Showing posts with label เพลง. Show all posts
Showing posts with label เพลง. Show all posts

Sunday, December 30, 2007

Childhood and Manhood

...





คลิปวิดีโอการเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นกับป๊า โดยรถไฟดีเซลรางปรับอากาศ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพื่อไปเยี่ยมแม่ที่ไปผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ใส่เพลงประกอบ Childhood and Manhood ซาวนด์แทร็คจากหนังเรื่อง Cinema Paradiso ปกติผมมักจะอยู่บ้านตลอด และไม่ค่อยได้พาป๊ากับแม่ไปไหนมาไหนบ่อยนัก คราวนี้พาป๊าไป เพราะไม่อยากให้เดินทางคนเดียว มันอันตรายสำหรับคนแก่ ผมคิดว่าในการเดินทางครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ

...


เพิ่มเติม "เมื่อฉันแก่ตัวลง"

ก็อปปี้ข้อความนี้มาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ ไม่รู้ที่มาที่ไป และไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของต้นฉบับ แต่อยากนำมาเผยแพร่ให้อ่านกัน


เมื่อฉันแก่ตัวลง ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น...
ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง...
ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า...
ขอให้คิดถึงตอนแรกๆ ที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง...

ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ...
ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ
ที่เธอชอบฟังจนหลับไป...

ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลย
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดอ้อน ทั้งปลอบ
เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม...

ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทน ตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”
ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม...

ตอนฉันเหนื่อยล้า จนเดินต่อไม่ไหว
ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดิน...
ในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่
ให้เวลาฉันคิดสักนิด...
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน
ฉันก็พอใจแล้ว...

ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ
ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน...
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอ
ตอนเธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ...
ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉัน
เดินไปให้สุดเส้นทาง...
ให้ความรักและอดทนต่อฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ
ในรอยยิ้มของฉัน...มีแต่ความรัก
อันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉัน
ที่มีให้กับเธอ...


...

Sunday, December 09, 2007

พลุแห่งสยาม

...





นั่งทำมาตั้งแต่เก้าโมงเช้าวันเสาร์ นี่ตีสองวันอาทิตย์เพิ่งจะเสร็จ ไม่ไหวละ ไปนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเขียนต่อ


...


คลิปวิดีโอการจุดพลุวันเฉลิมฯ ที่รอยัลสปอร์ตคลับ ถนนอังรีดูนังต์ ใกล้ๆ สยามสแควร์ ถ่ายทำในคืนวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ผู้แสดงประกอบด้วยน้องยุ้ย น้องป๊อป น้องกวง น้องเฟม และน้องบัว ( -"- มีแต่น้องๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ เราแก่สุดเลยเว้ย! ) ใส่เพลงประกอบ "คืนอันเป็นนิรันดร์" ซาวน์ดแทร็คจากหนังเรื่อง "รักแห่งสยาม"

ในตอนบ่ายของวันนั้นเพิ่งไปดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเอสเอฟที่เซ็นทรัลเวิลด์มาพอดี แต่ดันเฟอะฟะ เดินเข้าไปดูผิดโรงซะงั้น เพราะหนังเรื่องนี้มันฉาย 2 โรงแบบเหลื่อมเวลากัน ตอนไปซื้อตั๋วก็บอกรอบเวลา 17.15 น. ไป พนักงานขายตั๋วก็พรินต์บัตรออกมาส่งให้ แล้วบอก "โรง 9 นะคะ ขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้วเลี้ยวซ้าย" พอรับบัตรมาปุ๊บ ก็ไม่ได้ดูอะไรเลย ท่องในใจตลอด "โรงเก้า โรงเก้า โรงเก้า" แล้วก็เดินไปซื้อขนมกิน ดูโน่นดูนี่เพลิน จนถึงเวลาหนังเข้า ก็ยังโอ้เอ้เถลไถลต่ออีกสักพัก เพราะคิดว่ามันคงต้องฉายโฆษณานานแน่ๆ เดินเข้าโรงไปประมาณ 17.20 น. เกินเวลาไปแค่นิดเดียวจริงๆ แต่พอเข้าโรงไปงงเลย หนังก็ฉายไปแล้ว ไปถึงฉากจับนมนางเอกพอดี ตอนนั้นก็ยังไม่ทันคิดว่าเข้าผิดโรง แต่ดันคิดว่า โห! ทำไมหนังฉายเร็วแบบนี้ เซ็งเลยไม่ได้ดูฉากเปิดเรื่อง แต่ไม่เป็นไร นั่งทนๆ ดูไป แต่ดูไปดูมา ทำไมมันไม่รู้เรื่องเลยวะ ไอ้นี่มายังไง ไอ้นั่นมายังไง ตอนนั้นก็คิดว่า โห! มะเดี่ยวนี่ทำหนังแบบเล่าเรื่องเร็วมากเลยนะ หรือว่าเขาตัดต่อหนังแบบหวือหวา สลับช่วงเวลากันแน่ๆ

นั่งดูไปจนกระทั่งหนังจบ ประมาณหกโมงเย็นนิดๆ เอ๊ะ! ทำไมจบเร็วจัง ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ตอนนั้นก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลยเดินออกจากโรงไปถามเด็กเดินตั๋ว ว่าทำไมหนังสั้นแบบนี้ เริ่มฉายตั้งแต่กี่โมง เด็กบอกฉายมาตั้งแต่สี่โมงครับพี่ เราก็เลยตกใจ เฮ้ย! รอบหนังมัน 17.15 ไม่ใช่เหรอ ทำไมฉายตั้งแต่สี่โมง นี่โรง 9 รึเปล่า?? น้องมันบอกโรง 9 ครับพี่ เราก็อ้าว! โรง 9 แล้วรอบฉายกี่โมงกันแน่ เลยหยิบตั๋วขึ้นมาดู นี่ถือเป็นการหยิบตั๋วหนังขึ้นพลิกดูเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ซื้อตั๋วมา หน้าตั๋วบอกว่ารอบ 17.15 น่ะถูกต้องแล้ว แต่มันเป็นโรง 4 ครับพี่น้อง!! เซ็งเป็ดเลย คนขายตั๋วเขาบอกเลขโรงผิด แต่ผมไม่ได้จะว่าคนขายตั๋วนะ เพราะผมผิดเองที่ไม่ได้ดูรายละเอียดในตั๋วเลย เฟอะฟะเอง เลยไม่ได้ดูหนังครึ่งเรื่องแรก มิน่าล่ะ ทำไมดูไม่รู้เรื่อง มันไม่ใช่เพราะเขาเดินเรื่องเร็ว หรือตัดต่อหวือหวาอะไรหรอกนะ

ตั้งแต่เกิดมา และดูหนังเป็นประจำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรเฟอะฟะในโรงหนังแบบนี้มาก่อนเลย ถึงตอนนี้แล้วจะให้วิ่งไปดูหนังในโรง 4 ตามรอบที่ซื้อมาจริงๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้วครับ เพราะตอนนี้หกโมงกว่าแล้ว หนังในโรง 4 ตอนนี้ก็ฉายไปถึงครึ่งเรื่องหลังแล้วเหมือนกัน ถ้าเข้าไปนั่งดู ก็เท่ากับว่าเราจะได้ดูรักแห่งสยามแบบครึ่งเรื่องหลัง 2 รอบซ้อน เลยกลับดีกว่า ไว้วันหลังค่อยมาดูใหม่รอบสอง ไปดูพลุวันเฉลิมฯ ต่อเลยดีกว่า แก้เซ็ง

เดินไปสยามสแควร์นัดเจอบรรดาน้องๆ ที่เขากำลังนั่งกินข้าวเย็นกันอยู่ พวกเราเลยยกแก๊งค์กันไปดูพลุ และก็ถ่ายคลิปวิดีโอมาอย่างที่เห็น เลยเอาเรื่องรักแห่งสยามและเรื่องพลุวันเฉลิมที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน มาปนผสมเข้าด้วยกันให้มั่วไปเลย คลิปนี้ใช้เวลานั่งตัดต่อ ตั้งแต่ตอนเก้าโมงเช้าวันเสาร์ กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปตีสองของวันอาทิตย์ ที่ทำนานขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะต้องพิถีพิถันในการทำอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเครื่องคอมพ์มันช้ามาก และจำเป็นต้องแปลงไฟล์ไป แปลงไฟล์มา ใช้โปรแกรมนี้แปลงไฟล์ ใช้โปรแกรมนั้นตัดต่อภาพ ใช้โปรแกรมนี้ใส่เสียง ย้ายไฟล์ไปๆ มาๆ นั่งทำตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่เพลินมาก ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร ท้องฟ้ามืดคาตาเลย เป็นการทำงานฟรีๆ ที่กินแรงงานและเวลามากจริงๆ ถ้าตอนทำงานหากิน ขยันได้แบบนี้สักครึ่งหนึ่ง ป่านนี้คงรวยเละไปแล้ว แวะเข้าไปชมแล้วช่วยคอมเมนต์กันด้วยนะครับ

...


(แก้ไขเพิ่มเติม) เพลงตามคำขอครับ


คืนอันเป็นนิรันดร์




เพียงเธอ





...

Wednesday, December 05, 2007

Sense of Touch

...

ภาพสมุดโน้ตที่ใช้จดไอเดียในการเขียนบทความเรื่อง Sense of Touch ติดตามอ่านได้ในคอลัมน์ สุนทรียะแห่งความเหงา ในนิตยสาร GM ฉบับเดือนมกราคม 2551 ความจริงไอเดียหน้านี้จดไว้นานหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่เขียนออกมาไม่ได้สักที จนกระทั่งวันลอยกระทงที่ผ่านมา ไปนั่งกินกาแฟเล่นๆ อยู่ในร้านทรูช็อป สยามพารากอน เลยได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ และเอาไอเดียนี้มาเขียนจนเสร็จ

มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกในการไปอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าในสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นในร้านกาแฟ รถไฟฟ้า คอนเสิร์ตฮอลล์ ฟิตเนส และในม็อบกลางสนามหลวง ตอนแรกตั้งชื่อเรื่องว่า The Third Place ซึ่งหมายถึง space ที่คนในสังคมร่วมสมัยกำลังนิยมเข้าไปใช้ นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน เป็นคำศัพท์และเป็นแนวความคิดของฝรั่ง ที่เขาใช้อธิบายความนิยมในร้านกาแฟ อย่างเช่นร้านสตาร์บัคส์ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นคำและแนวคิดที่มีมาค่อนข้างจะนานมาก การนำมาเขียนถึงในตอนนี้จึงค่อนข้างจะซ้ำซากน่าเบื่อ




จนกระทั่งคิดขึ้นมาได้ว่าเราน่าจะเขียนถึงเรื่องเดียวกันนี้ในแง่มุมอื่นได้ คือแทนที่จะเขียนถึง space แต่เราไปเขียนถึงความคิดและความรู้สึกของคนใน space แทน เลยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Sense of Touch ตามชื่อเพลงซาวนด์แทร็คเพลงหนึ่งจากหนังเรื่อง Crash หนังเรื่องนี้นอกจากจะพูดถึงความรุนแรง Racist และ Stereotype ในสังคมอเมริกันเป็นประเด็นหลักแล้ว ยังมีอีกเสี้ยวหนึ่ง ที่หนังพยายามอธิบายถึงอารมณ์แปลกแยกและโดดเดี่ยวของผู้คนในสังคมเมือง ในฉากเปิดเรื่อง ตัวละครตัวหนึ่งพูดว่า "It's the sense of touch. In any real city, you walk, you know? You brush past people, people bump into you. In L.A., nobody touches you. We're always behind this metal and glass. I think we miss that touch so much, that we crash into each other, just so we can feel something." หมายความว่าในเมืองใหญ่ๆ เราเดินสวนกันกับผู้คนมากมาย แต่กลับรู้สึกแปลกหน้าและห่างเหินกัน เราจึงปรารถนาที่จะได้สัมผัสกันและกันมาก จนกระทั่งบางครั้งเราต้องหาเรื่องมากระทบกระทั่งกัน เพื่อจะได้สัมผัสกันนั่นเอง ผมชอบคำว่า Sense of Touch ในหนังเรื่องนี้ มันอธิบายความคิดและความรู้สึกของคนที่อยู่ใน The Third Place ได้เป็นอย่างดี ฟังเพลง Sense of Touch ซาวนด์แทร็กจากหนังเรื่อง Crash ได้ตามลิงค์ข้างล่าง รอโหลดนานหน่อยนะครับ ไฟล์มันใหญ่ เพลงยาว 6 นาทีกว่า





...

Saturday, December 01, 2007

รักแห่งสยาม

...

มีหลายเรื่องจะรวมไว้ในบล็อกเดียวเลยนะครับ เริ่มต้นเรื่องแรก ชวนมาฟังเพลงซาวนด์แทร็ก กันและกัน จากหนังเรื่อง รักแห่งสยาม อนุเคราะห์ไฟล์นี้โดยคุณน้องยุ้ย





ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลย แต่อยากดูชะมัด ไว้รอดูช่วงอาทิตย์หน้าตอนคนน้อยๆ หน่อยดีกว่า มะเดี่ยว ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ผมติดใจหนังฝีมือของเขามาตั้งแต่เรื่อง 13 เกมสยอง อ่านวิจารณ์ได้ที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/10/13.html

เรื่องที่สองคือชวนไปติดตามอ่านเรื่องสั้นล่าสุดในโครงการ Lonesome-cities ได้แล้วครับ คือเรื่อง ชูมาน : little girl blue ที่ http://lonesome-cities.exteen.com/ คราวนี้เป็นคิวของ นก ปักษนาวิน เขียนเรื่องต่อจาก filmsick

เรื่องที่สามคืออวดรูปที่ถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ เมื่อวานตอนเย็นแวะไปแถวราชดำเนิน ระหว่างกำลังวิ่งข้ามถนนตรงแยกสะพานผ่านฟ้า ก็เห็นพระอาทิตย์หน้าหนาวกำลังดวงกลมโต เลยควักมือถือขึ้นมาถ่ายภาพนี้จากตรงกลางถนนเลย กล้องในมือถือนี่มันเวิร์คดีจริงๆ นะ ภาพที่สองถ่ายจากบนสะพานพระปิ่นเกล้า แสงแดดยามเย็นทำให้เงาของราวสะพานทอดออกเป็นแนว เสียดายที่เลนส์ของกล้องไม่ใช่มุมกว้าง ภาพเลยออกมาไม่อลังเท่าไร ภาพที่สาม ถ่ายภาพดวงอาทิตย์โดยเอามือมาบังเอาไว้





...

Saturday, September 22, 2007

เดอะพีเพิ่ล

...

ขอคารวะแด่ พอล ไซม่อน และ อาร์ท การ์ฟังเกล

เพลงไทยสมัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เวลาเขาลอกเพลงฝรั่งมา เขาลอกกันแบบตรงๆ จะๆ จริงใจให้รู้กันไปเลยว่าลอก ไม่ใช่ลอกแบบกระมิดกระเมี้ยน 7 ตัวโน้ต อย่างที่พวกค่ายเพลงใหญ่ๆ สมัยนี้ชอบทำกัน ลองฟังตัวอย่างเพลงของวง เดอะพีเพิ่ล จากอัลบั้มชุด "ขาวและดำ" กันได้เลยครับ เท่าที่จำได้ ผมว่าเพลงนี้ดังมากๆ ตอนผมอยู่ประมาณชั้นป.1 หรือน่าจะประมาณพ.ศ.2520 กว่าๆ เขาลอกมาได้เหมือนเปี๊ยบ แต่เนื้อร้องไทยที่เขาแต่งนี่เพราะจริงๆ นะ


1. ขาวและดำ - The Sound of Silence
ในตัวคนมีสองฤทัย ต่างจิตต่างใจดังขาวและดำ ...



2. ใจสั่น - Mrs.Robinson
แรกเจอเธอนั้น ใจหนอใจมันสั่น ...



3. เพลงไทยสบายอารมณ์ - The Boxer
ยามใดฤทัยหม่น และอับจนเหลือล้นรำพัน ...



...

ปล.1 รู้สึกวงเดอะพีเพิ่ล นี่เป็นวงดูโอนะครับ มีคนหนึ่งคือ จำรัส เศวตาภรณ์ ส่วนอีกคนจำไม่ได้ว่าคือใคร
ปล.2 และนี่คือ Bridge Over Troubled Water ต้นฉบับ Simon & Garfunkel ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนผมไหม ฟังเพลงนี้แล้วมันรู้สึกจุกขึ้นมาถึงหน้าอก แล้วก็น้ำตาไหลทุกครั้งไป คลิปวิดีโอนำมาจากเว็บยูทูป เป็นภาพจากการแสดงฟรีคอนเสิร์ตที่เซนทรัลพาร์ค นิวยอร์ค ในปีค.ศ.1981 มีผู้เข้าชมมากกว่า 5 แสนคน งานนี้เป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาทะเลาะและแยกวงกันไปนานหลายปี และคอนเสิร์ตนี้ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงทั่วโลก มาจนถึงทุกวันนี้





ปล.3 เพลงตามคำขอ
คืนเศร้า - Homeward Bound



...

Wednesday, September 19, 2007

แมคอินทอช

...

ไม่ใช่บล็อกเกี่ยวกับแหม่มเบนโล และไม่ใช่บล็อกเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นะครับ แต่เป็นบล็อกเพลงเก่า (อีกแว้ววววว) เพลงของวงแมคอินทอช ผมว่าคนอายุ 30 up ถ้าได้เปิดฟังเพลงพวกนี้ คงจะมีน้ำตาปริ่มๆ เพราะนึกถึงคืนวันเก่าๆ เหมือนกับผมแน่นอน พักนี้เป็นอะไรไม่รู้ นอสตัลเจียมากมาย (พักนี้เวลาพูดว่ามาก ต้องเติมคำว่ามายตลอด ไม่รู้เป็นอะไร)


1. เธอ เธอ เธอ (***)
ได้ยินเพลงนี้แล้วนึกถึงภาพพี่ต้น วงศกร รัศมิทัต มือกลองของวงแมคอินทอช เขาตีกลองชุดไป ร้องเพลงนี้ไป เท่ค่อดๆ ผมเคยเจอพี่ต้นตัวเป็นๆ อยู่ทีนึง ตอนไปงานแต่งงานของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาแต่งแบบคริสต์ ที่โบสถ์ของโรงเรียนวัฒนาฯ ผมไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เขา ตอนยืนอยู่บนเวที เหลือบไปตรงหลังเวทีแบคสเตจ คนควบคุมเสียงประจำโบสถ์แห่งนี้ทำไมหน้าตาคุ้นจังเลยวะ มองไปนึกไปสักพัก เฮ้ย! นี่มันพี่ต้นแมคอินทอชนี่หว่า ตอนนี้เขามาทำงานรับใช้พระเจ้าแล้ว



2. ลมหายใจแห่งความคิดถึง (****)
เพลงนี้ทำให้นึกถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่คณะบัญชีจุฬาฯ คนหนึ่ง เวลาไปนั่งกินเหล้ากับเขาในร้านที่มีวงดนตรีเล่นสดทีไร เขาจะขอเพลงนี้ทุกครั้ง ตอนที่เมาๆ แล้วร่วมกันร้องท่อน หล่า หล่า หล่า ล้า ... หล่า หล่า หล่า ล้า ... แล้วได้อารมณ์มากๆ



3. ฝากลม (*****)
ฝาก-ลม นะครับ ไม่ใช่ ฝา-กลม เพลงนี้ผมว่าเป็นเพลงที่เพราะที่สุดของแมคอินทอชแล้ว มันอยู่ในชุด วันนี้ยังมีเธอ เป็นชุดที่ออกต่อจากชุด วันวานยังหวานอยู่ ฟังแล้วนึกถึงตอนย้ายบ้านใหม่ เป็นตึกแถวห้าชั้น บนถนนพิชัย บ้านเราเปิดเป็นร้านขายของชำขนาดใหญ่ จัดร้านเหมือนกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในทุกวันนี้เลย เพียงแต่ไม่ได้ติดแอร์ จำได้ว่าที่ร้านขายดีมาก เพราะตอนนั้นยังไม่มีร้านเซเว่นฯ และยังไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตแพร่หลายแบบทุกวันนี้ ผมอายุประมาณ 10 กว่าขวบ ก็ช่วยพ่อแม่เฝ้าร้านทุกวัน



4. เพื่อนร่วมทาง (***)
เพลงนี้ก็ดังสุดๆ มันถูกนำไปใช้ในโฆษณารถมอเตอร์ไซค์ด้วย เท่าที่จำได้ แต่ไม่แน่ใจนัก มันคือมอเตอร์ไซค์ Yamaha Mate เป็นมอเตอร์ไซค์ที่โครงสร้างหลักๆ เหมือนมอเตอร์ไซค์ผู้หญิง แตกต่างเพียงแค่ไม่มีกระบังลมด้านหน้าเท่านั้น พี่ชายผมที่ไปเรียนหมอที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็มีแบบนี้คันหนึ่ง สมัยนั้นถือว่าเท่สุดๆ ประมาณราวๆ ฟีโน่ในตอนนี้เลยมั้ง



...

สีสันกับป้าโด

...

หลังจากที่ไปสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ http://www.imeem.com ซึ่งเป็นเว็บให้บริการแชร์ไฟล์เพลง ตอนนี้เลยรู้สึกเห่อเหมือนกับเด็กเพิ่งได้ของเล่นใหม่ กลับไปค้นไฟล์เพลง mp3 เก่าๆ ที่เคยโหลดเก็บไว้นานหลายปีแล้ว เอามาฟังอีกรอบ แล้วก็เพิ่งจะมาตระหนักตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วตัวผมเองสมัยยังเป็นวัยรุ่น ก็เป็นนักฟังเพลงเหมือนกันนะ ผมเคยติดตามฟังเพลงเจ๋งๆ ทั้งของไทยและของต่างประเทศเยอะเลยทีเดียว เพียงแต่ช่วงหลังๆ ตั้งแต่เรียนจบมานี้ เรื่องเพลงก็ค่อยๆ หลุดไปจากความสนใจ จนตอนนี้ตามกระแสไม่ทันอีกต่อไป น้องบุ๊ยเบอร์รี่เป็นน้องที่ออฟฟิศคนหนึ่ง ก็เคยถามว่าทำไมพี่อ๋องไม่ติดตามฟังเพลงใหม่ๆ เลยเหรอ เพราะเขามักจะได้ยินผมเปิดแต่เพลงเก่าๆ ที่เคยฮิตเมื่อสมัย 10 กว่าปีก่อน ฟังวนไปวนมา ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ตามปกติแล้วผมเป็นคนติดตามเรื่องหนังมากกว่า หนังใหม่ หนังดี หนังกระแส หนังอินดี้ นี่ผมค่อนข้างจะรู้จักหมด ในขณะที่เพลงของนักร้องใหม่ๆ อย่างบียอนเซ่ โคลด์เพลย์ แมนิคสตรีทพรีชเชอร์ นี่ผมแทบไม่รู้จักเลย เพราะผมคิดว่าการที่เราต้องตามติดป๊อปคัลเจอร์ทุกด้าน ทั้งหนัง ทั้งเพลง ทั้งหนังสือ ทั้งทีวี ไปพร้อมกันหมด ถือเป็นเรื่องที่เปลืองพลังงานมาก ผมเลยเลือกตามแต่เรื่องหนังอย่างเดียวเป็นหลัก ส่วนเรื่องเพลงก็เลยเอาแต่ฟังเพลงเก่าๆ ไป

กลับมาที่เรื่องการฟังเพลงสมัยเป็นวัยรุ่นกันต่อครับ สมัยนั้นจำได้ว่าผมติดตามกระแสเพลงเจ๋งๆ จากการอ่านนิตยสาร "สีสัน" ของน้าทิวา สาระจูฑะ สีสันถือเป็นนิตยสารที่ผมซื้อติดต่อกันยาวนานมาก ตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเรื่อยมาจนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย ประมาณว่าเวลาเดินผ่านร้านแผงหนังสือหน้าปากซอย ก็จะชะเง้อดูว่าเล่มใหม่ออกหรือยัง พอซื้อมาแล้วก็จะรีบเปิดอ่านเซกชั่นวิจารณ์เพลง เขาก็จะมีคอลัมนิสต์หลายคนมา อย่างพวกขุนทอง อสุนี วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ปณิธาน ฯลฯ มาเขียนถึงอัลบั้มเพลงที่น่าสนใจ เล่มหนึ่งก็เขียนถึงสักประมาณ 7-8 ชุด ทั้งไทยทั้งฝรั่งคละแนวหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพลงฝรั่ง มีเขียนถึงอัลบั้มเพลงไทยบ้าง แต่ต้องเป็นอัลบั้มเพลงไทยแบบที่อินดี้ๆ หน่อย (จริงๆ แล้วสมัยนั้นเรายังไม่ฮิตคำว่า "อินดี้" กันเลยครับ และคำว่า "อัลเตอร์" ก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ) จำพวก วงเฮฟวี่มด ดิโอฬารโปรเจคท์ TKO ดอนผีบิน ปฐมพร วงตาวัน เพลงของค่ายเบเกอรี่ และพวกเพลงเพื่อชีวิตที่ตอนนั้นฮิตกันมาก เพลงไทยที่เขาเขียนถึงไม่ค่อยมาจากค่ายเพลงใหญ่พวกแกรมมี่ อาร์เอส นิธิทัศน์ เพราะสมัยนั้น นักฟังเพลงส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเอือมระอากับค่ายเพลงพวกนี้ ที่ทำเพลงกันออกมาคุณภาพต่ำ เนื้อหาวนเวียน ภาคดนตรีก็ซ้ำซาก และส่วนใหญ่ก็เอาพวกดารา นางแบบ มาปั้นให้เป็นนักร้องแล้วขาย แถมยังอัดโฆษณาและรายการมิวสิควิดีโอกันกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนช่อง 9 อ.ส.ม.ท. สมัยนั้นถูกเหน็บแนมว่าย่อมาจาก องค์การส่งเสริมมิวสิควิดีโอแห่งประเทศไทย โดยส่วนตัวผม ผมคิดว่าสมัยนั้นวงการเพลงไทยตกต่ำจริงๆ และรู้สึกเหมือนไม่มีทางเลือกให้เลย ก็ได้นิตยสารสีสันนี่แหละ ที่ช่วยเปิดหูเปิดตา

(แต่ทุกวันนี้ พวกศิลปินเพลงยุคนั้นกลับมาจัดคอนเสิร์ตใหญ่โต และมีคนแห่กันไปดูอย่างล้นหลาม ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เพราะคุณภาพของเพลงที่ดีจนถึงขึ้นกลายเป็นของคลาสสิคหรอกครับ แต่เหตุที่คนแห่กันไปนั้นก็เพราะความรู้สึกแบบนอสตัลเจียมากกว่า คือเมื่อฟังเพลงเหล่านั้นแล้วทำให้เราย้อนคิดไปถึงคืนวันเก่าๆ ซึ่งเรามีความสุขมากกว่าในปัจจุบัน สมัยนั้นจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าคนรุ่นเราฟังเพลงของ สามารถ พยัคฆ์อรุณ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มาช่า วัฒนพานิช ฯลฯ ด้วยความรู้สึกเซ็งและถูกยัดเยียดมากกว่าครับ)

หลังจากอ่านบทความวิจารณ์เพลงในสีสันเสร็จ ผมก็จะจำชื่ออัลบั้มและศิลปินเอาไว้ แล้วก็ไปหาซื้อมาฟังตามนั้น แต่สมัยนั้น อัลบั้มเพลงพวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อหรือหาฟังกันได้ง่ายๆ นะครับ ตอนนั้นไม่มี Bit Torrent ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มี mp3 และแถมยังไม่มีแม้กระทั่งแผ่นซีดีด้วยซ้ำไป ทางเดียวที่จะได้ฟังเพลงพวกนี้คือจากเทปคาสเส็ทท์ ซึ่งไม่ได้มีวางขายตามแผงเทปทั่วไป แผงเทปทั่วไปตอนนั้นก็วางขายแต่เพลงของค่ายใหญ่ๆ เทปเพลงที่เจ๋งๆ เหล่านี้ วางขายอยู่ที่ร้านเฉพาะบางร้านเท่านั้น เราต้องใช้เวลาเดินหาแหล่งเทปพวกนี้อยู่นานนะครับ กว่าจะเจอ อย่างเช่นร้านน้องท่าพระจันทร์ ร้านชื่ออะไรสักอย่างจำไม่ได้ อยู่แถวสามย่าน และก็มีอีกร้านหนึ่งซึ่งผมไปอุดหนุนบ่อยที่สุด คือร้านโดเรมี สยามสแควร์ สมัยนั้นร้านโดเรมี ไม่ได้ตั้งอยู่ตรงริมถนนใหญ่ ตรงตีนสะพานลอยรถไฟฟ้าอย่างในตอนนี้นะ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอยเล็กๆ ใกล้กับโรงแรมโนโวเทล ร้านเขาเล็กมากขนาดที่ถ้าคุณเดินไปแถวนั้นแล้วไม่สังเกต คุณก็จะเดินผ่านหน้าร้านเขาไปเฉยๆ เลย แต่ภายในร้านเล็กๆ แบบนี้ กลับมีคลังเทปเพลงเจ๋งๆ อยู่เยอะมาก เยอะขนาดที่คุณอยากได้เทปชุดไหน ก็ไปบอกเจ้าของร้าน เขาก็จะเดินเข้าไปค้นกุกกักๆ อยู่หลังร้านสักพัก แล้วก็หยิบมาขายให้เราได้ เจ้าของร้านนี่ผมเพิ่งมารู้ภายหลัง ว่าแกชื่อว่า "ป้าโด"

เทปที่ขายในร้านป้าโดสมัยนั้น มี 2 ประเภท คือเทปลิขสิทธิ์กับเทปพีค็อก "เทปพีค็อก" ก็คือเทปผีสมัยนี้นี่แหละ แต่เราเรียกมันว่าเทปพีค็อก เพราะว่ามันมีตรานกแก้วพีค็อกติดอยู่บนตัวเทป ตัวม้วนเทปและกล่องเป็นพลาสติกใสแจ๋ว มีปกเทปสวยงาม แต่ตัวปกจะไม่มีพับหลายๆ ทบ และไม่มีพิมพ์เนื้อร้องให้ ราคาเทปลิขสิทธิ์เพลงฝรั่งสมัยก่อนตกม้วนละ 60-70 บาท ในขณะที่เทปพีค็อกราคา 20-30 บาท คุณภาพของเสียงจากเทปทั้งสองประเภทนี้ใกล้เคียงกันมาก อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการอัดเสียงสมัยก่อน และเครื่องเล่นเทปคาสเส็ทท์ที่ใช้ตามบ้านทั่วไป ไม่สามารถแยกแยะเสียงได้ชัดเจนมากนัก ดังนั้นการซื้อเทปคาสเส็ทท์แบบอะนาล็อก ไม่ว่าจะลิขสิทธิ์หรือผี ก็ให้คุณภาพเสียงไม่ต่างกันในหูคนฟังระดับธรรมดาอย่างผม แต่มาถึงทุกวันนี้ ร้านป้าแกคงขายแต่แผ่นซีดีแล้ว และก็คงเหลือแต่แผ่นซีดีลิขสิทธิ์ล้วนๆ

สมัยนั้นผมแวะร้านป้าโดแทบจะทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะเป็นวันที่ต้องไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาแถวสยามสแควร์อยู่แล้ว พอเรียนเสร็จก่อนขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ก็แวะร้านป้าแกสักแว้บ ถามถึงเทปชุดที่ได้อ่านวิจารณ์มาจากหนังสือสีสัน เทปที่ผมไปซื้อจากร้านป้าโดสมัยก่อน ก็คละๆ กันไป ทั้งไทยและเทศ ทั้งผีและลิขสิทธิ์ ตอนนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ฟังเพลงเยอะจริงๆ หลังจากนั้นมาอีกหลายปี วงการเพลงไทยและคนฟังเพลง จึงสามารถหลุดออกจากการครอบงำของค่ายเทปยักษ์ใหญ่ได้ เกิดเป็นกระแสเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟ นักร้องนักดนตรีหน้าใหม่ผุดขึ้นจำนวนมาก มีงานเทศกาลบันเทิงคดี ค่ายเทปเล็กๆ อย่างเบเกอรี่มิวสิคได้รับความนิยม ดารานางแบบเริ่มหายออกไปจากวงการเพลง คนทำงานเบื้องหลังค่อยๆ ออกมาสู่เบื้องหน้า ตอนนั้นผมยังคงติดตามฟังเพลงอยู่ต่อมาอีกสักระยะ จำได้ว่ายังได้ไปนั่งดู มาโนช พุฒตาล แสดงสดในงานเทศกาลบันเทิงคดี ที่เขาจัดกันที่ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่นเลย ปีนั้นพ.ศ.อะไรจำไม่ได้นะครับ ประมาณ 2537-2538 นี่แหละ ผมคิดว่านั่นคือคนรุ่น "พี่ชายของเด็กแนว" คือก่อนที่เราจะมีคำว่าอินดี้ ก่อนที่เราจะมีเด็กแนว ก่อนที่เราจะมีอะเดย์ ก่อนที่เราจะมีแฟตเรดิโอ เราเคยมีนิตยสารสีสัน ร้านป้าโด เพลงอัลเทอร์ฯ และเทศกาลบันเทิงคดี มาก่อน และผมเป็นคนที่อยู่ในรุ่นนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทำงาน ก็ค่อยๆ ห่างออกจากกระแสเพลงไปเรื่อย ร้านป้าโดก็ไม่ค่อยได้ไปแล้ว เพราะมีร้านเทปทาวเวอร์เรคคอร์ดส เข้ามาเปิดในเมืองไทย ที่ชั้นบนเวิลด์เทรดเซนเตอร์ หลังๆ เลยชอบไปเดินเล่นเตร็ดเตร่ในทาวเวอร์เรคคอร์ดสมากกว่า มีเพลงให้เลือกหลากหลายกว่า แถมยังเปิดทดลองฟังได้ด้วย และช่วงนั้นแผ่นซีดีก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น พื้นที่ในร้านทาวเวอร์เรคคอร์ดสส่วนใหญ่วางขายแต่แผ่นซีดีทั้งนั้น เหลือส่วนขายเทปเล็กนิดเดียว ซีดีสมัยนั้นยังแพงมากจนซื้อไม่ไหว ถ้าเป็นเพลงฝรั่งขายแผ่นละ 450 บาทขึ้นไป เพลงไทยขายประมาณ 300 บาท แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็ค่อยเกิดกระแส mp3 ขึ้นมา โดยมีจุดเริ่มต้นที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า และนั่นก็คือจุดสิ้นสุดการติดตามฟังเพลง การซื้อนิตยสารสีสัน และการซื้อเทปหรือแผ่นซีดีของผม ในปัจจุบัน ผมก็เอาแต่ซื้อแผ่น mp3 หรือไม่ก็ดาวน์โหลดเพลงที่ชอบจากอินเตอร์เน็ต มาเปิดฟังแบบวนๆ เท่านั้น

เทปที่ซื้อมาจากร้านป้าโดเหล่านั้นก็ทิ้งไปหมดแล้ว เพราะเทปมันยืดด้วย และเพราะผมย้ายบ้านด้วย เลยไม่ได้เก็บสะสมเอาไว้ เหลือไว้แต่ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับเพลงที่เคยฟังสมัยวัยรุ่น และนี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของบทเพลงที่ผมฟังในตอนเป็นวัยรุ่น ถ้าคุณอยากฟังเพลงไหน กดปุ่ม Play เลยครับ


1. The Mission UK - Butterfly On A Wheel
วงนี้เป็นแนวไซคีเดลิกร็อค มันแปลว่าอะไรไม่รู้นะ แต่เขาเขียนไว้ในหนังสือสีสันน่ะครับ เพลงนี้เป็นเพลงรองสุดท้ายในหน้าบี ของอัลบั้มชุดอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เพราะทั้งชุด ในชุดนั้นผมชอบเพลงนี้ที่สุด



2. Acoustic Alchemy - Same Road, Same Reason
วงนี้เป็นวงดูโอ มือกีตาร์ 2 คน เล่นเพลงบรรเลงทั้งชุด เพราะโคตรๆ ทั้งชุดเช่นกัน เหมาะสำหรับเปิดฟังระหว่างการอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์



3. Chris Rea - September Blue
เชื่อไหมว่าผมไม่เคยเห็นหน้านักร้องคนนี้เลย แต่เสียงเขาทุ้มนุ่ม และเพลงสะอาดสดใสเหลือเกิน




...

ปล.1 ไม่แน่ใจว่าร้านป้าโดที่ตรงตีนสะพานลอยรถไฟฟ้าสยามสแควร์ยังอยู่หรือเปล่า ได้ยินแว่วๆ ว่าแกย้ายไปแล้ว ไปเดินสยามครั้งล่าสุดก็ไม่ได้สังเกต ใครพอจะรู้ช่วยยืนยันข่าวด้วยครับ
ปล.2 เมื่อหลายเดือนก่อนไปดูหนังรอบค่ำกับน้องยุ้ย พอหนังเลิกออกมาตอนสักสี่ทุ่มกว่า ก็ไปยืนรอรถเมล์หน้าโรงหนังสยาม เจอป้าโดยืนรอรถเมล์อยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าไปทักแกหรอกนะ
ปล.3 ได้ยินมาว่าป้าโดดุมาก มีพวกรายการทีวีหรือพวกนิตยสารจะไปขอสัมภาษณ์แก แกไล่ออกจากร้านทุกราย
ปล.4 ได้ยินมาว่าป้าโดมีพี่น้องฝาแฝดอีกคนนึง เปิดร้านขายเทปเหมือนกัน แต่เน้นขายเทปแนวเฮฟวี่ร็อค อยู่ตรงชั้น M พันธุ์ทิพย์พลาซ่า อันนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
ปล.5 นานมาแล้วเคยไปสัมภาษณ์น้าทิวา ที่ออฟฟิศนิตยสารสีสัน เป็นตึกแถวเก่าๆ เล็กๆ โทรมๆ ข้างในรกมาก และเหม็นกลิ่นขี้หนูอย่างแรง ตอนนั้นทึ่งเหมือนกัน ว่าที่นี่หรือคือจุดกำเนิดไลฟ์สไตล์การฟังเพลงในสมัยวัยรุ่นของเรา

...

Monday, September 17, 2007

ตู้เพลง (Acoustic Version)

...

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แทบไม่มีเวลาขยับตัวไปไหนเลย ต้องนั่งหน้าจอคอมพ์ปั่นจ๊อบส่งติดต่อกันยาวเหยียดเป็นหางว่าว น่าเบื่อสุดๆ เลยนั่งเปิดเพลงฟังคลอไประหว่างทำงาน และนี่คือส่วนหนึ่งของลิสต์เพลงที่เซฟไว้ในฮาร์ดดิสค์ หลายปีก่อนผมไปดาวน์โหลดมาด้วยโปรแกรม iMesh มันเป็นโปรแกรมแชร์ไฟล์แบบ Peer to Peer ที่ไม่รู้ว่ายังมีคนใช้งานกันอยู่อีกหรือเปล่า เพราะผมเองก็ลบโปรแกรมนี้ทิ้งไปนานแล้ว เหลือไว้แต่ไฟล์เพลงจำนวนมหาศาล นานๆ ก็เปิดขึ้นมาฟังที เพราะดีเหมือนกัน วันนี้คัดเลือกมาเฉพาะเพลงแบบ Acoustic Version ที่ร้องและเล่นโดยศิลปินต้นฉบับ คาดว่าคงจะหาฟังยาก เลยอัพโหลดไปใส่ในเว็บ www.imeem.com แล้วรวบรวมลิงค์มาไว้ในบล็อกนี้ซะ คุณอยากฟังเพลงไหนก็กดปุ่ม play แล้วเดินไปเข้ากินน้ำ ปัสสาวะ สัก 5-10 นาที เพื่อรอให้มันโหลดมาครบเพลง พอกลับมาอีกทีก็เสียบหูฟัง ปรับวอลุ่มดังๆ แล้วกด play อีกครั้ง ก็สามารถดื่มด่ำกับบทเพลงอันแสนไพเราะได้เลย



1. Through the barricades เวอร์ชั่นอคูสติก โดย Spandau Ballet (Duration: 5:40)




2. One of us เวอร์ชั่นอคูสติก โดย Joan Osborne (Duration: 4:35)
ผมชอบเพลงนี้สุดๆ เนื้อหาเกี่ยวกับพระเจ้า มีเพลงนี้ไปโผล่แว้บๆ อยู่ในหนังเรื่อง Vanilla Sky ด้วย ฉากที่ทอม ครูส นอนอยู่บนเตียงคนไข้




3. Shattered Dreams เวอร์ชั่นอคูสติก เปียโน โดย Johnny Hates Jazz (Duration: 3:28)
เพลงเก่าที่ดังสุดๆ ตอนผมอยู่ม.4 เวอร์ชั่นดั้งเดิม ถูกก็อปปี้โดยพี่เบิร์ธ มาเป็นเพลง คืนนี้ไม่เหมือนคืนนั้น (หรือคืนนั้นไม่เหมือนคืนนี้ อะไรสักอย่างนี่แหละ)




4. What 's Up เวอร์ชั่นอคูสติก โดย 4 non blondes (Duration: 4:09)




5. Torn เวอร์ชั่นอคูสติก แสดงสดในรายการ MTV โดย Natalie Imbruglia (Duration: 3:11)
ผมว่าหน้าตาและทรงผมนาตาลี อิมบรูเกลีย ในมิวสิควิดีโอเพลงนี้ เหมือนนิโคล เทริโอ้ มากๆ




6. Angels เวอร์ชั่นอคูสติก โดย Robbie Williams (Duration: 4:23)
เพลงนี้ร้องได้อารมณ์สุดๆ ฟังแล้วน้ำตาจะไหล




...

Sunday, August 12, 2007

Greatest Love of All

...

เมื่อคืนบังเอิญเปิดไปเจอคลิปวิดีโอในเว็บหนึ่ง http://www.tik4u.com/video.php?id=1069 น้องผู้หญิงคนนี้ทั้งน่ารักและทั้งร้องเพลงเพราะ ชนะเลิศไปเลยน้อง เธอทำให้ผมได้หันมาตั้งใจฟังเพลง The Greatest Love of All ก็คราวนี้เอง หลังจากที่เคยฟังมานานมาแล้ว เมื่อ 10-20 ปีก่อน เป็นเวอร์ชั่นของ วิทนี่ย์ ฮูสตัน แต่งโดย ไมเคิล แมสเซอร์ และ ลินดา ครีด แต่ตอนนั้นก็ฟังแบบผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจกับเนื้อหาของเพลง พอสนใจฟังมันจริงๆ แล้วก็รู้สึกทึ่งกับคนแต่งเพลงนี้ ฉลาดมากและเนื้อหาของเพลงดีมาก

I believe the children are our are future
Teach them well and let them lead the way
Show them all the beauty they possess inside
Give them a sense of pride to make it easier
Let the children's laughter remind us how we used to be
Everybody searching for a hero
People need someone to look up to
I never found anyone who fulfill my needs
A lonely place to be
So I learned to depend on me
I decided long ago, never to walk in anyone's shadows
If I fail, if I succeed At least I'll live as I believe
No matter what they take from me
They can't take away my dignity
Because the greatest love of all
Is happening to me
I found the greatest love of all
Inside of me
The greatest love of all
Is easy to achieve
Learning to love yourself
It is the greatest love of all
And if by chance, that special place
That you've been dreaming of
Leads you to a lonely place
Find your strength in love

เพลงนี้พูดถึงความเป็นปัจเจกชนนิยม และบอกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความรักในตนเอง น่าตกใจกับเนื้อหาเหมือนกันนะครับ ความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักในตัวเอง นี่มันสะท้อนให้เห็นแนวความคิดแบบตะวันตกและแบบอเมริกันชนชัดเจนสุดๆ ประมาณว่าดิฉันเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีใครเป็นฮีโร่และไม่เคยอยู่ใต้การครอบงำของใคร ฉันจะสุขหรือทุกข์ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวฉันเอง และในที่สุดแล้ว ดิฉันพบว่าชีวิตแบบนี้นำไปสู่ความดีงามและมีความสุขที่สุด เนื้อเพลงนี่ก็ชนะเลิศไปเลยเช่นกัน

ฟังเพลงนี้แล้วทำให้ผมคิดว่า ความเป็นปัจเจกชนนิยมนี้คือความจริงแท้ของโลกหรือเปล่า เลยนึกเปรียบเทียบไปถึงเพลงไทยอีกเพลงหนึ่ง คือ "ของขวัญจากก้อนดิน" แต่งโดย นิติพงษ์ ห่อนาค ร้องโดยพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์

เราทุกคนก็เหมือนก้อนดินแค่ก้อนหนึ่ง
เปราะบาง ไร้ค่า ไร้ความหมาย
อ่อนแอเหมือนโคลน ไหลไปตามทางเรื่อยไป
เมื่อน้ำแห้งไป ก็แตกระแหง
มีพลังเพียงแค่แรงเดียวที่ยึดเรา
เหนี่ยวรั้งเราไว้ ให้กล้าแข็ง
รวมผู้คนมากมาย ให้ทรงพลังแข็งแรง
รวมเม็ดดินทุกเม็ด ให้เป็นแผ่นดิน
เราก็รู้ พ่อต้องเหนื่อยสักเพียงไหน
ต้องลำบากใจกายไม่เคยสิ้น
เพราะพ่อรู้ พ่อคือพลังแห่งแผ่นดิน
ให้เราพออยู่พอกินกันต่อไป
หากจะหาของขวัญ ให้พ่อสักกล่อง
เราทั้งผองจะพร้อมกันได้ไหม
บวกกันเป็นดินเดียว ให้พ่อได้สุขใจ
ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปอย่างที่เป็นมา
ช่วยกันทำความดี ให้พ่อได้สุขใจ
ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป อย่างที่แล้วมา

เพลงนี้พูดถึงอีกสุดขั้วหนึ่งของความคิด เป็นความคิดแบบคนไทย แบบทางตะวันออก เขาบอกว่ามนุษย์แต่ละคนนั้นอ่อนด้อย ไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะดำเนินชีวิตไปแบบไร้สาระ ไร้จุดหมาย เหมือนกับธุลีดิน เราต่างก็ล่องลอยเฉื่อยแฉะเหมือนกับเศษดินที่ลอยไปตามน้ำ พอน้ำไหลมาเราก็ไหลเละเทะตามไป ดังนั้น ความดีงามและความจริงแท้ของโลก คือการที่เรามาอยู่ร่วมกัน โดยต้องอาศัยพลังจากภายนอกตัวเรา พลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่า อันได้แก่สถาบันต่างๆ ในเพลงนี้ก็หมายถึงสถาบันกษัตริย์นั่นเอง ที่จะมาเชื่อมโยงเราทุกคนเอาไว้ เพื่อจะได้ร่วมกันทำอะไรที่ดีงามขึ้นมาได้ ฟังๆ ดูแล้วเพลงนี้ก็เพราะดี กินใจมาก สรุปคือความรักที่ยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกตัวเรา มาจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่า คนไทยเราชอบแต่งเพลงทำนองนี้ครับ เราพูดถึงแม่ พูดถึงพ่อ ความรักที่ยิ่งใหญ่มาจากแม่พ่อ ประมาณเพลง "อิ่มอุ่น" หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งเนื้อเพลงพวกนี้นี่ชนะเลิศเช่นกัน

ผมเลยสงสัยว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เราแต่ละคนนี่ มีความเจ๋ง ความดีงาม ความสามารถ อยู่ภายในตัวเราเอง หรือว่าเราต่างไร้สาระ ไร้คุณค่าภายใน เราแค่ต้องอาศัยพลังจากภายนอกตัวเราเท่านั้น พี่เบิร์ดของเราถูก หรือวิทนี่ย์ ฮุสตัน ถูกกันแน่? ถ้าจะตอบแบบง่ายๆ คือตอบกว่าก็ทางสายกลางไงล่ะ คือต้องเห็นคุณค่าของตัวเองด้วย และก็ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย ตอบแบบนี้ง่ายมากครับ

แต่ผมก็สงสัยอีกนั่นแหละ ว่าจุดตรงกลางของมันอยู่ตรงไหน? คนเราเก่งในตัวเองทุกคน หรือเราต้องรออื่นที่เก่งกว่ามาโปรดเรา
...

เกร็ดเพิ่มเติมเล็กน้อยจากเว็บวิกิพีเดีย เพลงนี้เวอร์ชั่นต้นฉบับร้องครั้งแรก ของ จอร์จ เบนสัน ตั้งแต่ปีค.ศ.1977 แต่ต้นฉบับไม่ค่อยดังเท่าไร วิทนี่ย์ ฮูสตัน เอามาร้องอีกครั้งแล้วดังกว่า ในปีค.ศ.1986

...

Monday, July 23, 2007

คำถามที่ต้องตอบ

...

หลายปีก่อน ผมอ่านเรื่องสั้นของวาณิช จรุงกิจอนันต์ เรื่องหนึ่ง ขอโทษที่จำชื่อเรื่องไม่ได้ มันรวมอยู่ในหนังสือ "ซอยเดียวกัน" เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนรถเมล์ตอนเช้าวันฝนตก ที่รถติดแบบไม่ขยับ และบนรถเมล์ก็ร้อนอบอ้าวเบียดเสียด เรื่องเล่าผ่านสายตาตัวเอกของเรื่อง ว่าเขาได้ยินใครสักคนบนรถเมล์ร้องเพลงลูกทุ่งขึ้นมา เนื้อเพลงพรรณนาถึงบรรยากาศท้องทุ่ง กลิ่นดิน กลิ่นฝน และความสุขสงบของชนบท เสียงเพลงนี้ช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ท่ามกลางโลกแห่งความจริงบนรถเมล์ที่ทุกคนต่างต้องทนทรมานราวกับกำลังอยู่ในนรก

เมื่อกี้ผมนั่งรถปอ.5 กลับมาจากพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ถึงเย็นวันนี้ฝนจะไม่ตก แต่รถก็ติดวินาศสันตะโรตามปกติของแถวนั้น ผู้โดยสารยืนเบียดกันมาตลอดทาง ตั้งแต่ประตูน้ำจนถึงศรีย่าน จึงจะค่อยมีเก้าอี้ว่างให้นั่งได้บ้าง พอหย่อนก้นลงได้สักพัก ก็เพิ่งสังเกตว่าคนขับรถเมล์เปิดวิทยุไว้ด้วย รายการวิทยุก็เปิดเพลงคำถามที่ต้องตอบ ของ อ็อฟ ปองศักดิ์ (จริงๆ ผมไม่รู้หรอกว่าชื่อเพลงอะไร แค่เคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อกี้เพิ่งจะถามชื่อเพลงและคนร้องจากน้อง)

... แต่ก่อนมีเธอใกล้ๆ สุขใจแค่ไหน แต่ก่อนรักกันยังไง เธอกับฉันพบกันที่ไหน ...

เพลงเพราะโคตรๆ ผมนั่งเอนหลังตากแอร์ แล้วหลับตาเคลิ้มๆ เหมือนกับจะหลับ แล้วรู้สึกว่าได้ยินเสียงใครสักคน กำลังร้องตามเพลงนี้อย่างได้อารมณ์

... ถ้าหากเค้าถามว่า รักเธอมากแค่ไหน คือสิ่งที่ฉันอยากตอบ วันที่เธอเลิกไปฉันไม่อยากจำ ...

ผมพยายามเงี่ยหูฟัง และมั่นใจจริงๆ ว่าไม่ใช่เสียงจากในวิทยุ แต่เป็นเสียงคนร้องจริงๆ เป็นเสียงของผู้หญิงครับ ใครสักคนที่นั่งอยู่เบาะถัดไปทางด้านท้ายรถ กำลังร้องคลอตามเพลงนี้แบบอินสุดๆ ความคิดแว่บแรก ผมอยากจะหันไปดูว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงได้กล้าหาญชาญชัย ร้องเพลงกลางรถปอ.5 ได้แบบนี้ แต่ความคิดอีกแว่บหนึ่ง ทำให้ผมไม่ได้หันไปมองเธอ เพราะกลัวว่าจะเป็นการขัดจังหวะ และทำให้เธออาย ผมอยากฟังเสียงเธอร้องต่อไป เธอร้องได้เพลงจริงๆ ผมยิ้ม และรู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุข ความตื้นตันมันวูบขึ้นมาจนเกือบจะน้ำตาไหล และนึกไปถึงเรื่องสั้นของวาณิช จรุงกิจอนันต์ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรก

ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยฟังเพลงอะไรที่ไพเราะแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่หกโมงครึ่งที่ขึ้นรถเมล์ กว่าจะกลับถึงบ้านตรงถนนกรุงเทพนนท์ฯ กินเวลาเกือบสองชั่วโมง ผมไม่เคยนั่งรถเมล์แล้วมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย

เรื่องนี้ประทับใจผมมากนะ และอาจจะเอาไปเขียนเป็นบทความสำหรับ GM ในเดือนหน้า

...

Tuesday, February 20, 2007

ชวนฟังเพลง Way Back into Love (Demo Version)

...

เพลงน่ารักมากๆๆๆๆๆๆ จากหนังเรื่อง Music and Lyrics ที่เพิ่งไปดูเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เวอร์ชั่นนี้เป็น Demo Version ร้องโดย ฮิวจ์ แกรนท์ และ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ ตัดออกมาจากฉากหนึ่งในหนัง ที่พระเอกกับนางเอกกำลังช่วยกันทำเพลงเดโม่ไปเสนอ มีเสียงพูดและเสียงหัวเราะประกอบอยู่ด้วย ผมชอบเสียงฮิวจ์ แกรนท์ เพราะมันทุ้มนุ่ม เหมือนเสียงของผมมาก ผมเลยร้องตามได้เหมื้อนเหมือน ถ้าในร้านคาราโอเกะไหนมีเพลงนี้ก็ดีเลย อยากจะเอาไปร้องโชว์มากๆ เพราะปกติผมร้องเพลงตามนักร้องทั่วไปไม่ได้ เพราะเสียงสูงกันเหลือเกินแต่ละคน

นี่คือเนื้อร้องครับ ร้องตามได้เลย ไม่ต้องเขิน

I've been living with a shadow overhead
I've been sleeping with a cloud above my bed
I've been lonely for so long
Trapped in the past, I just can't seem to move on

I've been hiding all my hopes and dreams away
Just in case I ever need em again someday
I've been setting aside time
To clear a little space in the corners of my mind

All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
Oh oh oh

I've been watching but the stars refuse to shine
I've been searching but I just don't see the signs
I know that it's out there
There's got to be something for my soul somewhere

I've been looking for someone to shed some light
Not just somebody just to get me throught the night
I could use some direction
And I'm open to your suggestions

All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart again
I guess I'm hoping you'll be there for me in the end

There are moments when I don't know if it's real
Or if anybody feels the way I feel
I need inspiration
Not just another negotiation

All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart to you
I'm hoping you'll show me what to do
And if you help me to start again
You know that I'll be there for you in the end





...

Thursday, July 27, 2006

El Ninyo

...

วันนี้พวกพลพรรคหื่นในห้องช่างภาพที่ออฟฟิศ โหลดไฟล์มิวสิควิดีโอเพลงใหม่ของ ทาทา ยัง El Ninyo มามุงดูกันเป็นที่ครื้นเครง มีน้องคนหนึ่งบอกว่า สาวน้อยมหัศจรรย์คนนั้นของเราหายไปไหน จริงของเขานะ ทาทาในมิวสิควิดีโอนี้มีดีกรีความเซ็กส์ซี่เพิ่มขึ้นกว่าชุดที่แล้วๆ มา นมเป็นนม สะโพกเป็นสะโพก ไม่เหลือคราบสาวน้อยกุ๊กกิ๊กสดใส สาวน้อยมหัศจรรย์แบบนั้นอีกเลย เพราะการตัดสินใจโกอินเตอร์ของเธอ รสนิยมเรื่องผู้หญิงของชาวตะวันตก คงจะแตกต่างจากรสนิยมของคนตะวันออกอยู่มาก ผู้หญิงที่สวยเซ็กส์ซี่ของตะวันตก จะต้องร้องและเต้นในชุดชั้นใน ร่างกายแข็งแรง แสดงให้เห็นลักษณะของเพศหญิงเต็มที่ นมโตๆ ต้นขาและสะโพกแน่นๆ ผิวคล้ำดูแข็งแรง เพราะได้ออกกำลังกายและได้เจอแสงแดด การแอคติ้งก็จะต้องให้ดู slut สุดๆ คือเป็นผู้หญิงที่สนุกสนานกับความแรด และดีใจกับความหื่นกระหายในเรื่องเพศของตนเอง ดูเป็นฝ่ายกระทำ active ในกิจกรรมทางเพศ เปรียบเทียบกับนักร้องผู้หญิงในบ้านเรา ขอเลือกมาเฉพาะพวกที่ขายความเซ็กส์ซี่เท่านั้นนะครับ เพื่อจะได้เปรียบเทียบความเซ็กส์ซี่ให้ชัดๆ อย่างเกิลรี่เบอร์รี่ และโฟร์มด จะเห็นได้ชัดเจน ว่าความเซ็กส์ซี่สำหรับคนไทย คือความ "น่ารัก" ผู้หญิงจะต้องมีความเป็นเด็ก อายุน้อย แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น ผ่านร่างกายที่ลดความอ้วนจนผอมโซไร้เรี่ยวแรง ดูไร้ความสามารถในการร้องเพลง และเต้นด้วยท่าทางง่ายๆ ปวกเปียก หยำแหยะ ยิ่งพวกเธอดูอ่อนแอ อ่อนด้อยเท่าไร ก็จะยิ่งได้รับความนิยมจากคนไทยมากขึ้น ส่วนนักร้องสาวที่ขายความเซ็กส์ซี่คนอื่น ที่ดูแข็งแรงและเป็นสาวกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ก็อปปี้บุคลิกนักร้องผู้หญิงจากต่างประเทศมา ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก การร้องการเต้น และส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยม หรือถูกพูดถึงมากนัก พอออกเทปมาสักพัก หมดกระแสโปรโมทก็เงียบหายไป อย่างเช่น แคทลียา อิงลิช เป็นต้น คนไทยเราอาจจะรับไม่ได้กับน้องร้องผู้หญิงที่โตเป็นสาว และแข็งแรงล่ำสัน รสนิยมต่อผู้หญิงเซ็กส์ซี่ของคนตะวันตกกับตะวันออกมันแตกต่างกันจริงๆ นะครับ ดูเอาจากหนังโป๊ที่เราดูๆ กันอยู่ก็ได้ เราในที่นี้ หมายถึงพวกพลพรรคหื่นในห้องช่างภาพ ที่ออฟฟิศน่ะครับ เขาชอบโหลดหนังโป๊สารพัดมามุงดูกันเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ หนังโป๊ของฝรั่ง ผู้หญิงจะนมโตผิดมนุษย์ และแสดงสีหน้าท่าทาง ว่ากำลังมีความสุขกับกิจกรรมทางเพศนั้นอย่างสุดๆ ไปจนถึงขั้นว่าเธอเป็นฝ่ายลงมือปฏิบัติเอง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจทางเพศให้กับตนเอง เทียบกับหนังโป๊ญี่ปุ่น ผู้หญิงจะนมโตหรือไม่โตนี่ผมว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่อยากจะให้สังเกต คือผู้หญิงในหนังญี่ปุ่นมักจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ สีหน้าท่าทางดูเหมือนว่าเธอพยายามขัดขืน ไม่สบายตัว ไปจนถึงขั้นว่าเธอกำลังเจ็บปวด ผมนึกสงสัยว่าถ้าทาทา ยัง ไม่ได้เริ่มต้นโกอินเตอร์ไปตั้งแต่เมื่อสี่ห้าปีก่อน ถ้าเธอยังอยู่ในตลาดเมืองไทย ตอนนี้เธอจะออกเทปเพลงแนวไหน แต่งตัวอย่างไร และเต้นอย่างไร ผมแน่ใจว่าเธอคงจะไม่ต้องไปผ่าตัดเสริมนมให้โตแบบนี้ แต่เธอต้องทาโลชั่นกันแดดให้ผิวขาวกว่านี้ และต้องไปเข้าคอร์สเร่งลดต้นขาและสะโพก ก่อนจะออกเทปแต่ละชุด เธอจะไม่ได้ร้องเพลง El Ninyo ว่าเธอมีความสนุกสนานกับความแรดของตัวเองแค่ไหน เธอจะ Passive กว่านี้ และจะดูอ่อนแอกว่านี้

...