Showing posts with label การงาน. Show all posts
Showing posts with label การงาน. Show all posts

Thursday, March 22, 2007

ความจริงแท้ของชีวิต 3

...

สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นความจริงแท้ของชีวิต เคร่งเครียดแบบเอาเป็นเอาตายกับมัน ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา เมื่อจู่ๆ มันสูญสลายหายไปภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ผมกลับพบว่า โลกก็ยังไม่เห็นว่าจะแตกดับ ชีวิตก็ยังสามารถดำเนินต่อไป ตัวของผม คนที่ผมรัก คนที่รักผม ทุกคนล้วนยังคงอยู่เหมือนเดิม


...

Monday, February 12, 2007

ขอขอบคุณ...

...

หลายอาทิตย์ก่อน ผมดูทีวีช่อง 9 ตอนเที่ยงวันอาทิตย์ เขาเอารายการ Mega Clever มารีรันฉายซ้ำอีกครั้ง รายการในวันนั้นเขามีคำถามว่า เครื่องดนตรีชนิดใดที่สามารถทำให้เปลวไฟบนเทียนไขดับได้ มีตัวเลือก 3 ข้อ ได้แก่ 1.แซกโซโฟน 2.เบส และ 3.กลอง (เฉลยคำตอบของคำถามข้อนี้เลยก็แล้วกัน เพราะมันไม่ใช่ประเด็นหลักของบล้อกเรื่องนี้ คำตอบคือกลอง เพราะลมจากด้านหลังของกลองจะพุ่งออกเป็นลำ มาถึงเปลวไฟบนเทียนได้ เครื่องดนตรีอื่นไม่มีลมพุ่งออกมาแบบนี้) ก่อนจะให้ผู้แข่งขันตอบคำถามนี้ เขาก็มีโชว์ชุดพิเศษ เป็นการแสดงดนตรีสดโดยใช้เครื่องดนตรีทั้งสามชิ้นนี้ มีด็อกเตอร์โบนนิ่ง พิธีกรประจำรายการนี้ มาเป่าแซกโซโฟน ร่วมกับเพื่อนร่วมวงอีก 2 คน ที่เล่นเบสและกลอง วงของพวกเขาบรรเลงเพลงแจ๊สที่ฟังสนุกสนานคึกคัก ไม่น่าเชื่อว่าดร.โบนนิ่งจะเป่าแซกโซโฟนได้เก่งมาก โชว์นี้มีเขาโดดเด่นที่สุดบนเวที โดยมีเสียงเบสและกลองคอยหนุนหลังและกำหนดจังหวะ

พอเพลงจบลง คนดูในห้องส่งก็ปรบมือกันดังลั่น กล้องทุกตัวเคลื่อนเข้าไปจับที่หน้าของดร.โบนนิ่ง ที่กำลังยิ้มแก้มปริ เขาโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วในอึดใจต่อมา ดร.โบนนิ่งผายมือของเขาออกไปทางคนเล่นเบสและคนเล่นกลอง เพื่อแสดงการให้เกียรติ กล้องเคลื่อนตามมือของเขาไปจับที่หน้าของคนเล่นเบสและกลอง เสียงปรบมือดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง ดังกว่าตอนแรกที่ปรบให้ดร.โบนนิ่งคนเดียวเสียอีก นักดนตรีทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุข แล้วโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงปรบมือยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วทั้งสองก็ผายมือส่งกลับไปยังดร.โบนนิ่งอีกครั้ง กล้องเคลื่อนกลับมาที่ดร.โบนนิ่ง เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงปรบมือยาวนานขึ้น และดังมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกล้องเคลื่อนออกมาเป็นภาพมุมกว้าง เห็นนักดนตรีทั้งสามคน กำลังผายมือให้เกียรติกันและกัน สุดท้ายก็ตัดกลับไปสู่ช่วงการแข่งขันตอบปัญหาต่อไป

เมื่อเช้าวันนี้ ระหว่างที่ผมกำลังนั่งกินกาแฟและเตรียมไปอาบน้ำ ผมเปิดทีวีและกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ เผอิญเปิดไปเจอช่อง 7 เขามีรายการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัล Grammy ประจำปีนี้ ก็เลยนั่งดูเพลินๆ ไปเรื่อยๆ เห็นนักร้องที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง เดินขึ้นเวทีไปรับรางวัลต่างๆ พอแต่ละคนรับรางวัลเสร็จ ถ่ายร่งถ่ายรูปอะไรกันเรียบร้อย ตามประเพณีของงานแจกรางวัลแบบนี้ ก็ถึงช่วงเวลาที่เขาจะได้กล่าวอะไรสัก 2-3 นาที ผมสังเกตเห็นว่าพวกเขาแต่ละคน มักจะมีกระดาษแผ่นเล็กๆ ติดตัวขึ้นไปด้วย พวกเขาจะยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านรายชื่อบุคคลต่างๆ เพื่อกล่าวคำขอบคุณ บางคนก็ขอบคุณโปรดิวเซอร์ ขอบคุณคนแต่งเพลง ขอบคุณเพื่อนนักดนตรี บางคนก็ขอบคุณพ่อแม่พี่น้อง มีบางคนที่คงจะไม่ได้เตรียมตัวมา เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้รางวัลแน่ๆ แต่พอประกาศผลออกมาเป็นชื่อตัวเอง ก็เลยดีใจตื่นเต้นมากจนพูดอะไรไม่ถูก แล้วอีกสักแว้บต่อมา พอเขาตั้งสติได้ ก็เริ่มกล่าวขอบคุณคนโน้นคนนี้ รายชื่อบุคคลมากมายพร่างพรูออกมาจากหัวของเขา ในช่วงนาทีแห่งความภาคภูมิใจนั้น

ตอนผมยังเด็กๆ แล้วเปิดดูรายการถ่ายทอดงานประกาศรางวัลพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลแกรมมี่ เอ็มมี่ ออสการ์ หรือแม้กระทั่งรางวัลตุ๊กตาทองของไทยเรา ผมค่อนข้างจะเบื่อหน่ายกับช่วงการพูดของผู้ได้รับรางวัลพวกนี้จริงๆ เลย เพราะมันยืดยาว และทุกคนก็เหมือนกับจะพูดแค่เรื่องเดียวกัน คือเรื่องการขอบคุณ แถมรายชื่อขอบคุณพวกนี้มักจะเป็นคนที่ผมไม่รู้จัก เพราะไม่ใช่ดารา แต่เป็นคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังดาราเหล่านี้ ผมเลยสงสัยว่าทำไมต้องมานั่งฟังการขอบคุณอะไรที่ยืดยาวเสียเวลา สู้เอาเวลาไปใช้ในการแสดงโชว์จะดีกว่า หรือถ้ามีดาราคนไหนเอาเวลาช่วงนี้มาพูดประโยคคมๆ กินใจ ยังจะเข้าท่ากว่า แต่ในเช้าวันนี้ ตอนที่กำลังนั่งดูการประกาศรางวัลแกรมมี่ ผมเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว

เพราะผมได้เรียนรู้แล้ว ว่าความสำเร็จของคนเรา ไม่ได้เกิดจากตัวเราเพียงคนเดียว อย่างน้อยเราต้องมีเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งพ่อแม่พี่น้อง ที่คอยร่วมงานและคอยสนับสนุนอยู่ (อย่างน้อย ถึงแม้จะไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือตรงๆ แต่เขาก็ไม่ได้มาคอยขัดขวางกวนใจ) ดังนั้น ในห้วงยามที่คุณประสบความสำเร็จ ในนาทีที่คุณกำลังก้าวเท้าขึ้นไปรับรางวัลบนเวที คนทั้งโลกกำลังรักคุณ ชื่นชมคุณ และทุกคนกำลังรอฟังคำพูดจากปากของคุณ ผมสงสัยว่าคุณจะพูดอะไรในนาทีนั้น คุณคงไม่ใจจืดใจดำถึงขนาดที่จะใช้นาทีนั้น ไปกับการพูดอะไรหล่อๆ เพื่อตัวคุณเองคนเดียว ใช่ไหมล่ะ? เราทุกคนล้วนมีจิตสำนึกร่วมกันหมด ว่าเราจะคิดถึงผู้คนรอบๆ ตัว และอยากจะนำความสำเร็จนี้ไปแบ่งปันให้ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ใช่ไหมล่ะ? ในงานประกาศรางวัลพวกนี้ ความดีงามของมันจึงอยู่ที่การทำให้เราได้พบเห็นความยินดี เสียงปรบมือ ความสำเร็จ และการแสดงความให้เกียรติซึ่งกันและกัน

สำหรับผมแล้ว การทำงานเป็นนักเขียน และเขียนหนังสือพอคเกตบุคออกสู่ตลาดได้แต่ละเล่ม ก็มีความรู้สึกเหมือนกับการก้าวขึ้นไปบนเวทีประกาศรางวัลพวกนี้แหละ เวลาหนังสือออกมาที ก็มีความสุขและรู้สึกถึงความสำเร็จที ในหนังสือพอคเกตบุคของผมทุกเล่มที่ออกสู่ตลาดมา ตลอดระยะเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งมาสังเกตเห็น ว่าในคำนำของทุกเล่ม ผมจะใช้พื้นที่ 3-4 ย่อหน้าสุดท้าย ในการเขียนขอบคุณผู้คนรอบๆ ตัว ส่วนใหญ่ก็เป็นบรรณาธิการ เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท และปิดท้ายด้วยพ่อแม่พี่น้อง คุณรู้ไหม? ว่าความสุขและความสำเร็จในการเข็นหนังสือพอคเกตบุคออกสู่ตลาดได้แต่ละเล่มนั้น นอกจากจะอยู่ตรงตอนที่เห็นมันวางขายบนแผงหนังสือ แล้วเห็นคนหยิบมันขึ้นมาอ่านแล้ว ความสุขและความสำเร็จประการสำคัญสำหรับผม อยู่ตรงตอนที่กำลังเขียน 3-4 ย่อหน้าสุดท้ายของคำนำนี่เอง ตอนที่กำลังนึกรายชื่อคนที่ผมอยากเขียนขอบคุณเขา ผมนึกถึงใบหน้าของเขา เวลาได้มาเปิดอ่านเจอ แล้วผมก็เขียนขอบคุณไปอย่างมีความสุขที่สุด

ผมอยากรู้ว่า สำหรับคุณ ในห้วงยามที่คุณรู้สึกมีความสุขและประสบความสำเร็จ ในนาทีที่คุณกำลังก้าวขึ้นรับรางวัลอะไรสักอย่าง ในเวลานั้น คุณคิดจะกล่าวขอบคุณใครบ้างหรือเปล่า?

...

Tuesday, November 14, 2006

คำหล่อๆ

...

หลายวันที่ผ่านมา ผมต้องออกไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวติดๆ กัน จนแรงหมดเกลี้ยง กลับมาถึงบ้านก็นอนแผ่หมดสภาพ การสัมภาษณ์คนนี่บางคนอาจจะถือว่าเป็นงานที่ง่าย ผมก็คิดว่าในแง่หนึ่งมันเป็นงานที่ง่ายจริงๆ แต่สำหรับบางคนอาจจะถือว่ามันเป็นงานที่ยาก ซึ่งผมก็คิดว่าในอีกแง่หนึ่งมันก็ยากจริงๆ นั่นแหละ

ผมมองว่าการทำงานด้วยการสัมภาษณ์แหล่งข่าว แล้วเอาเนื้อหานั้นมาลงตีพิมพ์ มันง่ายเมื่อมองในแง่ที่เนื้อหาทั้งหมด ที่เราต้องการใช้นั้น มันจบสิ้น สำเร็จ ครบถ้วน จากในตัวการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ยิ่งถ้าเป็นการเขียนแบบ ถาม-ตอบ เนื้อหาที่ต้องใช้นั้นยิ่งครบถ้วนสมบูรณ์จากการสัมภาษณ์นั้นๆ แค่กลับมานั่งแกะเทป และเรียบเรียงคำพูดให้อ่านง่าย ไม่วกวน เลือกเอาคำหล่อๆ จากปากของแหล่งข่าวมาเน้นย้ำ (คำหล่อๆ บัญญัติโดยน้องคนหนึ่ง หมายถึงวลีหรือประโยคจากแหล่งข่าวคนดัง ที่ให้เราเอามาใช้เขียนงานได้แรงและดูดี) แค่นี้ก็เสร็จสมบูรณ์ในตัว เมื่อเทียบกับการทำงานเขียนชิ้นอื่นๆ ที่ต้องใช้วิธีรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง และต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์-สังเคราะห์ ก่อนจะลงมือเขียนออกมาเป็นเนื้อเรื่องยาวๆ ถ้ามองในแง่นี้ การทำงานสัมภาษณ์นั้นง่ายกว่าจริงๆ

แต่เมื่อลองมองอีกแง่หนึ่ง ถ้าการไปสัมภาษณ์ครั้งนั้นๆ แล้วไม่ได้เนื้อหาที่ดีพอกลับมา ไม่ได้คำหล่อๆ จากปากของแหล่งข่าวเลย หรือการพูดคุยวกวนไม่มีประเด็นน่าสนใจ หรือแหล่งข่าวบางคนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพูดคุยสัมภาษณ์กับเรา กรณีนี้เจอบ่อย เวลาที่ต้องไปสัมภาษณ์ดาราดังๆ ที่ส่วนใหญ่ชอบให้สัมภาษณ์แบบผ่านๆ ขอให้จบๆ ไป เพราะเขาอาจจะมองว่านักข่าวทุกคนเป็นนักข่าวสายบันเทิงเหมือนกันหมด แบบนี้หล่ะแย่แน่ๆ เพราะบทสัมภาษณ์ที่เสร็จสมบูรณ์ออกมา ก็จะไม่มีเนื้อหาชวนอ่าน และก็ไม่มีคำหล่อๆ มาให้เน้นตัวหนา เวลาเจอพวกดาราดังๆ ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับการให้สัมภาษณ์ ผมชอบใช้วิธีถามนำพาเข้าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ที่ดูลาดเลาว่าจะชักจูงให้เขาพูดเรื่องที่มีความขัดแย้งกันสูง อาจจะเรื่องสังคม การเมือง ปัญหาวัยรุ่น โน่นนี่นั่น ฯลฯ สักพักเขาจะหลุดคำหล่อๆ ออกมา ถ้าได้คำหล่อๆ สัก 2-3 วลีหรือประโยคจากคนพวกนี้ แค่นี้ผมก็โอเคแล้ว กลับมานั่งแกะเทป แล้วเขียนงานออกมาได้รอดตัว

คำหล่อๆ เปรียบเหมือนท่อนฮุคในเพลงป๊อป เป็นท่อนที่มีเมโลดี้เพราะที่สุด คำร้องลงตัวที่สุด ฟังแล้วสะดุดหูง่ายที่สุด และเป็นท่อนที่เมื่อเปิดขึ้นมาในผับ ทุกคนในร้านจะร้องตามได้หมด ส่วนท่อนอื่นๆ ในเพลง เอาไว้ฟังผ่านๆ จะฟังก็ได้ ไม่ฟังก็ได้ มีไว้เพื่อถ่วงเวลาทั้งเพลง ให้มีความยาวประมาณ 3-4 นาที ในระบบคิดของคนเราสมัยนี้ คงจะมีความสนใจกันแค่นี้จริงๆ ขนาดเพลงที่มีความยาวแค่ 3-4 นาที เรายังเลือกสนใจแค่ตรงท่อนฮุค ขนาดเนื้อหาในนิตยสารที่ยาวแค่ 1-2 หน้า เราก็เลือกสนใจแค่ตรงคำหล่อๆ คุณลองไปเปิดอ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร เปิดดูรายการทอล์คโชว์ในโทรทัศน์ แล้วคุณจะสังเกตเห็นเหมือนกันกับผม ว่ามันเป็นที่เอาไว้โชว์คำหล่อๆ เนื้อหาโดยรวมทั้งหมดนั้น จะดีหรือมีประโยชน์อะไรต่อเราแค่ไหน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ

...

Sunday, October 29, 2006

What I've Learned

...

1. คนสมัยนี้สมาธิสั้นลง และไม่ค่อยทนให้ความสนใจกับอะไรได้นานๆ
2. ระบบความคิดของผู้คน เปลี่ยนไปเป็นแบบรวบรัด เร่งรีบ ตัดทอน ตัดแบ่งเป็นห้วงๆ สรุปๆ ให้ง่าย สั้น กระชับ
3. เห็นได้ชัด จากศิลปะแขนงต่างๆ ในสมัยนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวบรัด ตัดทอน ไร้ความสละสลวย ทั้งหนัง เพลง วรรณกรรม ฯลฯ
4. ในวงการวรรณกรรม แม้ผู้เขียน ตั้งใจจะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ที่ต้องร้อยเรียงความคิดอย่างดี ก็จะถูกอ่านแบบข้ามๆ โดยผู้อ่านอยู่ดี
5. ไม่น่าแปลกใจที่วรรณกรรมไทยดีๆ ค่อยๆ มีจำนวนน้อยลง แม้กระทั่งหนังสือรวมเรื่องสั้น ก็มีน้อยเหลือเกิน เทียบกับหนังสืออื่นๆ บนแผง
6. การเขียนแบบใหม่ คือการเขียนแบบสั้นๆ แบ่งเป็นห้วงๆ หรือเป็นข้อ ได้ถือกำเนิดขึ้น และมาทดแทนการเขียนแบบเก่า
7. ในยุคที่ไม่มีใครสนใจหรือตั้งใจจะอ่านอะไร ผู้เขียนเองก็รู้ดี ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งใจเขียนอะไร ให้ยาว ให้สละสลวย ให้เรียงร้อยความคิด
8. การเขียนแบบใหม่นี้ ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เริ่มแพร่หลายจากวงการนิตยสาร
9. เช่น 10 เมืองที่ต้องไปเที่ยวให้ได้ก่อนตาย, 59 คำที่ผู้หญิงพูดหลังถึงจุดสุดยอด, 7 เคล็ดลับกระชับสะโพกและพุงเผละๆ , 100 หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน, ฯลฯ
10. คนทำนิตยสาร ไม่กล้าเรียกร้องความตั้งใจจากคนอ่าน เขาจึงต้องเขียนอะไรสั้นๆ ง่ายๆ แบ่งเป็นข้อๆ รวบรัด สรุปจบ
11. แม้กระทั่งเรื่องบทเรียนชีวิตทั้งชีวิต ของมนุษย์สักคน ยังถูกสรุปแบบรวบรัด ตัดทอน ให้กลายข้อๆ สั้นๆ ความยาวเนื้อหาทั้งหมดเพียง 2 หน้ากระดาษได้
12. การตัดแบ่งเป็นการเขียนออกเป็นห้วงๆ หรือข้อๆ ได้ทำลายรายละเอียด ความซับซ้อน ความต่อเนื่อง ของสาระที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ
13. คงเหลืออยู่แต่สาระที่ขาดวิ่นเป็นห้วงๆ
14. เปรียบได้กับระบบจำนวนในวิชาคณิตศาสตร์ ระบบจำนวนจริง (Real Number) สามารถครอบคลุมแนวความคิดเกี่ยวกับจำนวน และจำนวนตัวเลขชนิดต่างๆ ได้ทั้งหมด ทั้งตรรกยะ อตรรกยะ จำนวนนับ เศษส่วน ศูนย์ ติดลบ ฯลฯ
15. จำนวนนับ (Count Number) เป็นเพียงแค่ซับเซต (Sub-set) ที่เล็กนิดเดียว ในระบบจำนวนจริงที่กว้างใหญ่ จำนวนนับไม่สามารถแทนแนวความคิดเกี่ยวกับจำนวนได้ทั้งหมด
16. การเขียนเรื่องราวชีวิตของคน แบบเป็นข้อๆ ก็คือการตัดแบ่งเรื่องราวชีวิตเขาออกเป็นห้วงๆ เหมือนกับตัวเลขจำนวนนับ
17. บางคนเชื่อว่าการเขียนเรื่องราวชีวิตแบบเป็นห้วงๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงการตกผลึกของชีวิต
18. ผมว่าจริงๆ แล้ว มันแสดงให้เห็นว่าคนเราสมาธิสั้นลง และไม่ค่อยทนให้ความสนใจกับอะไรได้นานๆ มากกว่า
19. ทั้ง 18 ข้อข้างบนนั่น คือ What I've Learned สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานเขียน

...

Friday, August 25, 2006

Culture of Fear

...

กาลครั้งหนึ่งในประเทศสารขัณฑ์ มีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยพนักงานที่เกียจคร้าน อู้งาน วันๆ ไม่ยอมตั้งใจทำงาน บางคนเปิดโปรแกรม BitTorrent แล้วนั่งรอดาวน์โหลดไฟล์หนังทั้งเรื่อง หรือไม่ก็พวกเพลง mp3 บางคนเปิดเว็บทีวีสตรีมมิ่ง นั่งดูรายการทีวีไปเรื่อยๆ บางคนนั่งแชต MSN ทั้งวัน มีบางคน ถึงกับเอาแผ่นดีวีดีมาเปิดดูที่โต๊ะทำงานเลยด้วยซ้ำ พวกเขาใช้ชีวิตในที่ทำงานเช่นนี้เรื่อยมาหลายปี อยู่มาวันหนึ่ง มีพนักงานคนใหม่มานั่งทำงานอยู่ตรงมุมห้อง ในตำแหน่งช่างคอมพิวเตอร์ประจำออฟฟิศ เขาประกาศบอกทุกคนว่าจะมาช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง และเขาจะวางระบบคอมพ์ใหม่ให้ใช้งานกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้น พนักงานที่เกียจคร้านส่วนใหญ่ไม่มีใครสนใจฟังที่เขาบอก ทุกคนยังคงอู้งานและนั่งเล่นกันต่อไป โดยคาดหวังว่าจะไม่มีใครมายุ่มย่ามกับเครื่องคอมพ์ของตน หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องคอมพ์บางส่วนในออฟฟิศเกิดติดไวรัส และไวรัสแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ตามเครือข่าย LAN ภายใน พนักงานที่เกียจคร้านต่างร้องแรกแหกกระเชอ แตกตื่นกับภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาในเครื่องคอมพ์ของตน พวกเขาไม่ได้ห่วงว่าจะทำให้เครื่องเสียแล้วทำงานกันไม่ได้หรอก พวกเขาห่วงว่าตนเองจะเอาเครื่องคอมพ์ไปเล่นเหลวไหลไม่ได้ บางคนห่วงไฟล์ BitTorrent ที่โหลดค้างไว้ บางคนห่วงว่าจะไม่ได้ดูรายการทีวีประจำของตน บางคนห่วงว่าจะไม่ได้เจอหญิงสาวสุดสวยใน MSN อีกต่อไป จังหวะนี้เองที่พนักงานที่เกียจคร้านทั้งหลายหันไปหาพนักงานคนใหม่ ที่เป็นช่างคอมพิวเตอร์ เขาขอร้องให้ช่างคอมพ์มาซ่อมเครื่องของพวกเขาให้หน่อย ช่างคอมพ์นำแผ่นดิสก์ที่ภายในมีซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส ไปจัดการแก้ไขปัญหาให้กับทุกเครื่อง

พนักงานที่เกียจคร้านทุกคนดีใจที่เครื่องคอมพ์ของตนกลับมาดีเหมือนเดิม และยกย่องให้ช่างคอมพ์คนนี้เป็นวีรบุรุษของพวกเขา ถึงตอนนี้ ทุกคนใส่ใจและสนใจรับฟังทุกอย่างที่ช่างคอมพ์คนนี้จะบอกแล้ว ช่างคอมพ์จึงลุกขึ้นกลางห้องแล้วประกาศด้วยเสียงกึกก้อง ว่าไวรัสร้ายที่เพิ่งกำจัดไปได้นั้น แพร่มาทางอินเตอร์เน็ต คงมีพนักงานบางคนที่ไปดาวน์โหลดไฟล์อะไรมาลงเครื่อง แล้วทำให้เครื่องนั้นติดไวรัส แล้วไวรัสนั้นก็แพร่ตัวเองไปยังเครื่องอื่นๆ ผ่านทาง LAN ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นต่อไปนี้ เพื่อความปลอดภัยของเครื่องคอมพ์ทุกเครื่อง จำเป็นต้องฟอร์แมตเครื่องคอมพ์ทุกเครื่องใหม่หมด และเขาจะลงโปรแกรมเฉพาะที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น ขอให้พนักงานทุกคนเลิกใช้ BitTorrent เลิกเล่น MSN เลิกเอาแผ่นซีดีอื่นๆ มาเปิด และเลิกเข้าไปในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานอีกเลย พนักงานที่เกียจคร้านทั้งหลาย เชื่อฟังช่างคอมพ์ และปล่อยให้ช่างคอมพ์มาจัดการกับเครื่องของตนอย่างว่าง่าย เพราะว่ากลัวไวรัสที่น่ากลัวนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขา หลังจากนั้นมา พนักงานทุกคนก็ไม่ได้อู้งาน และเล่นอินเตอร์เน็ตในระหว่างเวลาทำงานอีกเลย แล้วทุกคนในบริษัทนั้น ทั้งเจ้าของบริษัท ทั้งพนักงาน และช่างคอมพ์คนนั้น ก็ทำงานกันไปอย่างนั้น โดยทุกคนคิดว่าจะมีความสุขไปตลอดกาลนาน

หลังจากนั้นมาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ ในประเทศสารขัณฑ์ก็เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง มีรถยนต์ขนระเบิด TNT ร้ายแรงมาวางไว้กลางเมือง ตรงเส้นทางการเดินทางของนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ตำรวจเข้ามาจัดการยับยั้งระเบิดนั้นได้ทันเวลา มันยังไม่ทันได้ระเบิด และนายกรัฐมนตรีก็ยังปลอดภัยดีอยู่ ก่อนหน้านี้มาเกือบปี ประเทศสารขัณฑ์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมมาตลอด เพราะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีถูกต่อต้านโดยประชาชนกลุ่มหนึ่ง โดยถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น และประพฤติตัวเหมือนเผด็จการ สถานการณ์นี้ลุกลามไปสู่การเดินขบวนประท้วง และเกิดเหตุร้ายๆ ขึ้นเนืองๆ จนท้ายที่สุด ประเทศแตกออกเป็นสองเสี่ยง ชาวสารขัณฑ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน และมาฆ่าแกงกันอย่างไร้ความปราณี ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีสถานภาพแย่ลงเรื่อยๆ และกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้กับนักการเมืองฝ่ายค้าน ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ร้าย การวางระเบิดครั้งนี้แหละ ทำให้ชาวสารขัณฑ์อกสั่นขวัญแขวน หนังสือพิมพ์ทุกเล่มนำข่าวนี้ไปพาดหน้าหนึ่งติดกันเป็นอาทิตย์ โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องเสนอข่าวเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ระเบิดนั้นร้ายแรงมาก มีความสามารถทำลายล้างทุกอย่างในรัศมี 1 กิโลเมตร ซึ่งหมายถึงคนที่ขับรถไปมาแถวนั้นทั้งหมด โรงเรียน โรงพยาบาล และบ้านเรือนประชาชนหลายร้อยครอบครัว

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลออกมาระบุว่ารัฐบาลเป็นผู้วางระเบิดเอง เพื่อจัดฉากให้ตัวเองดูน่าสงสาร และเพื่อแสดงให้เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลกำลังจะเข้าไปสู่จุดที่รุนแรงมากเกินไปแล้ว ฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาระบุว่าเป็นฝีมือของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั่นแหละ บ้าบอคอแตกกันไปใหญ่แล้วพวกนั้น ต่อมาก็นายตำรวจคนหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ออกทีวี ด้วยน้ำเสียงดังกังวาล ว่าต่อไปนี้ขอให้ประชาชนทุกคน ทุกฝ่าย ขอย้ำนะครับว่าทุกฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พันธมิตร จงหยุดความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และอย่าวิพากษ์วิจารณ์กรณีเหตุลอบวางระเบิดนี้ เพราะตำรวจกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วน ขอให้ทุกคนรอฟังผลการทำงานของตำรวจ และรอให้ศาลเป็นคนตัดสินเรื่องนี้ทั้งหมด ขอย้ำนะครับ ว่าทุกฝ่ายต้องหยุดและอย่าวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นไปกว่านี้ ด้วยความหวาดกลัวการวางระเบิด และเกรงเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะลุกลามไปมากกว่านี้ ชาวสารขัณฑ์ทุกคนจึงหยุดพักการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าออกมาด่ากันแบบเป็นเรื่องเป็นราวแบบเดิมอีกต่อไป แล้วทุกคนในประเทศสารขัณฑ์ ทั้งรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน และทั้งพันธมิตร ก็ทนอยู่ร่วมกันไปอย่างนั้น โดยทุกคนคิดว่าจะมีความสุขไปตลอดกาลนาน เช่นเดียวกับพนักงานที่เกียจคร้านเหล่านั้น ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้

...

Wednesday, August 23, 2006

เกรียง จรลีประเสริฐ

...

คุณไม่รู้จักผู้ชายคนนี้หรอก เขาไม่ใช่คนเด่นดังมีชื่อเสียงอะไร เขาเป็นคนประเภทที่เมื่อเอาชื่อไปเซิร์ชในเว็บ Google.com แล้วไม่เจอข้อมูลอะไรเลย คุณอาจจะนึกภาพไม่ออกเลยใช่ไหม ว่ามีด้วยเหรอ คนประเภทที่ค้นข้อมูลใน Google.com แล้วไม่เจออะไรเลยหน่ะ ผมจะบอกให้ว่าอย่างน้อยก็มีผู้ชายคนนีอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นกระเป๋ารถเมล์สาย 32 ครับ คนที่ต้องไปอยู่บนรถเมล์ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ทุกวันๆ ก็สมควรหรอกที่จะไม่มีข้อมูลชื่อเขาใน Google.com เลย ผมเห็นเขาทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์สาย 32 มานานติดต่อกันกว่า 10 ปีแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนปริญญาตรี ผมไปสมัครสมาชิกร้านวิดีโอร้านหนึ่งแถวท่าพระจันทร์ ทำให้ต้องนั่งรถเมล์สาย 32 ไปกลับบ้านกับท่าพระจันทร์เป็นประจำ จนกระทั่งเรียนจบออกมาทำงาน ผมไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ออฟฟิศอยู่แถวท่าพระอาทิตย์ แล้วผมก็ต้องนั่งรถเมล์สาย 32 ไปกลับบ้านกับออฟฟิศเป็นประจำอีก จนกระทั่งผมลาออกมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ แน่นอนว่ามันต้องเป็นรถเมล์สาย 32 อีกแล้วครับ

ลักษณะพิเศษของกระเป๋ารถเมล์คนนี้ ที่ทำให้ผมสะดุดตาและจดจำเขาได้ คือเขาเป็นคนสุภาพเรียบร้อยแบบสุดๆ ช่วงปีแรกๆ ที่ผมเห็นเขา เขาเป็นเด็กหนุ่มตัวผอมแห้ง ผิวขาวซีดๆ หน้าตาตี๋ๆ ดูเอ๋อๆ เนิร์ดๆ ตัดผมสั้นเกรียนทรงนักเรียน ใส่เครื่องแบบกระเป๋ารถเมล์เต็มยศ มีบั้งติดบ่าด้วย ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำ แบบรองเท้านักเรียนคู่ละสองสามร้อย เขาจะคอยช่วยเหลือดูแลผู้โดยสารเป็นพิเศษ เวลาใครถามเส้นทาง เขาก็ช่วยอธิบายอย่างละเอียด เวลามีแม่ค้าแก่ๆ ขนของพะรุงพะรังขึ้นมาบนรถ เขาก็ช่วยลากช่วยจูง และที่ทำให้ผมจำได้แม่น ไม่ว่าจะไปเจอเขาบนรถสาย 32 ครั้งใดก็ตาม เขาจะคอยตะโกนบอกป้ายให้กับผู้โดยสารตลอดเส้นทาง "ป้ายต่อไปศรีย่านนะคร้าบ ท่านผู้โดยสารเตรียมตัวได้เลยคร้าบ" "อ้าว! จอดด้วยคร้าบ เดินระวังด้วยคร้าบ มีเด็กลงด้วย" "ขอบคุณที่ใช้บริการคร้าบ" "เดินทางถึงที่หมาย สบายใจทุกท่านนะคร้าบ" "ป้ายต่อไปบางกระบือนะคร้าบ เตรียมตัวเลยคร้าบ" แล้วระหว่างที่เขากำลังเก็บเงินค่าโดยสาร เขากล่าวคำขอบคุณทุกครั้ง และผงกศีรษะแบบทำความเคารพผู้โดยสารทุกคน เขาทำแบบนี้จริงๆ นะครับ ทุกครั้งที่ผมขึ้นรถสาย 32 และถ้าเจอเขาเป็นกระเป๋า จะเห็นเขายืนหยัด มั่นคงอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผมเลยจำหน้าตาและท่าทางของเขาได้แม่นยำ และรู้สึกนิยมชมชอบเขาจริงๆ

จนเมื่อค่ำวานนี้ผมได้เจอเขาอีกครั้ง หลังจากที่นั่งเขียนงานอยู่ที่ออฟฟิศจนถึงสามทุ่มกว่า แล้วเดินไปขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ได้ขึ้นรถแอร์สาย 32 พอดี และได้เจอเขาพอดี ระยะหลังมานี้ ผมไม่ค่อยได้เจอเขาเท่าไร เพราะต้องนั่งรถเมล์สายอื่นบ่อยกว่า แทบไม่ได้นั่งสาย 32 เลย เห็นเขาคราวนี้ เขาก็ยังเป็นกระเป๋ารถสาย 32 เหมือนเดิม พัฒนาขึ้นมาหน่อยคือได้เป็นกระเป๋ารถแอร์ ไม่ต้องทนอากาศร้อนและฝุ่นควันบนถนนแล้ว ผมรู้สึกยินดีกับเขาในเรื่องนี้ แต่สภาพภายนอกเขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะครับ ตอนนี้เขาคงอายุ 30 กว่าๆ แล้ว เขาดูแก่ลงไปเยอะ จากที่เคยผอมแห้ง กลายเป็นตอนนี้ร่างกายอ้วนจนพุงห้อยโย้ออกมา หน้าตาตี๋ๆ เนิร์ดๆ ของเขา ตอนนี้บิดเบี้ยวบวมฉุจนตาแทบปิด หลังของเขาโก่งค่อมลงตามสังขารที่ร่วงโรย สิ่งที่เหมือนเดิมคือเขายังตัดผมเกรียนทรงนักเรียน ใส่เครื่องแบบกระเป๋ารถเมล์เต็มยศ ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำแบบรองเท้านักเรียน เขายังคงพูดบอกป้ายรถเหมือนเคย แต่น้ำเสียงของเขาคราวนี้ไม่สดใสชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาพูดงึมงำๆ เหมือนพูดคนเดียว คุณต้องเงี่ยหูฟังดีๆ จึงรู้ว่าเขายังคงพูดประโยคเดิม ว่า "ป้ายต่อไปศรีย่านนะคร้าบ ท่านผู้โดยสารเตรียมตัวได้เลยคร้าบ" เขาเดินมาเก็บค่าโดยสารจากมือผม เขายังกล่าวคำขอบคุณเวลารับค่าโดยสารเหมือนเคย เขายังผงกศีรษะเป็นการทำความเคารพเหมือนเคย แต่ดูเหมือนหุ่นยนต์ที่แบตเตอรี่อ่อนเต็มทน ร่วงโรยไร้เรี่ยวแรง ไม่ขยันขันแข็งเหมือนที่ผมเคยเห็นเขาตลอดหลายปีก่อน นี่คงเป็นการวิ่งรถรอบสุดท้ายของเขาในวันนี้กระมัง

หลังจากที่เขียนบล้อกเรื่อง Oompa Loompa ไปเมื่อ 3-4 วันก่อน แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งมาเขียนคอมเม้นต์ทิ้งไว้ ทำให้ผมเริ่มคิดได้ว่า ผมควรจะหัดเอาใจใส่กับผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวให้มากขึ้น คุณรู้ไหม ว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ที่ผมชะโงกดูชื่อและนามสกุลของเขา จากป้ายชื่อที่ติดอยู่บนอกเสื้อ มันสลักไว้ว่า "เกรียง จรลีประเสริฐ" ผมเพิ่งรู้ว่าเขามีชื่อจริงนามสกุลจริงว่าอะไร ก็เมื่อคืนวานนี้เองครับ! ตลอดทางขากลับบ้านเมื่อคืน มาจนถึงตอนนี้ที่กำลังนั่งเขียนบล้อกอยู่ ผมรู้สึกหดหู่ใจ ภาพของเขาและชื่อของเขา ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ ผมรู้ว่าคนอย่างผมที่แทบไม่รู้จักเขาเลย คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหดหู่กับเขา แต่ขอโทษเถอะ ผมหดหู่อย่างไม่มีเหตุผลจริงๆ บางทีการเริ่มเอาใจใส่คนอื่น มันทำให้เราเกิดความรู้สึกผูกพัน และหดหู่ใจไปกับชะตาชีวิตของเขา ยิ่งผมได้รู้จักชื่อและนามสกุลจริงของเขาแล้ว ผมก็ยิ่งหดหู่ใจ ผมละอายแก่ใจ ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปสิบกว่าปี กว่าที่ผมจะรู้จักชื่อของเขา และผมเสียใจกับวันเวลาที่ผ่านไปกว่าสิบปี ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงกับตัวเขาจนเป็นแบบนี้ การที่ต้องอยู่บนรถเมล์ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ เดินจากท้ายรถไปหัวรถ นอกจากจะทำให้เขาไม่มีใครรู้จัก และไม่มีแม้กระทั่งข้อมูลใน Google.com แล้ว ยังทำให้ร่างกายเขา deform ได้ถึงขนาดนี้ เมื่อวานหลังจากที่ชะโงกดูป้ายชื่อเขาแล้ว ผมไม่ได้พูดอะไรกับเขาหรอก ผมไม่ได้ส่งยิ้มให้เขาด้วย ผมได้แต่ลอบมองพฤติกรรมของเขาไปเรื่อยๆ จนถึงป้ายที่ต้องลง ผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้เขา ได้มากกว่าการนั่งเขียนบล้อกเรื่องนี้ เพื่อที่บางทีครั้งต่อไปที่คุณเซิร์ชใน Google.com ด้วยคำว่า "เกรียง จรลีประเสริฐ" คุณอาจจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง อย่างน้อยก็คือจากบล้อกนี้

...

Monday, August 21, 2006

พับถุง

...

เวลาที่หัวตันๆ ตื้อๆ เขียนต้นฉบับอะไรไม่ออก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั่งวนเวียนคิดที่เขียนอยู่นั่นแหละ ผมมักจะคิดถึงการพับถุงกระดาษ คุณพับถุงเป็นไหมครับ ผมพับถุงเก่งนะจะบอกให้ ตอนเด็กๆ ที่บ้านผมเป็นร้านขายของ นอกจากจะใช้ถุงพลาสติกที่ต้องซื้อเขาแล้ว ที่บ้านก็ทำถุงกระดาษใช้เองด้วย เวลาทำทีก็ทำกันเยอะๆ เป็นพันๆ ใบ แม่จะกวาดเอากระดาษเก่าๆ มากองไว้จำนวนมาก ต้มแป้งเปียกเหนียวๆ ขึ้นมาสัก 1 ขัน แล้วก็เกณฑ์ลูกๆ และคนงานที่บ้านมานั่งพับถุงกัน แม่บอกว่าพับถุงใช้เองประหยัดดี ถุงแบบนี้ถ้าไปซื้อเขา เขาขายร้อยละ 3 บาท หรือ 5 บาท ถ้าเราพับกันเอง ก็แทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย แค่กระดาษเก่ากับแป้งเปียกกวนเอง ตอนเด็กๆ ผมชอบพับถุง การพับถุงนี่มันก็เป็นงานที่น่าสนุกดีนะครับ นั่งพับไปได้เรื่อยๆ ทั้งวัน พับมากก็ได้ถุงมาก พับไปเพลินๆ เปิดทีวีดูไปพลางๆ ถ้าเมื่อยหรือหิวก็ลุกไปเดินเล่นหาขนมกิน เสร็จแล้วก็มานั่งพับต่อ ถ้านั่งพับถุงไปแบบนี้เรื่อยๆ ยิ่งพับก็จะยิ่งมีความชำนาญ ยิ่งมีความชำนาญก็จะยิ่งพับได้เร็วและได้มากขึ้น

เทียบกับการทำงานเขียนหนังสือนะ คุณรู้ไหมว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ถ้ายิ่งต้องเขียนมาก มันก็จะยิ่งเขียนไม่ออก เพราะความคิดมันหมดหัวแล้ว ถ้ายิ่งไม่มีแรงบันดาลใจ แล้วยิ่งไปบีบคั้นมากเข้า มันก็จะยิ่งเขียนไม่ออกและเครียดหนักเข้าไปอีก ในวันที่หัวตันๆ ตื้อๆ เขียนต้นฉบับไม่ออก จึงกลายเป็นวันที่ผมได้แต่นั่งหายใจทิ้ง เฮือกๆ เฮือกๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านโดยเปล่าประโยชน์ ผมทำงานเขียนหนังสือมานานเกือบ 10 ปีแล้ว จึงเบื่อสภาวะอาการในวันเขียนไม่ออกแบบนี้ และรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านไปจริงๆ ผมสงสัยว่าจะมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนหันมาเปิดกิจการพับถุงขาย คือถ้าวันๆ หนึ่ง เขาพับถุงอย่างเดียว พับไปเรื่อยๆ พับได้เท่าไร ก็ส่งไปขายในราคาร้อยละ 5 บาท (หรือถ้าได้ราคาดีกว่านี้ก็จะยิ่งดีนะ) เขาอาจจะเป็นมหาเศรษฐีจากการพับถุงขายก็ได้ แล้วถ้าไม่ใช่แค่คนเดียวหล่ะ จะเป็นไปได้ไหม ถ้าคนไทยทั้งประเทศ เอาเวลาว่างของพวกเรา มาร่วมกันพับถุงขาย พับไปเรื่อยๆ แทนที่จะหายใจทิ้งไปแต่ละนาที ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะมีเวลาว่างมากเหมือนผมหรือเปล่า ถ้าคุณว่างมาก และมาพับถุงกัน GDP ของประเทศไทยปีหน้า อาจจะพุ่งพรวดแซงอเมริกาและญี่ปุ่นไปเลยก็ได้ มีเพื่อนคนนึงแย้งว่า แล้วใครจะมาซื้อถุงเราล่ะ ผมบอกว่า ก็คนขายกล้วยแขกจากทั่วโลกไง พวกเขาจะต้องใช้ถุงกระดาษแบบนี้ทั้งนั้น เพราะถุงพลาสติกทำให้กล้วยแขกแฉะและอมน้ำมัน เพื่อนคนเดิมถามอีก ว่าแล้วใครจะมาซื้อกล้วยแขกล่ะ ผมบอกว่า ก็ประชากรโลกไง ไม่ว่าคนประเทศไหนก็กินกล้วยกันทั้งนั้น (ฮา!)

นี่คงเพี้ยนเกินไปแล้วล่ะมั้งเนอะ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก ที่ผู้คนแต่ละคน ในระบบสังคมและเศรษฐกิจแบบในปัจจุบัน จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง จากการลุยทำงานดุ่มๆ ไปแบบนี้ ปัญหาแรกคือตลาดไม่มีอุปสงค์หรือ Demand มากพอที่จะรองรับศักยภาพการผลิตของเราทุกคนรวมกัน ปัญหาถัดมาก็คือ ผู้ที่มีทุนมากกว่า จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการลดต้นทุนในการผลิต และลดราคาถุงกระดาษของตนเองลงไป โดยวิธีเปิดโรงงานอุตสาหกรรม และจ้างคนงานจำนวนมากมาพับถุงให้ ซึ่งคนงานจะได้รับเป็นค่าจ้างรายวันหรือรายเดือน แทนที่จะได้ค่าถุงกระดาษไปแบบเต็มๆ แล้วในที่สุด การพับถุงก็จะกลายเป็นงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อ และผู้พับถุงก็จะถูกนายทุนขูดรีด และถูกระบบกัดกิน อย่างที่ผมเคยบ่นเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในบล้อกที่ผ่านๆ มานั่นแหละ แล้วก็ต้องมีคนไปหางานอื่นที่ไม่ซ้ำซากทำแทน อย่างเช่นการเขียนหนังสือเป็นต้น มันดูวนเวียนยังไงไม่รู้เนอะ ผมเลยสงสัยต่อเรื่องชีวิตและการทำงานจริงๆ เลย ว่าคนเราจะสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ออกมาอย่างเต็มที่ได้อย่างไร ในเมื่อถ้าจะให้เขียนหนังสือเยอะๆ ก็เขียนไม่ออก แต่ถ้าจะให้ไปพับถุงเพลินๆ ก็ไม่มีคนรับซื้ออีก เป็นไปได้ไหม ที่มันจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการเขียนหนังสือและการพับถุง คือเราจะเขียนหนังสือแบบที่เราอยากเขียนจริงๆ แล้วเราเลยเขียนออกมาได้เยอะมากมายมหาศาล มีต้นฉบับหลั่งไหลออกมาอย่างพรวดพราด แล้วก็ยังมีบรรณาธิการรอรับซื้อต้นฉบับเหล่านี้ไปอีก


ต่อไปนี้เป็นภาพขั้นตอนการพับถุงครับ


1. อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงแค่กระดาษและกาว



2. ทากาวที่ขอบกระดาษด้านหนึ่ง แล้วนำขอบอีกด้านมาประกบ ทิ้งไว้ให้กาวแห้งสนิท



3. พับปลายด้านหนึ่งขึ้นมาสูงไม่เกิน 1 ใน 3



4. พับตามรูปนี้นะครับ เขียนอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แหะแหะ แล้วเอากาวทา แล้วพับอีกด้านลงมาทับ ทิ้งไว้ให้กาวแห้ง

5. เสร็จแล้วครับ ถุงกระดาษร้อยละ 5 บาท
...

Saturday, August 19, 2006

Oompa Loompa

...

คุณชอบนวดแผนโบราณไหมครับ? เคยมีคนบอกว่าถ้าได้ไปนวดสักครั้งแล้วมันจะติด ผมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เลยครับ ผมชอบไปนวดสัก 2-3 เดือนต่อครั้ง ที่ร้าน Health Land ไปบ่อยกว่านี้ไม่ไหว เพราะกล้ามเนื้อจะน่วมเกินไป และที่สำคัญคือเปลืองตังค์ด้วย คือครั้งละ 250 บาท ถ้าจ่ายเป็นคูปองที่ซื้อเหมาทีละ 10 ใบ วันนี้ตอนบ่ายก็เพิ่งไปนวดมาครับ ร้าน Health Land นี่โอเคเลยนะ ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งๆ ที่นี่ก็ยังสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ มีกลิ่นน้ำมันตะไคร้ระเหยแตะจมูกตลอดเวลา ฝีมือหมอนวดก็มาตรฐานเหมือนๆ กันทุกคน กรรมวิธีของที่ร้านนี้เริ่มต้นโดยเขาจะให้ไปนั่งที่โซฟาเพื่อเปลี่ยนรองเท้าแตะ แล้วหมอนวดก็จะพาเดินขึ้นไปที่ห้องนวด ในห้องนวดจะเปิดไฟสลัวๆ บรรยากาศเงียบสงบน่านอน มีฟูกหนาๆ หมอน ผ้าห่ม แล้วเขาจะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชุดกางเกงเลและเสื้อม่อฮ่อมบางๆ แล้วก็เข้าสู่กรรมวิธีการนวด เขาจะนวดไล่ตั้งแต่ปลายเท้า น่อง ต้นขา แขน และแผ่นหลัง ขึ้นมาจรดหัว และปิดท้ายด้วยการดัดหลังให้เป็นเหมือนสะพานโค้ง ผมมักจะเคลิ้มหลับไปตั้งแต่เขานวดขาแล้ว เพราะมันสบายและผ่อนคลายเหลือเกิน พอตื่นขึ้นมาอีกที ก็ครบเวลาแห่งความสุขประมาณ 1.45 ชั่วโมงแล้ว ถือว่าคุ้มค่าไม่เลวเลยนะครับ แล้วกรรมวิธีปิดท้ายก็คือ หมอนวดจะพาเราลงมาเปลี่ยนรองเท้าคืน แล้วเขาจะยกชาร้อนมาเสิร์ฟตบท้าย ก่อนที่เราจะเดินไปจ่ายเงินที่โต๊ะแคชเชียร์

เรื่องที่น่าสนใจของการมานวดที่ Health Land ก็คือ (โอ้โห! เกริ่นซะยาวเลย กว่าจะเข้าเรื่อง) เวลาผมจ่ายเงินที่แคชเชียร์เสร็จ แล้วหันไปหาหมอนวดที่เพิ่งนวดตัวให้ผมตลอด 1.45 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อยิ้มเป็นการขอบคุณ หรือถ้านวดดีเป็นพิเศษ ก็จะควักเงินทิปไปให้สัก 20-30 บาท แต่ปรากฏว่า ผมจำหน้าของเธอไม่เคยได้เลยครับ น่าแปลกไหม ในร้านนวดแห่งนี้มีหมอนวดรวมกันคงจะหลายสิบคนอยู่นะ เขาให้ทุกคนแต่งตัวเหมือนกันหมดด้วยเครื่องแบบของร้าน คือใส่เสื้อยืดโปโลสีขาว และกางเกงผ้าสีดำ แต่ที่น่าแปลกก็คือทุกคนมีหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมดเลยครับ คือเป็นผู้หญิงวัยกลางคน อายุสัก 30-40 กว่าๆ ร่างกายอ้วนๆ ท้วมๆ ผิวคล้ำๆ หน้าตาไม่สะสวยเท่าไร ทำทรงผมแบบเดียวกันคือรวบผมตึงๆ สรุปก็คือทุกคนเหมือนกันหมด คือเป็น "หมอนวด" แต่ละคนไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะอะไรเลยครับ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือตอนที่ผมหันไปหาเธอ ด้วยสีหน้างงๆ และสายตาที่เหมือนเครื่องหมายคำถาม ว่าคนนี้เปล่าวะ แล้วเธอมักจะส่งยิ้มให้ นั่นแหละ ผมจึงจะรู้ว่าผู้หญิงนี้ไงที่เพิ่งนวดให้ผมเมื่อกี้ พวกเธอทำให้ผมนึกถึง Oompa Loompa ครับ คุณเคยดูหนังเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ไหมครับ ที่นำแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์ และกำกับโดย ทิม เบอร์ตัน ไงหล่ะ จำได้หรือยัง มันสร้างมาจากหนังสือนิยายสำหรับเด็กชื่อเรื่องเดียวกันนี้ แต่งโดย โรอัล ดาห์ล ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครตัวหนึ่ง ชื่อว่า Oompa Loompa ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ตัวละครตัวหนึ่งหรอกครับ แต่เป็นตัวละครนับร้อยนับพันตัวต่างหาก ที่ทุกตัวมีชื่อว่า Oompa Loompa เหมือนกัน และมีหน้าตาเหมือนกันหมด ทำงานอยู่ในโรงงานช็อคโกแลต ของวิลลี่ วองก้า เจ้าแห่งขนมหวาน

Oompa Loompa เป็นชาวเผ่าโบราณอะไรสักอย่าง ที่วิลลี่ วองก้า ไปค้นพบระหว่างการค้นหาตำรับขนมหวานแบบใหม่ ชาวเผ่านี้กินตัวหนอนเป็นอาหารหลัก และมีชอคโกแลตเป็นอาหารวิเศษประจำเผ่า ที่หายากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก วิลลี่ วองก้า จึงทำการตกลงกับหัวหน้าเผ่า ว่าเขาจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชอคโกแลต โดยมี Oompa Loompa ทุกคนมาเป็นคนงาน แล้วเขาจะแบ่งชอคโกแลตที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน แล้วชาว Oompa Loompa ทุกคนก็ยอมรับข้อเสนอ ดังนั้น ในโรงงานชอคโกแลตแห่งนี้ จึงมีคนงานเป็น Oompa Loompa ที่หน้าตาเหมือนกันหมด ตัวละคร Oompa Loompa นี้ ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ โดย โรอัล ดาห์ล ให้สะท้อนถึงภาพของมนุษย์ในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม ที่ไม่มีเอกลักษณ์ประจำตัวหลงเหลืออยู่ และต้องทนทำงานอันน่าเบื่อหน่ายในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อหารายได้ประทังชีวิต เริ่มต้นที่การใส่ชุดเครื่องแบบเหมือนกันหมด การอยู่ในระเบียบวินัย กฎข้อบังคับเดียวกัน เริ่มงานพร้อมกัน และปฏิบัติงานเหมือนๆ กันในสายพานการผลิตขนาดใหญ่ พักเบรคพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน แล้วก็เลิกงานพร้อมกัน คนงานทุกคนไม่ได้เป็นมนุษย์ที่เต็มมนุษย์ แต่ถือเป็นทรัพยากรในการผลิตแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากน็อตหรือฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมาที่โอบคลุมทั้งสังคมอยู่ โดยที่ทุกคนได้เงินเดือนเป็นค่าตอบแทน เหมือนกับที่ Oompa Loompa ได้รับชอคโกแลตเป็นค่าตอบแทน

ชอคโกแลตถูกนำมาเปรียบเทียบกับเงินอย่างชาญฉลาด พวก Oompa Loompa สักการะบูชาชอคโกแลต และถือเป็นวัตถุแห่งความใคร่ของพวกเขา ไม่ต่างจากคนเราในทุกวันนี้ ยึดถือเงินเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งยอมสละเอกลักษณ์ประจำตัวทุกอย่าง และทนทำงานอันน่าเบื่อหน่าย เพื่อแลกมันมา ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่าพี่ๆ หมอนวดในร้าน Health Land ว่าเป็นคนเห็นแก่เงินนะครับ อย่าเข้าใจผิดไปเชียว เพราะผมกำลังพูดถึงพวกเราทุกคนต่างหาก ที่ต่างก็กำลังอยู่ในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยมด้วยกัน โดย Health Land นี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เราสามารถจะพบเจอสถานที่ทำงานที่เป็นแบบเดียวกับ Health Land และโรงงานชอคโกแลตของวิลลี่ วองก้า ได้มากมาย และเราทุกคนต่างก็กำลังทำงานและใช้ชีวิต เหมือนกับหมอนวด และพวก Oompa Loompa เหมือนกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ดีกว่าใคร หรือเหนือกว่าใครหรอกครับ ในเมื่อสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยม มันครอบงำเราทุกคนเท่าๆ กัน คนอ่านหนังสือของผม ก็คงจำผมไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเขามาที่ออฟฟิศของผม เขาจะเห็นโต๊ะคอมพิวเตอร์ตั้งยาวเป็นแถว คนหนุ่มสาวอายุ 20-30 กว่าๆ นั่งพิมพ์งานก๊อกแก๊กหน้าเครื่อง ทุกคนดูเหมือนกันหมดครับ ถึงแม้พวกเราไม่ใส่ชุดเครื่องแบบ แต่ทุกคนล้วนเหมือนกันไปหมด ตอนที่ผมนวดเสร็จออกมา จ่ายเงินเสร็จ ผมจำหน้าหมอนวดของผมไม่ได้ จนกระทั่งเธอยิ้มให้ผม เธอจึงเริ่มแตกต่างจากหมอนวดคนอื่นๆ ผมสงสัยว่า ถ้าเพียงแค่ตัวหนังสือ คุณจะสังเกตเห็นความแตกต่างของผมได้หรือเปล่า

...

Wednesday, August 09, 2006

Advertorial

***

ก่อนจะอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ ผมขอให้ทุกคนรับปากก่อนครับ ว่าจะไม่นำไปแพร่งพรายเป็นอันขาด ผมสร้างบล้อกนี้ขึ้นมาเพื่อให้เฉพาะเพื่อนๆ ที่ใกล้ชิดในวงจำกัดได้อ่าน บางเรื่องที่เขียนถึงจึงเป็นความลับและเป็นความคิดเห็นที่ส่วนตัวสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องที่ออฟฟิศหน่ะครับ ผมขอเล่าโดยไม่บอกชื่อตัวละครและไม่บอกชื่อบริษัทก็แล้วกัน (แต่คุณคงรู้อยู่แล้ว) เริ่มเรื่องกันที่พี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งจะเซ็นใบลาออกไป โดยมีผลสิ้นเดือนนี้ เขาทำงานที่นี่มานานสิบกว่าปี นานเกือบจะเท่าๆ กับอายุของบริษัทนี้แล้ว ภาพที่เขามาเก็บข้าวของบนโต๊ะ ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจ จริงๆ แล้วผมกับเขาไม่ค่อยพูดจากันมานาน 2-3 ปีแล้ว จากแต่ก่อนที่เราเคยสนิทกัน สาเหตุที่ทะเลาะกันนั้นผมจำไม่ได้อย่างแน่ชัด คุณเป็นเหมือนผมไหมล่ะ เวลาทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่ง ไม่คุยกันนานหลายปี เมื่อมองย้อนกลับไปอีกที คุณนึกไม่ออกแล้วว่าเราทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่เรายังรู้สึกว่าทะเลาะกันอยู่ น่าตลกดีนะ ผมไม่รู้ว่าในมุมมองของเขา เขามองเราทะเลาะกันเพราะอะไร แต่ถ้าเป็นในมุมมองของผมฝ่ายเดียว ผมว่าเราทะเลาะกันเรื่องงานนั่นแหละ เขาอาจจะรู้สึกว่าผมกินแรง ไม่ยอมช่วยเขาเก็บกวาดงานห่วยๆ ไร้สาระประจำเดือน ซึ่งก็คือการทำ advertorial ที่จะประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในต่อไปนี้แหละ ตอนที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่เมื่อปี 2543 เขาเป็นเพื่อนร่วมงานคนแรกๆ เขาอายุมากกว่าผมเกือบ 10 ปี จึงเป็นซีเนียร์และช่วยสอนงานให้เยอะ ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของไทยเพิ่งผ่านวิกฤตมา ธุรกิจนิตยสารที่ต้องพึ่งพาเงินค่าโฆษณา จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มีนิตยสารมากมายต้องปิดตัวไปในช่วงนั้น ยกเว้นนิตยสารของเราที่รอดตัวมาได้ ด้วยการที่เราทำ advertorial แถมให้กับลูกค้าที่ซื้อโฆษณา คุณยังไม่รู้ว่า advertorial คืออะไรหน่ะเหรอ มันก็คือหน้าโฆษณาในนิตยสาร ที่ดูเหมือนกับเป็นเนื้อหาในนิตยสาร เคยสังเกตไหม บางหน้าที่เป็นการสัมภาษณ์คนดัง ให้เขาพูดถึงตัวสินค้าอะไรบางอย่าง นั่นแหละ advertorial หล่ะ จริงๆ แล้วมันมีมานานมากแล้วครับ มีมาก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แต่ผมคิดว่ามันพุ่งพีคถึงจุดสุดยอดในปี 2540 นั่นแหละ เพราะนิตยสารทุกเล่มในตอนนั้น จะต้องยอมโก่งตูดให้ทุนนิยมล่อเอาตามสบาย เพื่อขอค่าโฆษณามาต่อลมหายใจ จนมาถึงทุกวันนี้ advertorial ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นสิ่งที่ปกติและเราเคยชินกับมัน ตอนปี 2543 ที่ผมเริ่มต้นทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร มี advertorial เข้ามาให้พวกเราทำตลอดครับ แรกๆ ผมก็ทำไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร แต่เมื่อทำไปนานหลายเดือนก็ชักรู้สึกทะแม่งๆ ตะหงิดๆ ว่าทำไมวิชาชีพนักวารสารศาสตร์อย่างเรา ต้องมาทำงานรับใช้งานโฆษณาแบบนี้ ทำไมในเมื่อตอนนั้นเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้างแล้ว ทุนนิยมยังจะมาอัดตูดพวกเราอยู่ได้ทุกเดือน หลังจากนั้นมา ผมเบะปากใส่และทำอิดออดทุกครั้ง ที่ถูกร้องขอให้ทำ ผมทนทำให้อยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่ก็บ่ายเบี่ยง โดยผู้ที่ยอมทำ advertorial ส่วนที่ผมบ่ายเบี่ยงไปนั้น ก็คือรุ่นพี่คนนี้แหละ คนที่เพิ่งเซ็นใบลาออกไปนี่แหละ นอกจากการทำ advertorial เขาก็รับผิดชอบงานเขียนอื่นๆ ในนิตยสารเล่มนี้อีกมากนะครับ จำพวกคอลัมน์เกร็ดความรู้สั้นๆ ที่อยู่กระจายไปทั่วเล่มนั้นแหละ และงานสัมภาษณ์พวกดารา คนดังทั้งหลาย จำพวกที่ว่า เข้าวงการมาได้อย่างไร ชอบผู้หญิงประเภทไหน มีงานอดิเรกอะไร สรุปรวมๆ ก็คือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้นิตยสารทั้งเล่มดูน่าอ่าน เบาสมอง Giggle อ่านง่าย ไม่หนักสาระทั้งหลาย พี่เขารับเหมาทำทั้งหมด มีครั้งหนึ่ง พวกเราเดินไปทางทำสกู๊ปที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยกัน จึงมีเวลานั่งพูดคุยกันมากขึ้น ผมพูดประเด็นนี้กับเขา ว่าเราเป็นนักวิชาชีพวารสารศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องทำ advertorial แบบนี้ หรือถ้าจะทำ เราควรจะได้เงินพิเศษในอัตราเดียวกับที่นักวิชาชีพโฆษณาได้รับ โดยที่ฝ่ายโฆษณาของนิตยสาร ควรจะขาย advertorial ในราคาที่แพงพิเศษ เพื่อมาเป็นค่าแรงพิเศษให้กับเรา หรือไม่ก็ขายหน้าโฆษณาไปปกติ เราจะได้ไม่ต้องไปทำ advertorial ให้เสียเวลา เขาดูฮึกเหิมและเออๆ ออๆ เห็นด้วยกับไอเดียนี้อย่างมาก แต่เมื่อกลับมาจากเชียงใหม่คราวนั้น เขาก็ยังคงต้องทำ advertorial ต่อไปอยู่ดี นี่คงเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้จู่ๆ วันหนึ่งเขาฟิวส์ขาดใส่ผม ทำนองว่าผมยิ่งใหญ่มาจากไหน ทำไมไม่ช่วยเขาทำ advertorial หลังจากนั้นเราก็ไม่พูดกันอีกเลยนานสองสามปี จนมาช่วงหลังๆ มานี้ พวกเราดูเหมือนจะมีท่าทีอ่อนลงต่อกัน พูดจากันเล็กน้อย แต่ก็ไม่สนิทกันเหมือนเดิม ต่อมา เขาได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารในเครืออีกฉบับ ซึ่งเป็นนิตยสารเฉพาะกลุ่มสินค้าจำพวกนาฬิกา ตำแหน่งบรรณาธิการดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ มันคือการนำชีวิตการทำงานของเขา ให้ดำดิ่งลงไปสู่วังวนของ advertorial มากเข้าไปอีก เพราะสินค้านาฬิกาหรูๆ แพงๆ จำเป็นต้องใช้สื่อนิตยสารเฉพาะทางแบบนี้ ในการโฆษณาตรงไปถึงลูกค้าเป้าหมาย นิตยสารเฉพาะทางจึงมักจะอัดแน่นไปด้วย advertorial คุณสังเกตไหมล่ะ ไม่ใช่แค่เฉพาะนิตยสารนาฬิกานะ แต่รวมทั้งนิตยสารรถยนต์ นิตยสารคอมพิวเตอร์ นิตยสารบ้าน ฯลฯ เนื้อหาที่เป็น advertorial จะมากกว่าในนิตยสารไลฟ์สไตล์แบบทั่วไป ผมสังเกตเห็นว่าเขามีปัญหาในการทำงาน และต่อต้านบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ และบ่นว่าอยากจะลาออกจากบริษัทนี้มาตลอด จริงๆ แล้วผมเองหน่ะ เบื่อเรื่อง advertorial เต็มทน เพราะบ่นถึงมันให้เพื่อนร่วมงานทุกคนฟังมานานหลายปี จนทุกวันนี้ผมไม่ต้องทำมันแล้ว ทางบริษัทวางการทำ advertorial กันใหม่ โดยว่าจ้างพนักงานเฉพาะมาทำเลย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าโฆษณา ที่อยากโฆษณา แต่อยากให้มันดูเนียนๆ กลมกลืนกับเนื้อหาในเล่ม และคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าหน้าโฆษณาธรรมดา เรื่องราวนี้จึงดูเหมือนกับว่าได้รับการสะสางไปมากแล้ว แต่ปัญหาที่มันตกตะกอนอยู่กับคนรุ่นเก่าๆ หน่ะ ยังคงอยู่แบบนั้น และได้แสดงออกมา ในวันที่รุ่นพี่คนนี้มาเก็บข้าวของนี่แหละ เขาทำให้ผมสะเทือนใจ เจ้าของบริษัทมายืนคุยกับเขาที่โต๊ะสักครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของ เขาตะโกนถามคนโน้นคนนี้ ว่านี่ของบริษัทหรือเปล่า อ่ะ เอาคืนไป อันนี้ของฉันนะ ฉันซื้อมา เป็นพยานให้ฉันนะ แล้วก็เก็บใส่ลัง นี่หรือคือรางวัลของการเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารมาตลอดสิบกว่าปี รางวัลของการที่อดทนให้ทุนนิยมอัดตูดนานสิบกว่าปี รางวัลของการทำ advertorial รางวัลของการเขียนงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย งานตลกโปกฮาไร้สาระ Giggle เพื่อให้นิตยสารเล่มหนึ่งดูเบาสมองและน่าอ่าน มาตลอดสิบกว่าปี ผมว่าชีวิตของรุ่นพี่คนนี้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ถึงการที่มนุษย์คนหนึ่ง ถูกงานประจำอันไร้คุณค่า ค่อยๆ กัดกินไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่เขาลาออกจากงาน เขาจึงรู้สึกตัวว่าได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปแล้ว การทำ advertorial เดือนละหลายๆ ชิ้น ติดต่อกันนานเป็นสิบปี ควบคู่ไปกับการทำงานเขียนแบบ Giggle ตลกๆ ขำๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันไร้ค่าสิ้นดี เมื่อเทียบกับชีวิตคนทั้งชีวิต ที่ควรจะได้เติบโตทางความคิดและจิตวิญญาณ รวมไปถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน และสถานะในที่ทำงาน ที่ควรจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุงานของเขา การงานที่ดีควรจะเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนชีวิตและจิตใจของผู้ทำงาน การงานที่เลวคือการงานที่กัดกิน และขูดรีดวันเวลาในวัยหนุ่มสาวของเราจนเหือดแห้ง และเฉดหัวเราทิ้งเมื่อเราแก่ตัว เรามักจะตื่นขึ้นเมื่อเราแก่ เหมือนกับคนแก่มักจะนอนน้อย ตื่นตีสี่ตีห้าทุกวัน เมื่อตื่นขึ้นก็รู้ตัวว่าถูกกัดกินขูดรีดชีวิตไปหมดสิ้นแล้ว ผมว่าเรื่องราวในบล้อกนี้ มันดำเนินไปอย่างเลยเถิด และเกินประเด็นเรื่อง advertorial ไปมากแล้วนะครับ มันเริ่มไปถึงการตั้งคำถามกับชีวิตและการงานที่ดี ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีคำตอบอะไรให้กับเรื่องนี้ ขอโทษเพื่อนทุกๆ คนที่ผมเขียนพาดพิงถึง ผมไม่ได้เขียนเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าพวกคุณ แต่ผมเขียนเพื่อจะบอกว่าผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกคุณด้วยเช่นกัน ผมกำลังตื่นขึ้น เพราะผมเริ่มแก่แล้ว ผมจึงพยายามจะสื่อสารในเรื่องนี้กับคุณ ใครก็ตามที่ได้มาอ่าน แสดงว่าคุณคือคนที่ผมอยากให้อ่าน เพราะเรามีชีวิต จิตใจ และความคิดร่วมกัน ขอความกรุณาเก็บเรื่องราวนี้ และความเห็นของคุณ ไว้ในบล้อกนี้เท่านั้น


***

Thursday, August 03, 2006

The Winner-Take-All Society

...

ไอทีวีเอารายการอุบาทว์อย่าง Fear Factor มาฉายอีกแล้วครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนเก่าที่เคยฉายมาแล้ว เอามาฉายซ้ำ หรือว่าเป็นตอนใหม่ล่าสุด แต่ยิ่งดูรายการนี้แล้วผมยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ ผมว่ารายการนี้สะท้อนให้เห็น โครงสร้างสังคมทุนนิยมและชีวิตของมนุษย์เงินเดือนอย่างผมเอง และเพื่อนๆ ทุกคนในออฟฟิศ ได้อย่างถึงกึ๋นเลยทีเดียว คือมีผู้เข้าแข่งขัน 5 คน ยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกมาซึ่งเงินห้าหมื่นดอลล่าร์ ที่น่าขยะแขยงที่สุดก็ตอนที่เขากินอะไรแหวะๆ ทั้งหลาย อย่างพวกแมลงสาบ แมงมุม ปลาเน่า นมบูด สมองแพะ สารพัดสารเพ และที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าเมนูทุเรศพวกนั้น ก็คือพฤติกรรมของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ที่คอยพูดจานินทาด่าทอส่อเสียดเยาะเย้ยคู่แข่งขัน และพวกเขาพูดมันออกมาโดยรู้ว่าจะออกอากาศทางทีวีด้วย และที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าพฤติกรรมของผู้เข้าแข่งขัน ก็คือไอ้ตัวพิธีกรนั่นแหละ ที่คอยเยาะเย้ยผู้เข้าแข่งขัน และคอยพูดแบบประมาณว่า เอาเงินห้าหมื่นดอลล่าร์มาล่อ กินเข้าไปเลยครับ ชิ้นสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่กิน เพื่อนคุณต้องหัวเราะเยาะคุณแน่นอน กินเข้าไปเลยครับ เพื่อเงินห้าหมื่นดอลล่าร์จะได้เป็นของคุณคนเดียว รายการพวกนี้มันน่าหงุดหงิดสำหรับผม เพราะคนที่จะได้รับเงินรางวัลทั้งหมด คือคนชนะเลิศเพียงคนเดียว มันชอบฉายภาพคนแพ้ตกรอบ แบบเดินคอตกกลับบ้าน แล้วพึมพำว่าผมทำดีที่สุดแล้ว ขอโทษเพื่อนๆ ที่รอให้กำลังใจผมอยู่ทางบ้าน ผมหงุดหงิดเพราะสงสัยว่า ทำไมพวกผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 คนนั้น มันไม่ยอมเตี๊ยมกันไว้ก่อน ว่าทุกคนจะเอาเงินรางวัลห้าหมื่นดอลล่าร์นั้นมาแบ่งเท่าๆ กัน เวลาที่จะไปแข่งขันกันในแต่ละรอบ ก็ยอมออมมือให้กัน อย่างถ้าไอ้เปรตพิธีกรมันให้แข่งกันนอนในบ่องู ใครนอนได้นานสุดชนะ แบบนี้เราก็เตี๊ยมกันสิ คือพอไปนอนปุ๊บ ร้องกรี๊ดๆ รีบกระโดดขึ้นมาเลย ยอมทำเรื่องบ้าๆ แบบนั้นเพียงแค่ 2-3 วินาทีก็พอ แพ้ก็แพ้ ตกรอบก็ตกรอบ เพราะเราทุกคนได้เงินรางวัลเท่ากันหมดไง แต่ถ้าใครนอนได้นานกว่านั้น อาจจะ 5 วินาที ก็ช่วยเสียสละเพื่อเพื่อนคนอื่นหน่อย และก็ให้เขาเข้ารอบไป หรือถ้าไอ้เปรตพิธีกรนั่นมันให้แข่งกินอะไรทุเรศๆ แบบแมลงสาปมาดากัสก้า ผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็กัดปลายขาแมลงสาปไปนิดนึง แล้วก็ยอมแพ้ซะ ตกรอบก็ตกรอบ เราได้เงินเท่ากันหมดอยู่แล้ว ขอให้มีคนเสียสละคนนึง กัดปลายขาแมลงสาปเข้าไปให้ลึกอีกสัก 2 มิลลิเมตร แล้วก็เข้ารอบไป พอจบเกมส์ ทุกคนก็ได้เงินมาฟรีๆ โดยแทบไม่ต้องทำอะไรบ้าๆ เหล่านั้นเลย สรุปก็คือ ผมแนะนำให้เราทุกคน ไม่ต้องมาต่อสู้กันเอง แต่เราควรจะหันกลับไปต่อสู้กับระบบ หรือต่อสู้กับอำนาจที่มันกำลังกดหัวเราอยู่ โอเคว่าถ้าพูดถึงเรื่องระบบหรือโครงสร้าง มันดูใหญ่และดูเหมือนกับว่า มันก็ต้องดำเนินไปแบบนี้ และมันก็มีข้อดีและข้อเสียในตัว จะไปล้มล้างระบบหรือโครงสร้างอาจจะยากและไม่เป็นประโยชน์นัก โอเคครับ โอเค เก็บมันไว้ก่อน แต่สำหรับไอ้ผู้มีอำนาจที่มันกดหัวเราอยู่หน่ะ มันมาเป็นตัวๆ เป็นคนเลยเนี่ยะ เราต่อสู้กับมันได้ครับ อย่างไอ้เปรตพิธีกรที่มันคอยด่าทอถากถางผู้แข่งขัน เยาะเย้ยเวลาเรากินแมลงสาปแล้วจะอ้วก และไล่เราเหมือนหมูเหมือนหมา เวลาที่เราแข่งแพ้ต้องกลับบ้านเนี่ยะ เรารวมหัวกันด่ามันได้ครับ นี่คุณ พูดกับผมดีๆ หน่อยสิ ผมเป็นคนนะ ไม่ใช่หมูไม่ใช่หมา คุณไม่มีสิทธิจะมาด่าว่าผมแล้วถ่ายทอดออกทีวีแบบนี้ แทนที่พวกผู้เข้าแข่งขันจะยอมก้มหัวให้มัน แทนที่จะมาด่าทอ หรือเยาะเย้ยถากถางกันเอง เราก็ไปจัดการกับมัน เอาความกล้าที่จะกินแมลงสาปมาดากัสก้า มาจัดการไอ้เปรตนี่แทนดีกว่าครับ แล้วขั้นต่อไป สิ่งที่อยู่เหนือกว่าไอ้พิธีกรเปรตคนนี้ คือเจ้าของรายการ เจ้าของเงินรางวัล เจ้าของเงินทุนค่าเช่าสถานี และจัดโปรดักชั่นทั้งหมด เราโกงมันได้ครับ อย่าปล่อยให้มันเอาเงินห้าหมื่นดอลล่าร์ มาหลอกล่อให้เรายอมลดความเป็นมนุษย์ของเราลงไป เราก็มารวมตัวกัน ฮั้วกัน เตี๊ยมกัน อย่างที่ผมว่าไว้ตั้งแต่แรกนั่นแหละ แบบนี้มันจะทำไรเราได้ มันคงทนจัดรายการอุบาทว์นี่ไปได้อีกสัก 5-6 ตอน ถ้ามันเจอแต่ผู้เข้าแข่งขันที่คิดได้ และฉลาดอย่างเรา รายการมันก็จะเจ๊งไป เพราะไม่มีคนดู เราก็สบายสิครับ ได้เงินมาหารกันไป แล้วใครอยากทำอะไรก็ไปทำต่อ เอาเงินที่ได้มา และเอาเรี่ยวแรงที่เหลือเยอะแยะ ไปทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ต่อโลก ต่อสังคม ได้ประโยชน์มากมายกว่านี้ครับ มากกว่าจะมากัดแมลงสาปยักษ์ จนไส้ทะลักพุ่งออกมาอุบาทว์ตาเหลือเกิน ที่บอกว่าไอ้รายการทีวีนี้ มันเหมือนกับโครงสร้างสังคมทุนนิยมและชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ก็คือเราต่างก็กำลังถูกทุนนิยมกดหัว ให้ยอมทำอะไรที่ไม่อยากทำ โดยแลกกับเงินเดือนประจำน้อยนิด ตื่นแต่เช้า โหนรถเมล์ฝ่ารถติด มาตอกบัตรที่ออฟฟิศไม่เคยทัน นั่งทำงานไปได้สักพัก ก็โดนเจ้านายเรียกไปตำหนิ ด้วยความหวาดกลัวรนรานและยังโง่เขลาอยู่ ก็เลยรีบโบ้ยความผิดไปให้เพื่อนร่วมงานแผนกอื่น ไอ้โน่นมันเลว ไอ้นี่มันเห็นแก่ตัว ไอ้นั่นมันส่งงานช้า ผมเลยทำงานเสร็จไม่ทันที่เจ้านายสั่งไว้ครับ คือเรากำลังแก่งแย่งกันเอง และกำลังด่าทอกันเอง เหมือนกับผู้เข้าแข่งขันรายการนี้ทำกันอยู่ พอตกเย็นงานเสร็จ แต่ก็ยังกลับบ้านไม่ได้ เพราะตอนเช้ามาตอกบัตรเลยเวลา ก็ต้องอยู่เย็นเพื่อเป็นการชดใช้ ชีวิตนี้เหมือนกับต้องทนติดคุก ทั้งที่เราควรมีอิสระอย่างเต็มที่ พอสิ้นเดือน ได้เงินเดือนน้อยนิดส่งเข้าบัญชีมา แค่ส่งค่าผ่อนทีวี ผ่อนคอมพิวเตอร์พีซี ก็เหลืออยู่ไม่กี่พัน เลยต้องทนนั่งรถเมล์กันต่อไป แล้วก็ต้องมาทำงานสาย แล้วก็ทำงานไม่ทัน แล้วก็หันไปด่าเพื่อนร่วมงาน วนแบบนี้เป็นวัฏจักร แล้วเงินก้อนใหญ่ในระบบโครงสร้างนี้ มันหายไปไหนน่ะเหรอครับ เงินที่เปรียบเหมือนกับเงินรางวัลห้าหมื่นดอลล่าร์นั่น มันหายไปไหน? มันก็ไปอยู่กับคนชนะเลิศไง คนที่ชนะเลิศมีเพียงหนึ่งเดียว ในระบบแบบนี้ คนๆ นั้นก็คือคนอย่างสรยุทธ์ คนอย่างพี่เบิร์ด คนอย่างมูราคามิ คนอย่างบิลล์ เกตส์ และคนอย่างนายกทักษิณ คนที่ทำงานนิดเดียว แต่ได้เงินไปเยอะแยะหน่ะครับ คนที่มาถ่ายแฟชั่นสองชั่วโมง ได้เงินไปห้าหมื่นบาท มากกว่าที่เราทำงานทั้งเดือนถึงสามเท่า หรือคนที่พิมพ์อะไรส่งมากระจิ๊ดเดียว ได้ค่าต้นฉบับไปห้าพัน มากเกือบเท่ากับเงินเดือนเด็กปริญญาตรี ตอนที่เริ่มสตาร์ททำงานหน่ะ เงินทั้งหมดไปกองอยู่กับคนเหล่านี้ โดยที่เรายังโง่งม ทนนอนจมอยู่ในบ่องู และทนกัดกินแมลงสาปมาดากัสการ์อยู่ พอทุกข์เหลือเกิน เครียดเหลือเกิน ก็มานั่งทะเลาะกันเอง ด่ากันเอง น่าเศร้าครับ บ่นมาถึงขนาดนี้ ใครมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ ใครจะมาร่วมฮั้วกับผม เพื่อไปจัดการไอ้พิธีกรเปรตนั่น แล้วเราจะได้เอาเงินรางวัลมาแบ่งเท่าๆ กันซะที

...