ง มิวเป็นนักดนตรีวงออกัสต์ ผู้จัดการวงบอกให้มิวแต่งเพลงรัก แต่มิวยังนึกไม่ออกว่าจะแต่งอย่างไร เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของเขาไม่สมบูรณ์ ตุ๊กตาไม้ยังไม่มีจมูก

19- อีกด้านหนึ่ง โต้งเป็นแฟนกับโดนัท แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่ารักเธอหรือเปล่า เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของเขาไม่สมบูรณ์เช่นกัน

20- โต้งได้เจอมิวอีกครั้งที่สยามสแควร์ พวกเขากำลังจะเติมเรื่องเล่าของกันและกันให้สมบูรณ์

21- โต้งไปบ้านมิวเพื่อเอาซีดีไรท์เพลง มองเห็นตุ๊กตาไม้ และภาพเก่าๆ ในวัยเด็กของตนเองที่ถ่ายคู่กับมิว และมิวใส่กรอบวางไว้บนโต๊ะอย่างดี

22- โต้งมองไปที่หน้าต่างบ้านเก่าของตนเอง เห็นภาพหลอนเป็นพี่แตงยืนอยู่ แล้วถามมิวว่า เคยเห็นพี่แตงกลับมาหรือเปล่า สะท้อนให้เห็นความทุกข์จากการสูญเสีย และการเฝ้ารอให้เขากลับคืนมา เหมือนอาม่าบอกว่ารออากงกลับบ้าน (ข้อ 1)


เด็กสาวที่สร้างเรื่องเล่าเพียงฝ่ายเดียว

23- หญิงเป็นเด็กสาวข้างบ้านที่แอบรักมิว

24- โปรดสังเกตภาพถ่ายของมิวจำนวนมากแปะไว้บนฝาผนังห้องของหญิง เหมือนกับภาพของอากงที่อยู่บนฝาผนังบ้านของอาม่า (ข้อ 1) และเหมือนกับภาพถ่ายของครอบครัวโต้งตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ (ข้อ 4) แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังพยายามสร้างเรื่องเล่าความรักของเธอกับมิว ขึ้นจากการปะติดปะต่อเองฝ่ายเดียว ฉากนี้ดูเหมือนฝาผนังห้องของเลนนี่ ในหนังเรื่อง Memento


การเรียกร้องขอฟังเรื่องเล่า

25- พ่อมีอาการความจำเสื่อม หลงๆ ลืมๆ ชอบหยิบภาพถ่ายเก่าๆ ตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ขึ้นมาดู ในปัจจุบัน อาการความจำเสื่อมมักจะถูกนำมาใช้เป็นเนื้อเรื่องในหนังจำนวนมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดและปรัชญาร่วมสมัยได้ดี

26- พ่อเฝ้าถามคำถามเดิมๆ วนเวียน แตงหายไปไหน? ตอนที่ถ่ายภาพนี้แตงไปอยู่ไหน? แตงไปด้วยหรือเปล่า? ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทำให้แม่รำคาญ


ความรัก VS ความสูญเสีย

27- ฉากที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้ ที่สะท้อนให้เห็นแก่นของหนังทั้งเรื่อง และกระจายออกไปสู่ตัวละครเกือบทุกตัว เริ่มต้นที่โต้งไปนอนค้างที่บ้านมิว และเริ่มต้นคุยกัน

28- มิวเริ่มเล่าถึงความรู้สึกเหงาที่เกิดขึ้นหลังจากการสูญเสียอาม่า ถือเป็นประสบการณ์ความรักและความสูญเสียครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของมิว (อีกครั้งหนึ่งคือตอนที่โต้งย้ายบ้าน)

29- ภาพตัดไปที่แม่ ออกมาตามหาโต้งว่าหายไปไหน ดึกดื่นไม่ยอมกลับบ้าน แม่กำลังหวาดกลัวต่อความสูญเสีย หลังจากที่ลูกสาวหายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ลูกชายกำลังจะหายไปอีกคน

30- มิวตั้งประเด็นที่น่าสนใจมาก ว่าคนเราจะรักได้อย่างสุดหัวใจ โดยไม่ต้องกลัวการสูญเสียได้หรือไม่?? ย้อนกลับไปที่ข้อ 1 กับประเด็นว่า อาม่ารักอากงมาก จนถึงวันที่อากงตายไปแล้ว อาม่ายังคงเฝ้ารออากงกลับบ้าน แบบนี้อาม่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์?

31- ถึงตอนเช้า โต้งกลับบ้านไปแล้ว มิวตื่นขึ้นมาเห็นข้างตัวเองว่างเปล่า หยิบหมอนที่โต้งหนุนนอนเมื่อคืนขึ้นมากอด เหมือนกับฉากแม่กอดหมอนลูกสาวในข้อ 4


ความรักที่ไร้เรื่องเล่าคือความรักที่ฉาบฉวย

32- โต้งไปเดินเที่ยวกับโดนัทที่สยามสแควร์ ตัวละครโดนัทในเรื่องนี้ ปรากฏอยู่เฉพาะที่สยามสแควร์ คนดูจะไม่เห็นบ้านของเธอ ไม่เห็นครอบครัว ไม่รู้ประวัติความเป็นมา แต่รับรู้แค่ความน่ารัก แต่งตัวหรูหรา เดินช็อปปิ้ง เตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย เป็นตัวละครที่แบนบาง ไร้เรื่องเล่า

33- ระหว่างเดินช็อปปิ้งกันอยู่ โต้งเหลือบไปเห็นตุ๊กตาไม้แบบเดียวกับที่เคยให้มิว วางขายอยู่ ตุ๊กตาไม้ตัวนี้สมบูรณ์ มีจมูกอยู่ สะท้อนให้เห็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักระหว่างโต้งกับมิวที่ครบถ้วน โต้งให้ความสนใจตุ๊กตาไม้นี้อย่างมาก จนทำให้โดนัทโกรธ

34- เพราะไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีความทรงจำ จึงไม่มีความรักให้กัน แล้วโดนัทก็เดินจากไป


การเรียกร้องขอฟังเรื่องเล่า 2

35- จูนเป็นผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนแตง แม่เลยจ้างให้มาแสดงละครหลอกพ่อ ก่อนจะจ้าง แม่ถามอย่างเอาจริงเอาจัง ถึงประวัติความเป็นมาของจูน แสดงให้เห็นว่าตัวแม่เองก็หิวกระหายเรื่องเล่าเหมือนกับพ่อนั่นแหละ (ในข้อ 8)

36- เมื่อพาจูนมาที่บ้าน พ่อเห็นก็นึกว่าเป็นแตง เลยดีใจใหญ่ และเฝ้าแต่ถามว่าแตงหายไปไหนมา เล่าให้ฟังหน่อย

37- จูน (ที่แสร้งเป็นแตง) เล่าเรื่องเล่าแบบเป็นตุเป็นตะ ว่าความจำเสื่อม ชาวเขามาช่วยชีวิตไว้ และหาทางกลับบ้านไม่ได้ เป็นเรื่องเล่าที่ฟังแล้วนอนเซ้นส์มาก แต่ยิ่งเล่า ก็ยิ่งทำให้พ่อมีความสุข เพราะพ่อหิวกระหายเรื่องเล่ามานานแสนนาน เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าแล้ว พ่อก็ผูกพันและรักแตงได้เหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่าความรักนั้นเกิดจากการมีเรื่องเล่าร่วมกัน กรุณาย้อนกลับไปอ่าน ข้อ 1 เกี่ยวกับเรื่องเล่าของอาม่า และ ข้อ 3 เกี่ยวกับลายแทงของโต้ง และหนัง Elizabethtown


เรื่องเล่าของจูน

38- จูนสารภาพว่าเรื่องเล่าเมื่อกี้นี้ลอกมาจากหนังเรื่อง "รักจัง" มาจนถึงตอนนี้ คนดูยังไม่รู้เลยว่าจูนมีประวัติความเป็นมาที่แท้จริงอย่างไร

39- เมื่อจูนกลับมาถึงบ้าน เป็นอพาร์ทเมนต์ห้องเล็กๆ เธออยู่คนเดียว บนผนังห้องของเธอมีภาพถ่ายใบเล็กๆ ติดเต็มไปหมดเหมือนกัน แต่กล้องไม่ได้โคลสอัพเข้าไปให้คนดูเห็นรายละเอียด เหมือนกับหนังไม่ได้ต้องการจะบอกคนดูว่าจูนคือใคร แต่บอกแค่ว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มีเรื่องเล่าของตัวเองทั้งนั้นแหละ


เพลงก็คือเรื่องเล่านั่นเอง

40- ความสัมพันธ์ระหว่างโต้งกับมิวดำเนินไปด้วยดี เป็นแรงบันดาลใจให้มิวแต่งเพลงรักได้หวานซึ้ง ผมคิดว่าสำหรับหนังเรื่องนี้ เพลง ก็เปรียบเหมือนกับตัวต่อจิ๊กซอว์ ตุ๊กตาไม้ การเดินตามลายแทง ภาพถ่ายบนฝาผนัง ความครบถ้วน และการเกิดขึ้นของเรื่องเล่า ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความรักและความสูญเสีย ในที่สุดมิวก็แต่งเพลงด้วยความรัก ได้เหมือนกับที่อากงเล่นเปียโนให้อาม่าฟัง (ในข้อ 1)


จูนเดินตามลายแทง

41- พ่อดีใจที่ลูกสาวกลับมา อยากจะแสดงความรักด้วยการสร้างเรื่องเล่ากันใหม่ จึงเขียนลายแทงให้จูนเดินตาม แต่จูนไม่สามารถเดินตามลายแทงได้ครบ เพราะเอาลายแทงแผ่นหนึ่งไปห่อหมากฝรั่งทิ้งเสียก่อน แสดงให้เห็นว่าจูนไม่ได้ต้องการจะมีเรื่องเล่าและความรักกับครอบครัวนี้


รักแห่งสยามสแควร์

42- ฉากนี้แสดงให้เห็นความรักรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยมีสยามสแควร์เป็นฉากหลัง เริ่มต้นที่โต้งกับมิวนั่งกินไอติมด้วยกัน โดยมิวมานั่งแทนที่โดนัท

43- โดนัทก็เดินเตร็ดเตร่ช็อปปิ้งกับผู้ชายต่อไป อย่างไร้จุดหมาย

44- (อีกแล้ว)


การเรียกร้องขอฟังเรื่องเล่า 3

45- บ้านของโต้งจัดงานเลี้ยงฉลองที่แตงกลับมา เพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียน และพยายามคาดคั้นขอฟังเรื่องเล่าจากจูน (ที่แสร้งเป็นแตง) ว่าหายไปไหนมา จูนก็เล่าเรื่องรักจังให้ฟังอีกรอบ หลังจากนี้ก็เป็นฉากเฟิร์สทคิสระหว่างโต้งกับมิว และแม่เดินมาเห็นเข้าพอดี


เรื่องเล่าของแม่

46- หลังจากที่ได้ดูเรื่องเล่าของใครต่อใครมาแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเรื่องเล่าของแม่บ้าง ตั้งแต่ต้นเรื่องและนับตั้งแต่แตงหายตัวไป แม่เป็นคนที่นิ่ง เก็บอารมณ์ รักษาสภาวะตัวเองให้เดินหน้าต่อไปได้ ในขณะที่พ่อนั้นล้มเหลวเสียคนไปแล้ว หลายคนคงอยากจะรู้แล้วว่าทำไมแม่จึงดำเนินชีวิตต่อมาได้แบบนี้ คำตอบอยู่ในฉากนี้ ฉากที่แม่รีบมาหามิว และบอกให้มิวเลิกคบกับโต้งแบบคู่เกย์

47- เรื่องเล่าของแม่ คือเหลือโต้งเป็นที่พึ่งที่หวังสุดท้าย แม่รักและต้องการให้โต้งเติบโตเป็นคนปกติ เรียนจบ หางาน เก็บเงิน แต่งงาน มีลูก และมีอนาคตแบบผู้ชายปกติทั่วไป นี่คือความรักของแม่ และเรื่องเล่าของแม่ เรื่องที่แม่คาดหวังจากโต้ง


การพังทลายของเรื่องเล่า

48- เมื่อหญิงรู้ความจริงว่ามิวเป็นเกย์ ก็เสียใจและวิ่งกลับมาที่ห้อง ฉีกทึ้งภาพถ่ายของมิวที่แปะไว้บนฝาผนังทิ้ง ภาพถ่ายเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเรื่องเล่าความรักที่มีต่อมิว เมื่อไม่มีทางสมหวังกับมิวแล้ว หญิงก็ทำลายเรื่องเล่านี้ทิ้ง

49- แม่ร้องไห้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือเมื่อสูญเสียลูกสาว ครั้งนี้แม่กำลังสูญเสียลูกชาย เมื่อรู้ว่าลูกชายเป็นเกย์ เรื่องเล่าของแม่ที่วางไว้ ก็พังทลายลง

50- โต้งไปนั่งกินเหล้าที่คอนโดเพื่อน เจอกับหญิงที่รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว โต้งพยายามปล้ำหญิง และเพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่มีอารมณ์ทางเพศกับหญิง โต้งร้องไห้เพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองคืออะไร "ฉันเป็นอะไรอ่ะหญิง ฉันเป็นอะไร?" คำถามนี้สะท้อนให้เห็นว่าโต้งไม่รู้ว่าในเรื่องเล่าความรัก ระหว่างชายหญิงปกติ อย่างที่แม่คาดหวังไว้นี้ เขามี Role อย่างไร (ซึ่งก็คือ Sex Role นั่นเอง)


การก่อสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาใหม่

51- จูน (ในบทของแตง) นั่งดูอัลบั้มรูปเก่าๆ กับพ่อ แล้วเล่าเรื่องราวต่างๆ นานาให้พ่อฟัง โดยแต่งมันขึ้นมาเองมั่วๆ ทำให้พ่อมีความสุขมาก

52- แม่ได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ จากปากจูน ก็เดินมาถามว่าเอาเรื่องเหล่านี้มาจากไหน จูนบอกว่าแต่งขึ้นมาเอง มันก็แค่เป็นเรื่องที่พ่ออยากฟัง

53- ในตอนแรกนั้น แม่ยังไม่ยอมรับเรื่องเล่าใหม่ที่จูนแต่ง และยังคงยึดติดกับเรื่องเล่าเก่าๆ ของตนเอง จึงพยายามคาดคั้นจากจูนให้ได้ ว่าจูนเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงหน้าเหมือนแตง

54- ที่โรงพยาบาล จูนเล่าประวัติของตัวเองอย่างละเอียด ว่าเป็นเด็กยากจนมาจากเชียงใหม่ พ่อแม่ตายไปแล้ว ตอนนี้เธอจึงใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แม่ฟังแล้วสะเทือนใจ เกิดความผูกพันและความรักในตัวจูน

55- แต่จู่ๆ แม่ก็นึกขึ้นมาได้ ว่าจูนชอบแต่งเรื่องขึ้นมาเอง จึงถามไปว่าเรื่องที่จูนเล่านั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง? และในฉากนี้เอง ที่แม่ได้เรียนรู้ถึงพลังของเรื่องเล่าที่มีต่อความรัก เราทุกคนต้องมีเรื่องเล่าที่ประกอบสร้างขึ้นมาจากภาพความทรงจำมากมาย และมันจะทำให้เราเป็นตัวเราในทุกวันนี้ รวมไปถึงยังสร้างความผูกพันและความรักกับใครสักคน (เรื่องประมาณ Memory and Self Narrative) การจะไปคาดคั้นบังคับขอฟังเรื่องเล่าจากใคร หรือไปบังคับให้ใครมาเดินตามเรื่องเล่าของเรานั้น มันไม่ถูกต้อง


การเรียนรู้

56- เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของหนัง ก็จะถึงช่วงที่ตัวละครได้เรียนรู้บทเรียนซึ่งเป็นประเด็นหลักของหนัง ฉากนี่แม่กับโต้งกำลังช่วยกันแต่งต้นคริสต์มาส ผมว่าการนำของตกแต่ง เครื่องประดับต่างๆ มาใส่ต้นคริสต์มาสในฉากนี้ มีความหมายเหมือนกับตัวต่อจิ๊กซอว์ ตุ๊กตาไม้ และภาพถ่ายบนฝาผนัง โต้งมีท่าทีลังเล ไม่แน่ใจ ว่าจะเอาอะไรไปใส่ไว้ตรงไหน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่มีเรื่องเล่า และไม่มี Sex Role ของตัวเอง

57- แม่บอกให้โต้งเอาตุ๊กตาสองตัวติดตรงไหนก็ได้ ติดๆ ไปเถอะ ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง หมายความว่า เมื่อโต้งโตแล้ว ต่อไปนี้ ชีวิตโต้งก็ต้องมีเรื่องเล่าของตัวเองได้แล้ว มีคนตั้งข้อสังเกตว่าตุ๊กตาทั้งสองตัวนี้ เป็นเพศหญิงและเพศชาย ฉากนี้จึงแสดงให้เห็นการตัดสินใจเลือก Sex Role ของโต้งนั่นเอง


Sex Role ของโต้ง

58- แล้วโต้งก็ไปบอกเลิกกับโดนัท


เรื่องเล่าของแม่ 2

59- จูนก็ลาจากครอบครัวนี้ไป โดยทิ้งจดหมายไว้แบบเป็นลายแทงให้แม่เดินตาม จนถึงตอนนี้ คนดูยังไม่รู้เลยว่าที่แท้จริงแล้วจูนคือใคร ลักษณะตัวละครจูน เป็น Magical Realism คือสิ่งมหัศจรรย์ที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาในเรื่อง ส่งผลกระทบต่อตัวละครทั้งหมด และก็เป็นเงื่อนไขให้เนื้อเรื่องดำเนินไป

60- ลายแทงนำแม่มาสู่ซองจดหมายที่มีภาพถ่ายครอบครัวตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ ในภาพมีกัน 3 คน คือแม่ พ่อ และโต้ง

61- พ่อเดินมาพอดี แล้วก็เริ่มถามเซ้าซี้ซ้ำๆ แบบเดิม ว่าแตงหายไปไหน? แตงไม่อยู่แล้วใช่ไหม? แต่คราวนี้ แทนที่แม่จะรำคาญแล้วเอาภาพไปซ่อนเหมือนเคย แม่เริ่มเล่าเรื่องของแม่ให้พ่อฟัง แม่บอกว่าตอนที่ถ่ายภาพนี้ แตงยังอยู่ แตงเป็นคนถ่ายภาพนี้เอง

62- เรื่องเล่าของแม่ แสดงให้เห็นว่า การที่แตงไม่ปรากฎให้เห็นอยู่ในภาพ ก็ไม่ได้แปลว่าแตงไม่ได้อยู่กับเรา (มันเป็นแนวคิดเรื่อง Presence - Absence การไม่ปรากฏ ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่) ทำให้พ่อได้เริ่มเรียนรู้บ้าง พ่อพูดซ้ำๆ ว่า ผมรู้แล้ว รู้แล้ว รู้แล้ว


Sex Role ของโต้ง 2

63- ฉากจบของเรื่อง หลังจากบอกเลิกกับโดนัทแล้ว โต้งก็ไปพบกับมิวที่หลังเวทีคอนเสิร์ต

64- Sex Role ของโต้ง ยังคงคลุมเครืออยู่ ถึงแม้จะบอกเลิกกับโดนัท แต่เขาก็ไม่ได้ลงเอยกับมิว "เราคงคบกับมิวเป็นแฟนไม่ได้"

65- "แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้รักมิวนะ" แนวคิดเรื่อง Presence - Absence มาอีกแล้ว ถึงเราไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่เราก็รักกันนะ นี่คือเรื่องเล่าที่โต้งเลือก

66- โต้งเอาชิ้นส่วนจมูกของตุ๊กตาไม้มาให้มิวเป็นของขวัญวันคริสต์มาส ถือเป็นการเติมเต็มเรื่องเล่าความรักของคนทั้งสองให้เต็มสมบูรณ์เสียที คือทั้งสองรักกัน แต่ทั้งสองก็ต้องยอมรับความสูญเสีย ว่าไม่สามารถเป็นแฟนกันได้


บทสรุปของความรักและความสูญเสีย

67- โต้งกลับมาถึงบ้าน เขารักมิว และยอมรับความสูญเสียที่ไม่สามารถเป็นแฟนกันได้

68- พ่อนอนหลับไปด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้ม พ่อตระหนักว่าความรักที่มีต่อแตงนั้นยังมีอยู่ตลอดไป แต่ในขณะเดียวกัน พ่อก็ต้องยอมรับความจริงและความสูญเสียด้วย ว่าแตงตายไปแล้ว

69- มิวกลับบ้านเอาชิ้นส่วนจมูกไปเสียบใส่ตุ๊กตาไม้ของตน ถือเป็นการเติมเต็มส่วนที่หายไป ตอนนี้เรื่องเล่าของมิวสมบูรณ์แล้ว มิวรู้จักความรักแล้ว

70- แต่เขาก็ร้องไห้ เพราะต้องยอมรับความสูญเสียด้วย จบแบบ Cliche ของหนังแนวเกย์ คือถ้าไม่ตายก็ต้องไม่สมหวังนั่นแหละ แต่เอนี่เวย์ ผมว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์หรอก มันเป็นหนังที่อธิบายความรักในแง่มุมต่างๆ ที่มีความสากลมากๆ เลยทีเดียว



...




...

Sunday, October 28, 2007

All The President's Men VS กรรชัย กำเนิดพลอย

...

ด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด ตอนหัวค่ำวันนี้เอาดีวีดีหนังเรื่อง All The President's Men มาเปิดดู มันเป็นหนังเกี่ยวกับการเปิดโปงคดีวอเตอร์เกท ที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ใช้อำนาจในสมัยที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก ในการบ่อนทำลายพรรคการเมืองคู่แข่ง เพื่อผลในการเลือกตั้งในสมัยที่สองของตน คดีการเมืองสุดอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นจุดพลิกผันของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง วัฒนธรรมต่างๆ นานาที่ตามมาจนถึงปัจจุบันด้วย คดีนี้ไม่ได้ถูกเปิดโปงโดยพวกซีเอสไอ เอฟบีไอ หรือเจมส์ บอนด์ จากที่ไหน แต่ถูกเปิดโปงโดยฝีมือของนักข่าว 2 คน คือ คาร์ล เบิร์นสไตน์ และ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด จากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พวกเขาร่วมกันทำข่าวนี้เริ่มต้นจากข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับคดีงัดแงะสำนักงานในหมู่ตึกวอเตอร์เกท ซึ่งเป็นสำนักงานของพรรคเดโมแครต แล้วก็ค่อยๆ สืบสาวโยงใยขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปเจอว่าเรื่องที่วอเตอร์เกทนั้นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง ข้างล่างผืนน้ำแข็งนั้นยังมีความสกปรกโสมมของการเมืองซ่อนอยู่อีกเพียบ เรื่องราวของนักข่าว 2 คนนี้ กลายเป็นตำนานของวงการนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการทำข่าวแบบ Investigative Journalism ที่คลาสสิคที่สุด

1. หนังเรื่องนี้มีฉากเปิดเรื่องสวยงามมาก เป็นภาพแบบโคลสอัพสุดๆ ที่แป้นเครื่องพิมพ์ดีด ที่เห็นนี่คือหัวพิมพ์ (ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า) ที่มันจะกระดกขึ้นตามแรงพิมพ์ดีดของนิ้วมือ ความน่าสนใจของฉากเปิดเรื่อง คือขนาดของภาพเครื่องพิมพ์ดีดที่ใหญ่โตมหึมา ประกอบกับเสียงกระแทกของแป้นพิมพ์แต่ละครั้ง ที่ดังเหมือนกับเสียงระเบิด สะท้อนให้คนดูได้เห็นว่า แป้นพิมพ์ดีดที่อยู่ในมือของนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ที่มีความสามารถนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีความยิ่งใหญ่และมีพลานุภาพไม่แพ้อาวุธใดๆ ในโลกเลย



2. ตัวอักษรบนกระดาษก็มีขนาดใหญ่มหึมา และภาพไหวๆ นี่คือกำลังมีการเลื่อนแคร่



3. กำกับโดย อลัน เจ พาคูล่า และนำแสดงโดย โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ในบทของ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ในบทของ คาร์ล เบิร์นสไตน์ นี่คือบรรยากาศในการทำงานที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ นอกจากจะทำงานในออฟฟิศแล้ว พวกเขายังต้องไปตระเวนสัมภาษณ์แหล่งข่าวนับร้อยๆ คน และค้นเอกสารในห้องสมุดอีกมหาศาล เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน ในขณะที่ทางเอฟบีไอและหน่วยงานที่มีหน้าที่สืบสวนของรัฐ กลับเมินเฉยต่อคดีนี้อย่างสิ้นเชิง



4. ฉากตอนใกล้จบเรื่อง เป็นฉากที่จัดองค์ประกอบภาพได้สวยงามมาก โฟร์กราวนด์เป็นภาพทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดการเข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สองของ ริชาร์ด นิกสัน ส่วนภาพแบคกราวนด์เป็นภาพ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ยังคงนั่งทำงานปั่นต้นฉบับข่าวกันต่อไป ตอนนี้พวกเขายังรวบรวมหลักฐานได้ไม่มากนัก และข่าววอเตอร์เกทยังคงไม่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเท่าไร



5. ฉากจบจริงๆ ของเรื่อง ตัดมาที่เครื่องพิมพ์ดีดอีกครั้ง ภาพโคลสอัพเหมือนตอนเปิดเรื่อง เป็นการสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีวอเตอร์เกทหลังจากนั้น ในที่สุดขบวนการอื้อฉาวของฝ่าย ริชาร์ด นิกสัน ก็ถูกเปิดโปงออกมาจนหมด หลายคนต้องติดคุกนานหลายปี ในขณะที่นิกสันยังคงปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุด เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีไป ในวันที่ 9 สิงหาคม 1974 รวมเวลาในการสืบคดีนี้ยาวนานกว่า 2 ปีเลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นเลยว่าประธานาธิบดีที่ฉ้อฉล สามารถล้มได้ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแบบนี้เอง



6. ที่ผมบอกว่า นี่เป็นความบังเอิญแบบสุดๆ ก็คือ
- บังเอิญที่ 1. ผมเพิ่งเขียนบทความเสร็จไปชิ้นหนึ่ง จะลงในจีเอ็มเล่มถัดไป เกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชนไทย ว่าวันๆ เอาแต่สนใจกันแต่เรื่องกอสสิปดาราคนดัง คนนี้เอากับคนโน้น คนโน้นไปเอากับคนนั้น แล้วสุดท้ายก็มาตบตีกัน เรื่องราวไร้สาระเหล่านี้ นักข่าวไทยถนัดนักที่จะวิ่งเอาไมค์ไปจ่อปาก ในขณะที่บ้านเมืองกำลังวิกฤติในหลายๆ ด้าน และการเลือกตั้งกำลังจะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรากลับไม่มีข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่เข้มข้น มีคุณภาพให้เราได้เสพ เพื่อเปิดหูเปิดตาประชาชนกันบ้างเลย
- บังเอิญที่ 2. หลังจากดูหนังเรื่อง All The President's Men ก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกฮึกเหิมในใจ สื่อสารมวลชนและนักหนังสือพิมพ์อย่างเรา ควรจะทำหน้าที่ฐานันดรที่สี่ให้ดีๆ และมีคุณภาพแบบที่ได้เห็นในหนัง และดู บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ เป็นตัวอย่าง หนังเรื่องนี้ยาวตั้งสองชั่วโมงกว่า กว่าหนังจะจบก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ง่วงนอนพอดี พอกดปุ่มปิดเครื่องดีวีดี และกดสวิทช์ทีวีเปลี่ยนช่องมาดูรายการทีวีปกติ ก็เจอภาพนี้ปุ๊บเลย



โอ้ยยยยยยย! ลืมไปเสียสนิท ว่าคืนนี้รายการจับเข่าคุย จะสัมภาษณ์ กรรชัย กำเนิดพลอย เสียดาย ไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น!!!! เพราะมัวแต่ดู All The President's Men เสียดายมากกกกกกกก!!! (ประชดน่ะ)

ปล. ช่องไอทีวีในเวลาเดียวกันนี้ กำลังถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทย (ไอทีวีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีจุดประสงค์ให้เป็นทีวีเสรี ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน -_-" เฮ้ออ)
ปล2. สังเกตดูตัวหนังสือที่วิ่งอยู่ด้านล่างของจอภาพจากรายการจับเข่าคุยสิครับ SMS จากทางบ้านส่งเข้าไปในรายการ สรยุทธให้ร่วมกันแสดงความเห็นว่า อยากจะให้สัมภาษณ์ใครในรายการตอนหน้า มีคนส่งเข้ามาว่าอยากให้สัมภาษณ์ ทาทาเปรม-ภราดรนาตาลี -_-" เรื่องใครเอากับใครอีกแล้วเว้ย น่าติดตามจัง! ประชาชนเป็นยังไง สื่อมวลชนก็เป็นอย่างนั้นแหละ

...

Thursday, August 23, 2007

And Deep Throat to you all

...

ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังที่อยากดูมานานนนนน...แสนนาน Deep Throat หนังโป๊ในตำนาน ที่ผู้ชายอายุ 30 กว่าๆ แบบผม น่าจะเติบโตมาพร้อมกับการได้ยินชื่อเสียงและเรื่องราวของมันมาจนคุ้นเคย จริงๆ สมัยก่อนเราไม่ค่อยเรียกหนังแบบนี้ว่าหนังโป๊นะ เราติดปากเรียกว่า "หนังเอ็กซ์" มากกว่า เพราะการจัดเรทหนังของอเมริกาสมัยนั้น เขาเรียกหนังโป๊แบบนี้ว่าเรท X ไม่ใช่เรท NC-17 แบบทุกวันนี้ หนังเอ็กซ์สมัยก่อนอยู่ในรูปแบบม้วนวิดีโอเท่านั้น เพราะยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และยังไม่มีแผ่นซีดีเลยด้วยซ้ำไป สมัยนั้นจึงยังไม่มีวัฒนธรรมการดาวน์โหลดบิททอร์เรนท์ และยังไม่มีการไรท์แผ่นหนังแจกเพื่อน ถ้าจะดูหนังก็ต้องไปเช่าจากร้านวิดีโอทั่วไป ซึ่งร้านวิดีโอสมัยก่อนไม่เหมือนกับพวกร้านเชนสโตร์แบบทซึทาย่าหรือร้านบล็อคบัสเตอร์แบบทุกวันนี้ มันเป็นร้านเล็กๆ เจ้าของคนเดียว และไม่มีสาขาเยอะๆ หนังที่มีให้เช่าส่วนใหญ่เป็นพวกหนังซูมจากโรงที่คุณภาพห่วยๆ หนังจีนชุด และหนังฝรั่งของค่ายซีวีดี ซึ่งถ้าคุณสนิทกับเจ้าของร้านมากพอ คุณก็จะเข้าไปที่หลังร้านของเขาที่มีกองหนังเอ็กซ์ให้เช่าได้ สำหรับผมเองตอนนั้นยังเด็กมาก อายุ 10 กว่าขวบ และก็ขี้อายมากเกินกว่าจะไปขอเช่าหนังเอ็กซ์จากร้านเขา แหล่งที่เด็กอย่างผมจะหาหนังเอ็กซ์ดูได้ในสมัยนั้น คือการขอยืมจากเพื่อน เพราะเพื่อนบางคนมันกล้าพอจะไปเช่า หรือบางคนก็แอบเอามาจากพ่อแม่ แล้วเอามาแบ่งให้เพื่อนยืมดู การเข้าถึงหนังโป๊สมัยก่อนจึงเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ถ้าได้ยืมจากเพื่อนมาม้วนนึง จะต้องแอบซุกในกระเป๋านักเรียนให้ลึกที่สุด กลัวโดนครูจับได้ และพอกลับบ้านก็ต้องหาที่ซ่อนให้มิดชิด ต้องรอเวลาที่พ่อแม่เผลอเท่านั้น ถึงจะเปิดดูได้ ดูเสร็จก็ต้องรีบเอากลับไปคืนเพื่อนอีก ซึ่งความยากเย็นเหล่านี้ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ให้เด็กผู้ชายรุ่นผมยิ่งอยากดูมากขึ้นไปอีก

แต่พอได้ดูแล้วก็ผิดหวังครับ นี่หรือหนังในตำนานที่อยากดูมานานแสนนาน

--- คำเตือน ภาพติดเรทครับ ---


1. ฉากเปิดเรื่องที่คงจะประทับใจอเมริกันชนจำนวนมาก มันถูกนำมาใช้เตือนความจำอีกครั้ง ในหนังสารคดีเรื่อง Inside Deep Throat


2. นี่คือนางเอก ลินดา เลิฟเลซ พอเห็นเธอแล้ว คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมพอผมดูหนังเรื่องนี้แล้วถึงรู้สึกผิดหวัง ฉากนี้เธอกำลังคุยกับเพื่อน ปรึกษาว่าเธอไม่เคยถึงจุดสุดยอดระหว่างมีเซ็กส์เลย เพื่อนเลยแนะนำให้ไปหาหมอ (เพื่อนเธอหน้าตาน่ากลัวกว่าเธออีกครับ)

3. หลังจากจับตรวจภายในแล้ว หมอก็แปลกใจว่าทำไมเธอไม่มีคลิตอริส เลยถามว่าเวลามีเซ็กส์ ตรงจุดไหนในร่างกายที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวได้บ้าง เธอชี้ไปที่คอ แล้วหมอก็เลยบอกให้เธออ้าปาก เพื่อตรวจลำคอของเธออย่างละเอียด หมอให้คำแนะนำ ว่าเธอจะถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการทำออรัลเซ็กส์ โดยต้องพยายามเอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? เอ่อ ... ก็เอาเข้าไปให้ลึกที่สุดน่ะครับ นี่จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้ว่า Deep Throat

4. แต่เธอบอกหมอว่าถ้า เอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? ... คือว่าถ้าเข้าไปลึกมากแล้วเธอจะคลื่นไส้น่ะครับ หมอเลยแนะนำให้เธอฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำคอ แล้วก็ให้เธอทดลองฝึกปฏิบัติจริงครั้งแรกกับตัวหมอเองเลย (หมอคนนี้ใจดีมาก) ฉากนี้ผมพยายามคร็อปภาพอยู่นาน กว่าจะได้ภาพออกมาพอดีจังหวะแบบนี้ มันเป็นการตัดภาพสลับไปมาฉึบฉับ ระหว่างภาพการออรัลเซ็กส์กับภาพการปล่อยยานอวกาศของนาซ่า

5. หลังจากดูไปได้สักพัก ผมก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไป เพื่อให้หนังมันจบๆ เสียที พอดีมาเจอหน้าดาราสาวคนนี้เลยหยุดดูสักพัก เธอสวยที่สุดในเรื่องครับ จริงๆ แล้วน่าจะได้เล่นเป็นนางเอกเลยดีกว่า หลังจากที่ดูจบแล้ว ก็เลยไปค้นข้อมูลในเว็บ http://www.imdb.com/ แล้วพบว่าเธอชื่อ แคโรล คอนเนอร์ พออ่านประวัติแล้วทึ่งมาก เธอเป็นแม่ของ ธอร่า เบิร์ช ที่เล่นหนังเรื่อง American Beauty นั่นเอง

หลังจากนั้นก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไปเรื่อยๆ หนังจบด้วยภาพ ลินดา เลิฟเลซ นอนอ้าปากกว้างๆ และขึ้นตัวอักษรว่า The End. And Deep Throat to you all. เป็นการปิดฉากความอยากรู้อยากเห็นอันยาวนาน 30 ปีของผม ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีนะ

มีข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย ว่าหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้แล้ว ลินดา เลิฟเลซ กลายเป็นดาราหนังโป๊ที่ฮอตที่สุดของยุค 70-80 แต่หลังจากที่เธอเลิกอาชีพเล่นหนังโป๊ไป เธอก็เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ และเปิดโปงวงการหนังโป๊ในยุคนั้น ว่าเต็มไปด้วยการกดขี่และกระทำทารุณกับดาราผู้หญิง เธอระบุว่าถูกสามีทุบตีบังคับให้มาเล่นหนังแบบนี้ และระหว่างการแสดงหนัง Deep Throat เธอถูกปืนจ่อหัวอยู่ ถ้าสังเกตดูภาพในหนังให้ดีๆ จะเห็นรอยเขียวช้ำบนเนื้อตัวของเธอ ฟังดูแล้วน่ากลัวมากครับ ภาพในหนังดูน่ากลัวและเซ็กส์หดขนาดนี้ พอมาฟังเรื่องเล่าจากปากนักแสดง ก็ยิ่งน่ากลัวและเซ็กส์หดมากขึ้นไปอีก

...

Sunday, December 03, 2006

Es lebe die Freiheit!

...

เมื่อวานผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Sophie Scholl ด้วยความอนุเคราะห์จากน้องชายผู้น่ารัก ส่งแผ่นดีวีดีมาให้ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมเอ่ยปากถามถึงไปแว้บเดียว ว่าอยากดูเหลือเกินในตอนนี้ มันเป็นเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาเยอรมนี ที่เคลื่อนไหวต่อต้านนาซีอย่างลับๆ ในนาม White Rose ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาทำใบปลิวออกแจกจ่าย และขีดเขียนฝาผนังในเมือง เพื่อปลุกให้ชาวเยอรมนีเลิกก้มหัวให้กับฮิตเล่อร์ด้วยความหวาดกลัวเสียที โซฟี โชลล์ และพี่ชาย เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ พวกเขาถูกตำรวจจับได้ระหว่างกำลังเอาใบปลิวไปวางในมหาวิทยาลัย เรื่องราวดำเนินไปในช่วงเวลาที่เธอถูกสอบสวนและดำเนินคดีในศาล ซึ่งรวบรัดเพียงแค่ 5 วัน แล้วเธอก็โดนตัดสินประหารชีวิต ด้วยเครื่องกิโยติน

หนังได้แสดงให้เห็นความสลับซับซ้อนของความคิดของตัวละครแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายนาซี ผ่านตัวตำรวจผู้ทำหน้าที่สอบสวนชื่อว่า โรเบิร์ต มอห์ร ที่มีความเชื่อมั่นในลัทธิชาตินิยม เผด็จการ และเชื่อว่าในที่สุด ฮิตเล่อร์จะนำพาชาวเยอรมันไปสู่ความสงบสุขและร่ำรวย ส่วนตัวโซฟี โชลล์ ก็เชื่อมั่นในเรื่องเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ทั้งสองคนต่อปากต่อคำกันในระหว่างการสอบสวน โรเบิร์ต มอห์ร ยกเหตุผลว่าเผด็จการฮิตเล่อร์ช่วยนำพาเยอรมนีให้รอดพ้นจากการรุกรานของประเทศอื่น และแนวคิดชาตินิยมก็ช่วยให้เยอรมนีรอดพ้นจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำมาได้ ส่วนโซฟีก็บอกว่าลัทธิเผด็จการชาตินิยมแบบนี้ ถ้าผู้นำเป็นบ้าล่ะ จะนำพาประเทศไปถึงไหนกัน เราจึงควรจะต้องเชื่อมั่นในตัวมนุษย์ และให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมสิ ซึ่งเรื่องพื้นฐานที่สุดก็คือเรื่องการแสดงความคิดเห็นนี่แหละ

การเถียงกันเรื่องความถูก-ผิด ความดี-เลวแบบนี้ เถียงกันไปทั้งปีทั้งชาติก็ไม่มีสิ้นสุด ชาตินิยมก็ดีในสถานการณ์หนึ่ง ในระดับหนึ่ง เสรีนิยมก็ดีในอีกสถานการณ์หนึ่ง และในระดับหนึ่ง เพียงแต่ในกรณีของฮิตเล่อร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ มันดูง่ายว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด ก็ฮิตเล่อร์มันเล่นสั่งฆ่าคนไปเป็นล้าน และนำพาทั้งโลกเข้าสู่มหาสงคราม แล้วยิ่งเมื่อในที่สุดแล้ว มันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม มันก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่แล้ว ดังนั้น สำหรับผม ผมเลยคิดว่า ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านนาซี ไม่ใช่การเชิดชูประชาธิปไตย และไม่ได้สรุปแบบฟันธงว่าอะไรดีอะไรเลวแบบตื้นๆ ผมว่าประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่การตั้งคำถามกับเสรีภาพของมนุษย์ ว่ามนุษย์คนหนึ่งควรมีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติของตนเอง มากแค่ไหน และถ้ามันแตกต่างไปจากคนอื่น หรือมันผิดกฎอัยการศึกหล่ะ เขาควรต้องรับโทษถึงตายหรือเปล่า

ฉากที่น่าสนใจ คือฉากที่โซฟีและพี่ชายถูกนำตัวขึ้นศาล โดยมีผู้พิพากษาคือ โรแลนด์ ฟรีสเลอร์ ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะตัดสิน ศาลเปิดให้จำเลยลุกขึ้นกล่าวประโยคสุดท้าย เพื่อยอมรับความผิด และเพื่อขอความเมตตา เผื่อว่าศาลจะลดโทษจากประหารชีวิต ให้เหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งสถานการณ์สงครามตอนนั้น เป็นช่วงปลายๆ แล้ว ถ้าคุณเหลือโทษแค่ติดคุกตลอดชีวิต และคุณเชื่อว่านาซีแพ้แน่ คุณก็คงรู้ว่าจะติดคุกจริงๆ ไม่นานเท่าไร ผมเลยสงสัยว่า ถ้าเป็นคุณล่ะ? ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นั้น ในวินาทีนั้น คุณจะยังคงยืนหยัด ยืนยันกับความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติของคุณต่อไป โดยยอมตายเพื่อแสดงมรณสักขี หรือว่าคุณจะยอมรับผิด ยอมรับว่าที่เขียนในใบปลิวนั้นเหลวไหล และอ้อนวอนขอให้ศาลไว้ชีวิต เอาชีวิตให้รอดไว้ก่อน วันหน้าค่อยว่ากันใหม่

ถ้าในโลกนี้ เรื่องความถูก-ผิด ความดี-เลว นั้นซับซ้อน ไม่สามารถตัดสินแบบฟันธง และเราจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ให้รอดในสภาวะเช่นนี้ ด้วยความประนีประนอม และสมดุลย์แล้ว แบบนี้เราจะมีท่าทีต่อความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติ ของตัวเราเอง และของผู้อื่นอย่างไร


โรเบิร์ต มอห์ร : นี่คือกฎหมาย และนี่คือประชาชน หน้าที่ของผมคือทำให้ทั้งสองมาบรรจบกัน พวกเราทุกคนต้องยึดถือกฎหมายสิ ไม่ว่าใครจะร่างมันก็ตาม ไม่งั้นแล้วจะให้เรายึดถืออะไร


โรแลนด์ ฟรีสเลอร์ : มหาสงครามนี้จะนำชัยชนะมาให้ชาวเยอรมัน จะทำให้เกิดความยิ่งใหญ่และความบริสุทธิ์


ถ้าเป็นคุณ เห็นกิโยตินอยู่ตรงหน้าแบบนี้ จะยังคงยืนหยัด ยืนยันอยู่ไหม??


โซฟี โชลล์ : ใช่ ฉันทำ (แจกใบปลิว) และฉันก็ภูมิใจกับสิ่งที่ทำลงไป


...

Wednesday, August 30, 2006

เพลงรักชาวเรือ (2)

...

มาตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเย็นวานครับ ว่าจะนำรายละเอียดและภาพจากหนังเรื่อง เพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นที่ผมซื้อมาผิด เอามาให้ดูกัน เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างที่เล่าไว้ครับ ว่ามันคือเรื่อง Liu San Jie น่าจะอ่านว่าหลิวซานเจี่ย แต่ในแผ่นวีซีดีเขาพากย์ว่านางเอกชื่อ หลิวซานแจ่ว (แป่ว!) สร้างโดยบริษัทหนังของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1960 ก่อนหน้าที่จะมีหนังเพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นของชอว์บราเธอร์ ที่ชื่อ Songfest สร้างเมื่อปี 1963 ตามหลังมาถึง 3 ปี ดังนั้น ถ้าจะตั้งคำถามถึงความดั้งเดิม ความเป็นต้นฉบับ หรือ Originality ของหนังแล้ว ดีไม่ดี Liu San Jie อาจจะเป็นต้นฉบับของ Songfest ด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าเพลงในหนัง Liu San Jie เป็นทำนองเดียวกับเรื่อง Songfest เป๊ะๆ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่การลอก แต่เป็นเพราะหนังทั้งสองเรื่อง เอาทำนองเพลงนี้มาจากเพลงพื้นบ้านชาวประมงเหมือนกัน

Liu San Jie มีเนื้อหาเน้นหนักไปที่การต่อสู้ของชาวบ้าน หรืออาจจะเรียกว่าชาวรากหญ้านั่นแหละ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ มีภูเขาเขียวชอุ่มไปด้วยต้นชา มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน เต็มไปด้วยปลาน้อยใหญ่ ทุกคนอยู่ดีมีสุขกันตามอัตถภาพ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง พระเอกเป็นคนหมู่บ้านนี้แหละ อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกเป็นคนแปลกหน้า ล่องเรือมาตามแม่น้ำ และมาขออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ต่อมาชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ เริ่มถูกเจ้าของที่ดินเข้ามาข่มขู่คุกคาม เรียกให้จ่ายค่าภาษี ค่าคุ้มครองโน่นนี่ ทั้งที่พวกเขาอาศัยกันที่นี่มาแต่ไหนแต่ไร หักล้างถางพง ทำการเพาะปลูกกันมาหลายรุ่น พวกเขาคิดว่านี่คือที่ดินของพวกเขา นางเอกจึงเป็นผู้นำชาวบ้าน ให้ลุกขึ้นสู้กับนายทุนหน้าเลือด สังเกตได้เลยว่าโครงเรื่องแบบนี้เหมือนกับหนังแนวซามูไรพเนจร หรือหนังคาวบอยนิรนามเลยครับ คือคนแปลกหน้าที่มีความสามารถพิเศษบางอย่าง เข้ามากอบกู้หมู่บ้านที่กำลังตกอยู่ในอันตราย

ประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างเด่นชัด คือการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูง ไม่น่าแปลกใจเลยที่หนังเรื่องนี้มาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1960 เพราะนั่นเป็นช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาครองประเทศ หลังจากที่พระเจ้าปูยีเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้าย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์คงสร้างหนังทำนองนี้ออกมา เพื่อ propaganda อุดมการณ์ทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ให้ประชาชนจีนได้ดูกัน สังเกตดูคำพูด คำร้องในหนังเรื่องนี้ ไม่ธรรมดาเลยครับ มั่นใจได้เลยว่ามันถูกแต่งโดยคนที่มีมันสมองชั้นเยี่ยมของจีนในยุคนั้น เพื่อมุ่งที่จะยกระดับจิตสำนึก หรือคำที่พวกมาร์กซิสต์ใช้กัน คือ Consciousness raising คือการปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นมา มองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว ว่ามันมีปัญหาแฝงอยู่ คนสมัยนั้นเชื่อ ว่าการตระหนักรู้ถึงปัญหาที่มีอยู่ คือการได้ต่อสู้ชนะไปแล้วครึ่งทาง

ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ก็นำเสนอความคลี่คลายของปัญหาระหว่างชนชั้นทั้งปวง ว่าจบลงได้เมื่อชาวบ้าน ชาวรากหญ้าตระหนักรู้ และลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรมทางสังคม แล้วนางเอกกับพระเอกก็ล่องเรือกันไปอย่างมีความสุข ผมชอบฉากจบมากครับ นอกจากเราจะได้เห็นว่าเขาใช้คำพูด คำร้องที่คมคายในการต่อสู้ทางชนชั้นมาตลอดเรื่องแล้ว ตอนจบ พวกเขายังจีบกัน พรอดรักกัน ด้วยบทเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ และต่อต่อไปนี้คือคำร้องของเพลงในหนัง และภาพ Video Capture ที่ผมใช้กล้องดิจิตอลถ่ายออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ มันอาจจะเบลอๆ สักหน่อยก็ขอโทษด้วยครับ



1. นี่ครับ หน้าปกของแผ่นวีซีดีหนังเรื่อง เพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นของบริษัท APS ซึ่งก็คือหนังเรื่อง Liu San Jie นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องเดียวกับเพลงรักชาวเรือ ของชอว์บราเธอร์


2. ฉากเปิดตัวพระเอกของเรื่อง เขาพายเรือเล่นไปตามลำน้ำของหมู่บ้าน ดูๆ ไปแล้วเขาไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไรเลยครับ หนังเรื่องนี้ผู้หญิงเด่นกว่าเยอะ


3. ฉากเปิดตัวนางเอก หน้าแป้นแล้นดีไหมล่ะครับ ฉากนี้เธอกำลังล่องเรือมาตามลำน้ำ เพื่อมาขออาศัยอยู่ในหมู่บ้านของพระเอก ทั้งสองมาพบกันพอดี


4. ฉากการต่อสู้ระหว่างชนชั้น นางเอกเป็นผู้ช่วยยกระดับจิตสำนึกชาวบ้าน ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุนที่มาขูดรีด โดยอ้างว่าชาวบ้านต้องจ่ายภาษีค่าจับปลา เพราะเขาเป็นเจ้าของแม่น้ำสายนี้
นางเอก - ฟ้าของทุกคน น้ำของทุกคน ภูเขาก็ของทุกคน ผู้คนบุกเบิกภูเขาร้างปลูกต้นชา มีเหงื่อสักหยดของตระกูลม้อที่ตรงไหน

กล้องค่อยๆ แพนไปหาชาวบ้านแต่ละคน

ชาวบ้าน - (ร้องพร้อมกัน) คนจนสร้างบ้านคนรวยอยู่ คนจนทอผ้าคนรวยใส่
ชาวบ้านชายคนหนึ่ง - (ร้องด้วยเสียงระทมทุกข์) มีด้ายเส้นไหนที่คนรวยปั่น
ชาวบ้านหญิงคนหนึ่ง- มีอิฐก้อนไหนที่คนรวยเคลื่อนย้าย
ชาวบ้านอีกคน - สิบหาบใบชา เก้าหาบจ่ายชดใช้ภาษี สิบเข่งข้าวเปลือก เก้าเข่งจ่ายเป็นภาษี

นางเอกท้าทายให้ลูกสมุนของนายทุน ให้มาร้องเพลงแข่งกัน วันรุ่งขึ้นนายทุนขนลูกสมุนที่เป็นพวกบัณฑิตหน้าขาวมาเต็มลำเรือ เพื่อร้องเพลงสู้นางเอก ร้องเพลงเถียงกันอุตลุต

บัณฑิตหน้าขาว - ช่างหยาบคาย เป็นเพราะว่าไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่อ่านหนังสือไม่รู้มารยาท แนะเจ้าไปเรียนการเป็นคนเสียก่อน
นางเอก - อย่าได้พูดถึงเรื่องหนังสืออีก เกรงว่าเจ้ายิ่งอ่านยิ่งเลอะเทอะ พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ไปปลูก คนอย่างเจ้าจะหิวตายเสียก่อน
บัณฑิตหน้าขาว - เจ้าอย่ากำเริบ เจ้าเป็นไม้ผุที่แกะไม่ได้ ที่กล่าวมาทั้งหลายล้วนชั้นต่ำ ตั้งแต่โบราณจะมีแต่เรียนหนังสือสูงเท่านั้น
นางเอก - น่าขำ ปัญญาชนหน้าขาวสุภาพชนจอมปลอม ถามเจ้าว่าเดือนไหนคือฝนเข้า ถามเจ้าว่าเดือนไหนคือใบไม้ผลิ คนรวยรู้จักแต่กินข้าวขาว มือเท้าเคยเปื้อนโคลนเมื่อไรกัน ถามเจ้าว่าหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อไร ถามเจ้าว่าต้นกล้าออกพร้อมกันเมื่อไร ดินฟ้าอากาศสี่ฤดูกาลเจ้าไม่รู้ ใบไม้ผลิปลูกเก็บเกี่ยวเจ้าไม่รู้ ที่นาผืนใหญ่มอบให้เจ้า จะคราดยังไงจะไถยังไงกัน


5. ฉากจีบกันตอนท้ายเรื่อง และในที่สุดก็ตกลงแต่งงานกัน พระเอกและนางเอกนำชาวบ้านต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด แล้วก็พากันหลบหนีออกมาจากเมืองนั้น ระหว่างที่พายเรืออยู่ก็เห็นทัศนียภาพริมน้ำอันสวยงาม เลยเริ่มร้องเพลงกันพระเอก - ลมพัดเมฆลอย ฟ้าไม่ลอย น้ำพัดเรือเคลื่อน แม่น้ำไม่เคลื่อน
นางเอก - มีดตัดใยบัว ตัดไม่ขาด ขวานจามสายน้ำ น้ำไม่ขาด

พระเอกยื่นลูกบอลแพรให้ นางเอกทำหน้าตกใจนิดนึง แล้วก็เขินๆ ผู้ชายหันไปพายเรือต่อ นางเอกแอบมองข้างหลังแล้วแอบหัวเราะ ทั้งคู่นำเรือมาจอดพักใต้ต้นไม้ใหญ่มาก

นางเอก - กลางป่าพบแต่หวายพันต้นไม้ โลกนี้มีต้นไม้พันหวายที่ไหน หากว่าหวายไม่ยอมพันต้นไม้ ปล่อยไปฤดูแล้วฤดูเล่า (แล้วทำหน้าเขินพักใหญ่ ก่อนจะร้องต่อ) หน่อไม้ถึงเวลาเก็บเจ้าไม่เก็บ ถึงฤดูเก็บเกี่ยวเจ้าไม่เก็บ บอลแพรให้เจ้าเจ้าไม่เก็บ ไม่มีอะไรเก็บเกี่ยวแล้วจะกลัดกลุ้ม (ทำหน้าเขินต่ออีกแป๊บ เอาลูกบอลแพรขึ้นมาโยนให้พระเอก พระเอกรีบรับใหญ่เลย)

พระเอก - เก็บก็เก็บแล้ว พวกเราอยู่ร่วมกันเป็นร้อยปี
นางเอก - คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี
พระเอก - (ร้องซ้ำ) คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี

กล้องถ่ายมุมกว้าง พระเอกและนางเอกวิ่งไปขึ้นเรือ แล้วพายต่อไป สู่ภาพพระอาทิตย์ตกดิน ผมชอบคำร้องว่า "คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี" แสดงให้เห็นว่าคนสมัยนั้นเขาอายุยืนกันจริงๆ แต่ละคนอยู่กันได้เกือบถึงร้อยปี เขาเลยสัญญาว่าจะรักกันร้อยปี แต่ถ้าใครตายก่อน ขอให้ไปรอที่สะพาน ในที่นี้หมายถึงสะพานในยมโลก เพื่อที่ทั้งสองจะได้ไปขึ้นสวรรค์พร้อมกันครับ โอ้โห! แม้กระทั่งความตาย ก็พรากความรักไปจากเขาไม่ได้ เป็นไงบ้างครับ หนังเรื่องเพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นที่ซื้อมาผิดเรื่องนี้

...

Tuesday, August 29, 2006

เพลงรักชาวเรือ

...

เมื่อเดือนก่อน ผมเคยเขียนบล้อกเรื่อง "เพลงรักชาวเล" เอาไว้ ไม่รู้มีใครจำได้หรือเปล่า ที่เกี่ยวกับหนังจีนเก่าๆ ของชอว์บราเธอร์เรื่องหนึ่ง ตอนนี้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง เอามาทำโฆษณาล้อเลียน มันเป็นหนังจีนเก่าเมื่อ 40 ปีก่อน ที่ป๊ากับแม่ของผมไปดูด้วยกัน สมัยกำลังจีบกันก่อนแต่งงาน จนกระทั่งคุณ Filmsick มาตอบคอมเมนท์ทิ้งเอาไว้ ว่าหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วชื่อว่า "เพลงรักชาวเรือ" และตอนนี้มีการทำออกมาเป็นแผ่นวีซีดีและดีวีดีวางขายใหม่แล้ว เมื่อรู้แบบนี้ ผมเลยพยายามไปเดินตระเวนหาซื้อหลายร้านมากครับ ทั้งร้านแมงป่อง ร้านลูกแมว ส่วนใหญ่เขาบอกว่าขายหมดแล้ว น่าเสียดายจริงๆ แม้กระทั่งร้านเจบิ๊คส์ ที่คลองถมยังหมด ร้านใหญ่ขายส่งแบบนั้นยังหมด คิดดูสิว่าแผ่นหนังเรื่องนี้ขายดีขนาดไหน

ตอนนี้มีคนอยากได้หนังเรื่องนี้ และมีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้กันเยอะมากนะครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเซิร์ชคำว่า "เพลงรักชาวเรือ" ในเว็บ Google.com ดูสิ คุณจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนใหญ่มีแต่คนไปตั้งกระทู้ถามในเว็บบอร์ดหลายแห่ง ว่ามีหนังเรื่องนี้ขายอยู่ที่ไหน เขากำลังอยากได้มาก เพื่อเอาไปเปิดให้พ่อแม่ดูรำลึกความหลัง มีบางคนบอกว่าเป็นหนังแห่งความทรงจำของอาม่า เขาไปเดินหาซื้อที่เยาวราชมานานแล้ว แต่ไม่เจอสักที ผมอ่านกระทู้พวกนี้แล้วยิ้มๆ ครับ รู้สึกดีและอบอุ่นใจ แสดงให้เห็นว่ามีคนแบบผมอยู่เยอะมากครับ คนที่เกิดมาชาตินี้ได้ ก็เพราะหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือนี่แหละ คิดดูว่าถ้าป๊ากับแม่ไม่ได้ชวนกันไปออกเดท ด้วยการดูหนังเรื่องนี้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ถูกใจกัน หลงรักกัน และแต่งงาน จนมีลูกหลานออกมาอย่างทุกวันนี้

มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ผมเซิร์ชเจอจาก Google.com อยู่ชิ้นหนึ่งครับ เป็นบล็อกของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร ได้อ่านบล็อกที่เธอเขียนเรื่องนี้แล้วประทับใจมาก อยากแนะนำให้คุณลองเปิดเข้าไปอ่านที่ http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem23768.html ถึงแม้ใครจะหาว่าผมจิตใจหยาบกระด้าง และเห็นแก่ตัวอย่างไรก็ตาม เชื่อไหมว่าผมอ่านบล้อกนี้แล้วกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเขียนบล็อกเรื่องนี้เล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพ่อของเธอ เธอเรียกพ่อว่าผู้ชายสีฟ้า พ่อมีความผูกพันกับหนังเรื่องเพลงรักชาวเรืออย่างมาก เพราะหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่เชื่อมโยงความทรงจำของพ่อกับแม่เอาไว้

"...ตลอดเวลาที่ แม่ไม่อยู่ ผุ้ชายสีฟ้า จะปิดประตูห้องนอน แล้วดูวีดีโอเรื่อง เพลงรักชาวเรือ (หนังจีนนะ) เรื่องนี้ตั้งกะเรายังไม่เกิด ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง แล้วบอกว่า นี่นะ เป็นหนังที่พ่อไปดูกะแม่ ตอนจีบกันใหม่ๆ นะ แล้วเราจะทำงัยดีละ ผู้ชายสีฟ้าของเรา ร้องไห้แทบทุกวันแบบนี้นะ เราเลย เอาม้วนวีดีโอไปซ่อน ไม่อยากให้ผู้ชายสีฟ้าดู กลัวว่าจะร้องไห้อีก แต่ผลก็คือ ผู้ชายสีฟ้า รู้ว่าเราเอาไปซ่อน เลยต้องเอามาให้ดูอีก พี่ๆ ก็ว่าเราอีกว่า เอามาให้พ่อดูอีกทำมัย เอาไปทิ้งเลย เราไม่รู้จะทำงัยอะ เราคิดว่า ผู้ชายสีฟ้าคงดีใจอะ ที่ได้นึกถึงคนที่เค้ารัก ถึงแม้ว่าจะร้องไห้ แต่ก็เพราะรัก..."

จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมออกจากออฟฟิศประมาณสองทุ่ม แล้วเดินไปดูร้านขายวีซีดีแถวศรีย่าน มันเป็นร้านแบบที่ขายแผ่นวีซีดีหนังแบบใส่ซอง แล้วเอามากองๆ ไว้ในกระบะหน้าร้านหน่ะครับ ก็ไปเจอแผ่นหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือเข้าพอดี เขียนบนฉลากว่าเป็นหนังลิขสิทธิ์บริษัท APS แพคเกจไม่ค่อยดีเท่าไร ใส่ซองเหี่ยวๆ เก่าๆ นอกนั้นไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ผมก็ซื้อมาแล้วรีบกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็สามทุ่มกว่า ป๊ากับแม่เข้านอนแล้ว เห็นไฟเปิดและเสียงโทรทัศน์ยังดังอยู่ในห้องนอน ก็เลยเดินเข้าไปเอาแผ่นวีซีดีหนังเรื่องนี้เข้าไปอวด แม่ถามว่าซื้อมาเท่าไร ผมบอกว่า 59 บาท แม่บ่นว่าแพงเนอะ เสียดายเงิน ดูหนังจีนในโทรทัศน์ก็พอแล้ว แม่ชอบดูเปาบุ้นจิ้นตอนสี่โมงเย็น ทีหลังไม่ต้องซื้อมาหรอก จริงๆ แล้วแม่พูดไปตามสูตรหน่ะครับ เพราะแม่เป็นคนประหยัดแบบสุดๆ นอกจากกับข้าวและขนมนมเนยแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นแม่ซื้ออะไรอย่างอื่นเข้าบ้าน เห็นว่าดึกแล้ว ผมเลยเอาแผ่นหนังขึ้นไปเปิดดูบนห้องก่อน พรุ่งนี้เช้าสาย ค่อยเอาลงมาวางให้เขา

ปรากฏว่ามันเป็นหนังที่ดีมากครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้กล้าหาญ และมีความสามารถในการร้องเพลงพื้นบ้านของชาวประมง เธอเป็นคนนำชาวบ้านในการลุกขึ้นต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด ตอนแรกก็ต่อสู้กันด้วยการต่อปากต่อคำกันด้วยเพลง ต่อมาสถานการณ์ขยายวงและมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดพวกชาวบ้านก็เป็นฝ่ายชนะ ตามโครงเรื่องธรรมะชนะอธรรมนั่นแหละ แล้วนางเอกกับพระเอกก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป เอาไว้ผมจะเล่ารายละเอียด และจะแปะภาพ video capture ไว้ในบล้อกของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน แต่ที่จะมาเล่าในบล้อกนี้ก็คือ พอดูหนังจบ ด้วยความประทับใจอย่างที่สุด (คราวนี้ก็น้ำตาไหลอีกแล้ว จริงๆ นะ) ผมเลยลองค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดู ว่ามีข้อมูลว่านักวิจารณ์เขาเขียนถึงเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง

พอค้นไปค้นมา ปรากฏว่าหนังแผ่นที่ผมซื้อมานั้นผิดเรื่องครับ หนังที่ผมซื้อมานั้นคือเรื่อง Liu san jie สร้างเมื่อปี 1960 โดยทีมงานจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ สังเกตจากตัวอักษรภาษาจีนบนหน้าปกวีซีดีครับ มันมี 3 ตัว และตัวกลางเป็นขีดแนวนอน 3 ขีด คือหมายถึงเลข 3 ซึ่งก็คือชื่อของนางเอกว่า หลิวซานเจี่ย ที่แปลว่าแม่นางหลิวคนที่สาม อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งตรงกับในเนื้อเรื่องพอดี แต่ถ้าเป็นหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ป๊ากับแม่เคยดู และที่เรากำลังพูดถึงกัน ชื่อในภาษาอังกฤษจะต้องเป็น "Songfest" สร้างเมื่อปี 1963 เป็นหนังของชอว์บราเธอร์ ประเทศฮ่องกง ซึ่งตอนนี้มีการเอามาทำรีมาสเตอร์ใหม่ทั้งหมด วางขายแบบใส่แพคเกจจิ้งสวยหรู ซึ่งไม่ใช่แบบอันที่ซื้อมานี้ครับ ที่เป็นหนังซองของบริษัท APS แต่ที่ต้องสังเกตให้ดี คือหนังเรื่องนี้สร้างก่อนของชอว์บราเธอร์ 3 ปีครับ

พอเจอข้อมูลแบบนี้เข้า ผมเลยอึ้งครับ อะไรวะ อุตส่าห์ดีใจ รีบซื้อมา เอาไปอวดแม่ แล้วเมื่อกี้ก็เพิ่งดูจบมาแหม่บๆ สนุกดีอีกต่างหาก น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความซาบซึ้งสุดฤทธิ์ แต่สรุปว่ามันเป็นหนังคนละเรื่องกับที่ผมต้องการดู ผมเลยสงสัยครับ ว่าที่ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่ามันช่างเป็นหนังที่ดี สนุก และซาบซึ้งน้ำตาไหลนั่น เป็นเพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ล้อมรอบหนังเรื่องนี้เอาไว้หรือเปล่า คือผมดูหนังเรื่องนี้ไปพร้อมกับบริบทที่มีอยู่แล้วในหัว ว่ามันคือหนังอมตะคลาสสิคตลอดกาล มีภาพความรักของคนจีนแก่ๆ ชายหญิงที่ผูกพันกันด้วยหนังเรื่องนี้ มีภาพของป๊าและแม่ที่ออกเดทกัน และตกลงแต่งงานกันด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ สุนทรียะที่แท้จริงของหนังที่เพิ่งดูจบไปเมื่อกี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนัง แต่อยู่ที่คนดูได้เชื่อมโยงการดูนั้น เข้ากับบริบทและประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับตัวหนัง ผมสงสัยว่า ถ้าผมไม่รู้บริบทและประวัติศาสตร์อะไรเกี่ยวกับเพลงรักชาวเรือมาก่อนเลย แล้วไปหยิบหนังแผ่นซองๆ แบบนั้นมาเปิดดู มันจะยังทำให้ผมรู้สึกว่าดี สนุก และซาบซึ้งจนน้ำตาไหลหรือเปล่า

เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกไปทำงาน ผมเอาแผ่นหนังเจ้าปัญหานี้ ไปวางไว้หน้าเครื่องวีซีดีที่ห้องรับแขก และรู้อยู่แล้วว่าแม่กับป๊าต้องเอามาเปิดดูแน่นอน ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ประมาณบ่ายสองโมง ผมโทรเข้าไปที่บ้าน ถามแม่ว่าได้ดูหนังเรื่องนั้นหรือยัง แม่บอกว่าดูแล้ว มันเป็นคนละเรื่องกับที่แม่กับป๊าเคยดูนะ ซื้อมาผิดเรื่องแล้ว แป่ว! ไม่เป็นไรครับ เอาไว้เดินไปหาซื้อใหม่ เดี๋ยวในบล้อกของวันพรุ่งนี้ ผมจะเอาบทเพลงและภาพจากหนังเพลงรักชาวเรือเวอร์ชั่น APS มาให้ดู แล้วไว้เรามาพิจารณากัน ว่าหนังมันดีในตัวมันเอง หรือมันดีเพราะบริบทที่ล้อมรอบมัน

...