...
น่าสนใจดีครับ ลองมาอ่านกัน โปรดสังเกตเวลาที่เกิดเหตุตามเนื้อข่าวด้วยนะ
1. มินิบัสชนกราวรูด พังยับ4คัน-เจ็บ5 (จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=56722
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 7 ส.ค. ร.ต.ท. สำราญ ช่วยท้าว พงส. (สบ 1) สน.คลองตัน รับแจ้งมีรถมินิบัสพุ่งข้ามเกาะกลางถนน พุ่งชนรถหลายคันที่วิ่งสวนทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก บริเวณทางลงสะพานข้ามแยกคลองตัน ถนนพัฒนาการขาเข้า ใกล้ซอยพัฒนาการ 16 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. จึงรุดไปสอบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุเป็นถนน 3 เลน พบรถมินิบัส สาย 11 สีเขียว หมายเลขทะเบียน 11-1092 กรุงเทพมหานคร หมายเลขข้างรถ 11-7 วิ่งระหว่างประตูน้ำ-หมู่บ้านผาสุข จอดอยู่เลนซ้ายสุด ลักษณะหันหัวรถย้อนศร ที่เลนกลางถนนมีรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน สท 5738 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในสภาพหน้ารถพังยับ ยุบเข้ามาเกือบถึงห้องโดยสาร ส่วนด้านท้ายรถมีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนล้มคว่ำ 1 คัน ริมถนนพบรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรน่า สีดำ หมายเลขทะเบียน 5 ฉ-3640 กรุงเทพมหานคร อัดเสาไฟฟ้าในสภาพพังเละเทะ และยังมีรถกระบะอีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ปป 1802 กรุงเทพมหานคร ถูกเฉี่ยวด้านหน้ารถเสียหายเล็กน้อย จอดอยู่ใกล้ๆ เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เจ้าหน้าที่รีบนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดี รามคำแหง พร้อมลากรถที่ได้รับความเสียหายจอดข้างทาง โดยเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้ การจราจร ถนนพัฒนาการฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าแยกคลองตัน ติดขัด ไม่สามารถใช้การได้กว่า 30 นาที
สำหรับผู้บาดเจ็บทราบชื่อต่อมาคือ นายจันทร์ที แสงสีดา อายุ 62 ปี โชเฟอร์รถมินิบัส บาดเจ็บที่ศีรษะ และมีแผลที่ใบหน้า นายกมล สีเขียวพงศ์ อายุ 52 ปี คนขับรถยาริส บาดเจ็บเล็กน้อย นายสุรินทร์ แสงสี อายุ 38 ปี คนขับรถโตโยต้า โคโรน่าสีดำ บาดเจ็บที่ศีรษะและขา นายวิชัย มณีวงค์ อายุ 27 ปี คนขี่รถจักรยานยนต์ บาดเจ็บเล็กน้อย และนายอัศวิน กลิ่นน้ำหอม อายุ 25 ปี คนซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บขาขวาหัก
จากการสอบปากคำนายจันทร์ทีโชเฟอร์มินิบัสให้การว่า ก่อนเกิดเหตุขับรถมาตามถนนพัฒนาการฝั่ง ขาออกมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านผาสุข ย่านอ่อนนุช ภายในรถมีผู้โดยสาร 1 คน กระเป๋ารถ 1 คน ระหว่างขับรถลงสะพานข้ามแยกคลองตันมาด้วยความเร็ว ตนเหยียบเบรกแล้วรถเสียหลักไถลพุ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนรถโตโยต้า โคโรน่า สีดำ ที่วิ่งสวนทางมากระเด็นไปอัดเสาไฟฟ้า แต่รถยังไม่หมดฤทธิ์ พุ่งชนรถเก๋ง ยาริส อีก 1 อย่างจัง จนรถมินิบัสหมุนไปฟาดกับรถจักรยานยนต์จนล้มคว่ำ ก่อนไปชนรถกระบะอีซูซุ อีก 1 คัน ถึงหมดฤทธิ์
ร.ต.ท.สำราญ ช่วยท้าว เจ้าของคดีกล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้แจ้งข้อหาใคร แต่ภายหลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุ รวมทั้งสอบปากคำเจ้าของรถคนอื่นๆ และพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ถ้าหากว่าโชเฟอร์รถมินิบัสผิด จะแจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหายและได้รับบาดเจ็บ
...
2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกพนักงานขับรถสาย 207 1 ปี 6 เดือน ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้นักศึกษาเอแบค ผู้โดยสารเสียชีวิต (จากเว็บไซต์ ฝ่ายข่าวททบ.5 วันที่ 7 สิงหาคม 2550 เวลา 12.00น.)
http://www.tv5.co.th/newss/searchtape3.php?transid=75977
ที่ห้องพิจารณาคดี 612 ศาลอาญา- รัชดา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา นายนำ โชติมนัส บิดาของนางสาวปิยธิดา โชติมนัส อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยเอแบค เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทิม แสงเดช พนักงานขับรถสาย 207 เป็นจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กรณีขณะขับรถสาย 207 บริเวณแยกลำสาลี ขณะนั้น นางสาวปิยธิดา โชติมนัส อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยเอแบค ได้โดยสารและกำลังลงจากรถ และได้พลัดตกจากรถขณะรถกำลังเลี้ยวเพื่อเข้าจอด หลังศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานขับรถ รู้อยู่แล้วว่าประตูอัตโนมัติไม่ทำงาน และต้องใช้ประตูในการเปิด แต่ยังนำรถออกมาวิ่ง ซึ่งขณะนั้นมีผู้โดยสารจำนวนมาก ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังแต่กลับไม่ระมัดระวัง เป็นเหตุให้ผู้โดยสารพลัดตกจากรถ และถูกรถทับ พฤติการณ์ของจำเลยถือว่าร้ายแรง กระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของสาธารณะ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 3 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตามศาลแพ่งได้ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 10 ล้าน
...
3. ร่วมบริการ 163 ซิ่งชนเสาไฟฟ้า! ผู้โดยสารเจ็บระนาว “คนขับตีนผี” หนีตามระเบียบ (จากเว็บไซต์ ผู้จัดการออนไลน์)
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9500000092588
อุบัติเหตุจากรถร่วมบริการฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรถร่วมฯ สาย 163 เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า หน้าปากซอยเพชรเกษม 58 เป็นเหตุให้ผู้โดยสาร และคนเดินเท้าได้รับบาดเจ็บ 19 ราย ส่วนคนขับรถตีนผีหลบหนีตามระเบียบ
วันนี้ (7 ส.ค.) เมื่อเวลา 19.10 น. พ.ต.ต.วิโรจน์ เทพหนู สารวัตรเวร สน.ภาษีเจริญ รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถประจำทางร่วมบริการ สาย 163 วิ่งระหว่างพุทธมณฑลสาย 4 - ถนนพระราม9 ทะเบียน 11-8886 กทม. เลขข้างรถ 163-28 เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า บริเวณป้ายรถประจำทางหน้าปากซอยเพชรเกษม 58 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 20 ราย จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบประชาชนจำนวนมากกำลังมุงดูรถร่วมบริการประจำทางคันดังกล่าว สภาพด้านหน้าพังยับเยินชนติดอยู่กับเสาไฟฟ้าซึ่งหักออกเป็นสองท่อน บริเวณท้ายรถร่วมบริการถูกรถแท็กซี่ โตโยต้า สีฟ้า ทะเบียน ทพ-7667 กทม.ชนอัดติดอยู่ ขณะที่ผู้โดยสารที่นั่งมากับรถร่วมบริการและประชาชนที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทางได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย ส่วนใหญ่มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยทยอยนำส่งเข้ารักษาตัวที่ รพ.บางไผ่ และรพ.พยาบาลพญาไท 3 รวม 19 ราย โดยมีผู้บาดเจ็บอาการหนักต้องนอนพักรักษาตัวเพื่อรอดูอาการ 3 ราย ทราบชื่อ น.ส.สุภัฎฎา โรจน์วิโรจน์, น.ส.กาญจนา ปัฏภาภรณ์ และ น.ส.ศศิธร สุวรรณบุตร
สอบสวน นางศิริวรรณ เขียวชอุ่ม อายุ 33 ปี กระเป๋ารถร่วมบริการฯ คันดังกล่าวทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถได้ออกจากอู่ย่านพุทธมณฑลสาย 4 เพื่อมุ่งหน้าไปพระราม 9 โดยรับผู้โดยสารมาตลอดทางจนเต็มคันรถ ขณะเกิดเหตุรถขับด้วยความเร็วสูง ประกอบกับมีฝนตกลงมาทำให้ถนนค่อนข้างลื่น เมื่อถึงที่เกิดเหตุขณะที่นายพลเดช ธานี อายุประมาณ 40 ปี คนขับรถพยายามจะเลี้ยวเข้าไปรับผู้โดยสารที่ป้ายรถประจำทาง ปรากฏว่ารถเกิดเสียหลักและพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าอย่างแรงจนเสาไฟฟ้าเกือบจะหัก แรงกระแทกยังทำให้ผู้โดยสารที่มากับรถต่างกระเด็นลงไปกองกับพื้นจนมีผู้บาดเจ็บหลายราย ส่วนนายพลเดชคนขับรถเกรงกลัวความผิดจึงอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไป
ด้าน นางจินตนา พรหมบังเกิด อายุ 39 ปี ผู้โดยสารที่มากับรถร่วมบริการและได้รับบาดเจ็บคางแตกจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ขณะเกิดเหตุรถร่วมบริการขับมาด้วยความเร็วสูง และพยายามเลี้ยวตัดหน้ารถแท็กซี่เพื่อเข้าไปรับผู้โดยสารที่ป้ายรถประจำทางแต่รถเกิดเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าอย่างแรงเสียงดังสนั่น หลังจากนั้นตนเองและผู้โดยสารคนอื่นต่างกลิ้งลงไปกองกับพื้นรถ พอรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่ามีบาดแผลแตกที่คางก่อนจะมีคนมาช่วยพาตัวลงมาจากรถและนำส่งโรงพยาบาล
ด้าน นายสุริยัน สารบัญ อายุ 32 ปี คนขับแท็กซี่คู่กรณี เล่าว่า ขณะที่ตนขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ารถร่วมบริการฯ คู่กรณีที่ขับอยู่ข้างหน้าเกิดเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าและท้ายรถปัดออกมาขวางหน้ารถตนในระยะประชิดทำให้ตนหักพวกมาลัยหลบไม่ทันจึงพุ่งชนท้ายรถร่วมบริการคันดังกล่าวอย่างแรงจนรถแท็กซี่ของตนเสียหายยับเยิน โชคดีที่ตนเองและผู้โดยสารซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลังไม่ได้รับบาดเจ็บ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมสืบสวนติดตามตัวคนขับรถร่วมบริการฯ ที่ยังหลบหนีเพื่อมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
...
3 ข่าวเกี่ยวกับรถเมล์ เกิดขึ้นภายในเวลาแค่วันเดียวเองครับ ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม ข่าวแรกคือข่าวเหตุการณ์อุบัติเหตุรถร่วมบริการ ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 7 สิงหาคม ข่าวที่สองเป็นข่าวคนขับรถเมล์ไปขึ้นศาลในตอนเที่ยง แล้วโดนศาลตัดสินจำคุกในความผิดที่ทำให้ผู้โดยสารตกลงมาตาย และข่าวที่สามเป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับรถร่วมบริการแบบมินิบัส ที่เกิดขึ้นในตอนหัวค่ำของวันเดียวกัน
อ่านข่าวพวกนี้แล้วรู้สึกสงสารตัวเอง สงสารคนกรุงเทพฯ ทุกคน ที่จะต้องมาร่วมทนทุกข์กับชะตากรรมบนท้องถนน แต่คิดไปคิดมา ผมเริ่มรู้สึกสงสารคนขับรถเมล์มากกว่าครับ ผมว่าเหตุการณ์ร้ายแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของคนขับรถเมล์เท่านั้นหรอก และศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินลงโทษคนขับไปนั้น ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ของคนกรุงเทพฯ เลย เพราะถึงแม้จะตัดสินจำคุกคนขับรถเมล์คนหนึ่งไปตอนเที่ยง แต่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ก็เกิดอุบัติเหตุรถเมล์ติดๆ กันอีก 2 เหตุการณ์
ปัญหาที่แท้จริง คือสภาพการจราจรและสภาพสังคมกรุงเทพฯ ของเราเป็นแบบทุกวันนี้ ที่ตกต่ำลงทุกทีๆ มันบีบบังคับให้พวกเราต้องออกมาห้ำหั่นและเข่นฆ่ากันบนท้องถนนทุกวันๆ อยู่แล้วครับ สาเหตุที่มันตกต่ำลงทุกวันๆ ผมลองไล่ๆ ดูแล้วก็ได้แก่
1. นักการเมืองไทย รัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมของไทย ในยุค 30 ปีที่แล้ว ถ้าไม่ได้คอร์รัปชั่นอะไรกันไว้ ก็แสดงว่าโง่เง่าและขาดวิสัยทัศน์สุดๆ ถึงได้เอาเงินงบประมาณประเทศจำนวนมาก ไปทุ่มให้กับการสร้างเครือข่ายทางด่วนลอยฟ้าพาดเมืองไปมา ทำลายทั้งทัศนียภาพ ชุมชนเดิม วิถีชีวิตผู้คน และที่สำคัญที่สุด คือทางด่วนทำให้คนกรุงเทพฯ แยกตัวเองออกจากกัน ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ทุกคนต่างหันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัว เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากทางด่วน ยิ่งจำนวนรถส่วนตัวมาก รถก็ยิ่งติด รถยิ่งติดก็ยิ่งสร้างทางด่วน กลายเป็นการแก้ปัญหาแบบงูกินหาง ประชาชนคนกรุงเทพฯ อีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่มีรถส่วนตัว เลยต้องถูกบีบให้ใช้รถเมล์ที่มีบริการราวกับนรก ที่ทั้งเสียเวลาและทั้งเสียสุขภาพอย่างร้ายแรง ผมสงสัยจริงๆ ว่าถ้ารัฐบาลไทยสมัย 30 ปีก่อน เอาเงินค่าทำทางด่วนมาเปลี่ยนเป็นทำโครงการรถไฟฟ้า ป่านนี้เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร
2. พอรถติดมากเข้า สภาพการจราจรแออัด ขสมก.ที่บริหารงานกันไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว (ไม่รู้ว่าคอร์รัปชั่นกันหรือเปล่า) ก็เลยยิ่งขาดทุนหนัก เพราะรถเมล์ต้องไปติดเปลืองน้ำมันอยู่บนถนนร่วมกับรถส่วนตัวอีกจำนวนมาก รถเสียบ่อยขึ้นเพราะการเอารถใหญ่ เครื่องยนต์ใหญ่ มาขับในสภาพรถติดแบบนี้ก็ยิ่งสึกหรอ สร้างมลพิษทางอากาศหนักขึ้นไปอีก คนขับรถเมล์ที่เป็นชนชั้นล่าง โอกาสน้อย การศึกษาน้อย ก็ต้องมาทนนั่งขับรถตั้งแต่เช้ายันมืดทุกวัน เพื่อเงินเดือนไม่กี่พัน เขาจะสามารถมารับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารทุกคนได้อย่างไรกัน
3. พอขสมก.ขาดทุนมากเข้า ก็ยกสัมปทานการเดินรถบางสายให้เอกชน เอาไปทำรถร่วมบริการ แน่นอนว่าก็ต้องเอาสายที่ขาดทุนมากๆ ยกไปให้เอกชนทำ เอกชนได้สายที่ขาดทุนมา ก็ต้องลดคุณภาพรถ คุณภาพคนขับ คุณภาพการบริการ เพื่อจะได้ลดต้นทุนของตนเองจะได้เหลือกำไร สภาพรถ สภาพคนขับ สภาพการบริการของรถร่วม ทั้งแบบรถใหญ่และแบบมินิบัส ก็เลยเป็นแบบที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้
4. คนขับรถส่วนตัวก็ยังไม่สามารถรอดพ้นความทุกข์จากปัญหาจราจรได้ ในขณะที่พวกเขามีโอกาสสูงกว่า เพราะรถมีความคล่องตัวสูงกว่า ก็ขับแบบเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่งกันบนท้องถนน มีบ่อยครั้งที่ผมเห็นรถเก๋งมาจ่อรอแทรกรถเมล์ในคิวไฟแดง รถแท็กซี่ก็มาจอดแช่กีดขวางการจราจร เพียงเพื่อรอรับผู้โดยสารในป้ายรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ขับปาดซ้ายปาดขวา ระเบียบวินัยและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นส่งที่สูญหายไปหมดแล้วบนท้องถนน แม้แต่ตำรวจจราจรก็ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง
ผมถามคุณจริงๆ เถอะ เวลาคุณขับรถหรือคุณนั่งรถเมล์ คุณเคยเห็นรถยนต์ส่วนตัวเปิดให้ทางแก่รถเมล์ได้ไปก่อน สักกี่ครั้งในชีวิต? ผมเองแทบไม่เคยเห็นเลย เคยเห็นแต่รถส่วนตัวเหล่านี้รุมกันเอารัดเอาเปรียบแย่งรถเมล์ตลอดเวลา ไม่น่าแปลกที่คนขับรถเมล์จะเครียด ฉุนเฉียว และขับรถห่วยแตกมากขึ้นทุกวันๆ ในที่สุดก็ระเบิดออกมาเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ครั้งแล้วครั้งเล่า
ผมค่อนข้างเบื่อตัวเองเวลาเขียนเรื่องเกี่ยวกับรถเมล์ เพราะมันเหมือนกับการบ่นซ้ำๆ ซากๆ แต่คราวนี้มันทนไม่ไหวจริงๆ เมื่อได้เห็นข่าวเกี่ยวกับรถเมล์ เกิดขึ้น 3 เหตุการณ์ซ้อนๆ จับคนขับรถเมล์เหล่านั้นติดคุกไปแล้ว มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาหรอกครับ เพราะความผิดมันอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจสังคมการเมือง ที่ดำเนินมาผิดๆ 30 ปีแล้ว และมันอยู่ที่ความไร้ระเบียบวินัยและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพวกเราทุกคน
...
Wednesday, August 08, 2007
ข่าวเกี่ยวกับรถเมล์ 3 ข่าว ภายในเวลาแค่วันเดียว
Monday, July 23, 2007
คำถามที่ต้องตอบ
...
หลายปีก่อน ผมอ่านเรื่องสั้นของวาณิช จรุงกิจอนันต์ เรื่องหนึ่ง ขอโทษที่จำชื่อเรื่องไม่ได้ มันรวมอยู่ในหนังสือ "ซอยเดียวกัน" เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนรถเมล์ตอนเช้าวันฝนตก ที่รถติดแบบไม่ขยับ และบนรถเมล์ก็ร้อนอบอ้าวเบียดเสียด เรื่องเล่าผ่านสายตาตัวเอกของเรื่อง ว่าเขาได้ยินใครสักคนบนรถเมล์ร้องเพลงลูกทุ่งขึ้นมา เนื้อเพลงพรรณนาถึงบรรยากาศท้องทุ่ง กลิ่นดิน กลิ่นฝน และความสุขสงบของชนบท เสียงเพลงนี้ช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ท่ามกลางโลกแห่งความจริงบนรถเมล์ที่ทุกคนต่างต้องทนทรมานราวกับกำลังอยู่ในนรก
เมื่อกี้ผมนั่งรถปอ.5 กลับมาจากพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ถึงเย็นวันนี้ฝนจะไม่ตก แต่รถก็ติดวินาศสันตะโรตามปกติของแถวนั้น ผู้โดยสารยืนเบียดกันมาตลอดทาง ตั้งแต่ประตูน้ำจนถึงศรีย่าน จึงจะค่อยมีเก้าอี้ว่างให้นั่งได้บ้าง พอหย่อนก้นลงได้สักพัก ก็เพิ่งสังเกตว่าคนขับรถเมล์เปิดวิทยุไว้ด้วย รายการวิทยุก็เปิดเพลงคำถามที่ต้องตอบ ของ อ็อฟ ปองศักดิ์ (จริงๆ ผมไม่รู้หรอกว่าชื่อเพลงอะไร แค่เคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อกี้เพิ่งจะถามชื่อเพลงและคนร้องจากน้อง)
... แต่ก่อนมีเธอใกล้ๆ สุขใจแค่ไหน แต่ก่อนรักกันยังไง เธอกับฉันพบกันที่ไหน ...
เพลงเพราะโคตรๆ ผมนั่งเอนหลังตากแอร์ แล้วหลับตาเคลิ้มๆ เหมือนกับจะหลับ แล้วรู้สึกว่าได้ยินเสียงใครสักคน กำลังร้องตามเพลงนี้อย่างได้อารมณ์
... ถ้าหากเค้าถามว่า รักเธอมากแค่ไหน คือสิ่งที่ฉันอยากตอบ วันที่เธอเลิกไปฉันไม่อยากจำ ...
ผมพยายามเงี่ยหูฟัง และมั่นใจจริงๆ ว่าไม่ใช่เสียงจากในวิทยุ แต่เป็นเสียงคนร้องจริงๆ เป็นเสียงของผู้หญิงครับ ใครสักคนที่นั่งอยู่เบาะถัดไปทางด้านท้ายรถ กำลังร้องคลอตามเพลงนี้แบบอินสุดๆ ความคิดแว่บแรก ผมอยากจะหันไปดูว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงได้กล้าหาญชาญชัย ร้องเพลงกลางรถปอ.5 ได้แบบนี้ แต่ความคิดอีกแว่บหนึ่ง ทำให้ผมไม่ได้หันไปมองเธอ เพราะกลัวว่าจะเป็นการขัดจังหวะ และทำให้เธออาย ผมอยากฟังเสียงเธอร้องต่อไป เธอร้องได้เพลงจริงๆ ผมยิ้ม และรู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุข ความตื้นตันมันวูบขึ้นมาจนเกือบจะน้ำตาไหล และนึกไปถึงเรื่องสั้นของวาณิช จรุงกิจอนันต์ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรก
ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยฟังเพลงอะไรที่ไพเราะแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่หกโมงครึ่งที่ขึ้นรถเมล์ กว่าจะกลับถึงบ้านตรงถนนกรุงเทพนนท์ฯ กินเวลาเกือบสองชั่วโมง ผมไม่เคยนั่งรถเมล์แล้วมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย
เรื่องนี้ประทับใจผมมากนะ และอาจจะเอาไปเขียนเป็นบทความสำหรับ GM ในเดือนหน้า
...
Wednesday, November 22, 2006
รถร่วมฯ
...
เพื่อนผมเพิ่งเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อวานมีข่าวใหญ่คือรถเมล์ร่วมบริการ ก่อเหตุชนคนบาดเจ็บและเสียชีวิต 3 รายซ้อน ภายในวันเดียว ไม่ใช่ว่ารถร่วมคันเดียววิ่งไปชนคน 3 คนนะครับ แต่เป็นรถร่วม 3 คัน ไปชนคน 3 คน ในต่างสถานที่และเวลากัน ผมเองต้องนั่งรถเมล์ทุกวัน และส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งรถร่วมฯ พวกนี้ประจำ เลยรู้สึกไม่ค่อยแปลกใจกับข่าวทำนองนี้สักเท่าไร คือรู้ๆ อยู่ว่าเรื่องเลวร้ายทำนองนี้จะต้องเกิดขึ้น และต้องเกิดขึ้นบ่อยๆ ด้วย แล้วแต่ว่ามันจะเมื่อไร และกับใครเท่านั้นเอง ทุกครั้งที่ผมขึ้นรถร่วม ผมคิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา ระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ มีปัญหาหมักหมมสะสมมายาวนาน จนก่อให้เกิดปัญหาการจราจรสารพัดรูปแบบ เมื่อรถเมล์มีน้อยและบริหารจัดการไม่ดี คนก็แห่กันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้กันหมด แล้วก็ยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นไปอีก ปัญหาการจราจรส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เงินค่าน้ำมันสูญไปปีละหลายพันล้าน สถาบันครอบครัวพังทลาย ระดับจริยธรรม ศีลธรรมของผู้คนลดต่ำลง แล้วปัญหานี้ก็วนกลับมาก่อให้เกิดปัญการจราจร และปัญหาระบบขนส่งมวลชนอีกรอบ วนเวียนอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี กรุงเทพฯ มาถึงจุดที่ไม่มีใครอยากจะเสียสละ ด้วยการนั่งรถเมล์หรือขี่จักรยานไปไหนมาไหนกันอีกแล้ว
ผมมองว่า ทุกวันนี้ ท้องถนนในกรุงเทพฯ เป็นภาพสะท้อนปัญหาสังคมในทุกแง่ทุกมุม ของเมืองหลวงแห่งนี้ได้ ทั้งความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เคารพกฎหมาย การใช้ความรุนแรง เรื่อยไปจนถึงการรีดไถกดขี่ คอร์รัปชั่น ระบบอภิสิทธิ์ แบ่งแยกชนชั้น คนรวยนั่งแช่ตากแอร์ในรถ เสียค่าน้ำมันรถหลายร้อยบาทต่อวัน คนจนก็นั่งดมฝุ่นควันรถ เสียเวลาไปหลายชั่วโมงต่อวัน แล้วในที่สุด พวกเราก็มาเผชิญหน้ากัน และทำลายล้างกันในรูปแบบต่างๆ ถ้าคุณอยากเห็นสภาพภายในจิตใจของคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นอย่างไร คุณไม่ต้องผ่าเอาหัวใจเขามาดูหรอก คุณแค่ไปยืนอยู่ตรงกลางสะพานลอย สี่แยกย่านกลางเมือง อย่างปทุมวัน ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ชัยฯ หรือรัชโยธิน คุณก็จะเห็นได้มันชัดเจน ผมสงสัยจริงๆ ว่าถ้าใครสักคน อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และต้องออกไปเผชิญชีวิตบนท้องถนนกรุงเทพฯ ทุกๆ วัน นานติดต่อกันสัก 20-30 ปี เขาจะกลายเป็นคนอย่างไร เพราะนอกจากถนนในกรุงเทพฯ จะสะท้อนปัญหาของคนกรุงเทพฯ แล้ว มันยังประกอบสร้างคนกรุงเทพฯ ให้เป็นอย่างคนกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้อีกด้วย
อุบัติเหตุบนท้องถนน ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เราต่างทำลายล้างกันและกัน โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผมมองว่า ปัญหารถร่วมขับชนคน 3 คนภายในวันเดียว ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากพนักงานขับรถร่วมทั้ง 3 คันนั้นหรอก เช่นเดียวกันกับเมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อน มีข่าวศาลพิพากษาตัดสินลงโทษพนักงานขับรถเมล์ ที่ชนคนตายไปเมื่อหลายปีก่อน ในภาพข่าว ผมเห็นเขาถูกใส่กุญแจมือ มีตำรวจหิ้วปีกมาที่ศาล เห็นแล้วน่าสงสารจับใจ คนขับรถเมล์เปรียบเหมือนกับกระดานโปรเจคเตอร์ ที่กำลังถูกใช้ฉายภาพปัญหาสังคมกรุงเทพฯ ถ้าเรารังเกียจภาพเหล่านี้ ก็หมายความว่าตัวพวกเราเองนั่นแหละ ที่น่ารังเกียจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พนักงานขับรถเมล์หรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่คนกรุงเทพฯ ทุกคน กับสิ่งที่เราได้กระทำร่วมกันบนท้องถนนทุกๆ วัน สั่งสมกันมายาวนานหลายสิบปี มันทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้ขึ้น
ผมนั่งรถเมล์ทุกวัน และผมแทบไม่เคยเห็นรถเก๋งคันไหน ยอมให้ทางรถเมล์เวลาจะขอเปลี่ยนเลน ส่วนใหญ่จะพยายามขับแซง และเอารัดเอาเปรียบรถเมล์ตลอดเวลา เพราะรถเก๋งคล่องตัวกว่า พอรถเมล์แล่นไปสักพัก ก็ถูกตำรวจโบกเรียกตรวจควันดำ หรือไม่ก็ข้อหาไม่ยอมขับชิดเลนซ้าย คนขับพยายามเถียงว่าเลนซ้ายเข้าไม่ได้ เพราะโดนแท็กซี่จอดคาไว้รอผู้โดยสาร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเห็นจนชินตา คนขับรถแก่ๆ มีผ้าบางคาดปิดปากปิดจมูก ต้องนั่งขับแบบนี้ติดต่อกันวันละหลายๆ ชั่วโมง เจอแต่เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ทุกวัน โดยได้ค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากการหักเปอร์เซนต์ของยอดขายตั๋ว ระบบการให้รายได้แบบนี้ บีบให้พวกเขาต้องขับให้เร็วขึ้น จอดแช่ในป้ายนานๆ พอเห็นรถเมล์คันหลังมา ก็รีบบึ่งแข่งกันไปรับผู้โดยสารใหม่ โดยมีศัตรูรอบทิศทางเป็นรถเก๋งและตำรวจ เมื่อก้าวขึ้นรถร่วมพวกนี้ พวกเราก็ควักเงิน 6.50 บาทออกมาจ่าย แล้วก็ก้มหน้ายอมรับกรรม สิ่งที่เราได้กระทำต่อกันและกันเอาไว้
...
Tuesday, November 21, 2006
คนตาย
...
คุณเคยเห็นคนตายไหม? ศพหน่ะครับ...ศพ ในรอบ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมเห็นศพคนรวมๆ กันแล้ว อย่างน้อยก็ 40-50 ศพเห็นจะได้ จากหนังผีที่ได้ดู ในช่วง 2-3 อาทิตย์รวมกัน ประมาณ 15 เรื่องได้ ทั้งจากหนังโรงและหนังจากแผ่นดีวีดี ถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ดูหนังผีติดต่อกันเยอะที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้นะ ผมได้ดูหนังผีในโรงหนังเยอะช่วงนี้ ก็เพราะโรง House RCA จัดฉายหนังชุดพิเศษ Master of Horror เอาหนังผีจากรายการทีวีของเมืองนอก มาฉายให้ดูแบบราคาถูก คือฉายวนวันละ 3 เรื่อง ถ้าซื้อตั๋วแบบดูทั้งวัน ราคาแค่ 100 บาท อยากดูเท่าไรก็นั่งดูไปเลย ผมแวะไปอุดหนุนเขามา 3 อาทิตย์ติดกัน โดยที่วันนี้เพิ่งไปดูมา เป็นอาทิตย์สุดท้ายของการฉายหนังชุดนี้
ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังผีอย่างมาก หนังผีในที่นี้ ผมหมายความรวมถึงหนังแนวเขย่าขวัญ สยองขวัญ ระทึกขวัญ สั่นประสาท ฯลฯ ทั้งที่มีผีจริงๆ มาในรูปวิญญาณ หรือแบบที่เป็นผีดิบมาเป็นตัวเละๆ หรือแบบที่ไม่ใช่ผี แต่เป็นฆาตกรโหดวิปริต หลายคนอาจจะเบะปากกับหนังพวกนี้ เพราะคิดว่ามันทำให้จิตเสื่อม แต่สำหรับผม หนังพวกนี้ดูแล้วเหมือนกับการได้ระบายความตึงเครียดจากภายในออกมา ผมว่าหน้าที่ของหนังผี คือการพาเราออกไปจากสภาพปกติในชีวิตประจำวัน ล่องลอยออกไปสู่ประสบการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างไม่คาดฝัน ไกลออกไปทุกทีๆ แล้วพอไปถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง มันจะจับให้เราไปยืนอยู่ตรงสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัว ณ จุดนี้เอง ที่ความตึงเครียดทั้งหลายจะกดทับเข้ามาในหัว พอผ่านพ้นจุดไคลแมกซ์ของหนัง เมื่อหนังจบลง เหตุการณ์ความรุนแรง ความขัดแย้งทั้งหมดในหนังคลี่คลาย ปมปัญหาได้รับการเฉลย เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายลง ความตึงเครียดทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับสูญสลายหายไป พร้อมกับตัวหนังสือเอนเครดิตค่อยๆ เลื่อนขึ้นบนหน้าจอ
ทริคคำแนะนำสำหรับการดูหนังผีเพื่อคลายความเครียดของผมนั้น คือคุณต้องดูหนังผีที่มีระดับความตึงเครียดในหนังเรื่องนั้น สูงกว่าระดับความตึงเครียดในชีวิตจริงของเรา เช่นถ้าชีวิตจริงของคุณเครียดมากๆ การบ้านเยอะ อ่านหนังสือสอบไม่ทัน หรือโดนเจ้านายด่าว่าเวลามาสาย ส่งงานเสร็จไม่ทันกำหนด คุณก็อาจจะต้องดูหนังผีที่โหดร้ายทารุณมากขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre หรือ Hostel หรือ Haute Tension หรืออาจจะตีตั๋ว 100 บาท ไปนั่งดู Master of Horror 3 เรื่องควบตลอดบ่ายก็ได้
หนังผีเรื่องเหล่านี้ ถึงแม้จะโหด อุบาทว์ และแหวะจนเหลือทน เนื้อเรื่องกลวงเปล่า ไร้คุณธรรมจรรโลงจิตใจ มองไม่เห็นคุณค่าทางศิลปะ แต่มันก็ยังมีข้อดีอยู่ คือเมื่อมันพาเราไปถึงจุดสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัวแล้ว มันสามารถถีบเราให้หลุดเลยออกไปจากจุดนั้น ผมอธิบายความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าเมื่อหลุดเลยจุดนั้นมันเป็นอย่างไร เมื่อเลเธอร์เฟซเหวี่ยงเลื่อยไฟฟ้าตัดขาเหยื่อที่กำลังวิ่งหนี เมื่อฆาตกรโรคจิตดันตู้ไม้ไปตัดเหยื่อ ที่กำลังติดอยู่ตรงราวบันได และเมื่อฆาตกรโรคจิตอีกคน เอามีดผ่าตัดมาปาดเอ็นร้อยหวายตรงข้อเท้าของเหยื่อ ที่กำลังถูกจับมัดให้นั่งบนเก้าอี้ทรมาน ผมนั่งตาเหลือก หัวใจเต้นแรงและเร็ว อดรีนาลีนหลั่งออกมา รู้สึกว่าตัวชาๆ หัวมึนๆ และเริ่มคิดว่า ไม่ว่าปัญหาใดในโลกนี้ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ล้วนน้อยนิดกระจิดริดเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับชะตากรรมของเหยื่อในหนังเหล่านี้
บ่ายวันนี้ผมเพิ่งไปนั่งดู Master of Horror อาทิตย์สุดท้ายมา นับรวมศพคนที่เห็นเฉพาะในวันนี้ได้มากกว่า 10 ศพแล้ว หนังเด็ดที่สุดสำหรับวันนี้ คือ Imprint ของทาเคชิ มิอิเกะ ผู้กำกับสุดซาดิสต์ ที่คอหนังผีทุกคนคงรู้จักกันดี ฉากทรมานเหยื่อด้วยการเอาเข็มทิ่มเข้าไปในเหงือก มันเจ็บเสียจนเหยื่อหมดสติ กล้ามเนื้อหูรูดทั้งตัวไม่ทำงาน ขี้เยี่ยวราดออกมาอุจาดตา ผมนั่งดูอยู่ในความมืด ในโรงที่มีคนดูรวมกันไม่ถึง 10 คนทั้งโรง บรรยากาศโหวงเหวงน่ากลัวพิลึก กว่าหนังจะจบหมดทั้งชุด ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม ผมเดินออกจากโรงในสภาพกระปรกกระเปลี้ย ตัวชาๆ หัวมึนๆ ตรงบริเวณหน้าบันไดเลื่อน มีป้ายคัตเอาท์หนังโปรแกรมหน้า เป็นเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning เป็นหนัง Prequel ของ Texas Chainsaw คาดว่าคงจะเล่าถึงต้นกำเนิดของเจ้าเลเธอร์เฟซ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ก่อนจะมาใช้เลื่อยไฟฟ้าฆ่าคน โปรแกรมนี้ผมไม่พลาดแน่นอน และผมคาดหวังว่ามันจะโหดและน่ากลัวมากขึ้นไปกว่าหนังภาคก่อนหน้านี้
ลืมบอกไป ว่าข้อเสียของการคลายเครียดด้วยการดูหนังผี ผมว่ามันอยู่ตรงที่ เราต้องดูหนังที่น่ากลัวมากขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเลือดถึงเนื้อ เห็นเครื่องใน เห็นกระดูก มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเคยถูกถีบให้หลุดเลยจุดสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัวมาแล้วครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้ง เราอาจจะเริ่มชินชากับมัน ในครั้งถัดไป เราจะต้องถูกถีบให้หลุดออกไปไกลกว่านั้นอีก แนวโน้มหนังผีจึงต้องโหดร้ายทารุณมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวผมเอง ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้หรอกนะ เป็นห่วงก็แต่พวก moralist ทั้งหลาย อาจจะรู้สึกระคายเคืองลูกตากับหนังเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางนั่งรถเมล์กลับบ้าน วันนี้ผมนั่งรถสาย 72 จากถนนเพรชบุรีตัดใหม่ เพื่อมาลงต่อรถแถวเทเวศน์ เวลาสองทุ่มแล้วรถยังติดบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้ ตรงถนนศรีอยุธยา ช่วงที่มีรางรถไฟพาดผ่าน ไฟเขียวขึ้นแล้ว แต่รถข้างหน้าก็ยังไม่ยอมขยับ จนไฟแดงอีกรอบ
คนบนรถเมล์นั่งกันไม่เป็นสุข ผมพยายามชะเง้อชะแง้ดูข้างหน้าว่ามันติดอะไรของมัน เห็นรถพยาบาลและรถของมูลนิธิหลายคัน วิ่งบึ่งผ่านไป เห็นแสงไฟไซเรนสีแดงกระพริบวูบวาบอยู่ข้างหน้า ใช้เวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง กว่ารถเมล์สาย 72 ที่ผมนั่ง จะค่อยๆ ขยับมาจนถึงบริเวณสี่แยกที่ตัดกับรางรถไฟ ผมเห็นไทยมุงจำนวนมหาศาลกำลังมุงกันเป็นล่ำเป็นสัน มองไปบริเวณรางรถไฟ เห็นศพคนตายนอนอยู่ 1 ศพ มีผ้าขาวปูปิดทับร่างเขาเอาไว้ เหลือแต่ปลายเท้าที่ยื่นเลยผ้าออกมา ไอ้นี่เอง ที่ทำให้รถติดวินาศสันตะโรแบบนี้ เสียเวลาสิ้นดี ไม่งั้นป่านนี้คงถึงเทเวศร์ ได้ขึ้นรถต่อเกือบจะถึงบ้านแล้ว มันจะมานอนตายทำไมตรงนี้วะ หรือว่ามันถูกรถไฟทับตาย แล้วพวกไทยมุงนี่ก็เหลือเกินจริงๆ มามุงกันจนกีดขวางการจราจรแบบนี้ พอพ้นจากสี่แยกนั้นมาได้ ถนนก็โล่งโจ้งตามปกติ ผมโล่งใจที่พ้นมันมาได้เสียที กะอีแค่คนตายคนเดียว ทำเอาเสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เฮ้อออ...
...
