...
ภาพถ่ายทริปเดินทางไปภูพิมานรีสอร์ท อำเภอปากช่อง โคราช ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณเพื่อน และพ่อแม่ของคุณเพื่อน ทำให้กินอิ่มนอนหลับ และปอดสะอาดตลอด 2 วันเสาร์อาทิตย์ ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้องก๊อกแก๊กในโทรศัพท์มือถือ เวลาประมาณหกโมงเย็น ยกกล้องขึ้นมาแล้วเล็งตรงไปยังดวงอาทิตย์ จึงได้ภาพย้อนแสง และมองเห็นเปลวแดดสุดท้ายของวัน 



กล้องในโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ ใช้ถ่ายย้อนแสงและดวงอาทิตย์สวยดีเหมือนกัน ลองเข้าไปดูภาพชุด ฉันเดินทางตามดวงตะวัน ชุดที่ 1 ได้ที่นี่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2007/10/blog-post.html
...
Monday, January 21, 2008
ฉันเดินทางตามดวงตะวัน 2
Wednesday, December 05, 2007
พลุวันเฉลิม
...
เมื่อคืนวานไปถ่ายภาพพลุวันเฉลิมของบริษัทไซโก้มา แต่ภาพออกมาไม่สวยเลยซักภาพ เพราะดันไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไปด้วย แถมกล้องดิจิตอลที่ใช้ก็ไม่ค่อยคุ้นมือเท่าไร ปรับโฟกัสไปที่อินฟินี้ตี้ไม่เป็นอีก เปิดหน้ากล้องนานๆ ก็ไม่ได้เพราะไม่มีขาตั้ง แถมปรับชดเชยสายตาสั้นที่ช่องวิวไฟน์เดอร์ผิดอีก ภาพออกมาจึงทั้งสั่น ทั้งไม่โฟกัส
สมัยก่อนตอนที่ยังใช้กล้องฟิล์มและปรับแบบแมนนวลทั้งหมด กลับใช้ถ่ายภาพพลุได้สวยกว่า คือเอาขาตั้งกล้องมาเสียบ เปิดชัตเตอร์ค้างไว้ที่ B ปรับโฟกัสไปที่อินฟินิตี้ตลอด แล้วคอยเอาแผ่นกระดาษสีดำมาเปิดปิดที่หน้าเลนส์เป็นระยะๆ ก็ได้ภาพพลุสีสวยๆ ได้ไม่ยาก เอาไว้เดี๋ยววันหลังจะลองฝึกมือกับกล้องดิจิตอลนี้อีกสักหน่อย
สรุปว่ามีเพียงสองรูปนี้ที่ดูคมชัดที่สุด เขินจัง แต่ก็ยังอุตส่าห์เอามาอวด ช่วยๆ ดูกันหน่อยครับ

...
Saturday, December 01, 2007
รักแห่งสยาม
...
มีหลายเรื่องจะรวมไว้ในบล็อกเดียวเลยนะครับ เริ่มต้นเรื่องแรก ชวนมาฟังเพลงซาวนด์แทร็ก กันและกัน จากหนังเรื่อง รักแห่งสยาม อนุเคราะห์ไฟล์นี้โดยคุณน้องยุ้ย
ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลย แต่อยากดูชะมัด ไว้รอดูช่วงอาทิตย์หน้าตอนคนน้อยๆ หน่อยดีกว่า มะเดี่ยว ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ผมติดใจหนังฝีมือของเขามาตั้งแต่เรื่อง 13 เกมสยอง อ่านวิจารณ์ได้ที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/10/13.html
เรื่องที่สองคือชวนไปติดตามอ่านเรื่องสั้นล่าสุดในโครงการ Lonesome-cities ได้แล้วครับ คือเรื่อง ชูมาน : little girl blue ที่ http://lonesome-cities.exteen.com/ คราวนี้เป็นคิวของ นก ปักษนาวิน เขียนเรื่องต่อจาก filmsick
เรื่องที่สามคืออวดรูปที่ถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ เมื่อวานตอนเย็นแวะไปแถวราชดำเนิน ระหว่างกำลังวิ่งข้ามถนนตรงแยกสะพานผ่านฟ้า ก็เห็นพระอาทิตย์หน้าหนาวกำลังดวงกลมโต เลยควักมือถือขึ้นมาถ่ายภาพนี้จากตรงกลางถนนเลย กล้องในมือถือนี่มันเวิร์คดีจริงๆ นะ ภาพที่สองถ่ายจากบนสะพานพระปิ่นเกล้า แสงแดดยามเย็นทำให้เงาของราวสะพานทอดออกเป็นแนว เสียดายที่เลนส์ของกล้องไม่ใช่มุมกว้าง ภาพเลยออกมาไม่อลังเท่าไร ภาพที่สาม ถ่ายภาพดวงอาทิตย์โดยเอามือมาบังเอาไว้


...
Friday, October 05, 2007
ฉันเดินทางตามดวงตะวัน
...
เพิ่งรู้ว่ากล้องที่ติดอยู่กับเโทรศัพท์มือถือนี่ก็ถ่ายภาพออกมาได้สวยดีเหมือนกันนะ ภาพนี้ถ่ายด้วย Motorola L6 ราคาแค่สามพันกว่าบาทเอง ตอนแรกคิดว่าจะใช้แค่โทรเข้าโทรออกก็พอ เพราะสเป็กมันไม่ได้สูงอะไรนัก ภาพที่ถ่ายได้ชัดสุดก็แค่ระดับ VGA เลยไม่เคยหยิบมันขึ้นมาใช้ถ่ายภาพเลย แต่นี่มันเผอิญว่าว่างมาก ระหว่างนั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปสงขลา กินเวลาหมดไปทั้งวัน เลยหยิบมือถือเครื่องใหม่มาถ่ายภาพเล่นๆ ภาพออกมาได้เป็นแบบนี้
1. ฉันเดินทางตามดวงตะวัน นานๆ จะได้ออกจากบ้าน ออกจากเมือง และได้เดินทางไกลๆ แบบนี้ซะที
2. มองไปที่ขอบฟ้าไกลๆ เห็นพระอาทิตย์เคลื่อนที่ตามความเร็วของรถ เลยนึกไปถึงเพลงของวงเดอะบีทเทิ่ลส์ I'll follow the sun.
3. ภาพนี้จ๊าบสุด ถ้าใช้กล้องดิจิตอลตัวโปรด ก็ไม่มีทางถ่ายได้แบบนี้แน่นอน เพราะจะไม่กล้าเอาหน้ากล้องหันไปหาดวงอาทิตย์ตรงๆ จะๆ แบบนี้ กลัวว่ากล้องดีๆ จะพังเอาน่ะสิ
Monday, September 24, 2007
วิวแม่น้ำเจ้าพระยา และสายรุ้งที่หน้าบ้าน
...
ภาพถ่ายจากระเบียงของห้องตัวอย่าง ในโครงการก่อสร้างคอนโดมีเนียมสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ราคาห้องละ 30 ล้านบาท ดำเนินงานโดยรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เจอกันมากว่าสิบปี
สายรุ้งที่สนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้าน ผมกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ตอนเช้าสายของวันอาทิตย์ แล้วเห็นมันโผล่ขึ้นมาพอดี เลยเอากล้องดิจิตอลมาถ่ายไว้
ความสุขในชีวิต นี่คุณว่ามันเป็นสิ่งสัมพัทธ์หรือเป็นสิ่งสัมบูรณ์?
...
Friday, September 21, 2007
ขนมไหว้พระจันทร์
...
ชอบกินขนมไหว้พระจันทร์ไส้อะไรกันบ้างนะครับ ผมชอบไส้โหงวยิ้งที่สุด ที่ข้างในมันจะมีถั่วหลายๆ อย่าง เช่น อัลมอนด์ เม็ดก๊วยจี๊ และก็มีหมูแฮมจีน มันหมู ฟักเชื่อม คอยเป็นตัวประสานเมล็ดถั่วให้เกาะเป็นก้อน ผมชอบกินไส้นี้เพราะรู้ว่าเท็กซ์เจอร์ของขนมมันซับซ้อนที่สุด เคี้ยวเข้าไปแต่ละคำ มันมีกรอบ นิ่ม หวาน เค็ม มัน และให้ความรู้สึกขรุขระลิ้นดี วันก่อนผมหยิบขนมไหว้พระจันทร์ไส้นี้เข้าปาก มีผู้หญิงคนหนึ่งทำหน้าแบบสะอิดสะเอียน ไม่รู้ทำไม สงสัยว่าเขาชอบกินพวกไส้ทุเรียน หรือไส้ลูกบัว ที่ผิวไส้มันเรียบๆ มากกว่า
ขนมเปี๊ยะชนิดนี้กินมาตั้งแต่เด็กๆ ผิวนอกกรอบๆ ร่วนๆ แห้งๆ และหอมงาขาว ส่วนเนื้อไส้ข้างในทำจากถั่วกวนผสมกับฟักเชื่อม มีใส่เปลือกส้มแห้งเข้าไปด้วย ทำให้เวลากัดเข้าไปแล้ว ได้รสชาติทุกอย่างพร้อมๆ กัน และมีกลิ่นหอมซ่าๆ ของเปลือกส้มแตะจมูก ผมกินมาตั้งแต่เด็ก แต่จนทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่ามันมีชื่อเรียกว่าอะไร ไม่ได้ชื่อว่า อื๊อเล่งเฮง นะครับ นั่นชื่อร้านขนมที่ทำขาย
...
Sunday, September 09, 2007
มด
...
เมื่อเช้าตื่นมาก็กวาดบ้านเสียหน่อย ตาเหลือบไปเจอมดดำตัวเล็กๆ เดินเรียงเป็นแถวยาวเหยียดตามแนวขอบบัวตรงพื้นบ้าน คงเป็นเพราะเมื่อคืนที่บ้านผมมีฝนตกปรอยๆ ตลอดคืน มดฝูงนี้เลยอพยพหนีน้ำจากสนามหน้าบ้านเข้ามาในบ้านแทน ผมเลยไปเอาแป้งฝุ่นมาโรยเป็นจุดๆ ตามแนวทางเดินของพวกมัน เพราะอยากแค่ไล่ให้พวกมันหนีไป ไม่ได้อยากจะฆ่ามันเลย บาปเปล่า แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นสักพัก พอกวาดบ้านเสร็จก็เดินไปดูมันอีกรอบว่าหนีกันไปหมดหรือยัง ปรากฏว่ามดส่วนใหญ่หายเกลี้ยงเลยครับ แป้งฝุ่นนี่ใช้กำจัดมดได้ผลชะงัดมาก

แต่ประเด็นของบล็อกนี้ไม่ได้อยู่ที่การสอนเคล็ดลับแม่บ้านนะ บล็อกนี้เกี่ยวกับปรัชญาชีวิตต่างหาก ปรัชญาชีวิตมดๆ นั่นเอง เพราะผมเห็นมดตกค้างอยู่กระจุกหนึ่ง มันยังไม่ตาย แต่มายืนเกาะกลุ่มอยู่นิ่งๆ พวกเพื่อนๆ ของมันพอเจอผงแป้งกั้นทางเดินเอาไว้ คงจะเปลี่ยนทางเดินกันไปหมดแล้ว เหลือแต่มดกลุ่มนี้ที่ตกค้างอยู่ระหว่างจุดแป้งสองจุด ดูตามภาพข้างบนนี้ วงกลมสีแดงคือจุดที่ผมโรยผงแป้งไว้ ส่วนวงกลมสีเขียวคือจุดที่กลุ่มมดตกค้างมากระจุกอยู่ มันอยู่ตรงกลางระหว่างจุดโรยแป้งพอดี ซูมเข้าไปดูให้ชัดๆ จะเห็นตามภาพข้างล่างนี้นะครับ
ผมรู้สึกแปลกใจที่ใช้แค่แป้งฝุ่นก็สามารถกำจัดฝูงมดได้ และแปลกใจมากกว่านั้น ที่แค่ผงแป้งฝุ่น โรยเป็นจุดเล็กๆ ก็สามารถกักขังมดกลุ่มหนึ่งเอาไว้ได้ พวกมันก็ไม่สามารถเดินข้ามออกไปได้ เพียงแค่พวกมันพากันเดินอ้อมผงแป้งไป เปลี่ยนจากเส้นทางเดิมไปนิดเดียวเท่านั้น พวกมันก็สามารถหลุดออกขอบเขตของผงแป้งได้แล้ว แต่ทำไมพวกมันไม่ทำ
หรือว่าพวกมันทำไม่ได้ หรือว่าพวกมันไม่รู้ว่าโลกนี้มีเส้นทางเดินอื่น
หรือว่าชีวิตของมันทำได้อย่างเดียวคือการเดินตามมดตัวอื่น
หรือชีวิตของมันมีเส้นทางเดินที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว มันเดินออกนอกเส้นทางนั้นไม่ได้
หรือว่ามันเพียงแค่ยังไม่กล้าพอที่จะเดินออกไป
ผมไม่ได้อยากจะแกล้งมดเลยนะ เพียงแต่แค่สงสัยว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร กว่าจะมีมดตัวแรกเดินออกจากกลุ่ม เพื่อแสวงหาหนทางเดินอื่น และนำพาเพื่อนๆ ที่ตกค้าง เดินออกไปจากวงล้อมนี้ได้ เดี๋ยวเอาไว้ตอนบ่ายๆ ของวันนี้ จะกลับมารายงานข่าวเพิ่มเติมนะครับ ว่ามดกลุ่มนี้มีสภาพเป็นอย่างไร
...

16.30 น. ต่อเนื่องจากเมื่อเช้านะครับ สถานการณ์ล่าสุดเมื่อไปดูมดอีกครั้งตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง พบว่ามันเหลือกันอยู่ 5 ตัวครับ เทียบกับตอนเมื่อเช้า ที่เห็นเกาะกลุ่มกันนั่นน่าจะมีเกิน 20 ตัวขึ้นไป พวกที่เหลืออยู่นี้ก็ยังไม่ตายด้วยนะ พอเอามือไปเขี่ยๆ มันก็วิ่งหนีแตกฮือ แล้วอีกสักพักพวกมันก็ย้อนกลับมารวมกลุ่มกันใหม่ตรงจุดเดิม ผมเลยสงสัยว่า ในขณะที่เพื่อนๆ มันหนีออกไปจากตรงนั้นได้แล้ว ทำไมพวกมันยังคงไม่ยอมหนีตามออกไปด้วย ?? มดอะไรวะ ทำไมโง่แบบนี้
...
Wednesday, August 29, 2007
Memories of Matsuko
ในป๊อปคัลเจอร์ มักจะมักจะนำผีเสื้อไปเปรียบเทียบถึงการใช้ชีวิตแบบดีงาม แต่อายุสั้นเกินไป เพราะผีเสื้อสวยๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วมันมีวงจรชีวิตสั้นมาก พวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต อยู่ในรูปแบบของตัวหนอน มันจะเกาะใบไม้แล้วกัดกินไปเรื่อยๆ เพื่อสะสมอาหารอยู่หลายวัน ต่อมามันจะสร้างรังดักแด้ขึ้น เพื่อทำการ Morphing หรือเปลี่ยนสภาพตัวเอง จนกระทั่งถึงจุดที่พร้อม กลายเป็นผีเสื้อที่สมบูรณ์ มันจึงฉีกรังดักแด้แล้วบินออกมาสู่โลก ช่วงชีวิตของมันในตอนที่เป็นหนอนและดักแด้นั้นยาวนานกว่าตอนเป็นผีเสื้อ เมื่อกลายเป็นผีเสื้อแล้วมันจะอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน มันออกมาเพียงเพื่อทำหน้าที่ผสมเกสรให้ดอกไม้ แล้วก็รีบจับคู่ผสมพันธุ์ วางไข่เพื่อให้เกิดผีเสื้อรุ่นต่อไป แล้วก็ตาย ช่วงเวลาที่มันเป็นผีเสื้อนั้นจึงเป็นช่วงที่มันสวยงามที่สุด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุดด้วย ผีเสื้อตัวนี้ปีกขาด ในช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดแต่สั้นที่สุด มันกลับพิการ ไม่สมประกอบ ถือเป็นความซวยสุดๆ ที่ต้องเกิดมาในชาตินี้จริงๆ
ผมเห็นผีเสื้อตัวนี้แล้วนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง Memories of Matsuko ไม่รู้คุณเคยดูกันหรือยัง คุณซังไรท์แผ่นหนังเรื่องนี้มาให้ ผมนอนดูจบแล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ปกติผมไม่ค่อยต่อมน้ำตาตื้นสักเท่าไร แต่หนังเรื่องนี้มันคลิ๊กพอดีกับความคิดในใจผม กะว่าวันนี้ถ้าไม่มีอะไรทำ จะไปนั่งดูอีกรอบหนึ่ง แล้วเอาไว้จะเขียนถึงมันอย่างละเอียด
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
9:28 AM
Labels: ปรัชญาชีวิต, ภาพถ่าย, วิจารณ์หนัง
Sunday, August 19, 2007
สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ
Saturday, August 18, 2007
อาทิตย์ตกแรกในรอบสองเดือน
...
ภาพชุดต่อจากของเมื่อวาน คราวนี้เป็นภาพพระอาทิตย์กำลังตก ถ่ายจากศูนย์อาหารชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างที่ไปนั่งกินข้าวเย็นเพื่อรอดูหนัง ถ่ายผ่านกระจกติดฟิล์มภาพโฆษณาอะไรสักอย่าง ที่มองไม่เห็นจากข้างใน ต้องออกไปมองจากข้างนอกไกลๆ ส่วนสิ่งที่เห็นเป็นสี่เหลี่ยมดำทะมึน นั่นไม่ใช่ภูเขาหรอกนะ มันคือตึกสยามพาราก้อน ตอนนั้นเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ ดวงอาทิตย์ค่อยๆ หรี่แสงและเคลื่อนต่ำลง พอดีกับขอบตึกพาราก้อนพอดี ไม่นานหลังจากนั้นมันก็ลับขอบฟ้าไป แต่ผมไม่ทันเห็นแสงสุดท้ายของวันนั้น เพราะต้องไปดูหนัง โคโยตี้แข้งปืนกล รอบทุ่มนึง
Friday, August 17, 2007
ขอบฟ้าแรกในรอบสองเดือน
...
ภาพแรกถ่ายที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตอนไปรับทำงานชิ้นนึงเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ภาพที่สองถ่ายที่วัดอโศการาม บางปู สมุทรปราการ ตอนไปทำงานอีกชิ้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการได้มองเห็นขอบฟ้าเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ที่ลาออกจากงานมาเมื่อสองเดือนก่อน
จังหวะที่กดชัตเตอร์ถ่ายทั้งสองภาพนี้ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้คอมโพสิชั่นของภาพมันออกมาเหมือนกันแบบนี้หรอกครับ แต่พอตอนที่โหลดภาพลงในเครื่องแล้วเปิดดูพร้อมกัน ถึงได้เห็นว่าขอบฟ้าของผมเป็นอย่างไร
ตลกดีที่ไปๆ มาๆ ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง และขอบฟ้าที่ไกลที่สุดที่มองเห็น คือบางปู สมุทรปราการ 555
1. ขอบฟ้าที่เซ็นทรัลเวิลด์

Sunday, July 22, 2007
ซอสมะเขือเทศ
...
พักหลังๆ มานี้ผมค่อนข้างขี้เกียจอัพบล็อก เพราะหมดแรงและไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจอะไรใหม่ๆ แต่วันนี้เจอเจ้าสิ่งนี้เข้าตอนเก้าโมงเช้า เลยอดรนทนไม่ไหว คว้ากล้องขึ้นมาถ่าย แล้วมาบ่นให้ฟังกันสักหน่อย ไม่ได้ชอบเขียนวิจารณ์ร้านอาหารนะครับ แต่อยากเขียนวิจารณ์สังคมมากกว่า ดูซอสมะเขือเทศสมัยนี้สิ ว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง
(คลิกเพื่อดูรูปขยาย)
มะเขือเทศบดเข้มข้น 18% น้ำตาล 17% น้ำส้มสายชูกลั่น 6% น้ำเชื่อมกลูโคส 4% เกลือ 2% ยังดีที่ไม่ใช้วัตถุกันเสีย แต่เอ๊ะ! ... บวกๆ กันแล้วมัน 47% เองนี่ แล้วอีกมากกว่า 50% ที่เหลือมันคืออะไร? ซอสมะเขือเทศที่แทบจะไม่มีส่วนผสมที่เป็นมะเขือเทศ ทุกวันนี้เราจ่ายเงินร้อยกว่าบาทต่อมื้อ เพื่อซื้ออะไรมากินกันแน่
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
10:01 PM
Labels: ภาพถ่าย, สิทธิผู้บริโภค, อาหาร
Wednesday, April 11, 2007
ความจริงแท้ของชีวิต 6
Sunday, April 01, 2007
ดนัย VS วุฒิชัย
Thursday, March 22, 2007
ความจริงแท้ของชีวิต 3
Sunday, March 18, 2007
ความจริงแท้ของชีวิต 2
Friday, March 16, 2007
ความจริงแท้ของชีวิต
Friday, March 09, 2007
ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์
...
เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งโด่งดังใหญ่แล้ว ได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วย อยากให้คุณทายว่าคนไหนคือเพื่อนผม
1. ดาราเมาแล้วขับ โดนตำรวจจับในสภาพมอมแมม แล้วดันไปอาละวาดโวยวาย เลยโดนจับยัดห้องขัง
2. นักข่าวสาวจากช่องไอทีวี ร้องไห้โฮหลังจากที่ได้รับทราบข่าวว่า ครม.มีมติให้ยกเลิกสัมปทานและยุติการออกอากาศ
3. เด็กหนุ่มวัยเพียง 16 ปี ถูกคู่อริเอามีดาบแทงกกหูทะลุออกจมูก
4. ประธาน คมช. ทำหน้าเครียดหลังจากที่มีข่าวว่าทหารคนสนิท ใช้งบประมาณไปดูงานต่างประเทศแบบไม่โปร่งใส
5. สาวชาวบ้านจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคอีสาน มาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยปลดหนี้ และถอดเสื้อออกเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มีสีสันครบถ้วนที่สุด ทั้งภาพแหวะ ภาพหวิว คอร์รัปชั่น ดารา และหยาดน้ำตา ลองทายกันดูเลยครับ
Sunday, February 11, 2007
บราวนี่-เบเกอรี่ยามบ่ายวันอาทิตย์
...
หลังจากที่ผมพยายามทำคุ้กกี้มาหลายต่อหลายรอบ แล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร ส่วนใหญ่กินไม่ได้เลยครับ คือบางครั้งก็แห้งแข็ง บางครั้งก็ร่วนเป็นเศษๆ มีอยู่ไม่กี่ครั้งที่พอกินได้ มันก็มีสภาพเหมือนซอฟต์คุ้กกี้ที่รสชาติไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร และมีลักษณะ texture ของเนื้อมัน คล้ายกับก้อนบราวนี่มากกว่า
มาในวันนี้เลยเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่หมด ในเมื่อทำออกมาแล้วมันไม่เป็นคุ้กกี้เสียที วันนี้ก็ตั้งใจทำให้มันเป็นบราวนี่ไปเลย ให้รู้แล้วรู้รอด ส่วนผสมของบราวนี้ในวันนี้ ก็เหมือนกับการทำคุ้กกี้ในคราวก่อน คือเนยเค็มเล็กน้อย นมสดครึ่งกล่อง แครกเกอร์โฮลวีท 2-3 แผ่น ผงโกโก้อย่างดี น้ำตาล และผงไมโลอีกนิดหน่อย นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันให้ข้นๆ เหลวๆ แต่เนื่องจากมันเป็นบราวนี่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเค้กมากกว่าคุ้กกี้ ก็เลยทดลองเพิ่มส่วนผสมใหม่เข้าไปอีก 1 อย่าง คือเค้กซองๆ ยี่ห้อยูโร่ นำมันลงไปบี้ๆ คนๆ รวมในเนื้อของส่วนผสมช้างต้น
นี่ครับ เค้กซองๆ ยี่ห้อยูโร่ จริงๆ แค่แกะซองออกมากินเลยก็อร่อยแล้ว รสชาติประมาณเดียวกับบัตเตอร์เค้กของ S&P
วันนี้กล้องดิจิตอลถ่านหมดพอดี เพราะเอาไปถ่ายงานปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนมาเมื่อวาน เลยถ่ายตอนผสมส่วนผสมต่างๆ ไม่ได้ เอาเป็นว่าข้ามมันไปก็แล้วกัน นำส่วนผสมทั้งหมดมาเทใส่จานก้นลึกสักหน่อย แล้วนำเข้าเตาไมโครเวฟ ประมาณ 2 นาที เอาฝามาครอบเพื่อให้เนื้อไม่แห้งเกินไปนัก เมื่อเอาออกมาคราวแรก รู้สึกมันยังเหลวและไม่ค่อยจับตัวกันเท่าไร เลยเอาเข้าเตาไมโครเวฟต่ออีก 2 นาที โดยเอาฝาครอบออกไป คิดว่าจะทำให้หน้าของมันแห้งและกรอบ
นี่คือบราวนี่ที่ทำเสร็จในวันนี้ ดูดีใช้ได้เลย เกาะเป็นก้อนแน่นๆ ไม่แฉะและไม่ร่วน ผมปล่อยทิ้งไว้จนเย็น แล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องฟรีซ เอาออกมากินตอนหลังอาหารเย็น รสชาติดีไม่เลว ไม่หวาน และขมโกโก้นิดๆ แต่ texture ของมันแน่นเกินไปหน่อย และผิวหน้าไม่ค่อยกรอบ เอาไว้ว่างๆ จะลองปรับสูตรอีกนิด ใครอยากชิมมาลงชื่อในบล้อกนี้ได้เลย พรุ่งนี้จะตัดแบ่งไปให้คนละชิ้น
...
Thursday, February 08, 2007
รูปติดบัตร
...
เมื่อวานนั่งรื้อข้าวของและเอกสารเก่าๆ เจอรูปถ่ายติดบัตรของตัวเอง ในเอกสารการเรียน จำพวกสมุดพกตอนมัธยม ไล่ไปจนถึงรูปแปะใบทรานสคริปต์ ตอนเรียนจบปริญญาตรี ถ้าใครขวัญอ่อน ขอแนะนำให้รีบปิดหน้าบล็อกนี้โดยไว
1. รูปติดบนสมุดพกสมัยเรียนม.ปลาย คุณเห็นเลข 16 ข้างบนนั้นไหม? มันคือเลขประจำตัวนักเรียน สมัยอยู่ม.ปลาย ผมเป็นนักเรียนหมายเลข 16 ของห้อง D เลขนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอันดับการเรียนนะ แต่มันเกี่ยวกับว่าใครมาสมัครเข้าเรียนก่อนหลังต่างหาก คาดว่ารูปนี้คงถ่ายตอนอยู่ขึ้นชั้น ม.4 สังเกตเห็นไหมว่าตาใสปิ๊ง เป็นประกายวับๆ ไร้เดียงสาสิ้นดี
2. รูปแปะใบทรานสคริปต์ หรือสมัยเด็กๆ เรียกว่าใบ ร.บ. ย่อมาจากอะไรก็ไม่รู้ ได้มาเมื่อเรียนจบออกจากโรงเรียนแล้ว ผมเรียนอยู่ถึงแค่ม.5 แล้วก็สอบเทียบได้ ดังนั้นในใบร.บ. จึงมีแค่รายงานผลการเรียนของชั้น ม.4-ม.5 รูปนี้จึงถ่ายตอนเรียนจบชั้น ม.5 และกำลังเตรียมเอนทรานส์ หน้าตาตอนนี้ยังเหมือนตอน ม.4 เลย แต่ดูผอมลงเล็กน้อย
3. รูปถ่ายในชุดร.ด. เอาไว้แปะในใบส.ด.9 ย่อมาจากอะไรก็ไม่รู้ เขาให้ไว้ตอนที่เรียนร.ด. จบชั้นปี 3 เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารแล้ว คาดว่ารูปนี้ถ่ายตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 เพราะผมต้องไปเรียนร.ด. ปี 3 ตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไปเขาชนไก่ตอนเรียนอยู่ปี 1 เป็นความทรงจำที่ทุลักทุเลน่าดู สังเกตว่าในรูปตอนนี้ ผมไว้ผมยาวมากขึ้นกว่าตอนเด็กๆ เป็นแบบรองทรงและแสกกลาง หน้าตายังคงใสปิ๊งเหมือนเดิม
4. รูปแปะในทรานสคริปต์ ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว รูปนี้ถ่ายตอนจบปี 4 ประมาณปีพ.ศ.2537 ตอนนั้นไว้ผมยาวมาก เป็นเพราะเก็บกดมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ที่ต้องตัดผมสั้นมาตลอด พออยู่มหาวิทยาลัยก็เลยไว้ผมเสียยาวเหยียด น่าจะเป็นคนที่ผมยาวที่สุดในคณะแล้วด้วยซ้ำ วันที่ไปถ่ายรูปในชุดครุย ก็ทำตัวซ่า ไม่ยอมตัดผมอีก เลยกลายเป็นรูปบัณฑิตผมยาวติดในทรานสคริปต์ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ จำได้ว่าวันรับปริญญา ผมยาวกว่าในรูปนี้ด้วยซ้ำ มาถึงตอนนี้ผมตัดผมสั้นแล้ว ขี้เกียจไว้ยาว เพราะมันร้อน
...
















