Showing posts with label ความเป็นเพศ. Show all posts
Showing posts with label ความเป็นเพศ. Show all posts

Saturday, November 18, 2006

เจมส์ บอนด์

...

หลายปีก่อนตรงถนนพระอาทิตย์ เคยมีร้านอาหารหรูๆ อยู่ร้านหนึ่ง ชื่อว่าร้านร้อยแปด ผมกับเพื่อนชอบไปนั่งกินข้าวกันที่นี่ทุกเย็นวันศุกร์ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำเกี่ยวกับร้านนี้ ไม่ใช่เมนูขาหมูเยอรมันหรือปลาตะเพียนไร้ก้างของทางร้าน แต่เป็นป้ายห้องน้ำผู้ชาย ที่เจ้าของร้านเขามีไอเดียเก๋ไก๋มาก แทนที่จะเอาป้ายสัญลักษณ์ตัวผู้ชาย หรือป้ายตัวหนังสือมาแปะ เขากลับเอาปกนิตยสารฉบับหนึ่งมาแปะ เพื่อบอกว่าตรงนี้คือห้องน้ำชาย ปกนิตยสารฉบับนี้เป็นภาพถ่ายระยะกลางๆ ครึ่งตัว ตั้งแต่ระดับหัวเข่าขึ้นไป เป็นผู้ชายวัยหนุ่มใหญ่ ใส่ชุดสูทสีดำเนี้ยบๆ หวีผมเสยเรียบแปร้ ใบหน้าฉายแววมีความสุข ปากฉีกยิ้มเห็นฟันขาว ยกมือซ้ายขึ้นมา ชี้นิ้วเฉียงๆ ไปทางขวามือ ซึ่งเป็นทิศของประตูห้องน้ำชายของร้านนี้พอดีเป๊ะ เวลาไปกินข้าวร้านนี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ผมเห็นป้ายนี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้ทุกที แต่นึกไปนึกมา ก็สงสารผู้ชายที่เป็นแบบปกนิตยสารฉบับนี้ ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวหรือเปล่า ว่าภาพเท่ๆ ของเขาถูกเอามาล้อเล่นถึงขนาดนี้

การเอาภาพผู้ชายที่แสดงความหล่อ ความเท่ มาล้อเล่นล้อเลียนแบบนี้ คงจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะในสมัยนี้ ทุกคนล้วนมีความคิดแบบ anti-establishment หรือความคิดแบบต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความเชื่อแบบดั้งเดิม ในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ สังเกตดูได้จากภาพของผู้ชาย ที่นำเสนอผ่านสื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ ทั้งนิตยสาร ทีวี หนัง เพลง มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และแสดงความต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ชายแบบเดิม โดยมีลักษณะแบบ anti-hero มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายหล่อๆ เนี้ยบๆ เก๊กๆ แอคท์ท่าเท่ๆ ถ่ายรูป กลายเป็นสิ่งที่น่าตลกขบขัน และตกเป็นเป้าในการถูกนำมาล้อเลียน ดูง่ายๆ จากประวัติศาสตร์ของหนังเจมส์ บอนด์ ที่ผ่านมาหลายสิบปี ภาพของเจมส์ บอนด์ แบบ ฌอน คอนเนอรี่ และโรเจอร์ มัวร์ ที่เป็นสุภาพบุรุษสายลับหล่อเนี้ยบ กลายเป็นสิ่งที่หนังหลายเรื่องในรุ่นต่อมา นำมาล้อเลียนกันแบบสนุกสนาน

อย่างหนัง ออสติน พาวเวอร์ มิสเตอร์บีน ที่นำเสนอภาพชายหนุ่มสายลับอังกฤษที่บ้าบอคอแตก หรือแม้กระทั่ง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ที่ให้สายลับหล่อเนี้ยบเหมือนเจมส์ บอนด์ ถูกยิงตายตั้งแต่ต้นเรื่อง จนต้องไปหาสายลับแบบใหม่ที่ดิบห่ามเถื่อน อย่าง วิน ดีเซล มาทำงานต่อ ภาพของตัวละคร เจสัน บอร์น จาก The Bourne Identity ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมา จากสมัยที่มันเคยเป็นหนังทีวีในยุค 80 ฉายภาพผู้ชายสายลับที่หล่อเนี้ยบอยู่ จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด เจสัน บอร์น ก็มีลักษณะ anti-hero มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความดุดัน มุทะลุ ฉากบู๊ที่โหดเหี้ยม เพิ่มจำนวนขึ้นทั้ง 2 ภาค ภาพของ อีธาน ฮันท์ ใน Mission Impossible ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากสมัยที่เป็นซีรีย์สทางทีวี อีธาน ฮันต์ เก่งกาจโอเว่อร์เหมือนการ์ตูน จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด ดีกรีความเป็น anti-hero ของ อีธาน ฮันท์ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบไล่ลำดับมาจากหนังทั้ง 3 ภาค

เจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด Casino Royale ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นเพราะมันนำเสนอภาพเจมส์ บอนด์ แบบ anti-hero สุดๆ พระเอกของเราทำตัวไม่สมกับเป็นพระเอก ถึงขนาดที่พอเล่นไพ่แพ้ผู้ร้าย และเห็นว่าหมดทางจะจับตัวไปได้แล้ว ถึงกับคว้ามีดบนโต๊ะอาหาร เดินรี่จะไปแทงเขาให้ตายคามือให้สมแค้น นับไล่หนังเจมส์ บอนด์ มาทุกตอน ไม่เคยมีเจมส์ บอนด์ คนไหนที่สิ้นคิดได้ถึงขนาดนี้ ผมคิดว่ารสนิยมของคนสมัยนี้ เมื่อเขาเสพสื่อหรือป๊อปคัลเจอร์ใดๆ ก็ตาม เขาต้องการเสพความสมจริงสมจังให้ได้มากที่สุด และเขาค่อนข้างจะรู้แล้ว ว่าภาพความดี ความงาม ความสมบูรณ์แบบ ที่สื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ เคยชอบหยิบมานำเสนอนั้น มันไม่จริงและไม่น่าสนใจ มันเป็น establishment ปลอมๆ ที่พวกเขาอยากจะ anti กันหมดแล้ว ดังนั้น เวลาดูหนัง คนสมัยนี้จึงต้องการเห็นจุดอ่อน จุดบกพร่อง ความไม่ดี ไม่งาม ไม่สมบูรณ์แบบ ของตัวละครทั้งหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวพระเอก ดังนั้น พระเอกแบบ วิน ดีเซล ออสติน พาวเวอร์ และเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ที่มีความ anti-hero จึงได้รับความนิยมจากคนดูส่วนใหญ่ และคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ ภาพบนหน้าปกนิตยสารก็สะท้อนความคิดนี้เช่นกัน ผู้ชายบนปกนิตยสารสมัยนี้ จึงดูหล่อ เนี้ยบ เก๊ก และแอคท์ท่าน้อยลงไปเยอะ เมื่อเทียบกับบนปกนิตยสารสมัยก่อน

ร้านร้อยแปดที่ถนนพระอาทิตย์ ปิดกิจการไปหลายปีแล้ว เจ้าของร้านอาจจะรวยแล้วเลยเลิกขาย วันก่อนผมไปดูหนัง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ล่าสุดมา และมันทำให้ผมคิดถึงร้านร้อยแปดขึ้นมาตะหงิดๆ คิดถึงร้านนี้มาก อยากกลับไปนั่งกินขาหมูเยอรมันและปลาตะเพียนไร้ก้างอีกจังเลย

...

Saturday, August 05, 2006

สีลม ซอย 2

...

สรุปว่าเมื่อวาน แทนที่จะออกไปงานเปิดตัวหนังสือของเครืออัมรินทร์ตอนบ่าย แต่ก็ทนเบื่อออฟฟิศไม่ไหว เลยไปดูหนังรอบสื่อครับ เรื่อง สีลมซอย 2 หนังเกย์แบบอภิมหาหนังเกย์เลย คือมันไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับชีวิตเกย์ ที่ทำให้คนทั่วไปดู อย่าง Brokeback Mountain หรือ Transamerica ที่ Mass และจับใจคนได้อย่างครอบคลุมทุก Gender ทุก Sex แต่สีลมซอย 2 นี่เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตเกย์ ที่เน้นให้กลุ่มเกย์ดูโดยเฉพาะเลยครับ เหมือนหนังใต้ดินที่ถ่ายทำกันเอาไว้ดูเฉพาะกลุ่มคนแคบๆ เพราะมันถ่ายทำกันอย่างลวกๆ ดิบๆ ด้วยกล้องวิดีโอ เจ้าของหนังเขาเอาไว้อัดลงแผ่นดีวีดีขายครับ ไม่ได้ฉายโรงทั่วไป แต่นี่เป็นรอบสื่อมวลชนที่เขาคงอยากจะโปรโมต เลยเอามาฉายให้ดูกันเป็นพิเศษ ตัวหนังไม่มีอะไรมาก ไม่อยากวิจารณ์ แต่ที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟังเหลือเกิน ก็คือบรรยากาศหน้าโรงฉายก่อนหนังเข้าหน่ะครับ พวกเรา 5 คนทั้งเกย์และไม่เกย์ ยกพวกเดินทางกันไปถึงโรงหนังเซ็นจูรี่ประมาณทุ่มนึง เพื่อลงทะเบียนรับบัตร มีผู้คนยืนออกันบริเวณหน้าโรงเกือบร้อยคนได้ มองปราดเดียวก็รู้ครับ ว่าใครเป็นใคร แต่ละคนนั้นแต่งหน้าทำผม และระดมพลมาดูหนังด้วยกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เหมือนเป็น Gay Event ที่สำคัญประจำสัปดาห์ ผมในฐานะที่ไม่ค่อยเข้าพวกกับเขาเท่าไร พอรับบัตรเสร็จ ก็เดินตัวลีบๆ ไปหาชัยภูมิเหมาะๆ ในการปักหลักรอ ช่วงเวลาตอนนี้แหละครับ ที่ผมว่ามันน่าสนใจกว่าตัวหนังที่จะดูเสียอีก บรรยากาศรอบๆ ตัวมันอึดอัดพิกล จะขยับซ้ายขยับขวา หรือจะก้าวขาเดินไปไหน รู้สึกเหมือนกับมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลา คุณเคยรู้สึกไหม เวลาอยู่ในที่โล่งๆ แล้วเกิดลางสังหรณ์บางอย่าง ว่ากำลังมีคนจ้องอยู่ข้างหลังหน่ะ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นแหละครับ แล้วพอหันหน้าไปมอง ก็เจอสายตาคู่นั้นจ้องอยู่จริงๆ มันสยองนะครับ ขนลุกเกรียว อะไรวะ มองกูทำไมเนี่ยะ แล้วพอหลบสายตาเขา หันไปมองอีกทาง ก็ป๊ะกับสายตาอีกคู่พอดี เฮ้ยๆ อะไรวะ มีมามองกูอีกคนแล้ว ผมก็เลยก้มหน้าเดินงุดๆ ไปยืนอยู่ตรงมุมหน้าห้องน้ำ ลองเงยหน้าขึ้นไปดูอีกที สายตาที่ดูเป็นมิตรมากๆ สองคู่นั้นก็ยังมองผมอยู่อีก อะไรวะเนี่ยะ จึงค่อยๆ รู้ตัวขึ้นมา ว่านี่ละมั้ง ที่เขาเรียกว่าอาการ Homophobia หรืออาการหวาดกลัวคนเป็นเกย์ ผมคิดว่าพวกผู้ชาย Straight ส่วนใหญ่ที่มีอาการกลัวเกย์ คงมีความคิดเหมือนผมครับ คือคิดว่าเกย์เป็นสิ่งมีชีวิตอยู่บนยอดสุดของปิระมิดห่วงโซ่อาหาร ในขณะที่ผู้ชายออกล่าผู้หญิงเป็นอาหาร เราก็คิดไปว่าพวกเกย์ออกล่าผู้ชายเป็นอาหารด้วย นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นมิตรกับเกย์ เพราะผู้หญิงคิดว่าเกย์ช่วยพวกเธอ และอยู่ข้างเดียวกับพวกเธอ ในขณะที่ผู้ชายมักจะเกลียดและกลัวเกย์ หรืออย่างน้อยก็ไม่อยากไปสุงสิงด้วยเท่าไร เพราะเรากลัวอันตรายจะมาถึงตัว บางคนถึงกับทำตัวเป็นศัตรู หรือทำร้ายเกย์เลยก็มี จนกระทั่งถึงเวลาหนังเข้า และได้ดูหนังไปเรื่อยๆ ผมก็ค่อยๆ เข้าใจครับ ว่าความหวาดกลัวเกย์นั้น มันบ่มเพาะอยู่ในสังคมเราตลอดเวลา และผู้ชาย Straight ได้เรียนรู้ความน่ากลัวของเกย์ จากป๊อปคัลเจอร์ที่นำเสนอภาพเกย์แบบ Cliche' ซ้ำๆ ซากๆ ทุกวัน อย่างในหนังเรื่องนี้ก็เสนอภาพชีวิตเกย์ แบบไปเจอกันในผับ หลงรักกัน มีเซ็กส์กัน แล้วคนนึงก็ติดเอดส์ตาย อีกคนเลยร้องไห้ อะไรแบบนี้แหละ สรุปก็คือเกย์เกี่ยวข้องกับเอดส์ และเกย์จะต้องเศร้าร้องไห้ นอกจากนี้ในหนังอัดแน่นไปด้วยฉากเซ็กส์ของคู่พระนาง สรุปก็คือเกย์มั่วเซ็กส์ละเมิดศีลธรรม ในละครทุกเรื่องก็จะมี Cliche' แนวเกย์ควายตัวตลก คอยล่วงละเมิดทางเพศผู้ชายคนอื่นตลอดเรื่อง ในหนังชั้นดีจากฮอลลีวู้ดก็นำเสนอภาพเกย์ที่ Cliche' อีกนั่นแหละ สรุปคือเป็นเอดส์ตายหรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย ผมเองรู้ดีว่านี่คือมายาคติที่ฝังหัวเราอยู่ครับ รุ่นพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งที่เขาเป็นเกย์ ก็เคยพูดเรื่องนี้ให้ฟังครับ ว่าอีบ้า! กระเทยไม่ได้บ้าผู้ชายกันทุกคนหรอก เขาก็แค่ดูๆ พอรู้ว่าแกไม่ใช่ หรือแกไม่เอาด้วย เขาก็ไม่มายุ่งอะไรกับแกหรอก กระเทยไม่ได้โง่นะเว้ย ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง Gender และเรื่องปรัชญาสตรีนิยมอะไรพวกนี้มาพอสมควร ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโท รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่มันห้ามอาการ Homophobia ในหัวสมองไม่ได้อยู่ดีแหละครับ Phobia คืออาการกลัวโดยไม่มีเหตุผล ถึงรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว แต่คนที่มีอาการนี้ก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี บางคนกลัวแมว บางคนกลัวเชื้อโรค บางคนกลัวเลือด มีดาราบางคนกลัวกุนเชียง บางคนกลัวส้มด้วยครับ เห็นในรายการทอล์คโชว์ทางทีวี พิธีกรชอบเอาอะไรงี่เง่าพวกนี้มาโยนใส่แขกรับเชิญ ฟังดูน่าตลกใช่ไหม แต่ถ้าเขากลัวจริงๆ ไม่ใช่บอกว่ากลัวเพื่อหามุขตลกให้ตัวเอง ก็น่าสงสารนะครับ

...

Thursday, July 27, 2006

El Ninyo

...

วันนี้พวกพลพรรคหื่นในห้องช่างภาพที่ออฟฟิศ โหลดไฟล์มิวสิควิดีโอเพลงใหม่ของ ทาทา ยัง El Ninyo มามุงดูกันเป็นที่ครื้นเครง มีน้องคนหนึ่งบอกว่า สาวน้อยมหัศจรรย์คนนั้นของเราหายไปไหน จริงของเขานะ ทาทาในมิวสิควิดีโอนี้มีดีกรีความเซ็กส์ซี่เพิ่มขึ้นกว่าชุดที่แล้วๆ มา นมเป็นนม สะโพกเป็นสะโพก ไม่เหลือคราบสาวน้อยกุ๊กกิ๊กสดใส สาวน้อยมหัศจรรย์แบบนั้นอีกเลย เพราะการตัดสินใจโกอินเตอร์ของเธอ รสนิยมเรื่องผู้หญิงของชาวตะวันตก คงจะแตกต่างจากรสนิยมของคนตะวันออกอยู่มาก ผู้หญิงที่สวยเซ็กส์ซี่ของตะวันตก จะต้องร้องและเต้นในชุดชั้นใน ร่างกายแข็งแรง แสดงให้เห็นลักษณะของเพศหญิงเต็มที่ นมโตๆ ต้นขาและสะโพกแน่นๆ ผิวคล้ำดูแข็งแรง เพราะได้ออกกำลังกายและได้เจอแสงแดด การแอคติ้งก็จะต้องให้ดู slut สุดๆ คือเป็นผู้หญิงที่สนุกสนานกับความแรด และดีใจกับความหื่นกระหายในเรื่องเพศของตนเอง ดูเป็นฝ่ายกระทำ active ในกิจกรรมทางเพศ เปรียบเทียบกับนักร้องผู้หญิงในบ้านเรา ขอเลือกมาเฉพาะพวกที่ขายความเซ็กส์ซี่เท่านั้นนะครับ เพื่อจะได้เปรียบเทียบความเซ็กส์ซี่ให้ชัดๆ อย่างเกิลรี่เบอร์รี่ และโฟร์มด จะเห็นได้ชัดเจน ว่าความเซ็กส์ซี่สำหรับคนไทย คือความ "น่ารัก" ผู้หญิงจะต้องมีความเป็นเด็ก อายุน้อย แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น ผ่านร่างกายที่ลดความอ้วนจนผอมโซไร้เรี่ยวแรง ดูไร้ความสามารถในการร้องเพลง และเต้นด้วยท่าทางง่ายๆ ปวกเปียก หยำแหยะ ยิ่งพวกเธอดูอ่อนแอ อ่อนด้อยเท่าไร ก็จะยิ่งได้รับความนิยมจากคนไทยมากขึ้น ส่วนนักร้องสาวที่ขายความเซ็กส์ซี่คนอื่น ที่ดูแข็งแรงและเป็นสาวกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ก็อปปี้บุคลิกนักร้องผู้หญิงจากต่างประเทศมา ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก การร้องการเต้น และส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยม หรือถูกพูดถึงมากนัก พอออกเทปมาสักพัก หมดกระแสโปรโมทก็เงียบหายไป อย่างเช่น แคทลียา อิงลิช เป็นต้น คนไทยเราอาจจะรับไม่ได้กับน้องร้องผู้หญิงที่โตเป็นสาว และแข็งแรงล่ำสัน รสนิยมต่อผู้หญิงเซ็กส์ซี่ของคนตะวันตกกับตะวันออกมันแตกต่างกันจริงๆ นะครับ ดูเอาจากหนังโป๊ที่เราดูๆ กันอยู่ก็ได้ เราในที่นี้ หมายถึงพวกพลพรรคหื่นในห้องช่างภาพ ที่ออฟฟิศน่ะครับ เขาชอบโหลดหนังโป๊สารพัดมามุงดูกันเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ หนังโป๊ของฝรั่ง ผู้หญิงจะนมโตผิดมนุษย์ และแสดงสีหน้าท่าทาง ว่ากำลังมีความสุขกับกิจกรรมทางเพศนั้นอย่างสุดๆ ไปจนถึงขั้นว่าเธอเป็นฝ่ายลงมือปฏิบัติเอง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจทางเพศให้กับตนเอง เทียบกับหนังโป๊ญี่ปุ่น ผู้หญิงจะนมโตหรือไม่โตนี่ผมว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่อยากจะให้สังเกต คือผู้หญิงในหนังญี่ปุ่นมักจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ สีหน้าท่าทางดูเหมือนว่าเธอพยายามขัดขืน ไม่สบายตัว ไปจนถึงขั้นว่าเธอกำลังเจ็บปวด ผมนึกสงสัยว่าถ้าทาทา ยัง ไม่ได้เริ่มต้นโกอินเตอร์ไปตั้งแต่เมื่อสี่ห้าปีก่อน ถ้าเธอยังอยู่ในตลาดเมืองไทย ตอนนี้เธอจะออกเทปเพลงแนวไหน แต่งตัวอย่างไร และเต้นอย่างไร ผมแน่ใจว่าเธอคงจะไม่ต้องไปผ่าตัดเสริมนมให้โตแบบนี้ แต่เธอต้องทาโลชั่นกันแดดให้ผิวขาวกว่านี้ และต้องไปเข้าคอร์สเร่งลดต้นขาและสะโพก ก่อนจะออกเทปแต่ละชุด เธอจะไม่ได้ร้องเพลง El Ninyo ว่าเธอมีความสนุกสนานกับความแรดของตัวเองแค่ไหน เธอจะ Passive กว่านี้ และจะดูอ่อนแอกว่านี้

...

Wednesday, July 26, 2006

แซว !

...

เมื่อเช้าพอมาถึงที่ออฟฟิศปุ๊บ ก็เจอน้องโอเปอเรเตอร์ที่ทำงานแซวอีกแล้ว โห! พี่ หน้าใสจัง พี่ไปแอบปัดแก้มมาใช่ไหม? แล้วก็หัวเราะ ฮ่าๆ ฮ่าๆ พี่เป็นเกย์แน่ๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ ผมรู้สึกว่าคนไทยเรามีนิสัยอย่างหนึ่งติดตัวอยู่ คือการแซวคนอื่น หรือการหยิบยกเอาเรื่องของคนอื่น มาพูดกันเป็นเรื่องตลก ผมเองก็เป็นนะ เวลาคะนองปากมากๆ อยู่กับเพื่อนหลายๆ คน เมื่อเห็นใครทำอะไรตลก หรือผิดปกติไป ก็จะหยิบยกขึ้นมาแซว เป็นที่สนุกสนานกัน ยิ่งเป็นคนที่เรารักมาก และยิ่งเราใกล้ชิดสนิทสนมด้วยมาก การแซวกันก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย และสนุกปากมากขึ้น เราไปแซวคนอื่น และถูกคนอื่นแซว จนกระทั่งชินชา และมองว่ามันเป็นมุขตลกธรรมดาๆ ในวัฒนธรรมไทยไปแล้ว เวลาอยู่ในวงเพื่อน ก็แซวกันไป ไอ้อ้วน อีดำ ปากห้อย ก้นใหญ่ ไอ้ตุ๊ด อะไรก็ว่ากัน บลาๆ บลาๆ เทียบกับในสังคมอื่น ผมเคยทำงานอยู่ในบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน มีเจ้าของบริษัท และเพื่อนร่วมงานเป็นฝรั่ง พอไปถึงออฟฟิศในตอนเช้า เขาก็ทักทายผมว่า (ภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยให้ก็ได้) โห! เนคไทของคุณสวยดีนี่ อีกวันเขาก็ทักว่า เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ดูเหมือนคุณไม่สบาย คือลักษณะการทักทายกัน เขายกเอาเรื่องที่ดีที่สุดของกันและกันขึ้นมากล่าวชม หรือไม่ก็พูดแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ในชีวิตและสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่สนิทกันนะครับ เราทำงานร่วมกันนานสักประมาณเกือบๆ ปี ผมว่าฝรั่งมีความสุภาพ ไม่ก้าวร้าว และคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา มากกว่าคนไทย ดูเอาง่ายๆ ตอนเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายตึกเวิล์ดเทรดโดนเครื่องบินพุ่งชนถล่ม ในภาพข่าวเห็นฝรั่งยืนจับกลุ่มกันเพื่อสวดภาวนา ในขณะที่คนไทยเรามีความคิดแบบ "เกรงใจ" คือความเกรงว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา ซึ่งแตกต่างกันนะครับ ความเกรง คือการที่เราไม่ทำสิ่งหนึ่ง เพราะคิดว่ามันจะส่งผลไม่ดีต่อเราตามมา มันเป็นเหมือนความกลัวต่อความผิดมากกว่า ไม่ใช่การยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น จนไม่อยากทำความผิดนั้น ความเกรงใจจึงเหมือนกับการเก็บกดความคิดและการกระทำอะไรบางอย่าง เอาไว้กับคนที่เราไม่สนิท แต่สำหรับคนที่เราสนิทด้วย เราก็เลยระเบิดความเก็บกดนั้นออกมา ด้วยการแซวเขา ที่เขียนมานี่ ไม่ใช่การชื่นชมฝรั่งผิวขาวว่าดีเด่เหลือเกินหรอกนะครับ แค่อยากจะวิจารณ์ระบบความคิดของคนไทยเรามากกว่า และไม่รู้ว่าจะเอาไปเปรียบกับอะไรที่ดีไปกว่านี้ โดยสรุปก็คือ ผมว่าการแซวกันเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงกระทำต่อกัน เป็นการแสดงความก้าวร้าวที่เก็บกดไว้ในใจ ออกมากับคนที่เราสนิทด้วย และเราก็กลบเกลื่อนความรุนแรงก้าวร้าวนี้ ไว้ด้วยเสียงหัวเราะและความคิดว่านี่คือสิ่งที่สนุกสนานเฮฮา อย่าคิดมาก พฤติกรรมการแซวเป็นสิ่งที่เราเห็นได้บ่อยครั้ง ในรายการทีวีห่วยๆ ทั้งหลาย อย่างรายการทอล์คโชว์และเกมส์โชว์ที่มีเกลื่อน พวกรายการยุทธการขยับเหงือก สาระแนโชว์ ก๊อกก๊อกก๊อก พิธีกรจะรวมกลุ่มกันทีม 3-4 คน มารุมแซวดารารับเชิญในแต่ละอาทิตย์ แล้วก็หัวเราะเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องตลก พิธีกรหญิงบางคนในรายการตลก หัวเราะอ้าปากกว้างแบบสะใจ ดูแล้วผมสะอิดสะเอียนมากกว่า รายการละครแบบซิทคอม ก็เต็มไปด้วยมุขตลกจากการแซวกัน และเรื่องที่ใช้ในการแซวกัน อย่างที่เราคุ้นเคยและเห็นบ่อย ก็ไม่พ้นเรื่องอ้วน ดำ ความน่าเกลียดของร่างกาย ความพิการ ความไม่สมประกอบ ความผิดปกติทั้งหลายทั้งปวง ผมว่าการดูทีวีเยอะๆ ที่อัดแน่นไปด้วยมุขตลกโง่เขลา รุนแรง และก้าวร้าวแบบนี้ ยิ่งบ่มเพาะให้เราคนไทยก้าวร้าวขึ้น และชอบแซวเพื่อนกันมากขึ้น โดยไม่ทันคิดเลย ว่านั่นไม่ใช่เรื่องตลก

...

ผู้ชายสำอาง

...

นี่เพิ่งกลับมาจากดู Miami Vice รอบสื่อมวลชนสดๆ ร้อนๆ หนังเลิกสี่ทุ่มครึ่ง พอถึงบ้านห้าทุ่มครึ่ง ก็รีบมาอัพเดทบล็อกให้ทัน ก่อนที่จะข้ามวันไปเสียก่อน อย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะอัพบล็อกให้ได้ทุกวัน ไม่รู้ว่าเพื่ออะไรเหมือนกัน เพียงแค่ตั้งใจไว้ และพยายามจะทำให้ความตั้งใจนี้ กลายเป็นอะไรสักอย่าง ที่อาจจะเป็นเป้าหมายของการดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน ให้แต่ละวันผ่านไปอย่างมีความหมาย ผ่านไปอย่างที่เรามีความรู้สึกว่าได้ทำอะไรสำเร็จ ลุล่วง และได้บันทึกมันเอาไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร แต่อย่างที่บอกไว้ในบล็อกที่แล้วหน่ะ ว่า "ไม่มีอะไรเน่าไปกว่าหนังที่เข้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว" ชีวิตนี้มันล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเติมเต็มความต้องการที่ถูกสร้างมาในอดีต และการแสวงหาความต้องการใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ โดยไม่ค่อยได้ตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะเลย เหมือนกับการดูหนังแต่ละเรื่อง ที่ผ่านไปๆ ในแต่ละอาทิตย์ อาทิตย์นี้ดู Miami Vice แล้วสนุกเหลือเกิน มันก็เท่านั้นเอง แต่พอเวลาผ่านไปอาทิตย์เดียวก็ลืม เลิกสนใจมันแล้ว และอาทิตย์หน้าก็ดูหนังเรื่องใหม่ เรื่องไรดีหล่ะ? การตระหนักรู้ถึงเวลาปัจจุบัน กำลังเลือนหายไป หรือมันได้เลือนหายไปหมดแล้ว หรือมันอาจจะไม่เคยมีอยู่ก่อนเลยด้วยซ้ำ บางทีการเขียนได้ถึง Miami Vice เป็นบันทึกไว้ก่อนที่จะลืมเลือนมันไป อาจจะช่วยให้ผมตระหนักถึงปัจจุบันขณะได้ดีขึ้นมาสักหน่อย พล่ามมาเสียยาว ขอเข้าเรื่อง Miami Vice เลยดีกว่า สมัยเด็กๆ เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน ช่อง 3 เคยนำทีวีซีรีย์สนี้มาฉายในตอนดึกๆ สมัยนั้นช่อง 3 เอาซีรีย์สฝรั่งดีๆ มาฉายเยอะมาก และผมติดตามดูแทบทุกเรื่อง ไล่มาตั้งแต่เรื่องพี่น้องสองเสือ ฉลากบก มือปราบปืนโหด แมคไกเวอร์ ทวินพีค เดี๋ยวนี้ซีรีย์สฝรั่งแบบนี้ไม่มีมาฉายอีกเลย มีแต่ซีรีย์สเกาหลีแบบน้ำเน่าๆ พระเอกหล่อๆ จีบนางเอกสวยๆ คนดูก็คอยกรี้ดๆ ดูไร้สาระยังไงชอบกล เทียบกับซีรีย์สฝรั่งสมัยนั้น สนุกสุดยอด พล็อตเรื่องหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเข้มข้นทุกตอน และลงทุนฉากแอคชั่นกันมโหฬาร จำได้ว่าผมติดตาม Miami Vice พอสมควร และถือว่าเป็นซีรีย์สที่เครียดและดูยากมาก สำหรับเด็กอย่างผม ทุกตอนต้องคอยลุ้น ว่าพระเอกที่แฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับในองค์กรค้ายาเสพติด กำลังจะถูกจับได้อยู่แล้ว แล้วเขาจะเอาตัวรอดมาได้อย่างไร ลุ้นจนเครียด บางทีเครียดจนไม่อยากดูเลย กลัวพระเอกตาย ภาพที่จำได้ติดตาคือ ซอนนี่ ครอกเก็ตต์ นำแสดงโดย ดอน จอห์นสัน และคู่หูชื่อริโก้ ใครแสดงจำไม่ได้ ใส่เสื้อสูทสีออกแนวพาสเทล บางทีก็ใส่สีชมพู สีชมพูเหมือนกับนกฟลามิงโก้ ที่มีมากในไมอะมี่นั่นแหละ เสื้อตัวใหญ่โคร่งๆ กางเกงสะแล็กแบบมีจีบ ทำผมเสยๆ สยายๆ สวมแว่นกันแดด แฟชั่นผู้ชายสมัยนั้นเป็นแบบนี้จริงๆ ผู้ชายหล่อจะต้องแต่งตัวแบบนี้ เขาเรียกว่าแต่งตัวแบบ "บูติคๆ" มันไม่เหมือนพวกผู้ชายแบบ Metrosexual แบบในทุกวันนี้นะ Metrosexual ค่อนข้างจะผูกพันเข้ากับเรื่องเกย์ และเรื่องบริโภคนิยม ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้ยังไม่ปรากฏขึ้นในยุคสมัยนั้น แต่ผู้ชายแบบซอนนี่ ครอกเก็ตต์ ใน Miami Vice ทีวีซีรีย์ส เป็นผู้ชายแมนมากๆ ที่สำอางแบบบูติคๆ หน่อย และมีเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิงอย่างรุนแรง เทียบกับซอนนี่ ครอกเก็ตต์ เวอร์ชั่นหนังล่าสุด ที่นำแสดงโดย คอลลิน ฟาร์เรลล์ แตกต่างอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ผู้ชายในสังคมโลก ในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา คอลลินกลายเป็นซอนนี่แบบใหม่ ที่ดูหยาบ ดิบ เถื่อน สกปรก และ Macho ขึ้นอย่างมาก ในหนัง Miami Vice ล่าสุดนี้ แทบไม่มีสีชมพูปรากฏขึ้นให้เห็นเลย ทุกอย่างดูดำมืด และน่าสะพรึงกลัว ผมว่าเทรนด์ผู้ชายแบบนี้กำลังมีให้เห็นมากขึ้น และคาดว่าหนังเรื่อง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ที่กำลังจะเข้าฉาย คือ Casino Royal ก็น่าจะแสดงภาพผู้ชายแบบเดียวกันนี้ สมัยก่อน เจมส์ บอนด์ มักจะถูกรับบทโดยผู้ชายหล่อสำอาง อย่างโรเจอร์ มัวร์ ฌอน คอนเนอรี่ มีตอนที่เจมส์ บอนด์ ดูหยาบและโหดขึ้นอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งรับบทโดย ทิมโมธี ดัลตัน ตอน The Living Daylight ไม่รู้ว่าคุณเคยดูกันหรือเปล่า เจมส์ บอนด์ ตอนนั้นออกฉายเมื่อสิบกว่าปีก่อน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปลี่ยนภาพของบอนด์รุนแรงเกินไป คาดว่าคนสมัยนั้นยังต้องการผู้ชายต้นแบบ ที่หล่อสำอางอยู่ ซึ่งก็คือผู้ชายแบบเดียวกับ ดอน จอห์นสันนั่นแหละ และในที่สุด บทของเจมส์ บอนด์ ก็มาตกอยู่กับ เพียร์ซ บรอสแนน ซึ่งดูสำอางกว่า เขาเคยรับบทสายลับเจ้าสำอาง ในซีรีย์สฝรั่งสักเรื่อง ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้แน่ชัด อาจจะประมาณชื่อว่า Stingray หรืออะไรสักอย่าง มาฉายช่องสามด้วยนะ ผมว่าเราน่าจะรอดูผลตอบรับ ของเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ว่ามันได้รับผลตอบรับที่ดีเพียงไร มันอาจจะเป็นดัชนีชี้วัด ให้เราเห็นถึงกระแสความนิยมหรือแฟชั่นผู้ชาย ว่ามีลักษณะอย่างไรต่อไป

...

Tuesday, July 18, 2006

Dr.John Money (ต่อ)

...

เรื่อง Sex และ Gender ยังไม่หมดประเด็นนะครับ ผมกำลังรู้สึกสนใจเรื่องนี้ เพราะในรอบ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีผู้หญิง 2 คน (โดยไม่ได้นัดหมาย) มาถามผมว่าเป็นเกย์หรือเปล่า คนแรกมากระแซะๆ ถามก่อนว่าพี่มีแฟนยังคะ พอแค่ยิ้มๆ ตอบกลับไป อีกไม่กี่วันต่อมา เขาก็มาถามใหม่ พี่เป็นเกย์หรือเปล่าคะ? คราวนี้ผมก็ยิ้มๆ ตอบกลับไปอีกนั่นแหละ ส่วนผู้หญิงอีกคนที่มาถาม เขามีเพื่อนผู้หญิงอีกคนฝากมาถามอีกต่อหนึ่ง ผมก็ตอบกลับไปว่าเปล่า ไม่ได้เป็น แค่นั้นแหละ ไม่รู้ว่าผมควรจะต้องกลุ้มใจกับเรื่องนี้หรือเปล่า ที่มีแต่คนสงสัยว่าเป็นเพศไหนกันแน่ ทำไมผู้คนถึงได้ซีเรียสกับเรื่องนี้กันเสียเหลือเกิน และพวกเขาจะต้องพยายามหาคำตอบที่ชัดเจนลงไปให้ได้ ว่าใครเป็นเพศไหน หรือแม้กระทั่งว่าตนเองเป็นเพศไหน ถ้าเป็นอย่างสมัยก่อน ก็มีให้เลือกแค่ว่าเป็นชายหรือหญิง พอมาเดี๋ยวนี้ก็ดีหน่อย ที่มีตัวเลือกอย่างเป็นทางการ ตามหลักสิทธิมนุษยชน บลาๆ ... มากมาย อันได้แก่ เกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ คิง ควีน ฯลฯ ผมจะบอกคุณให้ ว่าทำไมเรื่องการแบ่งแยกเพศเป็นเรื่องสำคัญนัก ก็เพราะเพศเป็นองค์ประกอบของตัวตนเรา องค์ประกอบแรกๆ ที่เราจะต้องตระหนักรู้ตัว เพื่อที่จะได้แสดงบทบาท และดำเนินชีวิตไปได้อย่างสอดคล้องกับสังคม แล้วถ้าองค์ประกอบตัวตนในเรื่องเพศนี้ของเราไม่ชัดเจนฟันธงล่ะ ถ้ามีจู๋แต่ไม่ใช่ชาย หรือถ้ามีจิ๋มแต่ไม่ใช่หญิง โอเค! งั้นก็เป็นเกย์ไง เป็นทอมก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ใครๆ เขาก็ยอมรับกันแล้วสมัยนี้ รู้ตัวซะนะ เปิดเผยเถอะ อย่าแอบเลย .... ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก ที่ช่วยกันจัดเพศให้กับคนอื่นๆ ให้ชัดเจน ผมว่าปรากฏการณ์เกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนในปัจจุบัน อย่างวลีคำว่า "เลิกแอบเสียที" หรือหนังไทยเรื่อง "แกงค์ชะนีกับอีแอบ" หรือหนังสือขายดีเรื่อง "บันทึกรักสีม่วง" แสดงให้เห็นว่าเรากำลังย้อนกลับไปเชื่อแนวความคิดการแบ่งแยกเพศแบบ Sex คือการแบ่งแยกอย่างชัดเจนลงไป ว่าใครเพศอะไร และเขาเป็นเพศนั้น เพราะธรรมชาติภายในตัวของเขา ได้กำหนดไว้แล้วแบบนั้น โดย Sex ในปัจจุบันได้ขยายความออกให้กว้างกว่าผู้หญิงและผู้ชาย โดยรวมพวกเกย์และเลสเบี้ยนเอาไว้ด้วย แล้วทำทีเหมือนกับว่าเปิดกว้าง เข้าใจ ยอมรับ และพวกเกย์และเลสเบี้ยนส่วนใหญ่ กำลังจะย้อนกลับไปเชื่อเรื่อง Sex ด้วยเช่นกัน จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่ค่อยมั่นใจว่าการพยายามเข้าไปจัดแบ่งหมวดหมู่คนอื่นๆ ให้ชัดเจน ว่าเขาเป็นเกย์ เขาเป็นทอม เป็นตุ๊ด เป็นดี้ จะช่วยเหลือชีวิตเขาได้จริงหรือเปล่า อย่างในหนัง แกงค์ชะนีกับอีแอบ ที่ดูเหมือนว่าจะพยายามแสดงให้เห็นว่า มันโอเคนะที่คุณจะเป็นเกย์ แต่คุณต้องเปิดเผยออกมา และคุณห้ามแต่งงานกับเพื่อนของฉัน แค่นั้นพอ ใน Pop Culture หลายอย่างในตอนนี้ กำลังนำเสนอและตอกย้ำ Myth หรือมายาคติเกี่ยวกับเรื่องเพศรูปแบบใหม่ คือนำเสนอภาพเกย์ที่ยังแอบอยู่ ว่าต้องทนทุกข์ทรมาน นำเสนอภาพผู้หญิงที่แต่งงานกับเกย์ ว่าจะต้องทนทุกข์กับชีวิตคู่ นำเสนอภาพการใช้ชีวิตคู่ของทอมดี้ ว่าเป็นหญิงแกร่งมีความสุข นำเสนอภาพเกย์หนุ่มที่เปิดเผย มีความสนุกสนานรื่นเริงในงานปาร์ตี้ ฯลฯ ผมว่าเหล่านี้มันก็เป็น Myth ที่ไม่แตกต่างจากภาพของผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจู้จี้จุกจิกไร้สาระ ผู้ชายใช้เหตุผลและคิดคำนวน หรือผู้ชายเลวกว่าหมาและไม่ได้มาจากดาวอังคาร บลาๆ ... บลา ที่เราเห็นกันในอดีตและได้วิพากษ์วิจารณ์มันเหลือเกิน ดังนั้น การจะมีชีวิตให้มีความสุขและดำเนินไปอย่างถูกต้อง ไม่เป็นภัยอันตรายต่อคนอื่น คุณต้องตอบฉันมาเลยนะ ว่าคุณเป็นเกย์หรือเปล่า คุณไม่ตอบเหรอ แสดงว่าคุณยังไม่รู้ตัว คุณต้องรู้ตัวนะ ลองไปสีลมสิ เผื่อจะได้รู้ตัวไง (ฮา) อ้าว! พี่ไม่กินเหล้าเหรอ พี่เป็นเกย์หรือเปล่า? หรือว่า โห! พี่ผิวเนียนจังเลย พี่เป็นเกย์หรือเปล่า? ผมว่านี่มันตลกสิ้นดี ในสังคมปัจจุบัน ที่ดูเหมือนจะเปิดกว้าง ยอมรับ ความหลากหลายทางเพศ แต่ถ้าดูให้ดีๆ คุณจะรู้ว่าเรากำลังยิ่งปิดกั้น และเคร่งครัดหนักขึ้นไปอีก และทุกคนจะต้องสังกัดเพศ และแสดงบทบาทให้สอดคล้องกับเพศนั้นเป๊ะๆ ประเด็นปัญหามันเลยไม่ได้อยู่ที่ผมเป็นผู้ชาย หรือผมเป็นเกย์ แต่มันอยู่ที่เราต่างก็ย้อนกลับไปเชื่อใน Sex อย่างสุดโต่งอีกแล้ว ภายใต้เปลือกที่ดูดีขึ้น

***

Monday, July 17, 2006

Dr.John Money

...

คุณรู้จักดร.จอห์น มันนี่ ไหมครับ ผมก็เพิ่งรู้จักเขาเนี่ยะ จากการดูรายการสารคดีทางทีวีช่อง 9 รายการ Think Tank ตอนบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา ดร.มันนี่เป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเพศ (Sex) และความเป็นเพศทางสังคม (Gender) ก่อนอื่นต้องเกริ่นอย่างคร่าวๆ กันก่อน ว่าเจ้าสองคำนี้มันแตกต่างกันนะ Sex คือแนวความคิดที่อธิบายผู้ชายและผู้หญิง ว่าแตกต่างกันตามธรรมชาติ ส่วน Gender คือแนวความคิดที่อธิบายผู้ชายและผู้หญิง ว่าแตกต่างกันด้วยการประกอบสร้างความจริงทางสังคม แนวความคิดสองอย่างนี้แตกต่างขัดแย้งกัน และถูกนำมาถกเถียงกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ ที่พวกเฟมินิสต์เริ่มมีพลังและมีบทบาทขับเคลื่อนสังคมปัจจุบันอย่างมาก พวกเฟมินิสต์แนวใหม่จะยึดเอาแนวความคิดเรื่อง Gender มาเป็นหลักในการเคลื่อนไหว เพื่อจะได้บอกว่า ตามธรรมชาติแล้ว ผู้ชายและผู้หญิงไม่แตกต่างกัน แต่ที่ผู้หญิงถูกผู้ชายกดขี่ในเรื่องต่างๆ นั้น มันเป็นเรื่องประกอบสร้างทางสังคม ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความคิด และการอบรมสั่งสอนผู้คนในสังคมกันใหม่ เพื่อความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายผู้หญิง บลา ... บลาๆ ... ก็ว่ากันไป ส่วนพวกที่เชื่อในแนวความคิดแบบ Sex ก็เช่นพวกจอห์น เกรย์ ที่แต่งหนังสือผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ นั่นแหละ ที่คอยตอกย้ำว่าผู้ชายผู้หญิงมีธรรมชาติภายในร่างกายที่แตกต่างกัน พวกเราจึงมีการประพฤติปฏิบัติต่อกันและกันอย่างในทุกวันนี้ไง บลาๆ ... บลา ... ก็ว่ากันไปอีกนั่นแหละ แต่สำหรับผมน่ะเหรอ ผมเชื่อแบบไหนน่ะเหรอ? ผมว่าผมสนใจแนวความคิดเรื่อง Gender น่าสนใจตรงที่ตั้งคำถามแบบอภิปรัชญา ต่อความมีอยู่ของความจริง โดยเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ฝังลึกในจิตใจของเราที่สุด และเกี่ยวพันกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ทุกเรื่องที่เราคิดและกระทำ (เรื่องเพศในที่นี้หมายถึงการแบ่งแยกชายหญิงนะครับ ไม่ใช่เรื่องความรู้สึกทางเพศหรือเพศรส) ผมคิดว่าแนวความคิดเรื่อง Gender นี้น่าสนใจกว่า Sex และในใจก็คิดอยากให้พวกที่เชื่อ Gender เป็นฝ่ายถูก ลองคิดดูสิ ว่าถ้าเราสลายเรื่องความแตกต่างของเพศทิ้งไปได้ ว่าเพศไม่มีอยู่จริง เพศไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นแค่เรื่องประกอบสร้างทางสังคม เรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันในทุกวันนี้ของเรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผิวๆ สิวๆ กว่าเรื่องนี้ ก็ถูกสลายลงได้ง่ายๆ เช่นกัน จนกระทั่งได้มาดูสารคดีเรื่องดร.มันนี่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่แหละ (กลับเข้าเรื่องเสียที) เขาเป็นจิตแพทย์ที่เชื่อแนวความคิด Gender อย่างสุดโต่ง เขาทดสอบความเชื่อของเขาว่าเป็นความจริง กับเด็กทารกเพศชายชื่อว่า เดวิด ไรเมอร์ ผู้ซึ่งเสียอวัยะเพศชายทั้งหมด ไปจากความผิดพลาดในการผ่าตัดเพื่อขลิบหนังหุ้มปลาย พ่อแม่ของไรเมอร์นำลูกชายไปปรึกษากับดร.มันนี่ แล้วดร.มันนี่ก็แนะนำให้เลี้ยงเด็กชายไรเมอร์ขึ้นมาแบบเด็กผู้หญิง ปกปิดความจริงทั้งหมดเอาไว้ เวลาผ่านไปสิบกว่าปี พ่อแม่ก็เริ่มเรียนรู้ว่า เด็กหญิงเดวิด ไรเมอร์ก็ยังคงแสดงกริยาอาการเหมือนเด็กผู้ชาย และมีปัญหาในการเข้าสังคมอย่างมาก จนกระทั่งเด็กหญิงโตเป็นหนุ่ม เอ๊ย! เป็นสาว ถึงขั้นที่สามารถตัดสินใจอนาคตตัวเองได้ พ่อแม่จึงเปิดเผยความลับทั้งหมดให้เขา เอ๊ย! เธอได้รับรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาตัดสินใจเองว่าจะเป็นผู้หญิงต่อไป หรือจะกลับเป็นผู้ชายตามธรรมชาติตั้งแต่แรกเกิด เดวิดยืนยันว่าเขาจะเป็นผู้ชาย และจะไปทำการผ่าตัดปลูกอวัยวะเพศชายเทียม ดร.มันนี่ในตอนนั้น ยังคงยืนยันกับเดวิด ว่าเขาควรจะยังคงเป็นผู้หญิงเหมือนเดิม และไปผ่าตัดอวัยวะเพศหญิงให้เสร็จสมบูรณ์ไปเลย ในที่สุด เดวิดก็ไปผ่าตัดปลูกอวัยวะเพศชาย ต่อมาเขาแต่งงาน และมีชีวิตคู่กับผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อตอนที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผย ดร.มันนี่ถูกสื่อมวลชนและวงการแพทย์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงความไร้มนุษยธรรมของเขา ที่นำมนุษย์จริงๆ มาทดลองความเชื่อที่สุดโต่งของตน นายเดวิด ไรเมอร์ ใช้ชีวิตเป็นผู้ชายที่มีครอบครัวต่อไปได้ไม่นาน เขาหย่ากับเมีย มีปัญหาชีวิต ขาดทุนจากธุรกิจ และในที่สุดก็ฆ่าตัวตาย สื่อมวลชนและวงการแพทย์เลยยิ่งด่าดร.มันนี่หนักขึ้นไปอีก จนกระทั่งวันตายของเขา ดร.มันนี่เพิ่งตายไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง รวมอายุได้ 85 ปี ทิ้งไว้เพียงตำนานการทดลองเพื่อพิสูจน์แนวความคิดเรื่อง Gender ที่น่าสยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถึงแม้ว่าผมเองจะอยากเชื่อเรื่อง Gender เพราะมันเจ๋ง มันใหม่ มันต้านกระแส มันใช้เขียนบทความได้สนุกและท้าทาย แต่สารคดีทางทีวีเรื่องนี้ ทำให้ผมคิดว่าเราควรจะต้องเหลือที่ให้กับความเชื่ออื่นๆ ที่อาจจะไม่เจ๋งเท่า ไม่ใหม่เท่า ไม่ต้านกระแส และดูจืดชืดไร้ความท้าทายสิ้นดี อย่างเรื่อง Sex นี่แหละ ในที่สุดแล้ว ในเนื้อหนังของเรา ในเซลล์ ในยีน ในโครโมโซม ในดีเอ็นเอของเรา อาจจะมีความจริงสูงสุดสิงสถิตย์อยู่ ความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ความจริงที่ข้ามผ่านเวลาและสถานที่ ความจริงที่ไร้เงื่อนไข ความจริงที่ไม่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก และไม่มีทางที่การประกอบสร้างทางสังคมจะทำอะไรมันได้ เราเป็นหญิงเพราะความจริงเราเป็นหญิง เราเป็นชายเพราะความจริงเราเป็นชาย และบางทีนะ เราเป็นเกย์เพราะความจริงเราเป็นเกย์ เราเป็นทอมเพราะความจริงเราเป็นทอม บลาๆ ... บลาๆ ก็ว่ากันไป เพราะชีวิตและความตายของเดวิด ไรเมอร์ บอกเราอย่างนี้ และบอกดร.มันนี่อย่างนี้

***