...
หลังจากที่ไปสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ http://www.imeem.com ซึ่งเป็นเว็บให้บริการแชร์ไฟล์เพลง ตอนนี้เลยรู้สึกเห่อเหมือนกับเด็กเพิ่งได้ของเล่นใหม่ กลับไปค้นไฟล์เพลง mp3 เก่าๆ ที่เคยโหลดเก็บไว้นานหลายปีแล้ว เอามาฟังอีกรอบ แล้วก็เพิ่งจะมาตระหนักตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วตัวผมเองสมัยยังเป็นวัยรุ่น ก็เป็นนักฟังเพลงเหมือนกันนะ ผมเคยติดตามฟังเพลงเจ๋งๆ ทั้งของไทยและของต่างประเทศเยอะเลยทีเดียว เพียงแต่ช่วงหลังๆ ตั้งแต่เรียนจบมานี้ เรื่องเพลงก็ค่อยๆ หลุดไปจากความสนใจ จนตอนนี้ตามกระแสไม่ทันอีกต่อไป น้องบุ๊ยเบอร์รี่เป็นน้องที่ออฟฟิศคนหนึ่ง ก็เคยถามว่าทำไมพี่อ๋องไม่ติดตามฟังเพลงใหม่ๆ เลยเหรอ เพราะเขามักจะได้ยินผมเปิดแต่เพลงเก่าๆ ที่เคยฮิตเมื่อสมัย 10 กว่าปีก่อน ฟังวนไปวนมา ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ตามปกติแล้วผมเป็นคนติดตามเรื่องหนังมากกว่า หนังใหม่ หนังดี หนังกระแส หนังอินดี้ นี่ผมค่อนข้างจะรู้จักหมด ในขณะที่เพลงของนักร้องใหม่ๆ อย่างบียอนเซ่ โคลด์เพลย์ แมนิคสตรีทพรีชเชอร์ นี่ผมแทบไม่รู้จักเลย เพราะผมคิดว่าการที่เราต้องตามติดป๊อปคัลเจอร์ทุกด้าน ทั้งหนัง ทั้งเพลง ทั้งหนังสือ ทั้งทีวี ไปพร้อมกันหมด ถือเป็นเรื่องที่เปลืองพลังงานมาก ผมเลยเลือกตามแต่เรื่องหนังอย่างเดียวเป็นหลัก ส่วนเรื่องเพลงก็เลยเอาแต่ฟังเพลงเก่าๆ ไป
กลับมาที่เรื่องการฟังเพลงสมัยเป็นวัยรุ่นกันต่อครับ สมัยนั้นจำได้ว่าผมติดตามกระแสเพลงเจ๋งๆ จากการอ่านนิตยสาร "สีสัน" ของน้าทิวา สาระจูฑะ สีสันถือเป็นนิตยสารที่ผมซื้อติดต่อกันยาวนานมาก ตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเรื่อยมาจนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย ประมาณว่าเวลาเดินผ่านร้านแผงหนังสือหน้าปากซอย ก็จะชะเง้อดูว่าเล่มใหม่ออกหรือยัง พอซื้อมาแล้วก็จะรีบเปิดอ่านเซกชั่นวิจารณ์เพลง เขาก็จะมีคอลัมนิสต์หลายคนมา อย่างพวกขุนทอง อสุนี วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ปณิธาน ฯลฯ มาเขียนถึงอัลบั้มเพลงที่น่าสนใจ เล่มหนึ่งก็เขียนถึงสักประมาณ 7-8 ชุด ทั้งไทยทั้งฝรั่งคละแนวหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพลงฝรั่ง มีเขียนถึงอัลบั้มเพลงไทยบ้าง แต่ต้องเป็นอัลบั้มเพลงไทยแบบที่อินดี้ๆ หน่อย (จริงๆ แล้วสมัยนั้นเรายังไม่ฮิตคำว่า "อินดี้" กันเลยครับ และคำว่า "อัลเตอร์" ก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ) จำพวก วงเฮฟวี่มด ดิโอฬารโปรเจคท์ TKO ดอนผีบิน ปฐมพร วงตาวัน เพลงของค่ายเบเกอรี่ และพวกเพลงเพื่อชีวิตที่ตอนนั้นฮิตกันมาก เพลงไทยที่เขาเขียนถึงไม่ค่อยมาจากค่ายเพลงใหญ่พวกแกรมมี่ อาร์เอส นิธิทัศน์ เพราะสมัยนั้น นักฟังเพลงส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเอือมระอากับค่ายเพลงพวกนี้ ที่ทำเพลงกันออกมาคุณภาพต่ำ เนื้อหาวนเวียน ภาคดนตรีก็ซ้ำซาก และส่วนใหญ่ก็เอาพวกดารา นางแบบ มาปั้นให้เป็นนักร้องแล้วขาย แถมยังอัดโฆษณาและรายการมิวสิควิดีโอกันกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนช่อง 9 อ.ส.ม.ท. สมัยนั้นถูกเหน็บแนมว่าย่อมาจาก องค์การส่งเสริมมิวสิควิดีโอแห่งประเทศไทย โดยส่วนตัวผม ผมคิดว่าสมัยนั้นวงการเพลงไทยตกต่ำจริงๆ และรู้สึกเหมือนไม่มีทางเลือกให้เลย ก็ได้นิตยสารสีสันนี่แหละ ที่ช่วยเปิดหูเปิดตา
(แต่ทุกวันนี้ พวกศิลปินเพลงยุคนั้นกลับมาจัดคอนเสิร์ตใหญ่โต และมีคนแห่กันไปดูอย่างล้นหลาม ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เพราะคุณภาพของเพลงที่ดีจนถึงขึ้นกลายเป็นของคลาสสิคหรอกครับ แต่เหตุที่คนแห่กันไปนั้นก็เพราะความรู้สึกแบบนอสตัลเจียมากกว่า คือเมื่อฟังเพลงเหล่านั้นแล้วทำให้เราย้อนคิดไปถึงคืนวันเก่าๆ ซึ่งเรามีความสุขมากกว่าในปัจจุบัน สมัยนั้นจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าคนรุ่นเราฟังเพลงของ สามารถ พยัคฆ์อรุณ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มาช่า วัฒนพานิช ฯลฯ ด้วยความรู้สึกเซ็งและถูกยัดเยียดมากกว่าครับ)
หลังจากอ่านบทความวิจารณ์เพลงในสีสันเสร็จ ผมก็จะจำชื่ออัลบั้มและศิลปินเอาไว้ แล้วก็ไปหาซื้อมาฟังตามนั้น แต่สมัยนั้น อัลบั้มเพลงพวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อหรือหาฟังกันได้ง่ายๆ นะครับ ตอนนั้นไม่มี Bit Torrent ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มี mp3 และแถมยังไม่มีแม้กระทั่งแผ่นซีดีด้วยซ้ำไป ทางเดียวที่จะได้ฟังเพลงพวกนี้คือจากเทปคาสเส็ทท์ ซึ่งไม่ได้มีวางขายตามแผงเทปทั่วไป แผงเทปทั่วไปตอนนั้นก็วางขายแต่เพลงของค่ายใหญ่ๆ เทปเพลงที่เจ๋งๆ เหล่านี้ วางขายอยู่ที่ร้านเฉพาะบางร้านเท่านั้น เราต้องใช้เวลาเดินหาแหล่งเทปพวกนี้อยู่นานนะครับ กว่าจะเจอ อย่างเช่นร้านน้องท่าพระจันทร์ ร้านชื่ออะไรสักอย่างจำไม่ได้ อยู่แถวสามย่าน และก็มีอีกร้านหนึ่งซึ่งผมไปอุดหนุนบ่อยที่สุด คือร้านโดเรมี สยามสแควร์ สมัยนั้นร้านโดเรมี ไม่ได้ตั้งอยู่ตรงริมถนนใหญ่ ตรงตีนสะพานลอยรถไฟฟ้าอย่างในตอนนี้นะ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอยเล็กๆ ใกล้กับโรงแรมโนโวเทล ร้านเขาเล็กมากขนาดที่ถ้าคุณเดินไปแถวนั้นแล้วไม่สังเกต คุณก็จะเดินผ่านหน้าร้านเขาไปเฉยๆ เลย แต่ภายในร้านเล็กๆ แบบนี้ กลับมีคลังเทปเพลงเจ๋งๆ อยู่เยอะมาก เยอะขนาดที่คุณอยากได้เทปชุดไหน ก็ไปบอกเจ้าของร้าน เขาก็จะเดินเข้าไปค้นกุกกักๆ อยู่หลังร้านสักพัก แล้วก็หยิบมาขายให้เราได้ เจ้าของร้านนี่ผมเพิ่งมารู้ภายหลัง ว่าแกชื่อว่า "ป้าโด"
เทปที่ขายในร้านป้าโดสมัยนั้น มี 2 ประเภท คือเทปลิขสิทธิ์กับเทปพีค็อก "เทปพีค็อก" ก็คือเทปผีสมัยนี้นี่แหละ แต่เราเรียกมันว่าเทปพีค็อก เพราะว่ามันมีตรานกแก้วพีค็อกติดอยู่บนตัวเทป ตัวม้วนเทปและกล่องเป็นพลาสติกใสแจ๋ว มีปกเทปสวยงาม แต่ตัวปกจะไม่มีพับหลายๆ ทบ และไม่มีพิมพ์เนื้อร้องให้ ราคาเทปลิขสิทธิ์เพลงฝรั่งสมัยก่อนตกม้วนละ 60-70 บาท ในขณะที่เทปพีค็อกราคา 20-30 บาท คุณภาพของเสียงจากเทปทั้งสองประเภทนี้ใกล้เคียงกันมาก อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการอัดเสียงสมัยก่อน และเครื่องเล่นเทปคาสเส็ทท์ที่ใช้ตามบ้านทั่วไป ไม่สามารถแยกแยะเสียงได้ชัดเจนมากนัก ดังนั้นการซื้อเทปคาสเส็ทท์แบบอะนาล็อก ไม่ว่าจะลิขสิทธิ์หรือผี ก็ให้คุณภาพเสียงไม่ต่างกันในหูคนฟังระดับธรรมดาอย่างผม แต่มาถึงทุกวันนี้ ร้านป้าแกคงขายแต่แผ่นซีดีแล้ว และก็คงเหลือแต่แผ่นซีดีลิขสิทธิ์ล้วนๆ
สมัยนั้นผมแวะร้านป้าโดแทบจะทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะเป็นวันที่ต้องไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาแถวสยามสแควร์อยู่แล้ว พอเรียนเสร็จก่อนขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ก็แวะร้านป้าแกสักแว้บ ถามถึงเทปชุดที่ได้อ่านวิจารณ์มาจากหนังสือสีสัน เทปที่ผมไปซื้อจากร้านป้าโดสมัยก่อน ก็คละๆ กันไป ทั้งไทยและเทศ ทั้งผีและลิขสิทธิ์ ตอนนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ฟังเพลงเยอะจริงๆ หลังจากนั้นมาอีกหลายปี วงการเพลงไทยและคนฟังเพลง จึงสามารถหลุดออกจากการครอบงำของค่ายเทปยักษ์ใหญ่ได้ เกิดเป็นกระแสเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟ นักร้องนักดนตรีหน้าใหม่ผุดขึ้นจำนวนมาก มีงานเทศกาลบันเทิงคดี ค่ายเทปเล็กๆ อย่างเบเกอรี่มิวสิคได้รับความนิยม ดารานางแบบเริ่มหายออกไปจากวงการเพลง คนทำงานเบื้องหลังค่อยๆ ออกมาสู่เบื้องหน้า ตอนนั้นผมยังคงติดตามฟังเพลงอยู่ต่อมาอีกสักระยะ จำได้ว่ายังได้ไปนั่งดู มาโนช พุฒตาล แสดงสดในงานเทศกาลบันเทิงคดี ที่เขาจัดกันที่ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่นเลย ปีนั้นพ.ศ.อะไรจำไม่ได้นะครับ ประมาณ 2537-2538 นี่แหละ ผมคิดว่านั่นคือคนรุ่น "พี่ชายของเด็กแนว" คือก่อนที่เราจะมีคำว่าอินดี้ ก่อนที่เราจะมีเด็กแนว ก่อนที่เราจะมีอะเดย์ ก่อนที่เราจะมีแฟตเรดิโอ เราเคยมีนิตยสารสีสัน ร้านป้าโด เพลงอัลเทอร์ฯ และเทศกาลบันเทิงคดี มาก่อน และผมเป็นคนที่อยู่ในรุ่นนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทำงาน ก็ค่อยๆ ห่างออกจากกระแสเพลงไปเรื่อย ร้านป้าโดก็ไม่ค่อยได้ไปแล้ว เพราะมีร้านเทปทาวเวอร์เรคคอร์ดส เข้ามาเปิดในเมืองไทย ที่ชั้นบนเวิลด์เทรดเซนเตอร์ หลังๆ เลยชอบไปเดินเล่นเตร็ดเตร่ในทาวเวอร์เรคคอร์ดสมากกว่า มีเพลงให้เลือกหลากหลายกว่า แถมยังเปิดทดลองฟังได้ด้วย และช่วงนั้นแผ่นซีดีก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น พื้นที่ในร้านทาวเวอร์เรคคอร์ดสส่วนใหญ่วางขายแต่แผ่นซีดีทั้งนั้น เหลือส่วนขายเทปเล็กนิดเดียว ซีดีสมัยนั้นยังแพงมากจนซื้อไม่ไหว ถ้าเป็นเพลงฝรั่งขายแผ่นละ 450 บาทขึ้นไป เพลงไทยขายประมาณ 300 บาท แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็ค่อยเกิดกระแส mp3 ขึ้นมา โดยมีจุดเริ่มต้นที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า และนั่นก็คือจุดสิ้นสุดการติดตามฟังเพลง การซื้อนิตยสารสีสัน และการซื้อเทปหรือแผ่นซีดีของผม ในปัจจุบัน ผมก็เอาแต่ซื้อแผ่น mp3 หรือไม่ก็ดาวน์โหลดเพลงที่ชอบจากอินเตอร์เน็ต มาเปิดฟังแบบวนๆ เท่านั้น
เทปที่ซื้อมาจากร้านป้าโดเหล่านั้นก็ทิ้งไปหมดแล้ว เพราะเทปมันยืดด้วย และเพราะผมย้ายบ้านด้วย เลยไม่ได้เก็บสะสมเอาไว้ เหลือไว้แต่ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับเพลงที่เคยฟังสมัยวัยรุ่น และนี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของบทเพลงที่ผมฟังในตอนเป็นวัยรุ่น ถ้าคุณอยากฟังเพลงไหน กดปุ่ม Play เลยครับ
1. The Mission UK - Butterfly On A Wheel
วงนี้เป็นแนวไซคีเดลิกร็อค มันแปลว่าอะไรไม่รู้นะ แต่เขาเขียนไว้ในหนังสือสีสันน่ะครับ เพลงนี้เป็นเพลงรองสุดท้ายในหน้าบี ของอัลบั้มชุดอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เพราะทั้งชุด ในชุดนั้นผมชอบเพลงนี้ที่สุด
2. Acoustic Alchemy - Same Road, Same Reason
วงนี้เป็นวงดูโอ มือกีตาร์ 2 คน เล่นเพลงบรรเลงทั้งชุด เพราะโคตรๆ ทั้งชุดเช่นกัน เหมาะสำหรับเปิดฟังระหว่างการอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์
3. Chris Rea - September Blue
เชื่อไหมว่าผมไม่เคยเห็นหน้านักร้องคนนี้เลย แต่เสียงเขาทุ้มนุ่ม และเพลงสะอาดสดใสเหลือเกิน
...
ปล.1 ไม่แน่ใจว่าร้านป้าโดที่ตรงตีนสะพานลอยรถไฟฟ้าสยามสแควร์ยังอยู่หรือเปล่า ได้ยินแว่วๆ ว่าแกย้ายไปแล้ว ไปเดินสยามครั้งล่าสุดก็ไม่ได้สังเกต ใครพอจะรู้ช่วยยืนยันข่าวด้วยครับ
ปล.2 เมื่อหลายเดือนก่อนไปดูหนังรอบค่ำกับน้องยุ้ย พอหนังเลิกออกมาตอนสักสี่ทุ่มกว่า ก็ไปยืนรอรถเมล์หน้าโรงหนังสยาม เจอป้าโดยืนรอรถเมล์อยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าไปทักแกหรอกนะ
ปล.3 ได้ยินมาว่าป้าโดดุมาก มีพวกรายการทีวีหรือพวกนิตยสารจะไปขอสัมภาษณ์แก แกไล่ออกจากร้านทุกราย
ปล.4 ได้ยินมาว่าป้าโดมีพี่น้องฝาแฝดอีกคนนึง เปิดร้านขายเทปเหมือนกัน แต่เน้นขายเทปแนวเฮฟวี่ร็อค อยู่ตรงชั้น M พันธุ์ทิพย์พลาซ่า อันนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
ปล.5 นานมาแล้วเคยไปสัมภาษณ์น้าทิวา ที่ออฟฟิศนิตยสารสีสัน เป็นตึกแถวเก่าๆ เล็กๆ โทรมๆ ข้างในรกมาก และเหม็นกลิ่นขี้หนูอย่างแรง ตอนนั้นทึ่งเหมือนกัน ว่าที่นี่หรือคือจุดกำเนิดไลฟ์สไตล์การฟังเพลงในสมัยวัยรุ่นของเรา
...
Wednesday, September 19, 2007
สีสันกับป้าโด
Saturday, November 18, 2006
เจมส์ บอนด์
...
หลายปีก่อนตรงถนนพระอาทิตย์ เคยมีร้านอาหารหรูๆ อยู่ร้านหนึ่ง ชื่อว่าร้านร้อยแปด ผมกับเพื่อนชอบไปนั่งกินข้าวกันที่นี่ทุกเย็นวันศุกร์ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำเกี่ยวกับร้านนี้ ไม่ใช่เมนูขาหมูเยอรมันหรือปลาตะเพียนไร้ก้างของทางร้าน แต่เป็นป้ายห้องน้ำผู้ชาย ที่เจ้าของร้านเขามีไอเดียเก๋ไก๋มาก แทนที่จะเอาป้ายสัญลักษณ์ตัวผู้ชาย หรือป้ายตัวหนังสือมาแปะ เขากลับเอาปกนิตยสารฉบับหนึ่งมาแปะ เพื่อบอกว่าตรงนี้คือห้องน้ำชาย ปกนิตยสารฉบับนี้เป็นภาพถ่ายระยะกลางๆ ครึ่งตัว ตั้งแต่ระดับหัวเข่าขึ้นไป เป็นผู้ชายวัยหนุ่มใหญ่ ใส่ชุดสูทสีดำเนี้ยบๆ หวีผมเสยเรียบแปร้ ใบหน้าฉายแววมีความสุข ปากฉีกยิ้มเห็นฟันขาว ยกมือซ้ายขึ้นมา ชี้นิ้วเฉียงๆ ไปทางขวามือ ซึ่งเป็นทิศของประตูห้องน้ำชายของร้านนี้พอดีเป๊ะ เวลาไปกินข้าวร้านนี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ผมเห็นป้ายนี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้ทุกที แต่นึกไปนึกมา ก็สงสารผู้ชายที่เป็นแบบปกนิตยสารฉบับนี้ ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวหรือเปล่า ว่าภาพเท่ๆ ของเขาถูกเอามาล้อเล่นถึงขนาดนี้
การเอาภาพผู้ชายที่แสดงความหล่อ ความเท่ มาล้อเล่นล้อเลียนแบบนี้ คงจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะในสมัยนี้ ทุกคนล้วนมีความคิดแบบ anti-establishment หรือความคิดแบบต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความเชื่อแบบดั้งเดิม ในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ สังเกตดูได้จากภาพของผู้ชาย ที่นำเสนอผ่านสื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ ทั้งนิตยสาร ทีวี หนัง เพลง มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และแสดงความต่อต้านขัดแย้งกับมาตรฐานหรือความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ชายแบบเดิม โดยมีลักษณะแบบ anti-hero มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายหล่อๆ เนี้ยบๆ เก๊กๆ แอคท์ท่าเท่ๆ ถ่ายรูป กลายเป็นสิ่งที่น่าตลกขบขัน และตกเป็นเป้าในการถูกนำมาล้อเลียน ดูง่ายๆ จากประวัติศาสตร์ของหนังเจมส์ บอนด์ ที่ผ่านมาหลายสิบปี ภาพของเจมส์ บอนด์ แบบ ฌอน คอนเนอรี่ และโรเจอร์ มัวร์ ที่เป็นสุภาพบุรุษสายลับหล่อเนี้ยบ กลายเป็นสิ่งที่หนังหลายเรื่องในรุ่นต่อมา นำมาล้อเลียนกันแบบสนุกสนาน
อย่างหนัง ออสติน พาวเวอร์ มิสเตอร์บีน ที่นำเสนอภาพชายหนุ่มสายลับอังกฤษที่บ้าบอคอแตก หรือแม้กระทั่ง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ที่ให้สายลับหล่อเนี้ยบเหมือนเจมส์ บอนด์ ถูกยิงตายตั้งแต่ต้นเรื่อง จนต้องไปหาสายลับแบบใหม่ที่ดิบห่ามเถื่อน อย่าง วิน ดีเซล มาทำงานต่อ ภาพของตัวละคร เจสัน บอร์น จาก The Bourne Identity ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมา จากสมัยที่มันเคยเป็นหนังทีวีในยุค 80 ฉายภาพผู้ชายสายลับที่หล่อเนี้ยบอยู่ จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด เจสัน บอร์น ก็มีลักษณะ anti-hero มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความดุดัน มุทะลุ ฉากบู๊ที่โหดเหี้ยม เพิ่มจำนวนขึ้นทั้ง 2 ภาค ภาพของ อีธาน ฮันท์ ใน Mission Impossible ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากสมัยที่เป็นซีรีย์สทางทีวี อีธาน ฮันต์ เก่งกาจโอเว่อร์เหมือนการ์ตูน จนเมื่อมันกลายเป็นหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ด ดีกรีความเป็น anti-hero ของ อีธาน ฮันท์ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบไล่ลำดับมาจากหนังทั้ง 3 ภาค
เจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด Casino Royale ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นเพราะมันนำเสนอภาพเจมส์ บอนด์ แบบ anti-hero สุดๆ พระเอกของเราทำตัวไม่สมกับเป็นพระเอก ถึงขนาดที่พอเล่นไพ่แพ้ผู้ร้าย และเห็นว่าหมดทางจะจับตัวไปได้แล้ว ถึงกับคว้ามีดบนโต๊ะอาหาร เดินรี่จะไปแทงเขาให้ตายคามือให้สมแค้น นับไล่หนังเจมส์ บอนด์ มาทุกตอน ไม่เคยมีเจมส์ บอนด์ คนไหนที่สิ้นคิดได้ถึงขนาดนี้ ผมคิดว่ารสนิยมของคนสมัยนี้ เมื่อเขาเสพสื่อหรือป๊อปคัลเจอร์ใดๆ ก็ตาม เขาต้องการเสพความสมจริงสมจังให้ได้มากที่สุด และเขาค่อนข้างจะรู้แล้ว ว่าภาพความดี ความงาม ความสมบูรณ์แบบ ที่สื่อและป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ เคยชอบหยิบมานำเสนอนั้น มันไม่จริงและไม่น่าสนใจ มันเป็น establishment ปลอมๆ ที่พวกเขาอยากจะ anti กันหมดแล้ว ดังนั้น เวลาดูหนัง คนสมัยนี้จึงต้องการเห็นจุดอ่อน จุดบกพร่อง ความไม่ดี ไม่งาม ไม่สมบูรณ์แบบ ของตัวละครทั้งหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวพระเอก ดังนั้น พระเอกแบบ วิน ดีเซล ออสติน พาวเวอร์ และเจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุด ที่มีความ anti-hero จึงได้รับความนิยมจากคนดูส่วนใหญ่ และคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ ภาพบนหน้าปกนิตยสารก็สะท้อนความคิดนี้เช่นกัน ผู้ชายบนปกนิตยสารสมัยนี้ จึงดูหล่อ เนี้ยบ เก๊ก และแอคท์ท่าน้อยลงไปเยอะ เมื่อเทียบกับบนปกนิตยสารสมัยก่อน
ร้านร้อยแปดที่ถนนพระอาทิตย์ ปิดกิจการไปหลายปีแล้ว เจ้าของร้านอาจจะรวยแล้วเลยเลิกขาย วันก่อนผมไปดูหนัง เจมส์ บอนด์ ตอนใหม่ล่าสุดมา และมันทำให้ผมคิดถึงร้านร้อยแปดขึ้นมาตะหงิดๆ คิดถึงร้านนี้มาก อยากกลับไปนั่งกินขาหมูเยอรมันและปลาตะเพียนไร้ก้างอีกจังเลย
...
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
10:09 PM
Labels: ความเป็นเพศ, นิตยสาร, วิจารณ์หนัง, หนัง
Tuesday, November 14, 2006
คำหล่อๆ
...
หลายวันที่ผ่านมา ผมต้องออกไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวติดๆ กัน จนแรงหมดเกลี้ยง กลับมาถึงบ้านก็นอนแผ่หมดสภาพ การสัมภาษณ์คนนี่บางคนอาจจะถือว่าเป็นงานที่ง่าย ผมก็คิดว่าในแง่หนึ่งมันเป็นงานที่ง่ายจริงๆ แต่สำหรับบางคนอาจจะถือว่ามันเป็นงานที่ยาก ซึ่งผมก็คิดว่าในอีกแง่หนึ่งมันก็ยากจริงๆ นั่นแหละ
ผมมองว่าการทำงานด้วยการสัมภาษณ์แหล่งข่าว แล้วเอาเนื้อหานั้นมาลงตีพิมพ์ มันง่ายเมื่อมองในแง่ที่เนื้อหาทั้งหมด ที่เราต้องการใช้นั้น มันจบสิ้น สำเร็จ ครบถ้วน จากในตัวการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ยิ่งถ้าเป็นการเขียนแบบ ถาม-ตอบ เนื้อหาที่ต้องใช้นั้นยิ่งครบถ้วนสมบูรณ์จากการสัมภาษณ์นั้นๆ แค่กลับมานั่งแกะเทป และเรียบเรียงคำพูดให้อ่านง่าย ไม่วกวน เลือกเอาคำหล่อๆ จากปากของแหล่งข่าวมาเน้นย้ำ (คำหล่อๆ บัญญัติโดยน้องคนหนึ่ง หมายถึงวลีหรือประโยคจากแหล่งข่าวคนดัง ที่ให้เราเอามาใช้เขียนงานได้แรงและดูดี) แค่นี้ก็เสร็จสมบูรณ์ในตัว เมื่อเทียบกับการทำงานเขียนชิ้นอื่นๆ ที่ต้องใช้วิธีรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง และต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์-สังเคราะห์ ก่อนจะลงมือเขียนออกมาเป็นเนื้อเรื่องยาวๆ ถ้ามองในแง่นี้ การทำงานสัมภาษณ์นั้นง่ายกว่าจริงๆ
แต่เมื่อลองมองอีกแง่หนึ่ง ถ้าการไปสัมภาษณ์ครั้งนั้นๆ แล้วไม่ได้เนื้อหาที่ดีพอกลับมา ไม่ได้คำหล่อๆ จากปากของแหล่งข่าวเลย หรือการพูดคุยวกวนไม่มีประเด็นน่าสนใจ หรือแหล่งข่าวบางคนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพูดคุยสัมภาษณ์กับเรา กรณีนี้เจอบ่อย เวลาที่ต้องไปสัมภาษณ์ดาราดังๆ ที่ส่วนใหญ่ชอบให้สัมภาษณ์แบบผ่านๆ ขอให้จบๆ ไป เพราะเขาอาจจะมองว่านักข่าวทุกคนเป็นนักข่าวสายบันเทิงเหมือนกันหมด แบบนี้หล่ะแย่แน่ๆ เพราะบทสัมภาษณ์ที่เสร็จสมบูรณ์ออกมา ก็จะไม่มีเนื้อหาชวนอ่าน และก็ไม่มีคำหล่อๆ มาให้เน้นตัวหนา เวลาเจอพวกดาราดังๆ ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับการให้สัมภาษณ์ ผมชอบใช้วิธีถามนำพาเข้าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ที่ดูลาดเลาว่าจะชักจูงให้เขาพูดเรื่องที่มีความขัดแย้งกันสูง อาจจะเรื่องสังคม การเมือง ปัญหาวัยรุ่น โน่นนี่นั่น ฯลฯ สักพักเขาจะหลุดคำหล่อๆ ออกมา ถ้าได้คำหล่อๆ สัก 2-3 วลีหรือประโยคจากคนพวกนี้ แค่นี้ผมก็โอเคแล้ว กลับมานั่งแกะเทป แล้วเขียนงานออกมาได้รอดตัว
คำหล่อๆ เปรียบเหมือนท่อนฮุคในเพลงป๊อป เป็นท่อนที่มีเมโลดี้เพราะที่สุด คำร้องลงตัวที่สุด ฟังแล้วสะดุดหูง่ายที่สุด และเป็นท่อนที่เมื่อเปิดขึ้นมาในผับ ทุกคนในร้านจะร้องตามได้หมด ส่วนท่อนอื่นๆ ในเพลง เอาไว้ฟังผ่านๆ จะฟังก็ได้ ไม่ฟังก็ได้ มีไว้เพื่อถ่วงเวลาทั้งเพลง ให้มีความยาวประมาณ 3-4 นาที ในระบบคิดของคนเราสมัยนี้ คงจะมีความสนใจกันแค่นี้จริงๆ ขนาดเพลงที่มีความยาวแค่ 3-4 นาที เรายังเลือกสนใจแค่ตรงท่อนฮุค ขนาดเนื้อหาในนิตยสารที่ยาวแค่ 1-2 หน้า เราก็เลือกสนใจแค่ตรงคำหล่อๆ คุณลองไปเปิดอ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร เปิดดูรายการทอล์คโชว์ในโทรทัศน์ แล้วคุณจะสังเกตเห็นเหมือนกันกับผม ว่ามันเป็นที่เอาไว้โชว์คำหล่อๆ เนื้อหาโดยรวมทั้งหมดนั้น จะดีหรือมีประโยชน์อะไรต่อเราแค่ไหน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ
...
Sunday, October 29, 2006
What I've Learned
...
1. คนสมัยนี้สมาธิสั้นลง และไม่ค่อยทนให้ความสนใจกับอะไรได้นานๆ
2. ระบบความคิดของผู้คน เปลี่ยนไปเป็นแบบรวบรัด เร่งรีบ ตัดทอน ตัดแบ่งเป็นห้วงๆ สรุปๆ ให้ง่าย สั้น กระชับ
3. เห็นได้ชัด จากศิลปะแขนงต่างๆ ในสมัยนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวบรัด ตัดทอน ไร้ความสละสลวย ทั้งหนัง เพลง วรรณกรรม ฯลฯ
4. ในวงการวรรณกรรม แม้ผู้เขียน ตั้งใจจะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ที่ต้องร้อยเรียงความคิดอย่างดี ก็จะถูกอ่านแบบข้ามๆ โดยผู้อ่านอยู่ดี
5. ไม่น่าแปลกใจที่วรรณกรรมไทยดีๆ ค่อยๆ มีจำนวนน้อยลง แม้กระทั่งหนังสือรวมเรื่องสั้น ก็มีน้อยเหลือเกิน เทียบกับหนังสืออื่นๆ บนแผง
6. การเขียนแบบใหม่ คือการเขียนแบบสั้นๆ แบ่งเป็นห้วงๆ หรือเป็นข้อ ได้ถือกำเนิดขึ้น และมาทดแทนการเขียนแบบเก่า
7. ในยุคที่ไม่มีใครสนใจหรือตั้งใจจะอ่านอะไร ผู้เขียนเองก็รู้ดี ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งใจเขียนอะไร ให้ยาว ให้สละสลวย ให้เรียงร้อยความคิด
8. การเขียนแบบใหม่นี้ ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เริ่มแพร่หลายจากวงการนิตยสาร
9. เช่น 10 เมืองที่ต้องไปเที่ยวให้ได้ก่อนตาย, 59 คำที่ผู้หญิงพูดหลังถึงจุดสุดยอด, 7 เคล็ดลับกระชับสะโพกและพุงเผละๆ , 100 หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน, ฯลฯ
10. คนทำนิตยสาร ไม่กล้าเรียกร้องความตั้งใจจากคนอ่าน เขาจึงต้องเขียนอะไรสั้นๆ ง่ายๆ แบ่งเป็นข้อๆ รวบรัด สรุปจบ
11. แม้กระทั่งเรื่องบทเรียนชีวิตทั้งชีวิต ของมนุษย์สักคน ยังถูกสรุปแบบรวบรัด ตัดทอน ให้กลายข้อๆ สั้นๆ ความยาวเนื้อหาทั้งหมดเพียง 2 หน้ากระดาษได้
12. การตัดแบ่งเป็นการเขียนออกเป็นห้วงๆ หรือข้อๆ ได้ทำลายรายละเอียด ความซับซ้อน ความต่อเนื่อง ของสาระที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ
13. คงเหลืออยู่แต่สาระที่ขาดวิ่นเป็นห้วงๆ
14. เปรียบได้กับระบบจำนวนในวิชาคณิตศาสตร์ ระบบจำนวนจริง (Real Number) สามารถครอบคลุมแนวความคิดเกี่ยวกับจำนวน และจำนวนตัวเลขชนิดต่างๆ ได้ทั้งหมด ทั้งตรรกยะ อตรรกยะ จำนวนนับ เศษส่วน ศูนย์ ติดลบ ฯลฯ
15. จำนวนนับ (Count Number) เป็นเพียงแค่ซับเซต (Sub-set) ที่เล็กนิดเดียว ในระบบจำนวนจริงที่กว้างใหญ่ จำนวนนับไม่สามารถแทนแนวความคิดเกี่ยวกับจำนวนได้ทั้งหมด
16. การเขียนเรื่องราวชีวิตของคน แบบเป็นข้อๆ ก็คือการตัดแบ่งเรื่องราวชีวิตเขาออกเป็นห้วงๆ เหมือนกับตัวเลขจำนวนนับ
17. บางคนเชื่อว่าการเขียนเรื่องราวชีวิตแบบเป็นห้วงๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงการตกผลึกของชีวิต
18. ผมว่าจริงๆ แล้ว มันแสดงให้เห็นว่าคนเราสมาธิสั้นลง และไม่ค่อยทนให้ความสนใจกับอะไรได้นานๆ มากกว่า
19. ทั้ง 18 ข้อข้างบนนั่น คือ What I've Learned สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานเขียน
...
Wednesday, August 09, 2006
Advertorial
***
ก่อนจะอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ ผมขอให้ทุกคนรับปากก่อนครับ ว่าจะไม่นำไปแพร่งพรายเป็นอันขาด ผมสร้างบล้อกนี้ขึ้นมาเพื่อให้เฉพาะเพื่อนๆ ที่ใกล้ชิดในวงจำกัดได้อ่าน บางเรื่องที่เขียนถึงจึงเป็นความลับและเป็นความคิดเห็นที่ส่วนตัวสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องที่ออฟฟิศหน่ะครับ ผมขอเล่าโดยไม่บอกชื่อตัวละครและไม่บอกชื่อบริษัทก็แล้วกัน (แต่คุณคงรู้อยู่แล้ว) เริ่มเรื่องกันที่พี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งจะเซ็นใบลาออกไป โดยมีผลสิ้นเดือนนี้ เขาทำงานที่นี่มานานสิบกว่าปี นานเกือบจะเท่าๆ กับอายุของบริษัทนี้แล้ว ภาพที่เขามาเก็บข้าวของบนโต๊ะ ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจ จริงๆ แล้วผมกับเขาไม่ค่อยพูดจากันมานาน 2-3 ปีแล้ว จากแต่ก่อนที่เราเคยสนิทกัน สาเหตุที่ทะเลาะกันนั้นผมจำไม่ได้อย่างแน่ชัด คุณเป็นเหมือนผมไหมล่ะ เวลาทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่ง ไม่คุยกันนานหลายปี เมื่อมองย้อนกลับไปอีกที คุณนึกไม่ออกแล้วว่าเราทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่เรายังรู้สึกว่าทะเลาะกันอยู่ น่าตลกดีนะ ผมไม่รู้ว่าในมุมมองของเขา เขามองเราทะเลาะกันเพราะอะไร แต่ถ้าเป็นในมุมมองของผมฝ่ายเดียว ผมว่าเราทะเลาะกันเรื่องงานนั่นแหละ เขาอาจจะรู้สึกว่าผมกินแรง ไม่ยอมช่วยเขาเก็บกวาดงานห่วยๆ ไร้สาระประจำเดือน ซึ่งก็คือการทำ advertorial ที่จะประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในต่อไปนี้แหละ ตอนที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่เมื่อปี 2543 เขาเป็นเพื่อนร่วมงานคนแรกๆ เขาอายุมากกว่าผมเกือบ 10 ปี จึงเป็นซีเนียร์และช่วยสอนงานให้เยอะ ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของไทยเพิ่งผ่านวิกฤตมา ธุรกิจนิตยสารที่ต้องพึ่งพาเงินค่าโฆษณา จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มีนิตยสารมากมายต้องปิดตัวไปในช่วงนั้น ยกเว้นนิตยสารของเราที่รอดตัวมาได้ ด้วยการที่เราทำ advertorial แถมให้กับลูกค้าที่ซื้อโฆษณา คุณยังไม่รู้ว่า advertorial คืออะไรหน่ะเหรอ มันก็คือหน้าโฆษณาในนิตยสาร ที่ดูเหมือนกับเป็นเนื้อหาในนิตยสาร เคยสังเกตไหม บางหน้าที่เป็นการสัมภาษณ์คนดัง ให้เขาพูดถึงตัวสินค้าอะไรบางอย่าง นั่นแหละ advertorial หล่ะ จริงๆ แล้วมันมีมานานมากแล้วครับ มีมาก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แต่ผมคิดว่ามันพุ่งพีคถึงจุดสุดยอดในปี 2540 นั่นแหละ เพราะนิตยสารทุกเล่มในตอนนั้น จะต้องยอมโก่งตูดให้ทุนนิยมล่อเอาตามสบาย เพื่อขอค่าโฆษณามาต่อลมหายใจ จนมาถึงทุกวันนี้ advertorial ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นสิ่งที่ปกติและเราเคยชินกับมัน ตอนปี 2543 ที่ผมเริ่มต้นทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร มี advertorial เข้ามาให้พวกเราทำตลอดครับ แรกๆ ผมก็ทำไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร แต่เมื่อทำไปนานหลายเดือนก็ชักรู้สึกทะแม่งๆ ตะหงิดๆ ว่าทำไมวิชาชีพนักวารสารศาสตร์อย่างเรา ต้องมาทำงานรับใช้งานโฆษณาแบบนี้ ทำไมในเมื่อตอนนั้นเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้างแล้ว ทุนนิยมยังจะมาอัดตูดพวกเราอยู่ได้ทุกเดือน หลังจากนั้นมา ผมเบะปากใส่และทำอิดออดทุกครั้ง ที่ถูกร้องขอให้ทำ ผมทนทำให้อยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่ก็บ่ายเบี่ยง โดยผู้ที่ยอมทำ advertorial ส่วนที่ผมบ่ายเบี่ยงไปนั้น ก็คือรุ่นพี่คนนี้แหละ คนที่เพิ่งเซ็นใบลาออกไปนี่แหละ นอกจากการทำ advertorial เขาก็รับผิดชอบงานเขียนอื่นๆ ในนิตยสารเล่มนี้อีกมากนะครับ จำพวกคอลัมน์เกร็ดความรู้สั้นๆ ที่อยู่กระจายไปทั่วเล่มนั้นแหละ และงานสัมภาษณ์พวกดารา คนดังทั้งหลาย จำพวกที่ว่า เข้าวงการมาได้อย่างไร ชอบผู้หญิงประเภทไหน มีงานอดิเรกอะไร สรุปรวมๆ ก็คือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้นิตยสารทั้งเล่มดูน่าอ่าน เบาสมอง Giggle อ่านง่าย ไม่หนักสาระทั้งหลาย พี่เขารับเหมาทำทั้งหมด มีครั้งหนึ่ง พวกเราเดินไปทางทำสกู๊ปที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยกัน จึงมีเวลานั่งพูดคุยกันมากขึ้น ผมพูดประเด็นนี้กับเขา ว่าเราเป็นนักวิชาชีพวารสารศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องทำ advertorial แบบนี้ หรือถ้าจะทำ เราควรจะได้เงินพิเศษในอัตราเดียวกับที่นักวิชาชีพโฆษณาได้รับ โดยที่ฝ่ายโฆษณาของนิตยสาร ควรจะขาย advertorial ในราคาที่แพงพิเศษ เพื่อมาเป็นค่าแรงพิเศษให้กับเรา หรือไม่ก็ขายหน้าโฆษณาไปปกติ เราจะได้ไม่ต้องไปทำ advertorial ให้เสียเวลา เขาดูฮึกเหิมและเออๆ ออๆ เห็นด้วยกับไอเดียนี้อย่างมาก แต่เมื่อกลับมาจากเชียงใหม่คราวนั้น เขาก็ยังคงต้องทำ advertorial ต่อไปอยู่ดี นี่คงเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้จู่ๆ วันหนึ่งเขาฟิวส์ขาดใส่ผม ทำนองว่าผมยิ่งใหญ่มาจากไหน ทำไมไม่ช่วยเขาทำ advertorial หลังจากนั้นเราก็ไม่พูดกันอีกเลยนานสองสามปี จนมาช่วงหลังๆ มานี้ พวกเราดูเหมือนจะมีท่าทีอ่อนลงต่อกัน พูดจากันเล็กน้อย แต่ก็ไม่สนิทกันเหมือนเดิม ต่อมา เขาได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารในเครืออีกฉบับ ซึ่งเป็นนิตยสารเฉพาะกลุ่มสินค้าจำพวกนาฬิกา ตำแหน่งบรรณาธิการดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ มันคือการนำชีวิตการทำงานของเขา ให้ดำดิ่งลงไปสู่วังวนของ advertorial มากเข้าไปอีก เพราะสินค้านาฬิกาหรูๆ แพงๆ จำเป็นต้องใช้สื่อนิตยสารเฉพาะทางแบบนี้ ในการโฆษณาตรงไปถึงลูกค้าเป้าหมาย นิตยสารเฉพาะทางจึงมักจะอัดแน่นไปด้วย advertorial คุณสังเกตไหมล่ะ ไม่ใช่แค่เฉพาะนิตยสารนาฬิกานะ แต่รวมทั้งนิตยสารรถยนต์ นิตยสารคอมพิวเตอร์ นิตยสารบ้าน ฯลฯ เนื้อหาที่เป็น advertorial จะมากกว่าในนิตยสารไลฟ์สไตล์แบบทั่วไป ผมสังเกตเห็นว่าเขามีปัญหาในการทำงาน และต่อต้านบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ และบ่นว่าอยากจะลาออกจากบริษัทนี้มาตลอด จริงๆ แล้วผมเองหน่ะ เบื่อเรื่อง advertorial เต็มทน เพราะบ่นถึงมันให้เพื่อนร่วมงานทุกคนฟังมานานหลายปี จนทุกวันนี้ผมไม่ต้องทำมันแล้ว ทางบริษัทวางการทำ advertorial กันใหม่ โดยว่าจ้างพนักงานเฉพาะมาทำเลย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าโฆษณา ที่อยากโฆษณา แต่อยากให้มันดูเนียนๆ กลมกลืนกับเนื้อหาในเล่ม และคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าหน้าโฆษณาธรรมดา เรื่องราวนี้จึงดูเหมือนกับว่าได้รับการสะสางไปมากแล้ว แต่ปัญหาที่มันตกตะกอนอยู่กับคนรุ่นเก่าๆ หน่ะ ยังคงอยู่แบบนั้น และได้แสดงออกมา ในวันที่รุ่นพี่คนนี้มาเก็บข้าวของนี่แหละ เขาทำให้ผมสะเทือนใจ เจ้าของบริษัทมายืนคุยกับเขาที่โต๊ะสักครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของ เขาตะโกนถามคนโน้นคนนี้ ว่านี่ของบริษัทหรือเปล่า อ่ะ เอาคืนไป อันนี้ของฉันนะ ฉันซื้อมา เป็นพยานให้ฉันนะ แล้วก็เก็บใส่ลัง นี่หรือคือรางวัลของการเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารมาตลอดสิบกว่าปี รางวัลของการที่อดทนให้ทุนนิยมอัดตูดนานสิบกว่าปี รางวัลของการทำ advertorial รางวัลของการเขียนงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย งานตลกโปกฮาไร้สาระ Giggle เพื่อให้นิตยสารเล่มหนึ่งดูเบาสมองและน่าอ่าน มาตลอดสิบกว่าปี ผมว่าชีวิตของรุ่นพี่คนนี้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ถึงการที่มนุษย์คนหนึ่ง ถูกงานประจำอันไร้คุณค่า ค่อยๆ กัดกินไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่เขาลาออกจากงาน เขาจึงรู้สึกตัวว่าได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปแล้ว การทำ advertorial เดือนละหลายๆ ชิ้น ติดต่อกันนานเป็นสิบปี ควบคู่ไปกับการทำงานเขียนแบบ Giggle ตลกๆ ขำๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันไร้ค่าสิ้นดี เมื่อเทียบกับชีวิตคนทั้งชีวิต ที่ควรจะได้เติบโตทางความคิดและจิตวิญญาณ รวมไปถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน และสถานะในที่ทำงาน ที่ควรจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุงานของเขา การงานที่ดีควรจะเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนชีวิตและจิตใจของผู้ทำงาน การงานที่เลวคือการงานที่กัดกิน และขูดรีดวันเวลาในวัยหนุ่มสาวของเราจนเหือดแห้ง และเฉดหัวเราทิ้งเมื่อเราแก่ตัว เรามักจะตื่นขึ้นเมื่อเราแก่ เหมือนกับคนแก่มักจะนอนน้อย ตื่นตีสี่ตีห้าทุกวัน เมื่อตื่นขึ้นก็รู้ตัวว่าถูกกัดกินขูดรีดชีวิตไปหมดสิ้นแล้ว ผมว่าเรื่องราวในบล้อกนี้ มันดำเนินไปอย่างเลยเถิด และเกินประเด็นเรื่อง advertorial ไปมากแล้วนะครับ มันเริ่มไปถึงการตั้งคำถามกับชีวิตและการงานที่ดี ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีคำตอบอะไรให้กับเรื่องนี้ ขอโทษเพื่อนทุกๆ คนที่ผมเขียนพาดพิงถึง ผมไม่ได้เขียนเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าพวกคุณ แต่ผมเขียนเพื่อจะบอกว่าผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกคุณด้วยเช่นกัน ผมกำลังตื่นขึ้น เพราะผมเริ่มแก่แล้ว ผมจึงพยายามจะสื่อสารในเรื่องนี้กับคุณ ใครก็ตามที่ได้มาอ่าน แสดงว่าคุณคือคนที่ผมอยากให้อ่าน เพราะเรามีชีวิต จิตใจ และความคิดร่วมกัน ขอความกรุณาเก็บเรื่องราวนี้ และความเห็นของคุณ ไว้ในบล้อกนี้เท่านั้น
***
