Showing posts with label วิจารณ์หนัง. Show all posts
Showing posts with label วิจารณ์หนัง. Show all posts

Sunday, March 16, 2008

ดูหนังเป็นตุเป็นตะ - รักแห่งสยาม

...


การปะติดปะต่อความทรงจำ ให้กลายเป็นเรื่องเล่าของความรัก

ผมเอาดีวีดีรักแห่งสยามมานั่งดูอีกรอบ ดูแบบละเอียดยิบเฟรมต่อเฟรมกันเลยทีเดียว หลังจากที่ไปดูในโรงมาแล้วรอบครึ่ง (เอ๊ะ! ทำไมรอบครึ่ง? อ่านรายละเอียดได้ในบล็อก) เพื่อพยายามมองหารูปแบบอะไรบางอย่าง ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในแก่นแกนของหนังเรื่องนี้ และนี่คือรูปแบบที่ผมได้ค้นพบ และแกนของเรื่องที่ผมสามารถอธิบายได้ ขออธิบายด้วยการดูภาพ Capture ทีละฉากๆ ไล่ตามลำดับในเรื่อง

**** เนื่องจากมีมากถึง 70 ภาพ จึงโพสต์ในบล็อกเกอร์ไม่ไหว ต้องโพสต์ใส่ไว้ที่เว็บมัลติพลาย กรุณาเข้าไปอ่านเรื่องพร้อมภาพประกอบเรียงตามลำดับสวยงามได้ที่นี่***


http://aloneinthecinema.multiply.com/journal/item/1




ภาพเก่า - เพลง - ความทรงจำ - เรื่องเล่า - ความสูญเสีย

01- ฉากแรกสุด ในบ้านของมิววัยเด็ก อาม่านั่งอยู่ท่ามกลางภาพถ่ายเก่าๆ ใส่กรอบแปะบนฝาผนัง

02- มิวถามอาม่าว่าทำไมไม่ยอมย้ายบ้าน อาม่าบอกว่าแก่แล้ว ไม่อยากย้ายไปไหน

03- มิวเล่นเปียโนของอากง บทเพลงจีนเก่าๆ อาม่าเดินมาหา โปรดสังเกตว่ามีภาพถ่ายเก่าๆ บนฝาผนังจำนวนมาก

04- โคลสอัพไปที่เปียโน อาม่ากำลังเล่นและเล่า narrative หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของตนเอง ว่าเพลงนี้อากงชอบเล่นให้อาม่าฟัง แล้วก็ถามมิวว่าฟังออกไหม ว่าเพลงนี้หมายถึงอะไร มิวตั้งใจฟัง แล้วตอบว่า อากงคิดถึงอาม่า แล้วอาม่าก็บอกว่าให้มิวหัดเล่นเปียโนให้เก่งๆ เพื่อสักวันจะได้เล่นมันให้คนรักฟังบ้าง

05- โคลสอัพไปที่ภาพเก่าของอากงกำลังเล่นเปียโน อาม่าบอกว่า ถ้าอากงกลับมาบ้าน แล้วไม่เจอใคร เขาก็จะเหงา นี่คือสาเหตุที่อาม่าไม่ยอมย้ายบ้านไป เพราะยังคงรักอากงอยู่อย่างสุดซึ้งนั่นเอง เด็กอย่างมิวในตอนนั้น ยังไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร และไม่รู้ว่าอาม่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์กันแน่ ?


ความรัก - ความสมบูรณ์

06- ฉากครอบครัวของโต้งนั่งกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีอยู่ 4 คน คือแม่ พ่อ โต้ง และแตง นั่งกันครบทุกมุมของโต๊ะ 4 เหลี่ยม แสดงให้เห็นความครบถ้วน เต็มสมบูรณ์ ความสุข และความรักในครอบครัว หลังจากนั้นหนังก็นำเสนอว่าครอบครัวโต้งกำลังเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ โดยแตงขอแยกไปเที่ยวต่อกับเพื่อน


การปะติดปะต่อ - เรื่องเล่า - ลายแทง - Elizabethtown

07- โต้งกลับมาจากเชียงใหม่ แล้วซื้อตุ๊กตาไม้แบบถอดชิ้นส่วนได้มาเป็นของขวัญให้มิว โดยแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปซ่อนตามจุดต่างๆ เขียนลายแทงให้มิวเดินตามหาทีละชิ้น

08- ช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงฉากตอนจบของหนังเรื่อง Elizabethtown ของคาเมรอน โครว์ ไม่ได้จะจับผิดมะเดี่ยวว่าลอกเขามานะ แค่บอกว่ามันสื่อความหมายและแนวคิดเดียวกัน

09- ว่าคนสองคนจะสื่อถึงกัน เข้าใจกัน และมีความสัมพันธ์กันได้ ด้วยการมีเรื่องเล่า narrative ร่วมกัน โดยปะติดปะต่อองค์ประกอบต่างๆ ไปในเส้นทางเดียวกัน

10- โต้งบอกว่าที่บ้านชอบเล่นเกมแบบนี้ เวลาที่จะให้ของขวัญกัน ซึ่งในเนื้อเรื่องหลังจากนี้ เราจะเห็นการเล่นเกมนี้อีกหลายครั้ง

11- แต่! ... ชิ้นส่วนสุดท้ายของตุ๊กตาไม้ขาดหายไป เพราะโดนรถขยะเก็บไปเสียก่อน สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่นี้ขาดพร่อง เรื่องเล่าของพวกเขาไม่สมบูรณ์ และตุ๊กตาไม้ตัวนี้ได้กลายเป็นโมทิฟหลักของหนังเรื่องนี้


ชิ้นส่วนที่หายไป - ความทรงจำ - ความสูญเสีย

12- ภาพถ่ายเก่าๆ ถูกนำมาใช้อีกครั้ง (คราวที่แล้วคือภาพถ่ายของอาม่าและอากงของมิว) มาคราวนี้เป็นภาพของครอบครัวมิวระหว่างไปเที่ยวเชียงใหม่

13- แตงหายตัวไปเฉยๆ แตงจึงเปรียบเหมือนกับชิ้นส่วนที่หายไปของครอบครัวนี้ นำมาซึ่งความรู้สึกสูญเสีย พ่อเสียใจ นั่งร้องไห้ ยอมรับความสูญเสียนี้ไม่ได้ และเริ่มติดเหล้าตั้งแต่บัดนั้น

14- แม่เสียใจเหมือนกัน เดินเข้าไปในห้องนอนของแตง บนโต๊ะมีชิ้นส่วนตัวต่อจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จ วางกระจัดกระจาย และมีอัลบั้มรูปภาพถ่ายครอบครัววางอยู่ แม่หยิบขึ้นมาดูแล้วร้องไห้

15- แม่หยิบหมอนของแตงขึ้นมาซุกกอดและร้องไห้ หมอนจะถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของความสูญเสียและการจากลาอีกครั้ง ในตอนถัดๆ ไป

16- ภาพโต๊ะอาหารของครอบครัวโต้ง คราวนี้มีเหลือกันอยู่แค่ 3 คน โต๊ะสี่เหลี่ยมมีด้านหนึ่งที่ว่างเปล่า


ฉากเปิดเรื่อง

17- กว่าจะถึงฉากเครดิตต้นเรื่อง ก็กินเวลาไปแล้ว 20 นาที ถือเป็นการเปิดเรื่องที่แปลกประหลาดดี ผมคิดว่ามะเดี่ยวทำแบบนี้ เพราะต้องการนำเสนอแก่นของเรื่อง โมทิฟ และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการทำความเข้าใจหนังทั้งเรื่อง ให้ครบถ้วนหมดเสียก่อน ซึ่งก็ได้แก่ข้อ 1-4 ที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อนำหัวข้อ 1-4 มา intersect กัน ก็จะเหลือหัวข้อดังต่อไปนี้ "ความทรงจำ - ความสูญเสีย - ภาพเก่า - การปะติดปะต่อ - ชิ้นส่วนที่หายไป - ความรัก - เพลง"


แล้วหลังจากนี้ไป หัวข้อเหล่านี้จะถูกนำกลับมาสอดแทรกไว้ตลอดเรื่อง เพื่อให้คนดูได้เห็นมันซ้ำๆ เป็นการตอกย้ำแก่นแกนของหนัง


ความรักคืออะไร?

18- เมื่อโต้งกับมิวโตขึ้นกลายเป็นเด็กวัยรุ่น พวกเขาไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร ด้านหนึ่ง มิวเป็นนักดนตรีวงออกัสต์ ผู้จัดการวงบอกให้มิวแต่งเพลงรัก แต่มิวยังนึกไม่ออกว่าจะแต่งอย่างไร เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของเขาไม่สมบูรณ์ ตุ๊กตาไม้ยังไม่มีจมูก

19- อีกด้านหนึ่ง โต้งเป็นแฟนกับโดนัท แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่ารักเธอหรือเปล่า เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของเขาไม่สมบูรณ์เช่นกัน

20- โต้งได้เจอมิวอีกครั้งที่สยามสแควร์ พวกเขากำลังจะเติมเรื่องเล่าของกันและกันให้สมบูรณ์

21- โต้งไปบ้านมิวเพื่อเอาซีดีไรท์เพลง มองเห็นตุ๊กตาไม้ และภาพเก่าๆ ในวัยเด็กของตนเองที่ถ่ายคู่กับมิว และมิวใส่กรอบวางไว้บนโต๊ะอย่างดี

22- โต้งมองไปที่หน้าต่างบ้านเก่าของตนเอง เห็นภาพหลอนเป็นพี่แตงยืนอยู่ แล้วถามมิวว่า เคยเห็นพี่แตงกลับมาหรือเปล่า สะท้อนให้เห็นความทุกข์จากการสูญเสีย และการเฝ้ารอให้เขากลับคืนมา เหมือนอาม่าบอกว่ารออากงกลับบ้าน (ข้อ 1)


เด็กสาวที่สร้างเรื่องเล่าเพียงฝ่ายเดียว

23- หญิงเป็นเด็กสาวข้างบ้านที่แอบรักมิว

24- โปรดสังเกตภาพถ่ายของมิวจำนวนมากแปะไว้บนฝาผนังห้องของหญิง เหมือนกับภาพของอากงที่อยู่บนฝาผนังบ้านของอาม่า (ข้อ 1) และเหมือนกับภาพถ่ายของครอบครัวโต้งตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ (ข้อ 4) แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังพยายามสร้างเรื่องเล่าความรักของเธอกับมิว ขึ้นจากการปะติดปะต่อเองฝ่ายเดียว ฉากนี้ดูเหมือนฝาผนังห้องของเลนนี่ ในหนังเรื่อง Memento


การเรียกร้องขอฟังเรื่องเล่า

25- พ่อมีอาการความจำเสื่อม หลงๆ ลืมๆ ชอบหยิบภาพถ่ายเก่าๆ ตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ขึ้นมาดู ในปัจจุบัน อาการความจำเสื่อมมักจะถูกนำมาใช้เป็นเนื้อเรื่องในหนังจำนวนมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดและปรัชญาร่วมสมัยได้ดี

26- พ่อเฝ้าถามคำถามเดิมๆ วนเวียน แตงหายไปไหน? ตอนที่ถ่ายภาพนี้แตงไปอยู่ไหน? แตงไปด้วยหรือเปล่า? ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทำให้แม่รำคาญ


ความรัก VS ความสูญเสีย

27- ฉากที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้ ที่สะท้อนให้เห็นแก่นของหนังทั้งเรื่อง และกระจายออกไปสู่ตัวละครเกือบทุกตัว เริ่มต้นที่โต้งไปนอนค้างที่บ้านมิว และเริ่มต้นคุยกัน

28- มิวเริ่มเล่าถึงความรู้สึกเหงาที่เกิดขึ้นหลังจากการสูญเสียอาม่า ถือเป็นประสบการณ์ความรักและความสูญเสียครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของมิว (อีกครั้งหนึ่งคือตอนที่โต้งย้ายบ้าน)

29- ภาพตัดไปที่แม่ ออกมาตามหาโต้งว่าหายไปไหน ดึกดื่นไม่ยอมกลับบ้าน แม่กำลังหวาดกลัวต่อความสูญเสีย หลังจากที่ลูกสาวหายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ลูกชายกำลังจะหายไปอีกคน

30- มิวตั้งประเด็นที่น่าสนใจมาก ว่าคนเราจะรักได้อย่างสุดหัวใจ โดยไม่ต้องกลัวการสูญเสียได้หรือไม่?? ย้อนกลับไปที่ข้อ 1 กับประเด็นว่า อาม่ารักอากงมาก จนถึงวันที่อากงตายไปแล้ว อาม่ายังคงเฝ้ารออากงกลับบ้าน แบบนี้อาม่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์?

31- ถึงตอนเช้า โต้งกลับบ้านไปแล้ว มิวตื่นขึ้นมาเห็นข้างตัวเองว่างเปล่า หยิบหมอนที่โต้งหนุนนอนเมื่อคืนขึ้นมากอด เหมือนกับฉากแม่กอดหมอนลูกสาวในข้อ 4


ความรักที่ไร้เรื่องเล่าคือความรักที่ฉาบฉวย

32- โต้งไปเดินเที่ยวกับโดนัทที่สยามสแควร์ ตัวละครโดนัทในเรื่องนี้ ปรากฏอยู่เฉพาะที่สยามสแควร์ คนดูจะไม่เห็นบ้านของเธอ ไม่เห็นครอบครัว ไม่รู้ประวัติความเป็นมา แต่รับรู้แค่ความน่ารัก แต่งตัวหรูหรา เดินช็อปปิ้ง เตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย เป็นตัวละครที่แบนบาง ไร้เรื่องเล่า

33- ระหว่างเดินช็อปปิ้งกันอยู่ โต้งเหลือบไปเห็นตุ๊กตาไม้แบบเดียวกับที่เคยให้มิว วางขายอยู่ ตุ๊กตาไม้ตัวนี้สมบูรณ์ มีจมูกอยู่ สะท้อนให้เห็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักระหว่างโต้งกับมิวที่ครบถ้วน โต้งให้ความสนใจตุ๊กตาไม้นี้อย่างมาก จนทำให้โดนัทโกรธ

34- เพราะไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีความทรงจำ จึงไม่มีความรักให้กัน แล้วโดนัทก็เดินจากไป


การเรียกร้องขอฟังเรื่องเล่า 2

35- จูนเป็นผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนแตง แม่เลยจ้างให้มาแสดงละครหลอกพ่อ ก่อนจะจ้าง แม่ถามอย่างเอาจริงเอาจัง ถึงประวัติความเป็นมาของจูน แสดงให้เห็นว่าตัวแม่เองก็หิวกระหายเรื่องเล่าเหมือนกับพ่อนั่นแหละ (ในข้อ 8)

36- เมื่อพาจูนมาที่บ้าน พ่อเห็นก็นึกว่าเป็นแตง เลยดีใจใหญ่ และเฝ้าแต่ถามว่าแตงหายไปไหนมา เล่าให้ฟังหน่อย

37- จูน (ที่แสร้งเป็นแตง) เล่าเรื่องเล่าแบบเป็นตุเป็นตะ ว่าความจำเสื่อม ชาวเขามาช่วยชีวิตไว้ และหาทางกลับบ้านไม่ได้ เป็นเรื่องเล่าที่ฟังแล้วนอนเซ้นส์มาก แต่ยิ่งเล่า ก็ยิ่งทำให้พ่อมีความสุข เพราะพ่อหิวกระหายเรื่องเล่ามานานแสนนาน เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าแล้ว พ่อก็ผูกพันและรักแตงได้เหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่าความรักนั้นเกิดจากการมีเรื่องเล่าร่วมกัน กรุณาย้อนกลับไปอ่าน ข้อ 1 เกี่ยวกับเรื่องเล่าของอาม่า และ ข้อ 3 เกี่ยวกับลายแทงของโต้ง และหนัง Elizabethtown


เรื่องเล่าของจูน

38- จูนสารภาพว่าเรื่องเล่าเมื่อกี้นี้ลอกมาจากหนังเรื่อง "รักจัง" มาจนถึงตอนนี้ คนดูยังไม่รู้เลยว่าจูนมีประวัติความเป็นมาที่แท้จริงอย่างไร

39- เมื่อจูนกลับมาถึงบ้าน เป็นอพาร์ทเมนต์ห้องเล็กๆ เธออยู่คนเดียว บนผนังห้องของเธอมีภาพถ่ายใบเล็กๆ ติดเต็มไปหมดเหมือนกัน แต่กล้องไม่ได้โคลสอัพเข้าไปให้คนดูเห็นรายละเอียด เหมือนกับหนังไม่ได้ต้องการจะบอกคนดูว่าจูนคือใคร แต่บอกแค่ว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มีเรื่องเล่าของตัวเองทั้งนั้นแหละ


เพลงก็คือเรื่องเล่านั่นเอง

40- ความสัมพันธ์ระหว่างโต้งกับมิวดำเนินไปด้วยดี เป็นแรงบันดาลใจให้มิวแต่งเพลงรักได้หวานซึ้ง ผมคิดว่าสำหรับหนังเรื่องนี้ เพลง ก็เปรียบเหมือนกับตัวต่อจิ๊กซอว์ ตุ๊กตาไม้ การเดินตามลายแทง ภาพถ่ายบนฝาผนัง ความครบถ้วน และการเกิดขึ้นของเรื่องเล่า ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความรักและความสูญเสีย ในที่สุดมิวก็แต่งเพลงด้วยความรัก ได้เหมือนกับที่อากงเล่นเปียโนให้อาม่าฟัง (ในข้อ 1)


จูนเดินตามลายแทง

41- พ่อดีใจที่ลูกสาวกลับมา อยากจะแสดงความรักด้วยการสร้างเรื่องเล่ากันใหม่ จึงเขียนลายแทงให้จูนเดินตาม แต่จูนไม่สามารถเดินตามลายแทงได้ครบ เพราะเอาลายแทงแผ่นหนึ่งไปห่อหมากฝรั่งทิ้งเสียก่อน แสดงให้เห็นว่าจูนไม่ได้ต้องการจะมีเรื่องเล่าและความรักกับครอบครัวนี้


รักแห่งสยามสแควร์

42- ฉากนี้แสดงให้เห็นความรักรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยมีสยามสแควร์เป็นฉากหลัง เริ่มต้นที่โต้งกับมิวนั่งกินไอติมด้วยกัน โดยมิวมานั่งแทนที่โดนัท

43- โดนัทก็เดินเตร็ดเตร่ช็อปปิ้งกับผู้ชายต่อไป อย่างไร้จุดหมาย

44- (อีกแล้ว)


การเรียกร้องขอฟังเรื่องเล่า 3

45- บ้านของโต้งจัดงานเลี้ยงฉลองที่แตงกลับมา เพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียน และพยายามคาดคั้นขอฟังเรื่องเล่าจากจูน (ที่แสร้งเป็นแตง) ว่าหายไปไหนมา จูนก็เล่าเรื่องรักจังให้ฟังอีกรอบ หลังจากนี้ก็เป็นฉากเฟิร์สทคิสระหว่างโต้งกับมิว และแม่เดินมาเห็นเข้าพอดี


เรื่องเล่าของแม่

46- หลังจากที่ได้ดูเรื่องเล่าของใครต่อใครมาแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเรื่องเล่าของแม่บ้าง ตั้งแต่ต้นเรื่องและนับตั้งแต่แตงหายตัวไป แม่เป็นคนที่นิ่ง เก็บอารมณ์ รักษาสภาวะตัวเองให้เดินหน้าต่อไปได้ ในขณะที่พ่อนั้นล้มเหลวเสียคนไปแล้ว หลายคนคงอยากจะรู้แล้วว่าทำไมแม่จึงดำเนินชีวิตต่อมาได้แบบนี้ คำตอบอยู่ในฉากนี้ ฉากที่แม่รีบมาหามิว และบอกให้มิวเลิกคบกับโต้งแบบคู่เกย์

47- เรื่องเล่าของแม่ คือเหลือโต้งเป็นที่พึ่งที่หวังสุดท้าย แม่รักและต้องการให้โต้งเติบโตเป็นคนปกติ เรียนจบ หางาน เก็บเงิน แต่งงาน มีลูก และมีอนาคตแบบผู้ชายปกติทั่วไป นี่คือความรักของแม่ และเรื่องเล่าของแม่ เรื่องที่แม่คาดหวังจากโต้ง


การพังทลายของเรื่องเล่า

48- เมื่อหญิงรู้ความจริงว่ามิวเป็นเกย์ ก็เสียใจและวิ่งกลับมาที่ห้อง ฉีกทึ้งภาพถ่ายของมิวที่แปะไว้บนฝาผนังทิ้ง ภาพถ่ายเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเรื่องเล่าความรักที่มีต่อมิว เมื่อไม่มีทางสมหวังกับมิวแล้ว หญิงก็ทำลายเรื่องเล่านี้ทิ้ง

49- แม่ร้องไห้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือเมื่อสูญเสียลูกสาว ครั้งนี้แม่กำลังสูญเสียลูกชาย เมื่อรู้ว่าลูกชายเป็นเกย์ เรื่องเล่าของแม่ที่วางไว้ ก็พังทลายลง

50- โต้งไปนั่งกินเหล้าที่คอนโดเพื่อน เจอกับหญิงที่รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว โต้งพยายามปล้ำหญิง และเพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่มีอารมณ์ทางเพศกับหญิง โต้งร้องไห้เพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองคืออะไร "ฉันเป็นอะไรอ่ะหญิง ฉันเป็นอะไร?" คำถามนี้สะท้อนให้เห็นว่าโต้งไม่รู้ว่าในเรื่องเล่าความรัก ระหว่างชายหญิงปกติ อย่างที่แม่คาดหวังไว้นี้ เขามี Role อย่างไร (ซึ่งก็คือ Sex Role นั่นเอง)


การก่อสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาใหม่

51- จูน (ในบทของแตง) นั่งดูอัลบั้มรูปเก่าๆ กับพ่อ แล้วเล่าเรื่องราวต่างๆ นานาให้พ่อฟัง โดยแต่งมันขึ้นมาเองมั่วๆ ทำให้พ่อมีความสุขมาก

52- แม่ได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ จากปากจูน ก็เดินมาถามว่าเอาเรื่องเหล่านี้มาจากไหน จูนบอกว่าแต่งขึ้นมาเอง มันก็แค่เป็นเรื่องที่พ่ออยากฟัง

53- ในตอนแรกนั้น แม่ยังไม่ยอมรับเรื่องเล่าใหม่ที่จูนแต่ง และยังคงยึดติดกับเรื่องเล่าเก่าๆ ของตนเอง จึงพยายามคาดคั้นจากจูนให้ได้ ว่าจูนเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงหน้าเหมือนแตง

54- ที่โรงพยาบาล จูนเล่าประวัติของตัวเองอย่างละเอียด ว่าเป็นเด็กยากจนมาจากเชียงใหม่ พ่อแม่ตายไปแล้ว ตอนนี้เธอจึงใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แม่ฟังแล้วสะเทือนใจ เกิดความผูกพันและความรักในตัวจูน

55- แต่จู่ๆ แม่ก็นึกขึ้นมาได้ ว่าจูนชอบแต่งเรื่องขึ้นมาเอง จึงถามไปว่าเรื่องที่จูนเล่านั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง? และในฉากนี้เอง ที่แม่ได้เรียนรู้ถึงพลังของเรื่องเล่าที่มีต่อความรัก เราทุกคนต้องมีเรื่องเล่าที่ประกอบสร้างขึ้นมาจากภาพความทรงจำมากมาย และมันจะทำให้เราเป็นตัวเราในทุกวันนี้ รวมไปถึงยังสร้างความผูกพันและความรักกับใครสักคน (เรื่องประมาณ Memory and Self Narrative) การจะไปคาดคั้นบังคับขอฟังเรื่องเล่าจากใคร หรือไปบังคับให้ใครมาเดินตามเรื่องเล่าของเรานั้น มันไม่ถูกต้อง


การเรียนรู้

56- เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของหนัง ก็จะถึงช่วงที่ตัวละครได้เรียนรู้บทเรียนซึ่งเป็นประเด็นหลักของหนัง ฉากนี่แม่กับโต้งกำลังช่วยกันแต่งต้นคริสต์มาส ผมว่าการนำของตกแต่ง เครื่องประดับต่างๆ มาใส่ต้นคริสต์มาสในฉากนี้ มีความหมายเหมือนกับตัวต่อจิ๊กซอว์ ตุ๊กตาไม้ และภาพถ่ายบนฝาผนัง โต้งมีท่าทีลังเล ไม่แน่ใจ ว่าจะเอาอะไรไปใส่ไว้ตรงไหน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่มีเรื่องเล่า และไม่มี Sex Role ของตัวเอง

57- แม่บอกให้โต้งเอาตุ๊กตาสองตัวติดตรงไหนก็ได้ ติดๆ ไปเถอะ ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง หมายความว่า เมื่อโต้งโตแล้ว ต่อไปนี้ ชีวิตโต้งก็ต้องมีเรื่องเล่าของตัวเองได้แล้ว มีคนตั้งข้อสังเกตว่าตุ๊กตาทั้งสองตัวนี้ เป็นเพศหญิงและเพศชาย ฉากนี้จึงแสดงให้เห็นการตัดสินใจเลือก Sex Role ของโต้งนั่นเอง


Sex Role ของโต้ง

58- แล้วโต้งก็ไปบอกเลิกกับโดนัท


เรื่องเล่าของแม่ 2

59- จูนก็ลาจากครอบครัวนี้ไป โดยทิ้งจดหมายไว้แบบเป็นลายแทงให้แม่เดินตาม จนถึงตอนนี้ คนดูยังไม่รู้เลยว่าที่แท้จริงแล้วจูนคือใคร ลักษณะตัวละครจูน เป็น Magical Realism คือสิ่งมหัศจรรย์ที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาในเรื่อง ส่งผลกระทบต่อตัวละครทั้งหมด และก็เป็นเงื่อนไขให้เนื้อเรื่องดำเนินไป

60- ลายแทงนำแม่มาสู่ซองจดหมายที่มีภาพถ่ายครอบครัวตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ ในภาพมีกัน 3 คน คือแม่ พ่อ และโต้ง

61- พ่อเดินมาพอดี แล้วก็เริ่มถามเซ้าซี้ซ้ำๆ แบบเดิม ว่าแตงหายไปไหน? แตงไม่อยู่แล้วใช่ไหม? แต่คราวนี้ แทนที่แม่จะรำคาญแล้วเอาภาพไปซ่อนเหมือนเคย แม่เริ่มเล่าเรื่องของแม่ให้พ่อฟัง แม่บอกว่าตอนที่ถ่ายภาพนี้ แตงยังอยู่ แตงเป็นคนถ่ายภาพนี้เอง

62- เรื่องเล่าของแม่ แสดงให้เห็นว่า การที่แตงไม่ปรากฎให้เห็นอยู่ในภาพ ก็ไม่ได้แปลว่าแตงไม่ได้อยู่กับเรา (มันเป็นแนวคิดเรื่อง Presence - Absence การไม่ปรากฏ ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่) ทำให้พ่อได้เริ่มเรียนรู้บ้าง พ่อพูดซ้ำๆ ว่า ผมรู้แล้ว รู้แล้ว รู้แล้ว


Sex Role ของโต้ง 2

63- ฉากจบของเรื่อง หลังจากบอกเลิกกับโดนัทแล้ว โต้งก็ไปพบกับมิวที่หลังเวทีคอนเสิร์ต

64- Sex Role ของโต้ง ยังคงคลุมเครืออยู่ ถึงแม้จะบอกเลิกกับโดนัท แต่เขาก็ไม่ได้ลงเอยกับมิว "เราคงคบกับมิวเป็นแฟนไม่ได้"

65- "แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้รักมิวนะ" แนวคิดเรื่อง Presence - Absence มาอีกแล้ว ถึงเราไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่เราก็รักกันนะ นี่คือเรื่องเล่าที่โต้งเลือก

66- โต้งเอาชิ้นส่วนจมูกของตุ๊กตาไม้มาให้มิวเป็นของขวัญวันคริสต์มาส ถือเป็นการเติมเต็มเรื่องเล่าความรักของคนทั้งสองให้เต็มสมบูรณ์เสียที คือทั้งสองรักกัน แต่ทั้งสองก็ต้องยอมรับความสูญเสีย ว่าไม่สามารถเป็นแฟนกันได้


บทสรุปของความรักและความสูญเสีย

67- โต้งกลับมาถึงบ้าน เขารักมิว และยอมรับความสูญเสียที่ไม่สามารถเป็นแฟนกันได้

68- พ่อนอนหลับไปด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้ม พ่อตระหนักว่าความรักที่มีต่อแตงนั้นยังมีอยู่ตลอดไป แต่ในขณะเดียวกัน พ่อก็ต้องยอมรับความจริงและความสูญเสียด้วย ว่าแตงตายไปแล้ว

69- มิวกลับบ้านเอาชิ้นส่วนจมูกไปเสียบใส่ตุ๊กตาไม้ของตน ถือเป็นการเติมเต็มส่วนที่หายไป ตอนนี้เรื่องเล่าของมิวสมบูรณ์แล้ว มิวรู้จักความรักแล้ว

70- แต่เขาก็ร้องไห้ เพราะต้องยอมรับความสูญเสียด้วย จบแบบ Cliche ของหนังแนวเกย์ คือถ้าไม่ตายก็ต้องไม่สมหวังนั่นแหละ แต่เอนี่เวย์ ผมว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์หรอก มันเป็นหนังที่อธิบายความรักในแง่มุมต่างๆ ที่มีความสากลมากๆ เลยทีเดียว



...




...

Sunday, October 28, 2007

All The President's Men VS กรรชัย กำเนิดพลอย

...

ด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด ตอนหัวค่ำวันนี้เอาดีวีดีหนังเรื่อง All The President's Men มาเปิดดู มันเป็นหนังเกี่ยวกับการเปิดโปงคดีวอเตอร์เกท ที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ใช้อำนาจในสมัยที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก ในการบ่อนทำลายพรรคการเมืองคู่แข่ง เพื่อผลในการเลือกตั้งในสมัยที่สองของตน คดีการเมืองสุดอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นจุดพลิกผันของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง วัฒนธรรมต่างๆ นานาที่ตามมาจนถึงปัจจุบันด้วย คดีนี้ไม่ได้ถูกเปิดโปงโดยพวกซีเอสไอ เอฟบีไอ หรือเจมส์ บอนด์ จากที่ไหน แต่ถูกเปิดโปงโดยฝีมือของนักข่าว 2 คน คือ คาร์ล เบิร์นสไตน์ และ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด จากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พวกเขาร่วมกันทำข่าวนี้เริ่มต้นจากข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับคดีงัดแงะสำนักงานในหมู่ตึกวอเตอร์เกท ซึ่งเป็นสำนักงานของพรรคเดโมแครต แล้วก็ค่อยๆ สืบสาวโยงใยขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปเจอว่าเรื่องที่วอเตอร์เกทนั้นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง ข้างล่างผืนน้ำแข็งนั้นยังมีความสกปรกโสมมของการเมืองซ่อนอยู่อีกเพียบ เรื่องราวของนักข่าว 2 คนนี้ กลายเป็นตำนานของวงการนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการทำข่าวแบบ Investigative Journalism ที่คลาสสิคที่สุด

1. หนังเรื่องนี้มีฉากเปิดเรื่องสวยงามมาก เป็นภาพแบบโคลสอัพสุดๆ ที่แป้นเครื่องพิมพ์ดีด ที่เห็นนี่คือหัวพิมพ์ (ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า) ที่มันจะกระดกขึ้นตามแรงพิมพ์ดีดของนิ้วมือ ความน่าสนใจของฉากเปิดเรื่อง คือขนาดของภาพเครื่องพิมพ์ดีดที่ใหญ่โตมหึมา ประกอบกับเสียงกระแทกของแป้นพิมพ์แต่ละครั้ง ที่ดังเหมือนกับเสียงระเบิด สะท้อนให้คนดูได้เห็นว่า แป้นพิมพ์ดีดที่อยู่ในมือของนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ที่มีความสามารถนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีความยิ่งใหญ่และมีพลานุภาพไม่แพ้อาวุธใดๆ ในโลกเลย



2. ตัวอักษรบนกระดาษก็มีขนาดใหญ่มหึมา และภาพไหวๆ นี่คือกำลังมีการเลื่อนแคร่



3. กำกับโดย อลัน เจ พาคูล่า และนำแสดงโดย โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ในบทของ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ในบทของ คาร์ล เบิร์นสไตน์ นี่คือบรรยากาศในการทำงานที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ นอกจากจะทำงานในออฟฟิศแล้ว พวกเขายังต้องไปตระเวนสัมภาษณ์แหล่งข่าวนับร้อยๆ คน และค้นเอกสารในห้องสมุดอีกมหาศาล เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน ในขณะที่ทางเอฟบีไอและหน่วยงานที่มีหน้าที่สืบสวนของรัฐ กลับเมินเฉยต่อคดีนี้อย่างสิ้นเชิง



4. ฉากตอนใกล้จบเรื่อง เป็นฉากที่จัดองค์ประกอบภาพได้สวยงามมาก โฟร์กราวนด์เป็นภาพทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดการเข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สองของ ริชาร์ด นิกสัน ส่วนภาพแบคกราวนด์เป็นภาพ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ยังคงนั่งทำงานปั่นต้นฉบับข่าวกันต่อไป ตอนนี้พวกเขายังรวบรวมหลักฐานได้ไม่มากนัก และข่าววอเตอร์เกทยังคงไม่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเท่าไร



5. ฉากจบจริงๆ ของเรื่อง ตัดมาที่เครื่องพิมพ์ดีดอีกครั้ง ภาพโคลสอัพเหมือนตอนเปิดเรื่อง เป็นการสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีวอเตอร์เกทหลังจากนั้น ในที่สุดขบวนการอื้อฉาวของฝ่าย ริชาร์ด นิกสัน ก็ถูกเปิดโปงออกมาจนหมด หลายคนต้องติดคุกนานหลายปี ในขณะที่นิกสันยังคงปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุด เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีไป ในวันที่ 9 สิงหาคม 1974 รวมเวลาในการสืบคดีนี้ยาวนานกว่า 2 ปีเลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นเลยว่าประธานาธิบดีที่ฉ้อฉล สามารถล้มได้ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแบบนี้เอง



6. ที่ผมบอกว่า นี่เป็นความบังเอิญแบบสุดๆ ก็คือ
- บังเอิญที่ 1. ผมเพิ่งเขียนบทความเสร็จไปชิ้นหนึ่ง จะลงในจีเอ็มเล่มถัดไป เกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชนไทย ว่าวันๆ เอาแต่สนใจกันแต่เรื่องกอสสิปดาราคนดัง คนนี้เอากับคนโน้น คนโน้นไปเอากับคนนั้น แล้วสุดท้ายก็มาตบตีกัน เรื่องราวไร้สาระเหล่านี้ นักข่าวไทยถนัดนักที่จะวิ่งเอาไมค์ไปจ่อปาก ในขณะที่บ้านเมืองกำลังวิกฤติในหลายๆ ด้าน และการเลือกตั้งกำลังจะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรากลับไม่มีข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่เข้มข้น มีคุณภาพให้เราได้เสพ เพื่อเปิดหูเปิดตาประชาชนกันบ้างเลย
- บังเอิญที่ 2. หลังจากดูหนังเรื่อง All The President's Men ก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกฮึกเหิมในใจ สื่อสารมวลชนและนักหนังสือพิมพ์อย่างเรา ควรจะทำหน้าที่ฐานันดรที่สี่ให้ดีๆ และมีคุณภาพแบบที่ได้เห็นในหนัง และดู บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ เป็นตัวอย่าง หนังเรื่องนี้ยาวตั้งสองชั่วโมงกว่า กว่าหนังจะจบก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ง่วงนอนพอดี พอกดปุ่มปิดเครื่องดีวีดี และกดสวิทช์ทีวีเปลี่ยนช่องมาดูรายการทีวีปกติ ก็เจอภาพนี้ปุ๊บเลย



โอ้ยยยยยยย! ลืมไปเสียสนิท ว่าคืนนี้รายการจับเข่าคุย จะสัมภาษณ์ กรรชัย กำเนิดพลอย เสียดาย ไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น!!!! เพราะมัวแต่ดู All The President's Men เสียดายมากกกกกกกก!!! (ประชดน่ะ)

ปล. ช่องไอทีวีในเวลาเดียวกันนี้ กำลังถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทย (ไอทีวีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีจุดประสงค์ให้เป็นทีวีเสรี ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน -_-" เฮ้ออ)
ปล2. สังเกตดูตัวหนังสือที่วิ่งอยู่ด้านล่างของจอภาพจากรายการจับเข่าคุยสิครับ SMS จากทางบ้านส่งเข้าไปในรายการ สรยุทธให้ร่วมกันแสดงความเห็นว่า อยากจะให้สัมภาษณ์ใครในรายการตอนหน้า มีคนส่งเข้ามาว่าอยากให้สัมภาษณ์ ทาทาเปรม-ภราดรนาตาลี -_-" เรื่องใครเอากับใครอีกแล้วเว้ย น่าติดตามจัง! ประชาชนเป็นยังไง สื่อมวลชนก็เป็นอย่างนั้นแหละ

...

Wednesday, August 29, 2007

24

...

เมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา ผมไปสัมภาษณ์ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องธรรมะกับการทำงาน เขาเคยทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทแห่งหนึ่ง และมีความเครียดสะสมจนกระทั่งถึงจุดที่ทนไม่ไหว แล้วเขาก็เริ่มต้นหันมาศึกษาธรรมะของศาสนาพุทธ แล้วทำให้ความเครียดลดลง และจิตใจสบายขึ้น มีคำพูดของเขาช่วงหนึ่งสะดุดใจผมมาก ผมถามเขาไปว่า "ทำไมงานถึงทำให้คุณเครียดมากขนาดนี้ ผมเองทำงานก็เครียด แต่ไม่เห็นเครียดเหมือนคุณ" (แกล้งถามแบบซื่อๆ น่ะครับ เพราะมันแหงอยู่แล้ว ผมได้เงินเดือนกระจ้อยร้อย ปริมาณงานและความรับผิดชอบก็น้อยนิด ส่วนเขาเป็นผู้บริหารระดับสูง เงินเดือนเพียบ มีความรับผิดชอบเยอะกว่า เขาจึงต้องเครียดมากกว่า) แล้วเขาก็ตอบมาได้น่าสนใจมาก

"สมัยก่อนเรามองการทำงานเป็นชั่วโมงการทำงาน และเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ไม่ใช่นะ เราแบ่งซอยชั่วโมงลงไป เป็นนาที เป็นวินาที เป็นเสี้ยววินาที งานนี้ต้องรีบทำให้เสร็จในอีกไม่กี่นาที เพราะเดี๋ยวจะมีงานใหม่เข้ามา เทคโนโลยีใหม่และระบบการทำงานแบบใหม่ นั่นหมายถึงสังคมคาดหวังให้เราทำงานเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเราไม่มีจุดเวลาที่จะว่างเลย คนปัจจุบันถูกกดดันแบบต่อเนื่องและสม่ำเสมอทุกวินาที ทุกวินาทีของเราถูกครอบคลุมด้วยเนื้องาน ด้วยภาระ ด้วยพันธะสารพัดอย่าง โลกยุคข้อมูลข่าวสาร คนอื่นๆ รู้ข่าวนี้กันหมดแล้ว คุณรู้หรือยัง มีข่าวใหม่ๆ เข้ามาตลอดทุกเสี้ยววินาที แล้วข่าวสมัยนี้ไม่ใช่แค่ว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อชั่วโมงที่แล้วเกิดอะไรขึ้น เพื่อนมาถาม อ้าว ไม่รู้เหรอ ตกข่าวเหรอ ไม่ได้อ่านในเน็ตเหรอ"

คำพูดของเขาทำให้ผมนึกถึงทีวีซีรีย์สของฝรั่ง เรื่อง 24 คือช่วงนี้วันๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย นอกจากนอนดูดีวีดีหนังซีรีย์สฝรั่งหลายเรื่อง ที่สั่งซื้อมาราคาถูกๆ จากในอินเตอร์เน็ต ซีรีย์สเรื่อง 24 นี่ได้รับความอนุเคราะห์มาจากน้องอ้วนกับน้องพ่ง ที่อุตส่าห์ขนมาให้ยืมดูเป็นตั้งๆ มันเป็นเรื่องแนวแอคชั่นระทึกขวัญ ที่ตัวพระเอกเป็นสายลับชื่อ แจ๊ค บาวเออร์ ต้องไปเผชิญหน้ากับผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ และต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสารพัดที่ประดังประเดเข้ามา จุดเด่นของซีรีย์สเรื่องนี้ ที่ทำให้มันโดดเด่นและแตกต่างไปจากทีวีซีรีย์สเรื่องอื่นๆ คือการที่ผู้เขียนบทและผู้กำกับแสดงความเทพ ด้วยการดำเนินเรื่องแบบ Real Time ให้เวลาตามท้องเรื่อง ตรงเป๊ะกับเวลาที่หนังฉาย แบบวินาทีต่อวินาที คือแต่ละเอพิโสดหรือแต่ละตอนที่ฉายทางทีวี มีความยาว 1 ชั่วโมงรวมโฆษณา เนื้อเรื่องตามท้องเรื่องก็ดำเนินไป 1 ชั่วโมงด้วยเหมือนกัน และที่เขาตั้งชื่อว่า 24 นั่นหมายถึงเวลา 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ในแต่ซีซั่นจะมีทั้งหมด 24 เอพิโสด ก็เท่ากับว่าเนื้อเรื่องที่เราจะได้ดูตลอดทั้งซีซั่น ดำเนินไปในเวลา 24 ชั่วโมงหรือ 1 วันนั่นเอง

ตอนเริ่มแต่ละเอพิโสดจะมีภาพไตเติ้ลเป็นรูปตัวเลข 24 เหมือนกับบนหน้าปัดนาฬิกาปลุกแบบดิจิตอล ที่ต้องเสียบปลั๊กไฟน่ะครับ ตัวเลข 24 จะกระพริบๆ แล้วสว่างวาบขึ้นเหมือนไฟฟ้าลัดวงจรจนมันร้อนจัดแล้วตัดไป หลังจากภาพไตเติ้ล เราจะเห็นเนื้อเรื่องดำเนินไปแบบวินาทีต่อวินาที วิธีที่เขาทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามมากขึ้น คือการกระจายพล็อตเรื่องในแต่ละวินาทีนั้น ออกไปยังหลายๆ เหตุการณ์ ที่กำลังเกิดกับตัวละครหลายๆ ตัว เช่นนอกจากตัวพระเอกที่กำลังตกในสถานการณ์คับขันแล้ว แล้วภาพก็ตัดไปในอีกฟากหนึ่งของเมือง ลูกสาวพระเอกก็กำลังถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ แล้วภาพก็ตัดไปในอีกรัฐหนึ่ง ประธานาธิบดีกำลังติดต่อเจรจากับผู้ก่อการร้าย แล้วภาพก็ตัดไปในห้องข้างๆ ประธานาธิบดี ลูกน้องเขากำลังวางแผนหักหลังอยู่ ดังนั้น ในแต่ละวินาทีที่ดำเนินไป จะมีเหตุการณ์สารพัดเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จากทุกตัวละคร ทุกฟากของเมือง ทุกรัฐของประเทศ คนดูจึงรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจตลอดเวลา พอจะตัดเข้าช่วงโฆษณา เขาจะนำภาพเหตุการณ์ทั้งหมดมาทำเป็นกล่องเล็กๆ เรียงไว้บนหน้าจอเดียวกัน แล้วภาพก็ตัดไปที่ตัวเลขเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอล กำลังเดินหน้าไป พร้อมกับเสียง ตุบๆ ตุบๆ เหมือนกับเสียงหัวใจเต้น ตัวเลขนาฬิกานั้นตรงกับตัวเลขเวลาจริงเป๊ะ

สุนทรียะของป๊อปคัลเจอร์หลายๆ อย่างในปัจจุบัน อยู่ที่การใช้การรับรู้เรื่องเวลา มาบีบรัดและเร่งเร้าให้คนดูรู้สึกตึงเครียดตลอดเวลา เทียบกับหนังหรือรายการทีวีสมัยก่อน คนดูจะไม่รับรู้เรื่องเวลามากนัก เมื่อเรานั่งดูหนังอยู่ในโรง ก็ปล่อยหัวสมองให้จดจ่ออยู่กับเนื้อเรื่อง ที่ตัวเอกจะนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ที่จะเกิดสถานการณ์ต่างๆ เช่นหนังแนวโร้ดมูฟวี่ ก็นำคนดูไปร่วมนั่งรถที่ขับจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง ความสนใจจึงมุ่งไปตรงสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับพัฒนาการของตัวละคร โดยไม่มีเงื่อนไขด้านเวลาเข้ามาบีบ แต่ป๊อปคัลเจอร์ทุกวันนี้ ไม่ได้ทำให้เรารับรู้แค่สถานที่เปลี่ยน แต่ยังทำให้เรารับรู้ถึงเวลาที่เปลี่ยนแปลงตลอด และมีเวลาที่จำกัดมากด้วย

ผมเชื่อว่าความนิยมในซีรีย์สแนวแอคชั่นระทึกขวัญพวกนี้ กำลังค่อยๆ บ่มเพาะความรู้สึกกังวลเรื่องเวลา ให้กับผู้คนในสังคมร่วมสมัย มากขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกตระหนักถึงคุณค่าของเวลา มากเกินกว่าความเป็นจริง และเรารู้สึกว่าเวลาของเราผ่านไปแบบไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับเวลาในซีรีย์สพวกนี้ ตัวอย่างเช่น เวลา 1 ชั่วโมงในซีรีย์ส 24 นั้นพระเอกของเราช่วยกอบกู้โลกจากสงครามนิวเคลียร์ได้สำเร็จ นอกจากเรื่อง 24 แล้ว ซีรีย์สเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น CSI แค่ภายใน 1 ชั่วโมง พระเอกและทีมงานของเขาใน CSI สามารถไขคดีฆาตกรรมได้ถึง 3 คดีรวด พวกเขามีกันอยู่ 4-5 คน แล้วกันทีมกันทำงาน ทีมละ 1-2 คน แยกย้ายกันไปสืบสวนที่เกิดเหตุ คนดูจะเห็นภาพการทำงานของแต่ละทีมตัดสลับกันไปมา จนกระทั่งถึงตอนจบของแต่ละเอพิโสด คดีทั้งหมดจะถูกคลี่คลายได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่ได้ดำเนินชีวิตและทำงานกันแบบตัวละครในซีรีย์สพวกนี้นะครับ แน่นอนว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่า เรามีเวลาเท่ากันทุกคน ความสำเร็จในชีวิตและการงาน จึงอาจจะขึ้นอยู่กับว่า ใครจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แต่ใครมันจะอัจฉริยะเก่งกาจได้ขนาดพระเอกในซีรีย์สพวกนี้ล่ะ ที่จะดำเนินชีวิตและทำงานแบบทุกวินาที แถมทำแบบ Multi-tasking ด้วย คือทำหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน และทุกอย่างก็เสร็จได้เรียบร้อยภายในเวลา 1 ชั่วโมง

ผมบังเอิญได้ดูหนังใหม่ล่าสุดของ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่อง Zodiac มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตามจับฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่ง ซึ่งอ้างอิงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในช่วงทศวรรษที่ 70 ในสหรัฐอเมริกา ตอนแรกที่เปิดหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดู ผมคาดว่าจะได้ดูหนังระทึกๆ แบบ Seven อย่างที่ผู้กำกับคนนี้เคยทำไว้เมื่อหลายปีก่อน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะได้ดูหนังที่สนุกประมาณ CSI ที่ตำรวจชาญฉลาด ทำงานฉับไว ตามจับฆาตกรโรคจิตที่โหดเหี้ยมอันตราย แต่ปรากฏว่าที่คิดไว้นั้นไม่ใช่เลย

--------------- สปอยล์นิดหน่อยครับ จริงๆ ก็อ่านต่อได้ ไม่ทำให้เสียอรรถรสเท่าไร ------------------

ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องย่อของหนัง คงพอจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้อ้างอิงจากเรื่องจริง คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนกันยาวนานแบบข้ามทศวรรษ และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถจับคนร้ายรายนี้ได้ เหตุฆาตกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นประมาณต้นทศวรรษที่ 70 และดำเนินมาอีกหลายครั้งตลอดทศวรรษที่ 80 จนเรื่องราวเงียบหายไป โดยตำรวจก็จับใครไม่ได้ จนกระทั่งปลายทศวรรษที่ 90 ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ ที่มีหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นคนร้ายตัวจริง แต่หลักฐานนั้นยังไม่พอจะมัดตัวและเอาเขาขึ้นศาลได้ ก็แก่ตายไปแล้ว

ฮาดีครับ ฆาตกรต่อเนื่องในโลกแห่งความเป็นจริง ตำรวจใช้เวลานานถึง 3 ทศวรรษในการตามจับตัว แล้วก็ยังจับไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมว่า เดวิด ฟินเชอร์ จงใจสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อต่อต้านหนังแนวระทึกขวัญที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เขาได้ฉายภาพความเป็นจริงของชีวิตออกมา คือตำรวจแต่ละคน นักข่าว และผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ก็ทำงานกันไป เรื่อยๆ เฉื่อยๆ สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันเลย แถมยังไม่มีเครื่องแฟกซ์ใช้กันด้วยซ้ำ เวลาจะส่งลายนิ้วมือให้ตรวจสอบกันที ต้องส่งทางไปรษณีย์ครับ และแต่ละคนก็ไม่ได้ทำแต่งาน แต่เขามีชีวิตด้านอื่น มีแฟน มีภรรยา เขาก็ดำเนินชีวิตของเขาไป เมื่อเวลาดำเนินไป ตัวละคนบางคนก็ติดเหล้า บางคนก็แต่งงานใหม่ บางคนก็แก่ตาย บางคนเลิกเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้วกลายเป็นนักเขียนหนังสือแทน ฯลฯ

มันคือชีวิตน่ะครับ ชีวิตต้องดำเนินไปตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่อะไรที่ปุบปับสำเร็จเสร็จเรียบร้อย เหมือนกับที่เราคุ้นเคยจากการดูซีรีย์ส 24 ถ้าเราทำใจยอมรับความจริงของชีวิต และปล่อยให้มันช้าลงมาหน่อย ไม่ใช่เอาแต่วิ่งไล่มตัวเลขดิจิตอลที่กระพริบๆ เพราะไปไฟลัดวงจร เราก็อาจจะมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ และการทำงานประจำวัน มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ นี่เป็นธรรมะที่ผมได้จากการดูซีรีย์ส 24 และนำมาเปรียบเทียบกับคำพูดของ ดร.วิทย์

...

Memories of Matsuko

...



ภาพผีเสื้อตัวนี้ถ่ายที่สนามหน้าบ้าน เมื่อ 2-3 วันก่อน ระหว่างที่ผมกำลังนั่งทอดหุ่ยคิดอะไรเพลินๆ เห็นผีเสื้อบินวนเวียนผ่านหน้าไปมาสักพัก แล้วก็มาหยุดเกาะอยู่ที่ใบของต้นอะไรสักอย่าง ผมรู้สึกสะดุดตากับมัน เพราะมันบินแบบกะเผลกๆ ดูผิดปกติ เลยลุกขึ้นไปดูใกล้ๆ จึงพบว่าปีกมันขาดแหว่งไป มันเกาะอยู่อย่างนั้นนานมาก ผมวิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง หยิบกล้องดิจิตอล แล้วรีบวิ่งลงมาดูอีกที มันยังเกาะอยู่ที่เดิม เลยถ่ายภาพมันเก็บเอาไว้ อาจจะเพราะความพิการของมัน ทำให้มันบินไปไหนไม่ไหว

ในป๊อปคัลเจอร์ มักจะมักจะนำผีเสื้อไปเปรียบเทียบถึงการใช้ชีวิตแบบดีงาม แต่อายุสั้นเกินไป เพราะผีเสื้อสวยๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วมันมีวงจรชีวิตสั้นมาก พวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต อยู่ในรูปแบบของตัวหนอน มันจะเกาะใบไม้แล้วกัดกินไปเรื่อยๆ เพื่อสะสมอาหารอยู่หลายวัน ต่อมามันจะสร้างรังดักแด้ขึ้น เพื่อทำการ Morphing หรือเปลี่ยนสภาพตัวเอง จนกระทั่งถึงจุดที่พร้อม กลายเป็นผีเสื้อที่สมบูรณ์ มันจึงฉีกรังดักแด้แล้วบินออกมาสู่โลก ช่วงชีวิตของมันในตอนที่เป็นหนอนและดักแด้นั้นยาวนานกว่าตอนเป็นผีเสื้อ เมื่อกลายเป็นผีเสื้อแล้วมันจะอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน มันออกมาเพียงเพื่อทำหน้าที่ผสมเกสรให้ดอกไม้ แล้วก็รีบจับคู่ผสมพันธุ์ วางไข่เพื่อให้เกิดผีเสื้อรุ่นต่อไป แล้วก็ตาย ช่วงเวลาที่มันเป็นผีเสื้อนั้นจึงเป็นช่วงที่มันสวยงามที่สุด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุดด้วย ผีเสื้อตัวนี้ปีกขาด ในช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดแต่สั้นที่สุด มันกลับพิการ ไม่สมประกอบ ถือเป็นความซวยสุดๆ ที่ต้องเกิดมาในชาตินี้จริงๆ

ผมเห็นผีเสื้อตัวนี้แล้วนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง Memories of Matsuko ไม่รู้คุณเคยดูกันหรือยัง คุณซังไรท์แผ่นหนังเรื่องนี้มาให้ ผมนอนดูจบแล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ปกติผมไม่ค่อยต่อมน้ำตาตื้นสักเท่าไร แต่หนังเรื่องนี้มันคลิ๊กพอดีกับความคิดในใจผม กะว่าวันนี้ถ้าไม่มีอะไรทำ จะไปนั่งดูอีกรอบหนึ่ง แล้วเอาไว้จะเขียนถึงมันอย่างละเอียด
ปล. ข้อมูลจากวิกิพีเดียบอกว่า ไม่ใช่ว่าผีเสื้อทุกตัวจะต้องอายุสั้นนะครับ เพราะผีเสื้อบางพันธุ์ที่อยู่ในป่าลึก มีอายุอยู่ได้หลายเดือน จนถึง 1 ปี แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าตัวนี้ ที่ผมเห็นเมื่อ 2-3 วันก่อน ผมว่าป่านนี้มันคงลงหลุมไปแล้ว

...

Thursday, August 23, 2007

And Deep Throat to you all

...

ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังที่อยากดูมานานนนนน...แสนนาน Deep Throat หนังโป๊ในตำนาน ที่ผู้ชายอายุ 30 กว่าๆ แบบผม น่าจะเติบโตมาพร้อมกับการได้ยินชื่อเสียงและเรื่องราวของมันมาจนคุ้นเคย จริงๆ สมัยก่อนเราไม่ค่อยเรียกหนังแบบนี้ว่าหนังโป๊นะ เราติดปากเรียกว่า "หนังเอ็กซ์" มากกว่า เพราะการจัดเรทหนังของอเมริกาสมัยนั้น เขาเรียกหนังโป๊แบบนี้ว่าเรท X ไม่ใช่เรท NC-17 แบบทุกวันนี้ หนังเอ็กซ์สมัยก่อนอยู่ในรูปแบบม้วนวิดีโอเท่านั้น เพราะยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และยังไม่มีแผ่นซีดีเลยด้วยซ้ำไป สมัยนั้นจึงยังไม่มีวัฒนธรรมการดาวน์โหลดบิททอร์เรนท์ และยังไม่มีการไรท์แผ่นหนังแจกเพื่อน ถ้าจะดูหนังก็ต้องไปเช่าจากร้านวิดีโอทั่วไป ซึ่งร้านวิดีโอสมัยก่อนไม่เหมือนกับพวกร้านเชนสโตร์แบบทซึทาย่าหรือร้านบล็อคบัสเตอร์แบบทุกวันนี้ มันเป็นร้านเล็กๆ เจ้าของคนเดียว และไม่มีสาขาเยอะๆ หนังที่มีให้เช่าส่วนใหญ่เป็นพวกหนังซูมจากโรงที่คุณภาพห่วยๆ หนังจีนชุด และหนังฝรั่งของค่ายซีวีดี ซึ่งถ้าคุณสนิทกับเจ้าของร้านมากพอ คุณก็จะเข้าไปที่หลังร้านของเขาที่มีกองหนังเอ็กซ์ให้เช่าได้ สำหรับผมเองตอนนั้นยังเด็กมาก อายุ 10 กว่าขวบ และก็ขี้อายมากเกินกว่าจะไปขอเช่าหนังเอ็กซ์จากร้านเขา แหล่งที่เด็กอย่างผมจะหาหนังเอ็กซ์ดูได้ในสมัยนั้น คือการขอยืมจากเพื่อน เพราะเพื่อนบางคนมันกล้าพอจะไปเช่า หรือบางคนก็แอบเอามาจากพ่อแม่ แล้วเอามาแบ่งให้เพื่อนยืมดู การเข้าถึงหนังโป๊สมัยก่อนจึงเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ถ้าได้ยืมจากเพื่อนมาม้วนนึง จะต้องแอบซุกในกระเป๋านักเรียนให้ลึกที่สุด กลัวโดนครูจับได้ และพอกลับบ้านก็ต้องหาที่ซ่อนให้มิดชิด ต้องรอเวลาที่พ่อแม่เผลอเท่านั้น ถึงจะเปิดดูได้ ดูเสร็จก็ต้องรีบเอากลับไปคืนเพื่อนอีก ซึ่งความยากเย็นเหล่านี้ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ให้เด็กผู้ชายรุ่นผมยิ่งอยากดูมากขึ้นไปอีก

แต่พอได้ดูแล้วก็ผิดหวังครับ นี่หรือหนังในตำนานที่อยากดูมานานแสนนาน

--- คำเตือน ภาพติดเรทครับ ---


1. ฉากเปิดเรื่องที่คงจะประทับใจอเมริกันชนจำนวนมาก มันถูกนำมาใช้เตือนความจำอีกครั้ง ในหนังสารคดีเรื่อง Inside Deep Throat


2. นี่คือนางเอก ลินดา เลิฟเลซ พอเห็นเธอแล้ว คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมพอผมดูหนังเรื่องนี้แล้วถึงรู้สึกผิดหวัง ฉากนี้เธอกำลังคุยกับเพื่อน ปรึกษาว่าเธอไม่เคยถึงจุดสุดยอดระหว่างมีเซ็กส์เลย เพื่อนเลยแนะนำให้ไปหาหมอ (เพื่อนเธอหน้าตาน่ากลัวกว่าเธออีกครับ)

3. หลังจากจับตรวจภายในแล้ว หมอก็แปลกใจว่าทำไมเธอไม่มีคลิตอริส เลยถามว่าเวลามีเซ็กส์ ตรงจุดไหนในร่างกายที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวได้บ้าง เธอชี้ไปที่คอ แล้วหมอก็เลยบอกให้เธออ้าปาก เพื่อตรวจลำคอของเธออย่างละเอียด หมอให้คำแนะนำ ว่าเธอจะถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการทำออรัลเซ็กส์ โดยต้องพยายามเอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? เอ่อ ... ก็เอาเข้าไปให้ลึกที่สุดน่ะครับ นี่จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้ว่า Deep Throat

4. แต่เธอบอกหมอว่าถ้า เอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? ... คือว่าถ้าเข้าไปลึกมากแล้วเธอจะคลื่นไส้น่ะครับ หมอเลยแนะนำให้เธอฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำคอ แล้วก็ให้เธอทดลองฝึกปฏิบัติจริงครั้งแรกกับตัวหมอเองเลย (หมอคนนี้ใจดีมาก) ฉากนี้ผมพยายามคร็อปภาพอยู่นาน กว่าจะได้ภาพออกมาพอดีจังหวะแบบนี้ มันเป็นการตัดภาพสลับไปมาฉึบฉับ ระหว่างภาพการออรัลเซ็กส์กับภาพการปล่อยยานอวกาศของนาซ่า

5. หลังจากดูไปได้สักพัก ผมก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไป เพื่อให้หนังมันจบๆ เสียที พอดีมาเจอหน้าดาราสาวคนนี้เลยหยุดดูสักพัก เธอสวยที่สุดในเรื่องครับ จริงๆ แล้วน่าจะได้เล่นเป็นนางเอกเลยดีกว่า หลังจากที่ดูจบแล้ว ก็เลยไปค้นข้อมูลในเว็บ http://www.imdb.com/ แล้วพบว่าเธอชื่อ แคโรล คอนเนอร์ พออ่านประวัติแล้วทึ่งมาก เธอเป็นแม่ของ ธอร่า เบิร์ช ที่เล่นหนังเรื่อง American Beauty นั่นเอง

หลังจากนั้นก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไปเรื่อยๆ หนังจบด้วยภาพ ลินดา เลิฟเลซ นอนอ้าปากกว้างๆ และขึ้นตัวอักษรว่า The End. And Deep Throat to you all. เป็นการปิดฉากความอยากรู้อยากเห็นอันยาวนาน 30 ปีของผม ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีนะ

มีข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย ว่าหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้แล้ว ลินดา เลิฟเลซ กลายเป็นดาราหนังโป๊ที่ฮอตที่สุดของยุค 70-80 แต่หลังจากที่เธอเลิกอาชีพเล่นหนังโป๊ไป เธอก็เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ และเปิดโปงวงการหนังโป๊ในยุคนั้น ว่าเต็มไปด้วยการกดขี่และกระทำทารุณกับดาราผู้หญิง เธอระบุว่าถูกสามีทุบตีบังคับให้มาเล่นหนังแบบนี้ และระหว่างการแสดงหนัง Deep Throat เธอถูกปืนจ่อหัวอยู่ ถ้าสังเกตดูภาพในหนังให้ดีๆ จะเห็นรอยเขียวช้ำบนเนื้อตัวของเธอ ฟังดูแล้วน่ากลัวมากครับ ภาพในหนังดูน่ากลัวและเซ็กส์หดขนาดนี้ พอมาฟังเรื่องเล่าจากปากนักแสดง ก็ยิ่งน่ากลัวและเซ็กส์หดมากขึ้นไปอีก

...

Monday, August 20, 2007

วิจารณ์หนังสองเรื่องควบ

...

ผมไม่ได้เขียนบล็อกวิจารณ์หนังเสียตั้งนาน พอดีอาทิตย์ที่แล้วทำงานจ๊อบเสร็จหมด เลยไปฉลองดูหนังมาสองเรื่องควบ หลังจากที่ไม่ได้ดูหนังโรงมานาน หนังที่ดูวันนั้นไม่ใช่ Grindhouse ของเควนตินกับโรดริเกวซนะครับ เรื่องนั้นดูไปได้แค่เรื่องเดียวคือโคโยตี้แข้งปืนกล อยากจะดูอีกเรื่อง คือโชเฟอร์บากพยายม แต่มันก็ดันออกจากโรงไปเสียก่อน โปรแกรมหนังสมัยนี้เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน เรื่องที่ได้ไปดูควบมาเลยเป็นเรื่อง Ratatouille กับ The Bourne Ultimatum ต่างหาก

The Bourne Ultimatum ถือเป็นหนังแอคชั่นระทึกขวัญ ที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลยครับ พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมาก แค่เจสัน บอร์น สืบย้อนและเดินทางกลับไปหาจุดกำเนิดของตัวเอง แต่ที่โดดเด่นคือบทที่เขียนให้พระเอกแสนฉลาด เป็นอัจฉริยะ ห้ำหั่นเฉือนคมกับสายลับฝ่ายตรงข้ามทุกวินาที เข้ากันได้ดีมากกับสไตล์การกำกับของ พอล กรีนกราส ที่ตัดต่อหนังฉับไวแถมด้วยภาพที่สั่นไหวเคลื่อนกล้องตลอดเวลา ใครที่ยังไม่ได้ดูและอยากจะไปดูในอาทิตย์นี้ก่อนหนังจะออกจากโปรแกรม ขอแนะนำให้เลือกที่นั่งหลังสุดเท่านั้นครับ เพราะถ้านั่งหน้าแล้วเจอภาพสั่นตลอดเวลาแบบนี้ มีสิทธิเวียนหัวอ้วกแตกก่อนหนังจบ ประเด็นที่สะกิดใจผมตลอดดูหนังเจสัน บอร์น ภาคนี้ คือพระเอกของเรื่องที่รับบทโดย แมทท์ เดม่อน ผมดูแล้วไม่สามารถอินไปกับการแสดงของเขาได้ ว่าเขาเป็นสายลับอัจฉริยะจริงๆ

ปัญหามันเริ่มต้นมาจากการที่เมื่อปีก่อน ผมดูหนังการ์ตูนเรื่อง Team America จากแผ่นดีวีดี การ์ตูนเรื่องนี้เป็นแนวล้อเลียนจิกกัดรัฐบาลขวาจัดของจอร์จ บุช ว่าชอบทำตัวเป็นตำรวจโลก ส่งทหารไปถล่มประเทศโน้นนี้เป็นประจำ แถมยังล้อเลียนจิกกัดพวกดาราฮอลลีวู้ดบางคนที่เป็นฝ่ายซ้าย คอยตามวิจารณ์การทำงานรัฐบาลขวาจัดของตน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ดาราพวกนี้ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากออกมาให้สัมภาษณ์ด่ารัฐบาลเป็นครั้งคราวเท่านั้น เขาทำตัวละครนึงล้อเลียนแมทท์ ได้แสบสุดๆ ด้วยการให้เป็นตัวละครปัญญาอ่อน ทุกฉากที่โผล่มา เขาแต่พูดคำว่า "แม้ททททท เดม่อนนนนนน..." ด้วยน้ำเสียงเหมือนคนมีปัญหาทางสมองและหลงตัวเอง

ผู้ที่ได้ติดตามวงการหนังฮอลลีวู้ดมาพอสมควร คงจะเก็ตมุขนี้ว่ามันล้อเลียนแมทท์ ว่าเขามีภาพพจน์ว่าเป็นดาราหนุ่มที่ฉลาดมากจนถือเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และมักจะได้รับบทเป็นตัวละครที่ฉลาดๆ เป็นประจำ อันเนื่องมาจากการที่เขาได้รับรางวัลออสการ์ ในฐานะผู้เขียนบทหนัง Good Will Hunting ร่วมกับ เบน แอฟเฟล็ค ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์คนหนึ่ง มีข่าวลือหนาหูหลังจากที่ประกาศผลรางวัลนี้ ว่าพวกเขาไม่ได้เขียนบทหนังนี้ด้วยตัวเอง คนเขียนบทที่แท้จริง คือ วิลเลียม โกลด์แมน นักเขียนบทชื่อดังของฮอลลีวู้ด แต่สามารถที่ทางสตูดิโอเจ้าของหนัง ลงชื่อให้แมทท์และเบนเป็นผู้เขียนบท เพราะต้องการโปรโมทหนังและนักแสดงให้น่าสนใจขึ้น ว่าเป็นหนังฉลาดๆ ที่นำแสดงและเขียนบทโดยดาราฉลาดๆ ถึงแม้ในเวลาต่อมา วิลเลียม โกลด์แมน จะออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อแก้ข่าวหลายครั้งแล้ว ว่านี่เป็นข่าวลือ เขาทำแค่ช่วยให้คำแนะนำและคำวิจารณ์แก่แมทท์และเบนในการพัฒนาบทชิ้นนี้เท่านั้น ไม่ได้เป็นคนเขียนเอง แต่ข่าวลือก็แบบนี้แหละ มันมักจะน่าเชื่อถือกว่าข่าวจริงเสมอ แฟนหนังฮอลลีวู้ดหลายคนเลือกที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่า และคงหัวเราะกับมุขตลกในหนังการ์ตูนเรื่อง Team America ที่ล้อเลียน แมทท์ เดม่อน ว่าเป็นดาราปัญญาอ่อน

ประเด็นคือเมื่อคนดูหนังมีภาพล้อเลียนอยู่ติดในหัวสมองไปแล้ว และมีอคติเริ่มต้นไปแล้ว มันเป็นการยากมากที่จะสลัดมันออกไป และทำใจให้อินไปกับหนังเรื่องใหม่ที่กำลังดู ดังนั้น ผมจึงนั่งดู แมทท์ เดม่อน ในบทเจสัน บอร์น แสดงไหวพริบปฏิภาณและความฉลาดเหนือมนุษย์ พร้อมกับมีภาพจากการ์ตูน Team America อยู่ในหัวตลอดเวลา "แม้ททททท เดม่อนนนนนน...แม้ททททท เดม่อนนนนนน...แม้ททททท เดม่อนนนนนน..." เปรียบเหมือนกับในตอนนี้ เวลาผมเห็น บี้ เดอะสตาร์ ออกมาในโทรทัศน์ ผมมักจะนึกไปถึงนายแบบโฆษณาหน้าปลาเก๋า ของโทรศัพท์ดีแทคทุกครั้งไป และเวลาได้ยินเสียงเพลง ไอนี้ดซัมบอดี้...เลิฟ ผมมักจะนึกไปถึงหน้าเสนาเปิ้ล กำลังเต้นและร้องเพลง ไอ้นิดซำบายดีบ่ จากรายการสาระแนโชว์ ที่ทำล้อเลียน บี้ เดอะสตาร์ ทุกครั้งเช่นกัน ความหล่อและความเท่ของ บี้ เดอะสตาร์ ถูกทำลายลงไปหมดสิ้น โดยการล้อเลียนหรือ Parody นี่แสดงให้เห็นถึงพลังของศิลปะแขนงนี้ได้อย่างดี


... Intermission ... หยุดพักกินน้ำปัสสาวะกันก่อน


Ratatouille หนังการ์ตูนเรื่องล่าสุดจากค่ายพิกซาร์ ซึ่งผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไร เมื่อเทียบกับการ์ตูนเรื่องก่อนๆ ของพวกเขา เนื่องจากผมว่าตอนจบของหนัง ค่อนข้างรวบรัดและยัดเยียดประเด็นแก่คนดูมากเกินไป คือประเด็นการ "วิจารณ์การวิจารณ์" ซึ่งทำให้ประเด็นตอนท้ายของเรื่อง ค่อนข้างเฉไฉออกไปจากประเด็นที่ปูไว้ตอนต้นเรื่อง

--- Spoiler Alert เนื้อหาที่เขียนต่อไปจากนี้อาจจะบอกเล่าเนื้อเรื่องมากเกินไป จนทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ดูเสียอรรถรสได้ ---

ผมว่าหนังควรจะโฟกัสอยู่ที่ประเด็นที่ปูไว้ดีมากแล้วตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง คือประเด็นว่า Anyone can cook. คือการบอกว่าใครๆ ก็ทำอาหารได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่แหลมคมมาก เป็นการให้กำลังใจคนดู และตอกย้ำความมีศักยภาพในตัวมนุษย์ทุกคน แต่ในตอนท้ายของเรื่อง แทนที่หนังจะจับอยู่ที่พัฒนาการของตัวละครทุกตัว ที่ควรจะต้องค่อยๆ เข้าถึงศักยภาพในตัวเองของแต่ละคน หนังกลับย้ายมุมไปที่การวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครที่เป็นนักวิจารณ์อาหารในเรื่อง การทำเช่นนี้ มันไม่ใช่การให้คนดูหนังค่อยๆ ตื่นรู้อย่างเบิกบานภายในตัวเอง แต่เป็นการทำให้คนดูหนัง โบ้ยปัญหาออกไปนอกตัว ว่าเกิดจากความไม่ดีของผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หนังการ์ตูนเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับเป็นหนังที่แย่มากนัก เพราะประเด็นตอนท้ายเรื่อง ที่เกี่ยวกับการ "วิจารณ์การวิจารณ์" ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก หนังไม่ได้ด่านักวิจารณ์แบบตื้นเขิน ว่าเอาแต่เขียนวิจารณ์ ทำไมไม่ไปทำอาหารเสียเองล่ะ เพราะการด่าแบบนี้งี่เง่าครับ ในระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยมแบบนี้ เราแต่ละคนต้องแบ่งหน้าที่กันทำงานของตนเองไปอยู่แล้ว พ่อครัวก็ทำอาหาร นักวิจารณ์ก็เขียนวิจารณ์ แต่หนังด่านักวิจารณ์และการวิจารณ์แบบเอาอีโก้ตนเองไปถล่มคนอื่น โดยนำเสนอประเด็นนี้ผ่านตัวละคร แอนทอน อีโก้ นักวิจารณ์อาหารชื่อดังตามท้องเรื่อง แค่การตั้งชื่อตัวละครตัวนี้ก็ชัดเจนมากแล้วว่า ปัญหามันอยู่ที่ "อีโก้" เขาวิจารณ์อาหารโดยใช้อีโก้ของตนเอง ไปถล่มถมทับพ่อครัว ยิ่งทำงานวิจารณ์ไปนานเข้า ก็ยิ่งอีโก้พองโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปถล่มทับพ่อครัวได้มากขึ้น ก็ยิ่งย่ามใจและยิ่งเขียนงานวิจารณ์ที่ไปทำร้ายทำลายคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาทำงานเขียนวิจารณ์ ด้วยการพกอีโก้ไปชิมอาหาร แบบยึดหลักว่าจะต้องหาที่ติเตียนให้ได้มากที่สุด

การวิจารณ์คนอื่นและผลงานของคนอื่นแบบเอาอีโก้เราไปถล่ม ทำได้ง่ายมากครับ คือไม่ว่าจะเขาจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราสามารถหาวิธีด่าเขาได้หมด เพราะเราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ ต้องมีข้อบกพร่องและไม่สมบูรณ์แบบเสมอ และที่สำคัญ คือในการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราสามารถมองได้หลายมุม แล้วแต่ว่าเราจะเลือกมองมันอย่างไร คือหมายความว่า ทุกอย่างในโลกเราล้วน Subjective หรือเป็นอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับผู้มองว่าจะคิดอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าไปชิมอาหารร้านนี้แล้วรู้สึกว่ารสชาติเหมือนเดิม เราก็สามารถมองได้หลายทาง 1.มองว่าพ่อครัวเขามีความชัดเจน มีเอกลักษณ์รสชาติของตนเอง หรือ 2.มองว่าพ่อครัวคนนี้ซ้ำซาก ไม่มีพัฒนาการ เมื่อมองได้หลายทางแบบนี้ ตอนเอามาเขียนวิจารณ์ ก็ขึ้นอยู่กับอีโก้ของคุณแล้วหล่ะ ว่าคุณเลือกว่าจะไปถล่มทับเขา หรือว่าคุณเลือกว่าจะใจกว้างกับเขา

อันนี้คัดลอกมาจากเว็บ imdb.com ครับ เป็นบทวิจารณ์ที่ แอนทอน อีโก้ จัดการเขียนเชือดร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วปิดฝาโลงย้ำว่าเขาจะไม่กลับไปกินที่ร้านนั้นอีกแล้ว
Anton Ego: "Finally Chef Gusteau has found his rightful place in history alongside another equally famous chef... Monsieur Boy-ar-dee."

ส่วนอันนี้ เป็นบทวิจารณ์ชิ้นสุดท้ายของ แอนทอน อีโก้ ที่เขาตระหนักถึงความพองโตของอีโก้ตัวเอง และ ได้เรียนรู้แล้วว่าการวิจารณ์ที่ดี ควรเป็นอย่างไร
Anton Ego: In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment. We thrive on negative criticism, which is fun to write and to read. But the bitter truth we critics must face is that, in the grand scheme of things, the average piece of junk is more meaningful than our criticism designating it so. But there are times when a critic truly risks something, and that is in the discovery and defense of the new. Last night, I experienced something new, an extraordinary meal from a singularly unexpected source. To say that both the meal and its maker have challenged my preconceptions is a gross understatement. They have rocked me to my core. In the past, I have made no secret of my disdain for Chef Gusteau's famous motto: Anyone can cook. But I realize that only now do I truly understand what he meant. Not everyone can become a great artist, but a great artist can come from anywhere. It is difficult to imagine more humble origins than those of the genius now cooking at Gusteau's, who is, in this critic's opinion, nothing less than the finest chef in France. I will be returning to Gusteau's soon, hungry for more.

แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีอีโก้ครับ พ่อครัวก็มีอีโก้ นักวิจารณ์ก็มีอีโก้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พ่อครัวก็คงไม่กล้าทำอาหารให้คนอื่นกิน นักวิจารณ์ก็ไม่กล้าเขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน แต่วิธีที่เราทุกคนมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขในโลกนี้ และวิธีที่จะทำให้เราทุกคนได้มีโอกาสแสดงถึงศักยภาพความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียม หรือตามประเด็นว่า Anyone can cook. คือการที่เราทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจารณ์ จะต้องตระหนักและยอมรับ ว่าเราต่างก็มีอีโก้ ไม่ใช่หลงตัวเองจนเอาแต่พูดว่าฉันไม่มีอีโก้ แล้วก็เอาอีโก้ไปวิจารณ์แบบถล่มทับคนอื่นตลอด ที่สำคัญอีกประการ คือการเข้าใจว่าความจริงในโลกเรามันเป็น Subjective เรามองเห็นและตัดสินสิ่งต่างๆ ได้หลายมุม หลายทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกอย่างไร ไม่ใช่เอาแต่ยืนยันด้วยอีโก้ของตนเอง ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เท่านั้น

...

Sunday, December 03, 2006

Es lebe die Freiheit!

...

เมื่อวานผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Sophie Scholl ด้วยความอนุเคราะห์จากน้องชายผู้น่ารัก ส่งแผ่นดีวีดีมาให้ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมเอ่ยปากถามถึงไปแว้บเดียว ว่าอยากดูเหลือเกินในตอนนี้ มันเป็นเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาเยอรมนี ที่เคลื่อนไหวต่อต้านนาซีอย่างลับๆ ในนาม White Rose ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาทำใบปลิวออกแจกจ่าย และขีดเขียนฝาผนังในเมือง เพื่อปลุกให้ชาวเยอรมนีเลิกก้มหัวให้กับฮิตเล่อร์ด้วยความหวาดกลัวเสียที โซฟี โชลล์ และพี่ชาย เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ พวกเขาถูกตำรวจจับได้ระหว่างกำลังเอาใบปลิวไปวางในมหาวิทยาลัย เรื่องราวดำเนินไปในช่วงเวลาที่เธอถูกสอบสวนและดำเนินคดีในศาล ซึ่งรวบรัดเพียงแค่ 5 วัน แล้วเธอก็โดนตัดสินประหารชีวิต ด้วยเครื่องกิโยติน

หนังได้แสดงให้เห็นความสลับซับซ้อนของความคิดของตัวละครแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายนาซี ผ่านตัวตำรวจผู้ทำหน้าที่สอบสวนชื่อว่า โรเบิร์ต มอห์ร ที่มีความเชื่อมั่นในลัทธิชาตินิยม เผด็จการ และเชื่อว่าในที่สุด ฮิตเล่อร์จะนำพาชาวเยอรมันไปสู่ความสงบสุขและร่ำรวย ส่วนตัวโซฟี โชลล์ ก็เชื่อมั่นในเรื่องเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ทั้งสองคนต่อปากต่อคำกันในระหว่างการสอบสวน โรเบิร์ต มอห์ร ยกเหตุผลว่าเผด็จการฮิตเล่อร์ช่วยนำพาเยอรมนีให้รอดพ้นจากการรุกรานของประเทศอื่น และแนวคิดชาตินิยมก็ช่วยให้เยอรมนีรอดพ้นจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำมาได้ ส่วนโซฟีก็บอกว่าลัทธิเผด็จการชาตินิยมแบบนี้ ถ้าผู้นำเป็นบ้าล่ะ จะนำพาประเทศไปถึงไหนกัน เราจึงควรจะต้องเชื่อมั่นในตัวมนุษย์ และให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมสิ ซึ่งเรื่องพื้นฐานที่สุดก็คือเรื่องการแสดงความคิดเห็นนี่แหละ

การเถียงกันเรื่องความถูก-ผิด ความดี-เลวแบบนี้ เถียงกันไปทั้งปีทั้งชาติก็ไม่มีสิ้นสุด ชาตินิยมก็ดีในสถานการณ์หนึ่ง ในระดับหนึ่ง เสรีนิยมก็ดีในอีกสถานการณ์หนึ่ง และในระดับหนึ่ง เพียงแต่ในกรณีของฮิตเล่อร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ มันดูง่ายว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด ก็ฮิตเล่อร์มันเล่นสั่งฆ่าคนไปเป็นล้าน และนำพาทั้งโลกเข้าสู่มหาสงคราม แล้วยิ่งเมื่อในที่สุดแล้ว มันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม มันก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่แล้ว ดังนั้น สำหรับผม ผมเลยคิดว่า ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านนาซี ไม่ใช่การเชิดชูประชาธิปไตย และไม่ได้สรุปแบบฟันธงว่าอะไรดีอะไรเลวแบบตื้นๆ ผมว่าประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่การตั้งคำถามกับเสรีภาพของมนุษย์ ว่ามนุษย์คนหนึ่งควรมีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติของตนเอง มากแค่ไหน และถ้ามันแตกต่างไปจากคนอื่น หรือมันผิดกฎอัยการศึกหล่ะ เขาควรต้องรับโทษถึงตายหรือเปล่า

ฉากที่น่าสนใจ คือฉากที่โซฟีและพี่ชายถูกนำตัวขึ้นศาล โดยมีผู้พิพากษาคือ โรแลนด์ ฟรีสเลอร์ ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะตัดสิน ศาลเปิดให้จำเลยลุกขึ้นกล่าวประโยคสุดท้าย เพื่อยอมรับความผิด และเพื่อขอความเมตตา เผื่อว่าศาลจะลดโทษจากประหารชีวิต ให้เหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งสถานการณ์สงครามตอนนั้น เป็นช่วงปลายๆ แล้ว ถ้าคุณเหลือโทษแค่ติดคุกตลอดชีวิต และคุณเชื่อว่านาซีแพ้แน่ คุณก็คงรู้ว่าจะติดคุกจริงๆ ไม่นานเท่าไร ผมเลยสงสัยว่า ถ้าเป็นคุณล่ะ? ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นั้น ในวินาทีนั้น คุณจะยังคงยืนหยัด ยืนยันกับความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติของคุณต่อไป โดยยอมตายเพื่อแสดงมรณสักขี หรือว่าคุณจะยอมรับผิด ยอมรับว่าที่เขียนในใบปลิวนั้นเหลวไหล และอ้อนวอนขอให้ศาลไว้ชีวิต เอาชีวิตให้รอดไว้ก่อน วันหน้าค่อยว่ากันใหม่

ถ้าในโลกนี้ เรื่องความถูก-ผิด ความดี-เลว นั้นซับซ้อน ไม่สามารถตัดสินแบบฟันธง และเราจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ให้รอดในสภาวะเช่นนี้ ด้วยความประนีประนอม และสมดุลย์แล้ว แบบนี้เราจะมีท่าทีต่อความคิดเห็น ความเชื่อ และอุดมคติ ของตัวเราเอง และของผู้อื่นอย่างไร


โรเบิร์ต มอห์ร : นี่คือกฎหมาย และนี่คือประชาชน หน้าที่ของผมคือทำให้ทั้งสองมาบรรจบกัน พวกเราทุกคนต้องยึดถือกฎหมายสิ ไม่ว่าใครจะร่างมันก็ตาม ไม่งั้นแล้วจะให้เรายึดถืออะไร


โรแลนด์ ฟรีสเลอร์ : มหาสงครามนี้จะนำชัยชนะมาให้ชาวเยอรมัน จะทำให้เกิดความยิ่งใหญ่และความบริสุทธิ์


ถ้าเป็นคุณ เห็นกิโยตินอยู่ตรงหน้าแบบนี้ จะยังคงยืนหยัด ยืนยันอยู่ไหม??


โซฟี โชลล์ : ใช่ ฉันทำ (แจกใบปลิว) และฉันก็ภูมิใจกับสิ่งที่ทำลงไป


...

Tuesday, November 21, 2006

คนตาย

...

คุณเคยเห็นคนตายไหม? ศพหน่ะครับ...ศพ ในรอบ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมเห็นศพคนรวมๆ กันแล้ว อย่างน้อยก็ 40-50 ศพเห็นจะได้ จากหนังผีที่ได้ดู ในช่วง 2-3 อาทิตย์รวมกัน ประมาณ 15 เรื่องได้ ทั้งจากหนังโรงและหนังจากแผ่นดีวีดี ถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ดูหนังผีติดต่อกันเยอะที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้นะ ผมได้ดูหนังผีในโรงหนังเยอะช่วงนี้ ก็เพราะโรง House RCA จัดฉายหนังชุดพิเศษ Master of Horror เอาหนังผีจากรายการทีวีของเมืองนอก มาฉายให้ดูแบบราคาถูก คือฉายวนวันละ 3 เรื่อง ถ้าซื้อตั๋วแบบดูทั้งวัน ราคาแค่ 100 บาท อยากดูเท่าไรก็นั่งดูไปเลย ผมแวะไปอุดหนุนเขามา 3 อาทิตย์ติดกัน โดยที่วันนี้เพิ่งไปดูมา เป็นอาทิตย์สุดท้ายของการฉายหนังชุดนี้

ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังผีอย่างมาก หนังผีในที่นี้ ผมหมายความรวมถึงหนังแนวเขย่าขวัญ สยองขวัญ ระทึกขวัญ สั่นประสาท ฯลฯ ทั้งที่มีผีจริงๆ มาในรูปวิญญาณ หรือแบบที่เป็นผีดิบมาเป็นตัวเละๆ หรือแบบที่ไม่ใช่ผี แต่เป็นฆาตกรโหดวิปริต หลายคนอาจจะเบะปากกับหนังพวกนี้ เพราะคิดว่ามันทำให้จิตเสื่อม แต่สำหรับผม หนังพวกนี้ดูแล้วเหมือนกับการได้ระบายความตึงเครียดจากภายในออกมา ผมว่าหน้าที่ของหนังผี คือการพาเราออกไปจากสภาพปกติในชีวิตประจำวัน ล่องลอยออกไปสู่ประสบการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างไม่คาดฝัน ไกลออกไปทุกทีๆ แล้วพอไปถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง มันจะจับให้เราไปยืนอยู่ตรงสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัว ณ จุดนี้เอง ที่ความตึงเครียดทั้งหลายจะกดทับเข้ามาในหัว พอผ่านพ้นจุดไคลแมกซ์ของหนัง เมื่อหนังจบลง เหตุการณ์ความรุนแรง ความขัดแย้งทั้งหมดในหนังคลี่คลาย ปมปัญหาได้รับการเฉลย เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายลง ความตึงเครียดทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับสูญสลายหายไป พร้อมกับตัวหนังสือเอนเครดิตค่อยๆ เลื่อนขึ้นบนหน้าจอ

ทริคคำแนะนำสำหรับการดูหนังผีเพื่อคลายความเครียดของผมนั้น คือคุณต้องดูหนังผีที่มีระดับความตึงเครียดในหนังเรื่องนั้น สูงกว่าระดับความตึงเครียดในชีวิตจริงของเรา เช่นถ้าชีวิตจริงของคุณเครียดมากๆ การบ้านเยอะ อ่านหนังสือสอบไม่ทัน หรือโดนเจ้านายด่าว่าเวลามาสาย ส่งงานเสร็จไม่ทันกำหนด คุณก็อาจจะต้องดูหนังผีที่โหดร้ายทารุณมากขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre หรือ Hostel หรือ Haute Tension หรืออาจจะตีตั๋ว 100 บาท ไปนั่งดู Master of Horror 3 เรื่องควบตลอดบ่ายก็ได้

หนังผีเรื่องเหล่านี้ ถึงแม้จะโหด อุบาทว์ และแหวะจนเหลือทน เนื้อเรื่องกลวงเปล่า ไร้คุณธรรมจรรโลงจิตใจ มองไม่เห็นคุณค่าทางศิลปะ แต่มันก็ยังมีข้อดีอยู่ คือเมื่อมันพาเราไปถึงจุดสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัวแล้ว มันสามารถถีบเราให้หลุดเลยออกไปจากจุดนั้น ผมอธิบายความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าเมื่อหลุดเลยจุดนั้นมันเป็นอย่างไร เมื่อเลเธอร์เฟซเหวี่ยงเลื่อยไฟฟ้าตัดขาเหยื่อที่กำลังวิ่งหนี เมื่อฆาตกรโรคจิตดันตู้ไม้ไปตัดเหยื่อ ที่กำลังติดอยู่ตรงราวบันได และเมื่อฆาตกรโรคจิตอีกคน เอามีดผ่าตัดมาปาดเอ็นร้อยหวายตรงข้อเท้าของเหยื่อ ที่กำลังถูกจับมัดให้นั่งบนเก้าอี้ทรมาน ผมนั่งตาเหลือก หัวใจเต้นแรงและเร็ว อดรีนาลีนหลั่งออกมา รู้สึกว่าตัวชาๆ หัวมึนๆ และเริ่มคิดว่า ไม่ว่าปัญหาใดในโลกนี้ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ล้วนน้อยนิดกระจิดริดเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับชะตากรรมของเหยื่อในหนังเหล่านี้

บ่ายวันนี้ผมเพิ่งไปนั่งดู Master of Horror อาทิตย์สุดท้ายมา นับรวมศพคนที่เห็นเฉพาะในวันนี้ได้มากกว่า 10 ศพแล้ว หนังเด็ดที่สุดสำหรับวันนี้ คือ Imprint ของทาเคชิ มิอิเกะ ผู้กำกับสุดซาดิสต์ ที่คอหนังผีทุกคนคงรู้จักกันดี ฉากทรมานเหยื่อด้วยการเอาเข็มทิ่มเข้าไปในเหงือก มันเจ็บเสียจนเหยื่อหมดสติ กล้ามเนื้อหูรูดทั้งตัวไม่ทำงาน ขี้เยี่ยวราดออกมาอุจาดตา ผมนั่งดูอยู่ในความมืด ในโรงที่มีคนดูรวมกันไม่ถึง 10 คนทั้งโรง บรรยากาศโหวงเหวงน่ากลัวพิลึก กว่าหนังจะจบหมดทั้งชุด ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม ผมเดินออกจากโรงในสภาพกระปรกกระเปลี้ย ตัวชาๆ หัวมึนๆ ตรงบริเวณหน้าบันไดเลื่อน มีป้ายคัตเอาท์หนังโปรแกรมหน้า เป็นเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning เป็นหนัง Prequel ของ Texas Chainsaw คาดว่าคงจะเล่าถึงต้นกำเนิดของเจ้าเลเธอร์เฟซ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ก่อนจะมาใช้เลื่อยไฟฟ้าฆ่าคน โปรแกรมนี้ผมไม่พลาดแน่นอน และผมคาดหวังว่ามันจะโหดและน่ากลัวมากขึ้นไปกว่าหนังภาคก่อนหน้านี้

ลืมบอกไป ว่าข้อเสียของการคลายเครียดด้วยการดูหนังผี ผมว่ามันอยู่ตรงที่ เราต้องดูหนังที่น่ากลัวมากขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเลือดถึงเนื้อ เห็นเครื่องใน เห็นกระดูก มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเคยถูกถีบให้หลุดเลยจุดสุดขอบของความอดทน และสุดขีดของความหวาดกลัวมาแล้วครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้ง เราอาจจะเริ่มชินชากับมัน ในครั้งถัดไป เราจะต้องถูกถีบให้หลุดออกไปไกลกว่านั้นอีก แนวโน้มหนังผีจึงต้องโหดร้ายทารุณมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวผมเอง ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้หรอกนะ เป็นห่วงก็แต่พวก moralist ทั้งหลาย อาจจะรู้สึกระคายเคืองลูกตากับหนังเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทางนั่งรถเมล์กลับบ้าน วันนี้ผมนั่งรถสาย 72 จากถนนเพรชบุรีตัดใหม่ เพื่อมาลงต่อรถแถวเทเวศน์ เวลาสองทุ่มแล้วรถยังติดบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้ ตรงถนนศรีอยุธยา ช่วงที่มีรางรถไฟพาดผ่าน ไฟเขียวขึ้นแล้ว แต่รถข้างหน้าก็ยังไม่ยอมขยับ จนไฟแดงอีกรอบ

คนบนรถเมล์นั่งกันไม่เป็นสุข ผมพยายามชะเง้อชะแง้ดูข้างหน้าว่ามันติดอะไรของมัน เห็นรถพยาบาลและรถของมูลนิธิหลายคัน วิ่งบึ่งผ่านไป เห็นแสงไฟไซเรนสีแดงกระพริบวูบวาบอยู่ข้างหน้า ใช้เวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง กว่ารถเมล์สาย 72 ที่ผมนั่ง จะค่อยๆ ขยับมาจนถึงบริเวณสี่แยกที่ตัดกับรางรถไฟ ผมเห็นไทยมุงจำนวนมหาศาลกำลังมุงกันเป็นล่ำเป็นสัน มองไปบริเวณรางรถไฟ เห็นศพคนตายนอนอยู่ 1 ศพ มีผ้าขาวปูปิดทับร่างเขาเอาไว้ เหลือแต่ปลายเท้าที่ยื่นเลยผ้าออกมา ไอ้นี่เอง ที่ทำให้รถติดวินาศสันตะโรแบบนี้ เสียเวลาสิ้นดี ไม่งั้นป่านนี้คงถึงเทเวศร์ ได้ขึ้นรถต่อเกือบจะถึงบ้านแล้ว มันจะมานอนตายทำไมตรงนี้วะ หรือว่ามันถูกรถไฟทับตาย แล้วพวกไทยมุงนี่ก็เหลือเกินจริงๆ มามุงกันจนกีดขวางการจราจรแบบนี้ พอพ้นจากสี่แยกนั้นมาได้ ถนนก็โล่งโจ้งตามปกติ ผมโล่งใจที่พ้นมันมาได้เสียที กะอีแค่คนตายคนเดียว ทำเอาเสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เฮ้อออ...

...

Saturday, November 18, 2006

เจมส์ บอนด์

...

หลายปีก่อนตรงถนนพระอาทิตย์ เคยมีร้านอาหารหรูๆ อยู่ร้านหนึ่ง ชื่อว่าร้านร้อยแปด ผมกับเพื่อนชอบไปนั่งกินข้าวกันที่นี่ทุกเย็นวันศุกร์ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำเกี่ยวกับร้านนี้ ไม่ใช่เมนูขาหมูเยอรมันหรือปลาตะเพียนไร้ก้างของทางร้าน แต่เป็นป้ายห้องน้ำผู้ชาย ที่เจ้าของร้านเขามีไอเดียเก๋ไก๋มาก แทนที่จะเอาป้ายสัญลักษณ์ตัวผู้ชาย หรือป้ายตัวหนังสือมาแปะ เขากลับเอาปกนิตยสารฉบับหนึ่งมาแปะ เพื่อบอกว่าตรงนี้คือห้องน้ำชาย ปกนิตยสารฉบับนี้เป็นภาพถ่ายระยะกลางๆ ครึ่งตัว ตั้งแต่ระดับหัวเข่าขึ้นไป เป็นผู้ชายวัยหนุ่มใหญ่ ใส่ชุดสูทสีดำเนี้ยบๆ หวีผมเสยเรียบแปร้ ใบหน้าฉายแววมีความสุข ปากฉีกยิ้มเห็นฟันขาว ยกมือซ้ายขึ้นมา ชี้นิ้วเฉียงๆ ไปทางขวามือ ซึ่งเป็นทิศของประตูห้องน้ำชายของร้านนี้พอดีเป๊ะ เวลาไปกินข้าวร้านนี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ผมเห็นป้ายนี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้ทุกที แต่นึกไปนึกมา ก็สงสารผู้ชายที่เป็นแบบปกนิตยสารฉบับนี้ ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวหรือเปล่า ว่าภาพเท่ๆ ของเขาถูกเอามาล้อเล่นถึงขนาดนี้

การเอาภาพผู้ชายที่แสดงความหล่อ ความเท่ มาล้อเล่นล้อเลียนแบบนี้ คงจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะในสมัยนี้ ทุกคนล้วนมีความคิดแบบ anti-establishment หรือความคิดแบบต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความเชื่อแบบดั้งเดิม ในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ สังเกตดูได้จากภาพของผู้ชาย ที่นำเสนอผ่านสื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ ทั้งนิตยสาร ทีวี หนัง เพลง มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และแสดงความต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ชายแบบเดิม โดยมีลักษณะแบบ anti-hero มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายหล่อๆ เนี้ยบๆ เก๊กๆ แอคท์ท่าเท่ๆ ถ่ายรูป กลายเป็นสิ่งที่น่าตลกขบขัน และตกเป็นเป้าในการถูกนำมาล้อเลียน ดูง่ายๆ จากประวัติศาสตร์ของหนังเจมส์ บอนด์ ที่ผ่านมาหลายสิบปี ภาพของเจมส์ บอนด์ แบบ ฌอน คอนเนอรี่ และโรเจอร์ มัวร์ ที่เป็นสุภาพบุรุษสายลับหล่อเนี้ยบ กลายเป็นสิ่งที่หนังหลายเรื่องในรุ่นต่อมา นำมาล้อเลียนกันแบบสนุกสนาน

อย่างหนัง ออสติน พาวเวอร์ มิสเตอร์บีน ที่นำเสนอภาพชายหนุ่มสายลับอังกฤษที่บ้าบอคอแตก หรือแม้กระทั่ง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ที่ให้สายลับหล่อเนี้ยบเหมือนเจมส์ บอนด์ ถูกยิงตายตั้งแต่ต้นเรื่อง จนต้องไปหาสายลับแบบใหม่ที่ดิบห่ามเถื่อน อย่าง วิน ดีเซล มาทำงานต่อ ภาพของตัวละคร เจสัน บอร์น จาก The Bourne Identity ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมา จากสมัยที่มันเคยเป็นหนังทีวีในยุค 80 ฉายภาพผู้ชายสายลับที่หล่อเนี้ยบอยู่ จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด เจสัน บอร์น ก็มีลักษณะ anti-hero มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความดุดัน มุทะลุ ฉากบู๊ที่โหดเหี้ยม เพิ่มจำนวนขึ้นทั้ง 2 ภาค ภาพของ อีธาน ฮันท์ ใน Mission Impossible ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากสมัยที่เป็นซีรีย์สทางทีวี อีธาน ฮันต์ เก่งกาจโอเว่อร์เหมือนการ์ตูน จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด ดีกรีความเป็น anti-hero ของ อีธาน ฮันท์ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบไล่ลำดับมาจากหนังทั้ง 3 ภาค

เจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด Casino Royale ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นเพราะมันนำเสนอภาพเจมส์ บอนด์ แบบ anti-hero สุดๆ พระเอกของเราทำตัวไม่สมกับเป็นพระเอก ถึงขนาดที่พอเล่นไพ่แพ้ผู้ร้าย และเห็นว่าหมดทางจะจับตัวไปได้แล้ว ถึงกับคว้ามีดบนโต๊ะอาหาร เดินรี่จะไปแทงเขาให้ตายคามือให้สมแค้น นับไล่หนังเจมส์ บอนด์ มาทุกตอน ไม่เคยมีเจมส์ บอนด์ คนไหนที่สิ้นคิดได้ถึงขนาดนี้ ผมคิดว่ารสนิยมของคนสมัยนี้ เมื่อเขาเสพสื่อหรือป๊อปคัลเจอร์ใดๆ ก็ตาม เขาต้องการเสพความสมจริงสมจังให้ได้มากที่สุด และเขาค่อนข้างจะรู้แล้ว ว่าภาพความดี ความงาม ความสมบูรณ์แบบ ที่สื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ เคยชอบหยิบมานำเสนอนั้น มันไม่จริงและไม่น่าสนใจ มันเป็น establishment ปลอมๆ ที่พวกเขาอยากจะ anti กันหมดแล้ว ดังนั้น เวลาดูหนัง คนสมัยนี้จึงต้องการเห็นจุดอ่อน จุดบกพร่อง ความไม่ดี ไม่งาม ไม่สมบูรณ์แบบ ของตัวละครทั้งหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวพระเอก ดังนั้น พระเอกแบบ วิน ดีเซล ออสติน พาวเวอร์ และเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ที่มีความ anti-hero จึงได้รับความนิยมจากคนดูส่วนใหญ่ และคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ ภาพบนหน้าปกนิตยสารก็สะท้อนความคิดนี้เช่นกัน ผู้ชายบนปกนิตยสารสมัยนี้ จึงดูหล่อ เนี้ยบ เก๊ก และแอคท์ท่าน้อยลงไปเยอะ เมื่อเทียบกับบนปกนิตยสารสมัยก่อน

ร้านร้อยแปดที่ถนนพระอาทิตย์ ปิดกิจการไปหลายปีแล้ว เจ้าของร้านอาจจะรวยแล้วเลยเลิกขาย วันก่อนผมไปดูหนัง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ล่าสุดมา และมันทำให้ผมคิดถึงร้านร้อยแปดขึ้นมาตะหงิดๆ คิดถึงร้านนี้มาก อยากกลับไปนั่งกินขาหมูเยอรมันและปลาตะเพียนไร้ก้างอีกจังเลย

...

Friday, November 03, 2006

Kinsey

...

เมื่อกว่าสามเดือนก่อน ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล้อกเรื่องแรกๆ ผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องของ ดร.จอห์น มันนี่ จิตแพทย์ที่ศึกษาเรื่อง Sex และ Gender ของมนุษย์ และเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าเรื่องเพศของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องทางวัฒนธรรมล้วนๆ การแบ่งเพศของมนุษย์เป็นผู้ชายและผู้หญิงนั้น เกิดจากการประกอบสร้างโดยสังคมล้วนๆ ความเชื่อแบบนี้ของเขานำไปสู่โศกนาฏกรรมของชีวิตคนไข้ของเขา (อ่านรายละเอียดได้ที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006_07_17_theaestheticsofloneliness_archive.html)

มาคราวนี้ผมอยากจะนำมาเปรียบเทียบกับ ดร.อัลเฟรด คินซีย์ เพราะเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Kinsey จากแผ่นดีวีดีที่เพื่อนเอามาให้ยืม ดร.คินซีย์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจศึกษาเรื่องแมลง และเขาได้ใช้วิธีวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ ที่เคยใช้ในการศึกษาแมลง มาศึกษาพฤติกรรมทางเพศของชาวอเมริกัน ในยุคทศวรรษที่ 40-50 จนสร้างความขัดแย้งขึ้นมาอย่างกว้างขวาง ในสังคมยุคนั้น

เมื่อเปรียบเทียบกันดู ถ้าในเรื่องเพศๆ ดร.มันนี่ เป็นฝ่ายที่เชื่อเรื่องการประกอบสร้างโดยสังคมอย่างสุดโต่ง ดร.คินซีย์ก็เป็นฝ่ายที่เชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์และธรรมชาติอย่างสุดโต่ง ในหนังเรื่อง Kinsey นำเสนอเรื่องราวชีวิตของเขา ไล่มาตั้งแต่วัยเด็ก ว่ามีปัญหาสับสนเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกทางเพศที่ขับดันมาจากภายในร่างกาย กับจริยธรรมและศีลธรรมอันดีงาม ที่กดดันมาจากสังคมภายนอก ปัญหาของคินซีย์และสังคมอเมริกันในยุคทศวรรษที่ 40 เป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลของทุกยุคทุกสมัย และในทุกสังคม รวมถึงสังคมไทยเราในปัจจุบัน ก็มีปัญหานี้ไม่แตกต่างกัน เรายังคงต้องมานั่งถกเถียงกันอยู่ทุกวัน ว่าเราควรจะดำเนินชีวิตไปตามแรงขับดันทางเพศที่มีตามธรรมชาติ หรือเราควรจะดำเนินชีวิตไปตามจริยธรรมและศีลธรรมอันดีงาม

ดร.คินซีย์เป็นผู้ที่ลุกขึ้นมาบอกว่า คนเราควรจะได้มีความสุขทางเพศไปตามแรงขับ สัญชาตญาณ และความต้องการจากภายใน การเก็บกดหรือปิดกั้นมันเอาไว้ จะทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา ดร.คินซีย์เชื่อว่า จริยธรรมและศีลธรรมต่างๆ เป็นสิ่งที่ดีงามและควรทำตามก็จริงอยู่ แต่มันถูกสร้างขึ้นโดยสังคมในแต่ละยุคสมัย และไม่มีความสอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ จริยธรรมและศีลธรรมเรื่องเพศเกิดขึ้นจากความไม่รู้ และทำให้คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ว่าคนอื่นก็มีความคิดและพฤติกรรมทางเพศอย่างไร คนส่วนใหญ่จึงกลัวและกังวลว่าตนเองจะทำอะไรผิดแปลก ผิดปกติ หรือหมกมุ่นเรื่องเพศมากไปกว่าคนอื่นหรือเปล่า จึงเก็บกดเรื่องเพศของตนเอาไว้ เขาจึงต้องทำการวิจัย สำรวจความคิดและพฤติกรรมเรื่องเพศของคนอเมริกันทุกคน เพื่อเอาข้อมูลความจริงมาตีแผ่ เพื่อจะได้ลดช่องว่างระหว่างความเป็นจริง และจริยธรรมศีลธรรมลงไป

ผลการวิจัยของดร.คินซีย์ เรียกว่า Kinsey Reports เขาตั้งทีมงาน คิดค้นแบบสอบถาม มาตรวัดต่างๆ และวิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ แล้วออกตระเวนเก็บข้อมูลเรื่องเพศ จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวอเมริกันนับพันนับหมื่นคน ผลการวิจัยในส่วนแรก เกี่ยวกับความคิดและพฤติกรรมเรื่องเพศของผู้ชาย ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อว่า Sexual Behavior in the Human Male ในปีค.ศ.1948 เปิดเผยให้เห็นเรื่องราวที่คนในยุคนั้นอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่กล้าพูดถึงมัน เพราะความอับอาย อย่างเช่นค่าเฉลี่ยของขนาดอวัยวะเพศ การมาสเตอร์เบชั่น ออรัลเซ็กส์ เซ็กส์แบบวิตถารแบบต่างๆ การคบชู้ รวมไปถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศ ต่อมา เขายังเดินหน้าวิจัยต่อไป เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงบ้าง และตั้งใจจะออกตีพิมพ์เป็นหนังสือ Sexual Behavior in the Human Female แต่โครงการวิจัยของเขาถูกล้มเลิกไปเสียก่อน เพราะการต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองในสมัยนั้น ที่มองว่าดร.คินซีย์สงสัยจะเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ที่จะมาปั่นป่วนสังคมอเมริกัน

งานของดร.คินซีย์ ในด้านหนึ่งมันก็ทำประโยชน์ให้กับสังคมอเมริกันในยุคนั้นมากมาย เพราะมันเปิดโอกาสให้สังคมได้ยอมรับกับเรื่องเพศๆ ที่ปกปิดกันมานานแสนนาน และเป็นการปฏิวัติการศึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาครั้งใหญ่ มันทำให้คู่สมรสมีเซ็กส์ที่ดีขึ้น ทำให้เด็กวัยรุ่นไม่ต้องตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ ทำให้พวกเกย์เลสเบี้ยนเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เปรียบเหมือนกับดาบสองคม ที่บั่นทอนจริยธรรม ศีลธรรม และความสงบสุขของสังคมโดยรวม

หนังเรื่อง Kinsey นำเสนอปัญหาเรื่องจริยธรรมและศีลธรรม ผ่านตัวละครที่เป็นตัวดร.คินซีย์ รวมไปถึงภรรยาของเขา และบรรดานักวิจัยทุกคนในทีม ว่าทุกคนล้วนนำพาชีวิตของตนเอง ดิ่งลงเหว และความดำฤษณาลงไปอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ดร.คินซีย์ยอมรับการเป็น bisexual ของตนเอง และไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับนักวิจัยผู้ชายคนหนึ่ง ในขณะที่นักวิจัยผู้ชายคนนั้นก็มาเป็นชู้กับเมียของดร.คินซีย์ เพื่อจะได้มีประสบการณ์ทางเพศที่แปลกใหม่ แล้วไปๆ มาๆ ทีมงาน 4-5 คนนั้น ก็นำครอบครัวมาร่วม swinging กันมั่วไปหมด

โดยที่ทุกคนในทีมคิดว่านี่คือการทำตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่สุด พวกเขาพยายามจะทำความเข้าใจกับความต้องการทางเพศของมนุษยชาติ และของตนเอง เพื่อที่จะยอมรับมัน ไม่ขัดขืนหรือฝืนใจเลย และใช้ชีวิตไปให้สอดคล้องกับมัน แต่ทุกคนกลับพบว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่ได้นำไปสู่ความสุขอย่างแท้จริงเลย และมันยิ่งนำไปสู่ความเดือดเนื้อร้อนใจ และสภาพจิตใจที่ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

การมองโลกแบบดร.คินซีย์ และทีมงาน เป็นการมองโลกแบบวัตถุนิยม และแบบวิทยาศาสตร์อย่างสุดโต่ง จนละทิ้งคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นนามธรรมไปเสียหมด เพราะพวกเขามองว่าคุณค่าเหล่านี้จับต้องไม่ได้ ไม่ได้เป็นวัตถุ จึงวัดไม่ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อจับต้องไม่ได้ ชั่งตวงวัดไม่ได้ จึงถือว่ามันไม่มีอยู่จริง

พวกเขาใช้วิธีการในการศึกษามนุษย์ วิธีเดียวกับที่เขาใช้ศึกษาแมลง เขาสุ่มตัวอย่างมนุษย์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ให้มีจำนวนมากพอและมีการกระจายตัวตามหลักวิชาสถิติ เพื่อที่จะเป็นตัวแทนมนุษย์ทุกคน สร้างแบบสอบถามมาเป็นมาตรวัด ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเป็นกลาง คิดว่าจะปลอดจากอคติทั้งปวงได้ แล้วเก็บข้อมูลมาเป็นรหัสตัวเลข แปลผลออกมาด้วยวิชาสถิติ ได้ออกมาเป็นงานวิจัย โดยคิดว่านี่คือความจริงแท้ของโลกแล้ว

คำถามสำคัญที่หนังเรื่อง Kinsey ต้องการถามคนดู คืองานวิจัยนี้คือความจริงแท้ของโลกหรือเปล่า ถ้าโลกนี้เป็นวัตถุนิยมจริง ก็แปลว่ามนุษย์กับแมลงล้วนเป็นสัตว์โลกเหมือนกัน ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่วัดคุณค่าของวัตถุอย่างละเอียด จะต้องสะท้อนให้เห็นความจริง และนำไปสู่ความรู้ที่มีคุณค่า นำไปใช้เป็นแนวทางชีวิตที่ดีงามได้

แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย

ตอนจบของหนังเรื่อง Kinsey ทีมนักวิจัยคนหนึ่งเอ่ยปากถามดร.คินซีย์ ว่าความรักมีจริงไหม ในที่สุดเขาตอบว่ายอมรับว่าความรักมีอยู่จริง เขารักภรรยาของเขา และเขาพบว่าตนเองทุกข์ระทม เมื่อไปมีความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส ในตอนจบของเรื่อง แสดงภาพให้เห็นความล้มเหลวของว่าทีมงานนักวิจัยทุกคน ทั้งในเรื่องงาน เรื่องชีวิต และเรื่องครอบครัว ในที่สุด พวกเขาแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามปกติ

ดร.คินซีย์ในวัยชรา เดินจูงภรรยาเข้าไปในป่าไม้ที่เขียวขจีและเงียบสงบ ชวนกันชี้นกชมไม้ ภรรยาชี้ให้เห็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมาหลายร้อยปี ดร.คินซีย์ตระหนักถึงเรื่องคุณค่า ความดี ความงาม และความมีอยู่ของสิ่งที่เป็นนามธรรม โลกนี้ไม่ได้มีแต่วัตถุ และความสุขระดับวัตถุ หรือความสุขแบบเนื้อหนัง วิทยาศาสตร์และวัตถุนิยมแบบสุดโต่ง ไม่ได้นำพาชีวิตเราไปในทางที่ดี

...

Monday, October 23, 2006

tsotsi

...

มาจองที่ไว้ก่อนครับ เดี๋ยวกำลังจะออกไปงานหนังสือ เผื่อว่าจะกลับมาไม่ทันเที่ยงคืน ไว้พอกลับมาแล้วจะเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง Tsotsi นะครับ คราวนี้จะเขียนแบบปกติแล้ว ไม่ใช่เขียนแบบนักวิจารณ์หนังที่เก่งที่สุดในโลก แบบเมื่อสองวันก่อนแล้ว อันนั้นย้อเย่นน่ะ

ที่เขียนวิจารณ์หนังเรื่อง Munich ไปเมื่อสองวันก่อน ในบล้อกเรื่อง "นักวิจารณ์หนังที่เก่งที่สุดในโลก" http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/10/blog-post_21.html ผมตั้งใจเพื่อ "วิจารณ์การวิจารณ์" แบบที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร จริงๆ แล้วผมชอบหนังเรื่อง Munich และผมก็ชอบผลงานของสปีลเบิร์กหลายๆ เรื่อง

...

กลับมาเรื่อง Tsotsi ดีกว่า มีเพื่อนเอาแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้มาให้หลายอาทิตย์แล้ว แต่ผมเพิ่งได้ดูไปเมื่อคืนวันเสาร์ เพราะกลัวว่าหนังมันจะเศร้าหนะครับ อ่านเรื่องย่อตรงปกหลังกล่องดีวีดีแล้ว คิดว่าหนังมันต้องเศร้าแหงๆ เลยเก็บเอาไว้ก่อน ปรากฏว่าจริงๆ แล้วหนังดีมากครับ ไม่ได้เศร้า ไม่ได้บีบน้ำตาอย่างที่กลัวตั้งแต่แรก มันทำให้คนดูรู้สึกอิ่มเอมใจ และมีความหวังกับผู้คนในสังคมปัจจุบันมากขึ้น มันเป็นเรื่องของวัยรุ่นอันธพาลคนหนึ่ง ไปก่อคดีปล้น ชิงทรัพย์ และขโมยรถ แล้วบังเอิญมาพบว่ามีเด็กทารกอยู่เบาะหลัง เขาเลยเก็บเด็กมาเลี้ยง แล้วเด็กนั่นก็ได้เปลี่ยนชีวิตแบบอันธพาลของเขาไปอย่างสิ้นเชิง เรื่องราวมาจากหนังสือนิยายชื่อเดียวกันนี้ ที่เขียนมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในแถบชานเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศที่ร่ำรวยจากเหมืองทองเหมืองเพชร แต่กลับเต็มไปด้วยสลัม แหล่งเสื่อมโทรม คนยากจน และวัยรุ่นอันธพาล

ผมคิดว่าสถานการณ์ในเรื่อง Tsotsi เหมือนกับสถานการณ์ในสังคมเราทุกวันนี้ ที่มีช่องว่างทางสังคมกว้างเหลือเกิน คนรวยก็รวยล้นฟ้า และกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนจำนวนเพียงเล็กน้อย ปล่อยให้คนจนมีจำนวนมหาศาล กำลังอดอยาก ไม่มีแม้กระทั่งบ้าน ต้องไปแออัดกันในแหล่งเสื่อมโทรม ที่เต็มไปด้วยยาเสพติด การพนัน โรคระบาด ขาดโอกาสทางการศึกษา และโอกาสในการทำงาน การดำเนินชีวิต แล้วในที่สุด คนยากจนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ก็ผลิตลูกหลานที่เป็นวัยรุ่นอันธพาลออกมามากมาย สังคมเราทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่นแบบ Tsotsi คำว่า Tsotsi เป็นแสลงในภาษาแอฟริกาใต้ แปลว่าอันธพาลหรือกุ๊ยข้างถนน

ถ้าคุณไม่ใช่พวกไฮโซที่ร่ำรวยขับรถเก๋ง และทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่แต่ในแหล่งเลิศหรูตลอดวัน ถ้าคุณเป็นคนระดับเดียวกับผม คนระดับที่เดินดินกินข้าวแกง ทำงานเลิกดึกๆ ก็เดินเลียบฟุตบาธมาขึ้นรถเมล์ที่ป้าย คุณกับผมก็จะได้พบเห็น Tsotsi เหมือนๆ กัน คือพวกที่นั่งมั่วสุมกันในร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ออนไลน์ นั่งกินเหล้ากันตรงฟุตบาธหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งเสียงดังเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อย่างที่เรียกว่าเด็กแว้น มีเด็กผู้หญิงตัวดำๆ อ้วนๆ แต่งตัวโป๊ๆ นั่งซ้อนท้ายไป อย่างที่เรียกว่าเด็กสก๊อย แล้วตะโกนด่าพ่อล่อแม่กันตามท้องถนน แล้วเราก็จะมาพบเห็น Tsotsi กันได้อีกที บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกเช้า ที่มักจะลงข่าววัยรุ่นอันธพาลก่อคดีร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่สังเกตเห็นได้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

หนังเรื่อง Tsotsi พยายามจะแสดงให้เห็นว่า คนเราโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนดี ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวยแค่ไหน โดยพื้นฐานแล้วเรามีความเป็นคนเท่าๆ กัน และเราก็มีความดีเท่าๆ กัน ความแตกต่างเพียงประการเดียว ที่ทำให้คนเราแบ่งแยกออกจากกัน คือการตั้งจุดหมายในชีวิต คนเราจะพยายามเป็นคนดี ถ้าเขามองเห็นจุดหมายของชีวิตในอนาคต ว่าชีวิตเขาจะดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขามองไม่เห็นจุดหมายที่ดีในอนาคตเลย เรื่องอะไรที่เขาจะเป็นคนดีในวันนี้ให้เสียเปล่า

คนแบบซอทซี่ (หรือแว้น หรือสก๊อย) เกิดขึ้นจากความตีบตันของจุดหมายในชีวิต เขาใช้ชีวิตแบบวันต่อวันเท่านั้น อย่างที่เห็นในหนังเรื่องนี้ พวกเขาตื่นเช้ามาก็ไปนั่งกินเหล้ากับเพื่อน เล่นพนันทอยลูกเต๋า พอตกเย็น เพื่อนก็ถามแล้ว "เฮ้! ซอทซี่ เย็นนี้ไปทำอะไรกันดี?" ทุกคนในกลุ่มล้วนไร้จุดหมาย และเอาแต่ถามกันและกัน ว่าเฮ้! เย็นนี้เราไปไหนกันดี? สังเกตได้ชัดเจนว่าประโยคนี้ถูกใช้บ่อยมากในหนัง จนกลายเป็น motif ที่นำไปสู่ประเด็นหลักของหนัง คือเรื่องจุดหมายของชีวิตนั่นเอง แล้วในที่สุด เมื่อเด็กวัยรุ่นชนชั้นล่างหลายคนมารวมกัน จุดหมายพวกเขาก็ลงเอยด้วยการรวมกลุ่มกัน เพื่อไปลักวิ่งชิงปล้นไปวันๆ และลุกลามถึงขั้นลงมือฆ่าเจ้าทรัพย์เลยด้วย โดยที่ไม่มีความรู้สึกผิดหรือสะทกสะท้านใจ

เมื่อซอทซี่พบเด็กทารกที่เบาะหลัง เขาลังเลอยู่นานว่าจะเอายังไง แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะนำกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน โดยไม่ลงมือฆ่า หรือปล่อยให้ตายอยู่ในรถตามยถากรรม นี่แสดงให้เห็นว่าหนังต้องการจะบอกเราว่า คนเรามีความดีเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าเขาจะเป็นอันธพาลหรือฆาตกรโหดมาจากไหนก็ตาม หลังจากนั้น เด็กทารกค่อยๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของซอทซี่มากขึ้น อย่างน้อยที่สุด เด็กก็ดึงเวลาในระหว่างวัน ทำให้เขาไม่ได้ออกไปนั่งกินเหล้าและเล่นพนันทอยลูกเต๋ากับเพื่อนเหมือนเคย และตอนเย็นก็ไม่ได้ออกไปตระเวนลักวิ่งชิงปล้น ต่อมา ซอทซี่ค่อยๆ ผูกพันกับเด็กมากขึ้น เขาพยายามช่วยให้เด็กคนนี้มีชีวิตรอดต่อไป ดังนั้น เด็กจึงกลายเป็นจุดหมายในชีวิตของซอทซี่

เมื่อชีวิตมีจุดหมายแล้ว ความเลว ความเถื่อน และพฤติกรรมต่อต้านสังคมทั้งหลายของซอทซี่ ก็ค่อยๆ ลดลง สุดท้าย เขาถึงกับนำเงินที่ได้มาจากการปล้นรถ ยกให้เพื่อนเอาไปสมัครสอบเรียนต่อ เพื่อที่เพื่อนจะได้หลุดพ้นออกไปจากวงจรชีวิตอันธพาลเสียที

คงไม่ต้องเฉลยตอนจบกันตรงนี้นะครับ ผมบอกแค่ว่า ในตอนจบ ซอทซี่ได้เดินทางค้นหาจุดหมายของชีวิต และได้นำจิตวิญญาณอันดีงามของตัวเองกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์ ผมเชื่อว่าปัญหาสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องวัยรุ่นอันธพาลที่ก่อคดีร้ายแรงลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ จะลดลงได้เยอะ ถ้าเราชี้ให้เขาเห็นจุดหมายของชีวิตพวกเขา การให้โอกาสในการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิต จะทำให้วัยรุ่นอันธพาลรู้สึกว่า มันไม่คุ้มเลย ที่จะทิ้งโอกาสเหล่านี้ไป เพื่อไปรวมกลุ่มกันทำเรื่องเลวร้าย ที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

อย่างเช่น นักเรียนช่างกลจะยกพวกตีกันไปทำไม แกงค์มอเตอร์ไซค์ซิ่งจะมาซิ่งทำไม พวกเด็กเกรียนจะโดดเรียน แล้วไปสุมหัวกันสูบบุหรี่กินเหล้า อยู่ในร้านเกมออนไลน์ทำไม ผมว่าพวกเขาเองก็ตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ว่าจะทำเรื่องเลวร้ายไปเพื่ออะไร พวกเขาเองก็คงรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย เพียงแค่สนุกสนานเฮฮากับเพื่อนไปวันๆ แต่บางทีพวกเขาทำไปเพียงเพราะพวกเขาไม่รู้จะทำอะไรอย่างอื่น เพราะพวกเขาไม่มีจุดหมายในชีวิตนั่นแหละ

ผมชอบประโยคคำถามในเรื่องนี้ เฮ้! เย็นนี้เราไปไหนกันดี? ถ้าเป็นซอทซี่ คำตอบคือยกพวกกันไปลักวิ่งชิงปล้น แต่ถ้าเป็นพวกเราล่ะ เราอาจจะยกพวกกันไปช็อปปิ้งที่สยามพาราก้อน ดูเหมือนกับประเด็นปัญหาทั้งหมด ของทุกคน ทุกชนชั้น มันสามารถรวบยอดให้เข้าสู่เรื่อง จุดหมายในชีวิต ได้หมดเลยแฮะ คุณมีความเห็นว่าอย่างไร

...

Thursday, October 12, 2006

13 เกมสยอง

...

วันนี้นั่งพิมพ์งานอยู่ในออฟฟิศ จู่ๆ ก็มีน้องแมลงสาปตัวเล็กๆ รุ่นเด็กๆ วิ่งผ่านหน้าจอคอมพ์ไปซะงั้น สำหรับออฟฟิศนี้ แมลงสาปถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญประจำวันไปแล้ว ผมเอากระดาษเอกสารปัดๆ ให้มันวิ่งหนีไปพ้นๆ พอดีนึกอะไรเล่นๆ แว้บเข้ามาได้ในหัวพอดี เลยหันไปหาน้องที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะติดกัน บอกเขาว่า ให้กินแมลงสาปตัวนี้ เดี๋ยวพี่จะให้เงินสามหมื่น คือกะว่าจะเลียนแบบหนังเรื่อง 13 เกมสยอง หน่ะครับ น้องบอก "บ้าเด่ะ! พี่กินเองเด่ะ เดี๋ยวหนูให้สามหมื่น" ผมเลยบอกว่างั้นให้สี่หมื่น เขายังคงส่ายหน้า ผมบอกว่างั้นให้ห้าหมื่น เอาสมุดบัญชีพี่ไปดูเลย มีเงินอยู่จริง กินเข้าไปเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เอาเงินเข้าบัญชีให้แน่นอน เขาทำหน้าลังเลสักพัก แล้วก็หัวเราะฮาแตก เขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องความสกปรก หรือเรื่องรังเกียจแมลงสาปอะไรหรอก แต่มันเป็นเรื่องของคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากกว่า ซึ่งผมว่าคำตอบของเขา ที่ปฏิเสธไม่ยอมกินแมลงสาปนี่แหละ คือประเด็นหลักของหนังเรื่อง 13 เกมสยอง

ผมดูหนังเรื่องนี้มาสองอาทิตย์แล้ว และพยายามคิดทบทวนประเด็นต่างๆ เพื่อเขียนวิจารณ์ให้ละเอียดๆ แต่มันติดอยู่ตรงที่ผมคิดว่าประเด็นหลักมันเกี่ยวข้องกับปรัชญาวัตถุนิยม ซึ่งผมไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้ลึกนัก ถ้าใครมาอ่านบล้อกนี้แล้วพอจะมีไอเดียอะไรในจุดนี้มาช่วยอธิบายเพิ่มเติม ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับปรัชญาวัตถุนิยม ตรงที่การเล่นเกมสยอง 13 ข้อในหนัง สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนและสังคมในทุกวันนี้ มีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกันมากจนเกินไปแล้ว จนมันกำลังจะนำพาพวกเราทุกคนไปสู่ความหายนะร่วมกัน

ขออธิบายเกี่ยวกับปรัชญาวัตถุนิยมสักเล็กน้อย โลกทัศน์แบบวัตถุนิยม คือการมองว่าวัตถุคือความจริงแท้เพียงอย่างเดียว ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นเพียงวัตถุ วัตถุเกิดขึ้นมาและกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองโลกทั้งใบนี้ว่าความจริงแท้คือวัตถุ ดังนั้นอะไรที่ไม่ใช่วัตถุ หรือเราจับต้องสัมผัสมันไม่ได้ หรือเป็นเรื่องนามธรรม ล้วนไม่มีจริงหรือเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างเช่นเรื่องจิตใจ ศาสนา สวรรค์นรก ชาติหน้า รวมไปถึงเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม คุณค่า ความดีความงาม ความเป็นมนุษย์ ฯลฯ ในโลกวัตถุนิยม เราทุกคนต่างก็ลดทอนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ให้กลายเป็นเพียงวัตถุ จนมองไม่เห็นคุณค่าใดๆ ที่เป็นนามธรรม

เมื่อทุกอย่างเป็นวัตถุแล้ว ถ้าเราต้องการจะศึกษาวัตถุนั้นๆ เราจะใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ นักวัตถุนิยมในยุคสมัยของพวกเรา หรือที่เรียกว่านักวิทยาศาสตร์ ก็จะจัดกระทำต่อวัตถุชิ้นนั้น ด้วยการนำมาตัดแบ่งลงไป ให้เล็กจนถึงหน่วยสุดท้าย ที่ไม่สามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก ซึ่งเรียกว่า atom นั่นเอง เมื่อเจออะตอม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังอุตส่าห์แบ่งย่อยมันลงไปอีกในระดับนิวตรอน โปรตรอน อิเลกตรอน และยังสามารถแบ่งลงไปอีกเป็นควากซ์ การเจอหน่วยที่เล็กที่สุดของวัตถุ ก็เท่ากับการเจอความจริงแท้ที่สุดของโลกในทัศนะของวัตถุนิยมนั่นเอง แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ล้วนถูกกำหนดด้วยวัตถุหน่วยเล็กๆ เหล่านี้

และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ต้องการจะศึกษาวัตถุในแง่คุณค่า เขาจะนำมาชั่งตวงวัด เพื่อตีค่าของมันในเชิงวัตถุ คือทำให้กลายเป็นตัวเลขในหน่วยต่างๆ ตั้งแต่ภายใน 1 อะตอม นับว่ามีจำนวนนิวตรอน โปรตรอน อิเลกตรอน กี่ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักเท่าไร มีขนาดกว้างยาวเท่าไร นี่แหละคือคุณค่าของวัตถุนิยม การตีค่าสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลขได้ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเข้าถึง และรู้ถึงขอบเขตของสิ่งนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับปรัชญาของตัวเลข ได้จากบล้อกที่ผมเขียนเมื่อสองเดือนก่อน เรื่อง "10 เมืองที่ควรไปเที่ยวให้ได้ก่อนตาย" ในลิงค์นี้นะครับ คลิ๊กเข้าไปได้เลย http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/07/10.html

หนังเรื่อง 13 เกมสยอง จึงเกี่ยวข้องกับปรัชญาวัตถุนิยม ตั้งแต่ชื่อเรื่องของมันเลยครับ ตัวเลข 13 คือจำนวนเกมที่ผู้เล่นจะต้องเล่นไปเรื่อยๆ ให้ชนะได้ทั้งหมด จึงจะได้เงินรางวัล 100 ล้านบาท ซึ่งนี่ก็เป็นตัวเลขอีกแล้ว หมายความว่า สำหรับตัวละครภูชิตในเรื่อง ที่ตกอยู่ในโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมแบบถอนตัวไม่ขึ้น ตัวเลข 13 เกม คือเส้นทางในการดำเนินชีวิตของเขา ส่วนตัวเลข 100 ล้าน คือจุดหมายของการมีชีวิตอยู่ของเขา

เกมทั้ง 13 ข้อที่เห็นในหนัง ล้วนแสดงให้เห็นว่าความเป็นมนุษย์ถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า หรือว่ามีเพียงวัตถุเท่านั้นที่มีอยู่จริงในโลกใบนี้ เด็กที่หัวเราะกับเด็กที่ร้องไห้นั้นแตกต่างกันหรือเปล่า อาหารจีนสุดหรูกับขี้ราดน้ำเกรวี่นั้นแตกต่างกันหรือเปล่า อันธพาลกับพลเมืองนี้นั้นแตกต่างกันหรือเปล่า ความกตัญญูและครอบครัวมีอยู่จริงหรือ แกงค์มอเตอร์ไซค์ซิ่งมีความผิดมหันต์ถึงขนาดจะต้องตายสยองแบบนั้นแน่หรือ หนังได้ตั้งคำถามกับคนดู ผ่านทางสายตาของภูชิต ว่าแมลงวันในเกมข้อที่ 1 กับคนเป็นๆ ในเกมข้อที่ 13 ถือว่าเป็นเพียงวัตถุเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าคุณเอาหนังสือพิมพ์มาตีแมลงวันตายได้ คุณก็ย่อมเอามีดไปแทงคนให้ตายได้ เพราะเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงวัตถุเหมือนกัน คิดเสียว่ามันล้วนแล้วแต่ก่อขึ้นมาจากควากซ์ นิวตรอน โปรตรอน อิเลกตรอน จำนวนมากเหมือนกัน เพื่อที่จะให้เกมดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนครบ 13 ข้อ และคุณจะได้รับจุดหมายของชีวิต คือเงิน 100 ล้าน

ผมคิดว่า ไม่ใช่เฉพาะแค่ภูชิตคนเดียวหรอกครับ ที่มีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมสุดโต่ง พวกเราทุกคนในทุกวันนี้ล้วนเป็นเช่นเดียวกับเขา ชีวิตประจำวันของภูชิตที่อยู่ในเนื้อเรื่องตอนต้น สะท้อนให้คนดูได้เห็นว่าเขาก็เป็นคนแบบเดียวกับเรานี่แหละ ทำงานกินเงินเดือน ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน มีภาระครอบครัวต้องดูแล แต่ทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ดำเนินไปง่ายๆ และดูเหมือนว่ามันกำลังจะพังทลายลงอย่างฮวบฮาบ เพียงเพราะตัวเลขยอดขายในเดือนนี้ ที่เขาทำได้ไม่เป็นไปตามเป้า เงินก็กำลังจะหมด งานก็กำลังจะโดนไล่ออก แฟนก็เลยทิ้ง รถก็โดนไฟแนนซ์ยึด ทางบ้านก็จะไม่มีเงินค่าเล่าเรียนให้น้อง ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่เฉพาะตอนที่อยู่ในเกม 13 เท่านั้นหรอก ที่ภูชิตได้แปรความสุข ความสำเร็จ และจุดหมายของการมีชีวิตอยู่ ให้เป็นตัวเลขและเป็นวัตถุไปเสียหมด แต่เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว และพวกเราต่างก็เป็นเช่นเดียวกันนี้

คำโปรย Tagline ในโปสเตอร์โฆษณาของหนังเรื่องนี้ เขียนประมาณว่า คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่ได้กำลังอยู่ในเกม ผู้กำกับได้ตั้งคำถามกับคนดูเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ว่าสังคมเราในทุกวันนี้ คือเกม 13 เกมสยองหรือเปล่า สำหรับผม ผมเชื่อว่าคงไม่มีไอ้เด็กเปรตที่ไหน จะมานั่งหน้าคอมพ์แล้วจัดรายการเรียลิตี้โชว์บ้าๆ แบบนี้ แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนกำลังมีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกันเกินไปแล้ว จึงทำให้สังคมเราเปรียบได้เหมือนกับ 13 เกมสยองจริงๆ เรากำลังวัดความสุข ความสำเร็จ และตั้งจุดหมายของชีวิต ว่าคือตัวเลขเงินเดือนและเลขเงินในบัญชีธนาคาร โดยเราต่างก็ยอมทำในสิ่งที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทั้งของตัวเราเอง และของผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา ผมเคยเขียนถึงการเล่นเกม Fear Factor ว่าเป็นการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไว้ในบล้อกเก่าๆ เรื่อง The Winner-Take-All Society อยากให้คุณลองย้อนกลับไปอ่านดู คลิ๊กเข้าไปได้ที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/08/winner-take-all-society.html

การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคสมัยนี้ ไม่ได้ทำกันแบบน่าเกลียดน่ากลัวแบบในหนังหรือในเกมเฟียร์แฟคเตอร์ และก็ไม่ได้ทำกันแบบกดขี่ข่มเหงโฉ่งฉ่างกันแล้วนะครับ แต่เขาทำกันอย่างแนบเนียนนิ่มนวล สำหรับผม ผมว่าอย่างน้อย การเดินก้มหน้าไปตอกบัตรพนักงานทุกเช้าและทุกเย็น ก็เป็นการ dehumanized แบบหนึ่ง ที่เรายอมทำกันอย่างไม่เคยตั้งคำถาม เพราะกลัวจะโดนไล่ออกจากเกมนี้ นี่ยังไม่รวมถึงการแก่งแย่งแข่งขัน ไปจนถึงขั้นทำร้ายทำลายคนอื่น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างที่เห็นในหนังนะครับ ซึ่งไม่รู้ว่าใครเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ของจริงมาบ้าง หรือใครอาจจะเคยเป็นผู้ลงมือกระทำแล้วก็เป็นได้ การที่เรายืนหยัดขึ้นประกาศก้อง ว่าเราไม่ยอมกินแมลงสาปเพื่อเงินห้าหมื่นบาท ตามคำท้าของเพื่อน อย่างน้อยที่สุด มันก็แปลว่าวัตถุไม่ใช้สิ่งจริงแท้เพียงสิ่งเดียว เพราะยังมีเรื่องของศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่อีก แต่มันไม่ได้แปลว่าเราได้รักษาคุณค่านี้ไว้ได้ตลอดไปหรอกครับ เรารักษามันไว้ได้แค่ในคราวนี้ แต่ใครจะรู้ล่ะ ว่าเราจะทนทานต่อไปได้นานสักแค่ไหน

ถ้าแสนนึง ผมอาจจะกิน มีใครจะมาท้าผมไหม?

...

Wednesday, September 27, 2006

V for Vendetta

...

หลังจากที่ได้อ่านบทความเรื่อง Are we good enough for democracy? เขียนโดย Jo Wolff (
www.royalinstitutephilosophy.org/think/article.php?num=5) ฉบับแปลโดยยอดมนุษย์หญิง (http://yodmanudying.storythai.com/) ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ตั้งแต่ช่วงที่เขาเพิ่งฉีกบัตรเลือกตั้ง จนกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม ผมได้ไปสัมภาษณ์เพื่อเอามาลงในนิตยสาร เขาเป็นคนที่สนใจศึกษาเรื่องปรัชญาการเมืองสมัยกรีก เขาให้สัมภาษณ์เรื่องแนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยในสมัยกรีก โดยเฉพาะของเพลโต้ ว่าถึงแม้คนในยุคปัจจุบันจะยกย่องให้สมัยกรีกเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย แต่จริงๆ แล้วประชาธิปไตยในสมัยกรีกก็มีความแตกต่างจากสมัยของเราเยอะ อย่างน้อยที่สุดก็คือการจำกัดคนที่มีสิทธิมีเสียง อยู่เพียงกระจุกเดียวในเอเธนส์ที่มีความเจริญรุ่งเรือง และจำกัดอยู่เฉพาะผู้ชาย ที่มีอายุเกินเท่าไรนะ จำไม่ได้ ประชาธิปไตยอย่างที่เราๆ ใฝ่ฝันถึงกันเหลือเกินในตอนนี้ ที่ให้คนทุกคนมีความเท่าเทียมและมีอธิปไตยเป็นของปวงชน จริงๆ แล้วเพิ่งเริ่มมาไม่กี่ร้อยปีในทวีปยุโรปต่างหาก นอกจากนี้ นักปราชญ์กรีกอย่างเพลโต้ ก็ไม่ใช่คนที่ปลื้มกับประชาธิปไตยอะไรนักหรอก ที่สุดแล้ว เพลโต้ไม่เชื่อในมวลชน และผลรวมของการลงคะแนนเสียงของมวลชน ก็จะไม่ทำให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุดมาเป็นตัวแทน อาจารย์ไชยันต์ยกตัวอย่างเรื่องในสมัยนี้ ว่าพวกเพลงป๊อปยอดนิยมหรือหนังทำเงิน ก็วนเวียนอยู่กับเพลงและหนังแบบตลาดๆ ที่ไม่ได้มีคุณค่ายอดเยี่ยมอะไร

ผมฟังเขาแล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะ ดูอย่างรายการประกวดร้องเพลง AF ที่ผลคะแนนโหวตออกมาแต่ละอาทิตย์ ปรากฏว่าผู้เข้าแข่งขันคนที่ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถสูงกว่า ร้องเพลงได้เพราะกว่า มักจะต้องตกรอบไปก่อนเสมอ ในขณะที่ ผู้เข้าแข่งขันคนที่หน้าตาดีกว่า ออดอ้อนคนดูเก่งกว่า โดยเฉพาะผู้เข้าประกวดเพศชาย มักจะอยู่ในการแข่งขันได้นานกว่าเสมอ คือไปๆ มาๆ เมื่อเราปล่อยให้มีการโหวต และนำผลการโหวตมาใช้ มันมักจะนำเราไปสู่สิ่งที่ต่ำลงไปเรื่อยๆ จนผมเองก็เริ่มเชื่อแล้ว ว่าผลรวมของมวลชน มักจะนำไปสู่ความโง่เขลาเสมอ ยิ่งถ้าพวกมวลชนเหล่านั้น เป็นมวลชนที่โง่เขลา และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว คุณไม่ต้องลังเลสงสัยเลย ว่าผลรวมของมันย่อมจะต้องโง่เขลาหนักลงไปอีก ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย จึงไม่แปลกใจเลย เมื่อเห็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยเรา ยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ วงจรนี้หมุนวนแบบต่ำลงเรื่อยๆ เสียด้วย เหมือนกับน้ำในโถส้วมชักโครกนั่นแหละ เวลากดปุ่ม มันจะหมุนวนๆ ต่ำลงๆ แล้วไหลลงท่อหายไปหมด ผมไม่ได้หมายถึงแค่วงจรอุบาทว์ที่เรารัฐบาลห่วยๆ ที่ได้รับเลือกมาจากมวลชนอันโง่เขลา เข้ามาทำให้เศรษฐกิจและสังคมล่มจม จนทหารต้องมาปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผมยังหมายรวมถึงวงจรอุบาทว์ทางฝั่งมวลชนด้วย ที่ปล่อยปละละเลยบ้านเมือง พอมีปัญหาลุกลามจนจะแย่แล้ว จึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วก็ถูกจูงจมูกกัน ให้เดินออกจากบ้านมาม็อบกันกลางถนนแบบว่าง่าย สุดท้ายก็ถูกทหารยิงตายอย่างเปล่าประโยชน์ และไม่มีใครจดจำบทเรียนนี้ได้เลย หรือถ้าไม่ถูกยิงตาย สุดท้ายมวลชนกลุ่มเดียวกันนี้ ก็แห่กันจูงลูกจูงหลานกันออกมา แอ็คท่าถ่ายรูปคู่กับทหารและรถถัง เหมือนกับมาเดินงานกาชาด วนเวียนอยู่แบบนี้เช่นกัน

คุณเคยดูหนังเรื่อง V for Vendetta ไหม ------- ถ้ายังไม่เคยดู ก็ระวังว่าเนื้อหาถัดไปจากนี้จะมีการสปอยล์นะครับ ------- ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วตีความแตกต่างไปจากคนอื่นๆ พอสมควร เพื่อนผมบอกว่าหนังเรื่องนี้ยกระดับจิตสำนึกให้เราๆ ในฐานะประชาชน ไม่ยอมก้มหัวให้กับรัฐบาลเผด็จการ ให้ลุกฮือขึ้นมาแสดงพลังมวลชน ประมาณว่า "ประชาชนไม่ต้องกลัวรัฐบาล รัฐบาลต่างหากล่ะ ที่ต้องกลัวประชาชน" อะไรประมาณนี้ ฉากเด็ดในตอนจบของเรื่อง พลังมวลนับหมื่นนับแสน ต่างใส่หน้ากาก V แล้วออกมาเดินขบวนบนท้องถนน ตามด้วยฉากระเบิดวินาศสันตะโรของอาคารรัฐสภา เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของประชาชน แต่สำหรับผมแล้ว หลังจากดูหนังเรื่องนี้ ผมกลับคิดว่าหนังไม่ได้เชิดชูพลังของมวลชนที่ลุกขึ้นต่อสู้หรอก แต่หนังเชิดชูความเป็นปัจเจกชน ความสามารถที่จะเป็นตัวของตัวเอง ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใด คือการเลือกเพื่อสังคมส่วนรวม หนังนำเสนอไอเดียเรื่องความเป็นปัจเจกชน ผ่านทางตัวนางเอกชื่อว่า อีวี่ ที่แสดงโดยนาตาลี พอร์ตแมน อีวี่ทนทุกข์ทรมานจากการกดขี่ของรัฐเผด็จการมานาน และได้รับความช่วยเหลือจาก V เขานำเธอไปผ่านกระบวนการยกระดับจิตสำนึก ด้วยการให้เธออ่านจดหมายของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขียนขึ้นก่อนจะตาย ผมคิดว่า V ยกระดับจิตสำนึกของอีวี่ ให้เธอเป็นปัจเจกชน ไม่ใช่ให้เธอไปเป็นส่วนหนึ่งของพลังมวลชน ฉากสำคัญที่เป็น Motif ของเรื่องนี้ คือฉากล้มตัวโดมิโน่นับหมื่นนับแสนตัว ตัวโดมิโน่ถูกนำมาเปรียบกับมวลชนที่เกลื่อนกลาด V เป็นผู้จุดกระแสปลุกม็อบมวลชนขึ้นมา กระแสนี้แพร่ลามออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเหมือนกับตัวโดมิโน่ที่ถูกผลักให้ล้มเพียงตัวเดียว แล้วมันก็ล้มทับกันต่อไปเป็นทอดๆ แผ่ขยายวงกว้างออกไป ถึงแม้ในหนัง จะเสนอว่าฝ่าย V เป็นฝ่ายถูกก็ตาม แต่มวลชนเหล่านี้โง่เขลาและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ V ผมจึงเชื่อว่ามันไม่ใช่ความดีงามสูงสุด

ในหนังเรื่องนี้ฉายภาพให้เห็นตัวโดมิโน่ตัวสุดท้ายที่ยังไม่ล้ม เปรียบได้กับตัวอีวี่ ที่เป็นนางเอกของเรื่อง เธอเป็นปัจเจกชนอย่างสมบูรณ์ ไม่ล้มไปตามแรงผลักของฝ่ายใด และไม่ล้มไปตามกระแสที่ใครเป็นคนจุด ในสภาวะเช่นนี้เอง ที่อีวี่สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและสังคมรอบตัวได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่า V จะได้ต่อสู้กับเผด็จการจนสิ้นใจตายไปแล้ว แต่อีวี่ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในทางของเธอเองต่อไปได้ เธอไม่ได้ออกไปเดินขบวนกับมวลชน แต่เธอกำตัวโดมิโน่ตัวสุดท้ายเอาไว้แน่น นำไปวางบนรถไฟใต้ดินที่บรรทุกระเบิดไว้เต็มคันรถ มุ่งหน้าไปสู่รากฐานของอาคารรัฐสภา เธอเป็นคนตัดสินใจกดปุ่มให้รถไฟแล่นไป และจุดระเบิดในท้ายที่สุด สรุปแล้ว ผลของการเลือกของปัจเจกชนต่างหาก ที่ส่งผลสะท้านสะเทือนและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ผมเลยอยากนำ V for Vendetta มาเปรียบเทียบกับปัญหาการเมืองในบ้าเรา ในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา มันมีปัญหาก็เพราะมวลชน ถึงแม้ว่าจะมีทั้งคนฉลาดและโง่ปนๆ กัน แต่ผลรวมท้ายที่สุดคือความโง่เขลาอยู่นั่นเอง สุดท้ายแล้ว มวลชนก็ถูกแรงผลักและกระแสของแต่ละฝ่าย ลากจูงให้แยกออกจากกัน และในที่สุดก็ถูกจูงจมูกให้มาเผชิญหน้ากันอีกที ดังนั้น ถ้าจะถามว่า พวกเราดีพอที่จะปกครองกับแบบประชาธิปไตยหรือยัง ผมคิดว่าคำตอบมันอยู่ที่ว่าเราได้ยกระดับจิตสำนึก ไม่ใช่ให้ลุกฮือขึ้นตามกระแส แต่ให้มีความเป็นปัจเจกชน ที่สามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเองและสังคม ได้อย่างแท้จริงต่างหาก

...

Friday, September 08, 2006

Always - Sunset on Third Street

...

ขอเปลี่ยนบรรยากาศบล้อกนี้สักหน่อยนะครับ ถ้ามัวเขียนแต่เรื่องเสิ่นเจิ้นติดๆ กัน คุณอาจจะเบื่อกันหมด ดูเอาจากจำนวนคอมเม้นต์ที่หดหายไปฮวบฮาบ ในรอบ 2 วันที่ผ่านมา บล้อกนี้เลยกลับมาเขียนถึงเรื่องหนังบ้าง พอดีมีเพื่อนเอาดีวีดีหนังเรื่อง Always - Sunset on Third Street มาให้ยืมดู คาดว่าคุณหลายคนคงได้ดูกันแล้ว มันยืนโรงฉายที่สยามสแควร์ และโรงเฮ้าส์ที่อาร์ซีเอ นานเป็นเดือนๆ และมีคนพูดถึงกันมากเลย ส่วนผมดูแล้วก็โอเคครับ หนังทำออกมาได้ดีมาก แต่ผมก็ไม่ถึงกับชอบมันมาก พอดูเสร็จแล้วก็รู้สึกว่ามีหลายประเด็นให้พูดถึง โดยเฉพาะในประเด็นว่า ทำไมคนดูหนังเรื่องนี้แล้ว ถึงได้มีความเห็นแตกต่างกันทั้งชอบและไม่ชอบ สำหรับผมคิดว่ามันซาบซึ้งตรึงใจ อบอุ่น มองโลกในแง่ดี ให้ความรู้สึกนอสตัลเจีย และออกแบบงานสร้างได้ตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เมโลดราม่ามากเกินไปจนถึงขั้นฟูมฟาย เนื้อเรื่องซ้ำซากน้ำเน่า และชีวิตของตัวละครในเรื่องเหมือนตัวการ์ตูน ผมว่าหนังเรื่องนี้มันมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง ที่จะทำให้คนดูบางคนชอบมาก ในขณะที่บางคนดูแล้วกลับไม่ชอบ ลักษณะเฉพาะดังกล่าวนี้คือความเหมือนกับละครซิทคอมที่เราได้ดูกันทางทีวีทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซิทคอมแนวบางรักซอยเก้า

ซิทคอมแนวบางรักซอยเก้านี้ คือซิทคอมที่มีโครงเรื่องโดยรวมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด คือไม่ได้เป็นพ่อแม่ลูก พี่น้อง ผัวเมีย แต่พวกเขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในบ้านหรือในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตอนเปิดเรื่องของซิทคอมแนวนี้ มักจะเสนอภาพการย้ายถิ่นฐานเข้ามาใหม่ของตัวละครหลักๆ แล้วเรื่องก็จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ โดยมีประเด็นหลัก คือการตั้งคำถามว่า ตัวละครที่ไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกันเหล่านี้ จะมีความรัก ความผูกพันกันได้อย่างแน่นแฟ้นแค่ไหน และพวกเขาจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรือไม่ ถ้าแยกดูซิทคอมแนวนี้ออกเป็นตอนๆ จะพบพล็อตย่อยๆ ของแต่ละตอน ว่าตัวละครมักจะต้องถูกนำเข้าสู่ความขัดแย้งในจิตใจ ว่าตนเองยังเป็นที่ต้องการของคนอื่นอยู่หรือเปล่า อย่างเช่นมีตัวละครทะเลาะกันอย่างรุนแรง หรือมีตัวละครจะย้ายออกไปจากชุมชนแห่งนี้ ตัวละครอื่นๆ จะเศร้าเสียใจกันแค่ไหน แล้วในตอนจบของซิทคอมตอนนี้ มักจะลงเอยว่าตัวละครที่ทะเลาะกันยอมคืนดีกัน หรือตัวละครที่จะย้ายออก ไม่ต้องย้ายไปแล้ว แล้วซิทคอมก็จะดำเนินต่อไป โครงเรื่องส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ เพื่อเป็นการทดสอบความรักและความผูกพันของตัวละครทั้งหมด โลกของซิทคอมเหล่านี้ เปรียบเหมือนหลอดทดลองทางสังคม ตัวละครก็เปรียบเหมือนสารเคมีนานาชนิด ที่ผู้กำกับและคนดูจะคอยสังเกตการณ์ดูความเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ทดลองใส่เงื่อนไขอะไรเข้าไปใหม่ แล้วสารเคมีเหล่านั้นจะตอบสนองอย่างไร ซิทคอมแนวนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องบางรักซอยเก้านะครับ แต่มันเป็นแนวเรื่องที่พบในซิทคอมแทบทุกเรื่องในสังคมปัจจุบัน อย่างพวก Friends เป็นต่อ มายาคาเฟ่ บ้านนี้มีรัก หกตกไม่แตก หรือแม้กระทั่ง Sex and the City

Always - Sunset on Third Street ก็มีลักษณะโครงเรื่องเหมือนซิทคอมพวกนี้เป๊ะ เรื่องราวเกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งชานกรุงโตเกียว ในช่วงเวลาที่หอคอยโตเกียวกำลังจะสร้างใกล้เสร็จ ชุมชนแห่งนี้มีคนหลากหลายมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ถ้าคุณสังเกตให้ดีๆ จะเห็นรูปแบบเฉพาะของละครซิทคอมอย่างที่ผมเกริ่นไว้ คือตัวละครทุกตัวตั้งคำถามตลอดเวลา ว่าเขายังคงเป็นที่ต้องการของผู้คนในชุมชนแห่งนี้อยู่หรือเปล่า และชุมชนแห่งนี้จะช่วยเติมเต็มชีวิตพวกเขาได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ตัวละครหนุ่มโสดก็ตกอยู่ในความเปลี่ยวเหงา และความฝันลมๆ แล้งๆ กับอาชีพนักเขียน เด็กกำพร้าก็ตกอยู่ในความยากจนและขาดความอบอุ่น หมอประจำชุมชน ที่บ้านแตกสาแหรกขาดจากสงคราม เด็กสาวก็ถูกปฏิเสธจากบ้านต่างจังหวัด จนต้องระหกระเหินมาอยู่ที่นี่ ตลอดทั้งเรื่อง พวกเขาทดลองยื่นตัวเองเข้าไปหาคนอื่น แล้วก็ได้รับการปฏิเสธบ้าง ยอมรับบ้าง กลับไปกลับมาแบบนี้ตลอด จนกระทั่งถึงตอนจบ หนังก็จบแบบซิทคอมเป๊ะๆ อีกเช่นกัน คือทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มีความรัก ความผูกพัน และสัมพันธภาพของคนในชุมชน ก็มีความเหนียวแน่น และสามารถมาแทนที่สัมพันธภาพของของครอบครัว นี่มันบางรักซอยเก้าชัดๆ เลย

หอคอยโตเกียวที่กำลังสร้างอยู่ ปรากฏเป็นฉากหลังตลอดทั้งเรื่อง นอกจากว่ามันจะถูกใช้เพื่อบอกเวลาในหนังแล้ว ว่าเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองไปไม่กี่ปี และประเทศญี่ปุ่นกำลังเร่งฟื้นฟูประเทศอย่างรีบเร่ง ผมว่าภาพหอคอยโตเกียว ยังถูกใช้เป็น symbolic บางอย่าง เพื่อเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบใหม่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับทีวี เพราะในช่วงที่หอคอยโตเกียวสร้างเสร็จใหม่ๆ มันถูกใช้เป็นที่ตั้งเสาอากาศกระจายสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ หนังเรื่องนี้กำลังจะบอกว่า ยุคเวลาในหนังคือจุดเริ่มต้นของสังคมและวัฒนธรรมยุคใหม่ของญี่ปุ่น เมื่อประเทศเพิ่งพ้นจากสงครามมาได้ไม่นาน วิถีชีวิตหลายๆ ด้านจึงต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตแบบใหม่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น คนโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในที่ใหม่ รวมถึงการเกิดขึ้นของครอบครัวขนาดเล็กลง ที่มีแต่พ่อแม่ลูก ทุกคนมาจากที่ต่างกัน มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่ๆ ทำให้คนเหล่านี้ต้องมาอยู่กันเป็นชุมชน เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และต่อมาไม่นาน วิถีชีวิตแบบนี้ก็ถูกนำมาสร้างเป็นซิทคอมในทีวีจนแพร่หลายไปทั่วโลก

บางคนที่ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ เพราะเขารู้สึกว่ามันคือซิทคอมในทีวี ที่เขาคุ้นเคยกับโครงเรื่องนี้ จากการดูซิทคอมทุกอาทิตย์ มันจึงซ้ำซาก น้ำเน่า ดูเป็นละครทีวีเกินไปสำหรับเขา ตัวละครก็ไม่ค่อยมีความสมจริงตามขนบของหนังโรง แต่กลับเหมือนตัวการ์ตูน หรือเหมือนการแสดงละครมากกว่า ในขณะที่หนังโรงควรจะต้องมีตัวละครที่มีความซับซ้อนมากกว่านี้ และมีประเด็นหลักอื่นๆ ให้พูดถึงมากกว่านี้ แต่สำหรับผม ผมโอเคกับซิทคอม วันไหนว่างๆ ผมก็นอนดูซิทคอมอยู่ที่บ้าน และหัวเราะหรือซาบซึ้งกับมันได้ตามปกติ เวลามาดู Always - Sunset on Third Street ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันซ้ำซากเหมือนซิทคอม แต่มันก็เป็นซิทคอมที่โอเคมากๆ เรื่องหนึ่งทีเดียว

...

Saturday, August 19, 2006

Oompa Loompa

...

คุณชอบนวดแผนโบราณไหมครับ? เคยมีคนบอกว่าถ้าได้ไปนวดสักครั้งแล้วมันจะติด ผมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เลยครับ ผมชอบไปนวดสัก 2-3 เดือนต่อครั้ง ที่ร้าน Health Land ไปบ่อยกว่านี้ไม่ไหว เพราะกล้ามเนื้อจะน่วมเกินไป และที่สำคัญคือเปลืองตังค์ด้วย คือครั้งละ 250 บาท ถ้าจ่ายเป็นคูปองที่ซื้อเหมาทีละ 10 ใบ วันนี้ตอนบ่ายก็เพิ่งไปนวดมาครับ ร้าน Health Land นี่โอเคเลยนะ ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งๆ ที่นี่ก็ยังสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ มีกลิ่นน้ำมันตะไคร้ระเหยแตะจมูกตลอดเวลา ฝีมือหมอนวดก็มาตรฐานเหมือนๆ กันทุกคน กรรมวิธีของที่ร้านนี้เริ่มต้นโดยเขาจะให้ไปนั่งที่โซฟาเพื่อเปลี่ยนรองเท้าแตะ แล้วหมอนวดก็จะพาเดินขึ้นไปที่ห้องนวด ในห้องนวดจะเปิดไฟสลัวๆ บรรยากาศเงียบสงบน่านอน มีฟูกหนาๆ หมอน ผ้าห่ม แล้วเขาจะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชุดกางเกงเลและเสื้อม่อฮ่อมบางๆ แล้วก็เข้าสู่กรรมวิธีการนวด เขาจะนวดไล่ตั้งแต่ปลายเท้า น่อง ต้นขา แขน และแผ่นหลัง ขึ้นมาจรดหัว และปิดท้ายด้วยการดัดหลังให้เป็นเหมือนสะพานโค้ง ผมมักจะเคลิ้มหลับไปตั้งแต่เขานวดขาแล้ว เพราะมันสบายและผ่อนคลายเหลือเกิน พอตื่นขึ้นมาอีกที ก็ครบเวลาแห่งความสุขประมาณ 1.45 ชั่วโมงแล้ว ถือว่าคุ้มค่าไม่เลวเลยนะครับ แล้วกรรมวิธีปิดท้ายก็คือ หมอนวดจะพาเราลงมาเปลี่ยนรองเท้าคืน แล้วเขาจะยกชาร้อนมาเสิร์ฟตบท้าย ก่อนที่เราจะเดินไปจ่ายเงินที่โต๊ะแคชเชียร์

เรื่องที่น่าสนใจของการมานวดที่ Health Land ก็คือ (โอ้โห! เกริ่นซะยาวเลย กว่าจะเข้าเรื่อง) เวลาผมจ่ายเงินที่แคชเชียร์เสร็จ แล้วหันไปหาหมอนวดที่เพิ่งนวดตัวให้ผมตลอด 1.45 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อยิ้มเป็นการขอบคุณ หรือถ้านวดดีเป็นพิเศษ ก็จะควักเงินทิปไปให้สัก 20-30 บาท แต่ปรากฏว่า ผมจำหน้าของเธอไม่เคยได้เลยครับ น่าแปลกไหม ในร้านนวดแห่งนี้มีหมอนวดรวมกันคงจะหลายสิบคนอยู่นะ เขาให้ทุกคนแต่งตัวเหมือนกันหมดด้วยเครื่องแบบของร้าน คือใส่เสื้อยืดโปโลสีขาว และกางเกงผ้าสีดำ แต่ที่น่าแปลกก็คือทุกคนมีหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมดเลยครับ คือเป็นผู้หญิงวัยกลางคน อายุสัก 30-40 กว่าๆ ร่างกายอ้วนๆ ท้วมๆ ผิวคล้ำๆ หน้าตาไม่สะสวยเท่าไร ทำทรงผมแบบเดียวกันคือรวบผมตึงๆ สรุปก็คือทุกคนเหมือนกันหมด คือเป็น "หมอนวด" แต่ละคนไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะอะไรเลยครับ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือตอนที่ผมหันไปหาเธอ ด้วยสีหน้างงๆ และสายตาที่เหมือนเครื่องหมายคำถาม ว่าคนนี้เปล่าวะ แล้วเธอมักจะส่งยิ้มให้ นั่นแหละ ผมจึงจะรู้ว่าผู้หญิงนี้ไงที่เพิ่งนวดให้ผมเมื่อกี้ พวกเธอทำให้ผมนึกถึง Oompa Loompa ครับ คุณเคยดูหนังเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ไหมครับ ที่นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์ และกำกับโดย ทิม เบอร์ตัน ไงหล่ะ จำได้หรือยัง มันสร้างมาจากหนังสือนิยายสำหรับเด็กชื่อเรื่องเดียวกันนี้ แต่งโดย โรอัล ดาห์ล ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครตัวหนึ่ง ชื่อว่า Oompa Loompa ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ตัวละครตัวหนึ่งหรอกครับ แต่เป็นตัวละครนับร้อยนับพันตัวต่างหาก ที่ทุกตัวมีชื่อว่า Oompa Loompa เหมือนกัน และมีหน้าตาเหมือนกันหมด ทำงานอยู่ในโรงงานช็อคโกแลต ของวิลลี่ วองก้า เจ้าแห่งขนมหวาน

Oompa Loompa เป็นชาวเผ่าโบราณอะไรสักอย่าง ที่วิลลี่ วองก้า ไปค้นพบระหว่างการค้นหาตำรับขนมหวานแบบใหม่ ชาวเผ่านี้กินตัวหนอนเป็นอาหารหลัก และมีชอคโกแลตเป็นอาหารวิเศษประจำเผ่า ที่หายากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก วิลลี่ วองก้า จึงทำการตกลงกับหัวหน้าเผ่า ว่าเขาจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชอคโกแลต โดยมี Oompa Loompa ทุกคนมาเป็นคนงาน แล้วเขาจะแบ่งชอคโกแลตที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน แล้วชาว Oompa Loompa ทุกคนก็ยอมรับข้อเสนอ ดังนั้น ในโรงงานชอคโกแลตแห่งนี้ จึงมีคนงานเป็น Oompa Loompa ที่หน้าตาเหมือนกันหมด ตัวละคร Oompa Loompa นี้ ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ โดย โรอัล ดาห์ล ให้สะท้อนถึงภาพของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม ที่ไม่มีเอกลักษณ์ประจำตัวหลงเหลืออยู่ และต้องทนทำงานอันน่าเบื่อหน่ายในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อหารายได้ประทังชีวิต เริ่มต้นที่การใส่ชุดเครื่องแบบเหมือนกันหมด การอยู่ในระเบียบวินัย กฎข้อบังคับเดียวกัน เริ่มงานพร้อมกัน และปฏิบัติงานเหมือนๆ กันในสายพานการผลิตขนาดใหญ่ พักเบรคพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน แล้วก็เลิกงานพร้อมกัน คนงานทุกคนไม่ได้เป็นมนุษย์ที่เต็มมนุษย์ แต่ถือเป็นทรัพยากรในการผลิตแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากน็อตหรือฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมาที่โอบคลุมทั้งสังคมอยู่ โดยที่ทุกคนได้เงินเดือนเป็นค่าตอบแทน เหมือนกับที่ Oompa Loompa ได้รับชอคโกแลตเป็นค่าตอบแทน

ชอคโกแลตถูกนำมาเปรียบเทียบกับเงินอย่างชาญฉลาด พวก Oompa Loompa สักการะบูชาชอคโกแลต และถือเป็นวัตถุแห่งความใคร่ของพวกเขา ไม่ต่างจากคนเราในทุกวันนี้ ยึดถือเงินเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งยอมสละเอกลักษณ์ประจำตัวทุกอย่าง และทนทำงานอันน่าเบื่อหน่าย เพื่อแลกมันมา ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่าพี่ๆ หมอนวดในร้าน Health Land ว่าเป็นคนเห็นแก่เงินนะครับ อย่าเข้าใจผิดไปเชียว เพราะผมกำลังพูดถึงพวกเราทุกคนต่างหาก ที่ต่างก็กำลังอยู่ในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยมด้วยกัน โดย Health Land นี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เราสามารถจะพบเจอสถานที่ทำงานที่เป็นแบบเดียวกับ Health Land และโรงงานชอคโกแลตของวิลลี่ วองก้า ได้มากมาย และเราทุกคนต่างก็กำลังทำงานและใช้ชีวิต เหมือนกับหมอนวด และพวก Oompa Loompa เหมือนกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ดีกว่าใคร หรือเหนือกว่าใครหรอกครับ ในเมื่อสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม มันครอบงำเราทุกคนเท่าๆ กัน คนอ่านหนังสือของผม ก็คงจำผมไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเขามาที่ออฟฟิศของผม เขาจะเห็นโต๊ะคอมพิวเตอร์ตั้งยาวเป็นแถว คนหนุ่มสาวอายุ 20-30 กว่าๆ นั่งพิมพ์งานก๊อกแก๊กหน้าเครื่อง ทุกคนดูเหมือนกันหมดครับ ถึงแม้พวกเราไม่ใส่ชุดเครื่องแบบ แต่ทุกคนล้วนเหมือนกันไปหมด ตอนที่ผมนวดเสร็จออกมา จ่ายเงินเสร็จ ผมจำหน้าหมอนวดของผมไม่ได้ จนกระทั่งเธอยิ้มให้ผม เธอจึงเริ่มแตกต่างจากหมอนวดคนอื่นๆ ผมสงสัยว่า ถ้าเพียงแค่ตัวหนังสือ คุณจะสังเกตเห็นความแตกต่างของผมได้หรือเปล่า

...