Showing posts with label ความหลัง. Show all posts
Showing posts with label ความหลัง. Show all posts

Sunday, December 30, 2007

Cyber Being 2

...

ปกของ Cyber Being เล่ม 2 ที่ทางซีเอ็ดฯ ส่งมาให้ดู ผมว่าปกเล่มแรกสวยกว่า เล่มสองนี่เหมือนเขารีบทำ รีบออก สุดท้ายก็เลือกอันที่สอง หนังสือวางตลาดเมื่อเดือนตุลาคม 2543 พอดีกับช่วงงานสัปดาห์หนังสือปลายปี












...

Saturday, December 29, 2007

Cyber Being ผมคือไซเบอร์

...

ช่วงวันเทศกาลปีใหม่ของปี 2543 หนังสือ ผมคือไซเบอร์ ออกวางตลาดเป็นครั้งแรก เมื่อตอนบ่ายวันนี้ ก่อนจะเข้าสู่วันปีใหม่ของปี 2551 ระหว่างที่ผมนั่งค้นรูปเก่าๆ ที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์ แล้วก็เจอรูปพวกนี้ เลยก็อปเอามาให้ดูกันเพื่อรำลึกความหลัง 8 ปีพอดีเป๊ะๆ นี่คือไฟล์ปกที่สำนักพิมพ์ซีเอ็ดฯ ทำแล้วส่งมาให้ดู สรุปคือเลือกอันสุดท้าย










...

Sunday, December 16, 2007

หนังจีนเก่าๆ ของชอว์บราเดอร์ส

...


ไม่รู้ทำไม เมโลดี้เพลงในหนังจีนเก่าๆ พวกนี้ ฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งกินใจทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะผมได้ฟังมันมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในท้องแม่ก็ได้


เพลงรักลมสวาท ฉากเปิดเรื่อง



เปิดเรื่อง
แสงอรุณส่องฟ้าจับเมฆา ตะวันแย้มแสงทองจ้าสาดส่อง
นกเกาะไม้กู่เสียงร้อง เรียกพวกพ้องบินสู่ฟ้าไป
เกาะน้อยร้อยพันธุ์พืชขจี ป่าทึบไม้หลากสีงามล้ำ
มีหมู่บ้านบนเกาะสุขสันต์ ทุกคนทุกครัววุ่นกับงาน
ชาวประมงลงเรือฝ่าคลื่น ออกทะเลจับปลาเลี้ยงชีพ
เกาะเอ๋ย เกาะสุขสันต์ หญิงชายต่างร้องเพลงเป็น
เปล่างสำเนียงเสียงเพลงชาวเขา ให้ดังก้องทั่วทุกแห่งหน

เปิดตัวนางเอก
เฮ ... ทุกๆ เช้า เหล่าฝูงแพะพากันออกวิ่ง
ก้านไม้ไผ่อยู่ในมือข้า คอยต้อนพาพวกมันขึ้นเขาไป
เมื่อถึงบนเขา เหล่าแพะก้มหน้าเล็มหญ้า
ส่วนข้าก็ร้องเพลงชาวเขา เสียงเพลงดังก้องทั่วบริเวณ
แหงนหน้าร้องเพลงให้ฟ้าฟัง ฟ้าสั่งเมฆเปิดตะวันฉาย
ก้มหน้าร้องเพลงให้ภูเขา ภูเขาร้องตอบสะท้อนทั่ว
หันหน้าร้องเพลงให้ทะเล ทะเลเล่นระบำคลื่นตอบให้
เฮ ... มองลงไปที่หมู่บ้านของฉัน
หมู่บ้านเล็กๆ มีคนไม่น้อย
หลังอิงเขา หน้าชนน้ำ ช่างงามตา หันหลังไปเห็นท้องน้ำสงบ
เรือลำน้อยกำลังจะเทียบท่า ไม่ทราบว่าคนพายเป็นหนุ่มที่ไหน

เปิดตัวพระเอก
เฮ ... ได้ยินเสียงเพลงแหงนหน้าขึ้นมอง
ได้ยินเสียงเพลงของเจ้าเสมอ
เห็นแต่เงาคนอยู่บนภูเขา ไม่รู้ว่าเจ้าจะสวยเพียงใด

นางเอก
สวยแค่ไหนเจ้าก็ไม่ได้เห็น สวยไม่สวย เจ้าก็ไม่ต้องยุ่ง
พายเรืออยู่ตาต้องมองน้ำ ระวังหินโสโครกให้ดี

พระเอก
ข้าไปมาทางน้ำประจำ ตรงไหนมีหินบ้างข้ารู้
บ้านเจ้านั้นอยู่ที่ไหน ชื่อแซ่อะไรจะได้หาเจอ

นางเอก
จะบ้านโน้นบ้านนี้บ้านไหน ก็มีสาวสวยไปซะทุกบ้าน
ข้าจะชื่อหรือแซ่อะไร อยากรู้ก็ไม่ถามนายทะเบียน

พระเอก
ปากเจ้านี้ช่างคมร้ายกาจ เสียงก็เพราะกว่านกไหนๆ
จำรูปร่างของเจ้าให้ขึ้นใจ ไล่ถามทุกบ้าน หาเจ้าให้เจอ

นางเอก
ข้าจะหลบอยู่แต่ในบ้าน เจ้าซี้ซั้วเที่ยวไล่ถาม
ระวังจะเจอไม้แพ่นกบาล ระวังจะเจอหมางับน่องให้

...


เพลงรักแสงเดือน ฉากเปิดเรื่อง



เปิดเรื่อง
หมู่บ้านน้อยๆ ที่แสนงาม ธารน้ำใสไหลรินผ่าน
เทือกเขาตระการสู่ท้องนที ชาวนาลุกขึ้นไปนาแต่เช้า
หมู่บ้านน้อยๆ ที่แสนงาม สาวๆ หอบเสื้อมาซักที่แม่น้ำ
เสียงหัวเราะผสานเสียงน้ำไหล เด็กเลี้ยงวัวเป่าขลุ่ยก้องกังวาน
หมู่บ้านน้อยๆ ที่แสนงาม ข้าตื่นขึ้นมาคร้านแต่งตัว
รออยู่ริมน้ำอย่างเหงาหงอย คอยพี่ชายยังไม่ตื่นมาเลี้ยงแกะ

...


เพลงรักแสงเดือน ฉากร้องเพลงใต้แสงจันทร์



พระเอก
จันทร์ขึ้นแล้ว ส่องแสงสว่าง
พี่มารอน้องเจ้าที่สวนหลังบ้าน
ส่งเสียงเรียกน้องเจ้ารีบออกมา
ร้องเพลงรักกล่อมจันทร์บนฟ้าด้วยกัน

นางเอก
พระจันทร์ขึ้นแล้ว ถูกเมฆบัง
น้องสาวซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่ออกไป
ใครอยากร้องเพลงก็เชิญร้องคนเดียว
ข้าไม่สนแล้วคนไร้หัวใจ
พระจันทร์ขึ้นแล้ว ส่องแสงสว่าง
แอบเปิดหน้าต่างในห้องมองดู
ในสวนนั้นเงียบสนิท
เห็นแต่พระจันทร์ไม่เห็นพี่ชาย
พระจันทร์ขึ้นแล้วส่องพื้นดิน
เกลียดตัวเองนักที่คิดถึงเขา
คิดถึงมากจนต้องขบฟัน
ไล่เขาไปแล้ว กลับคิดถึงเขา

...


ปล. อย่าลืมย้อนกลับไปดูคลิป "พลุแห่งสยาม" กันด้วยนะครับ

Friday, November 02, 2007

เก่าไปใหม่มา ได้ใหม่ลืมเก่า

...

จู่ๆ คีย์บอร์ดก็พังขึ้นมา ตัวอักษรบนแป้นนิ้วนางมือขวากดไม่ได้เลยสักตัว เมื่อวานก็เลยไม่ได้ทำงานทำการไปเลยทั้งวัน พอดีจังหวะมีงานคอมมาร์ทที่ศูนย์สิริกิติ์ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ เลยออกจากบ้านกะว่าจะไปซื้อคีย์บอร์ดธรรมดาๆ สักตัวมาใช้งานด่วน เดินดูไปเดินดูมา ดันได้คีย์บอร์ดใหม่เป็นเจ้าตัวนี้ ดูหรูหราไฮโซดีไหมล่ะ มันยี่ห้อไมโครซอฟต์ของแท้ เป็นมัลติมีเดียคีย์บอร์ด มีปุ่มลัดให้ใช้เพียบๆ เกิดมาไม่เคยใช้คีย์บอร์ดหรูหราและซับซ้อนแบบนี้มาก่อนเลย ให้ทายกันดูว่าผมซื้อเจ้านี่มาด้วยราคาเท่าไร อิอิ


พอกลับมาถึงบ้านปุ๊บ ด้วยความเห่อของใหม่ เลยรีบแกะกล่องมันออกมา ต่อสายเข้าเครื่องคอมพ์ทันที แล้วติดตั้งไดร์ฟเวอร์เสร็จเรียบร้อย เหลือบไปเห็นคีย์บอร์ดเก่าถูกถอดออกมากองอยู่กับพื้น กะว่าพรุ่งนี้เช้าคงเอาไปทิ้งลงถัง แต่ก็เกิดนึกถึงความหลังเกี่ยวกับมันขึ้นมา คีย์บอร์ดนี้ซื้อมา 7 ปีแล้ว พร้อมกับตอนที่ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ จำได้ว่าตอนนั้นเพิ่งเข้าทำงานที่นิตยสาร GM เลยอยากซื้อคอมพ์ใหม่ที่เร็วๆ และทันสมัยที่สุดมากใช้พิมพ์งานและต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อแชตกับหาข้อมูล จนถึงตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ยังคงใช้งานได้อยู่เลย ทนมากๆ มีแค่ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มาอัพเกรดมันเพิ่มเข้าไปเท่านั้น แต่ชิ้นส่วนที่เจ๊งไปก่อน คือเจ้าคีย์บอร์ดตัวนี้เอง คงเป็นเพราะมันเป็นชิ้นส่วนที่ถูกใช้งานหนักที่สุด ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าผมกดปุ่มบนแป้นคีย์บอร์ดตัวนี้ไปแล้วกี่ล้านครั้ง จนกลายเป็นต้นฉบับบทความ สารคดี สัมภาษณ์ ฯลฯ ไม่รู้กี่พันชิ้นที่ส่งลงตีพิมพ์ในนิตยสาร GM ทุกเดือนๆ สิ่งที่น่าจดจำที่สุด คือต้นฉบับหนังสือพอคเกตบุคส์ของผมอย่างน้อย 5 เล่ม สำเร็จเสร็จได้ด้วยมัน นับตั้งแต่ "เรื่องของผมผู้ชายไม่เกี่ยว" "ดูหนังคนเดียว" "การเดินทางใต้เงาตึก" "เมืองใหญ่ในวงเล็บ" และ "สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา" และต้องนับรวมถึงบทความในบล็อกแห่งนี้ อีกกว่า 200 เรื่อง ที่เขียนมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2549 ส่วนใหญ่ก็พิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดตัวนี้ ถ้าจะทิ้งมันลงถังขยะไปโดยไม่รำลึกถึงมันสักหน่อย คงน่าเสียใจอย่างยิ่ง จริงๆ แล้วคีย์บอร์ดที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเราทุกวัน เรากดพิมพ์บนแป้นทุกๆ วัน ติดต่อกันนานกว่า 7 ปี ถ้าเอามานั่งดูดีๆ มันก็บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้เยอะ ดูได้จากฝุ่นที่เกาะอยู่บนแต่ละปุ่ม ได้เผยให้เห็นรูปแบบอะไรบางอย่าง


เริ่มต้นกันที่ปุ่มที่ผมกดบ่อยที่สุด ในบรรดาร้อยกว่าปุ่มบนคีย์บอร์ดนั้น คือปุ่ม ......................... Backspace นั่นเอง แปลว่าผมพิมพ์ผิดบ่อยมาก จึงต้องกดลบบ่อยที่สุด


ผมกดปุ่มเคาะวรรค หรือปุ่ม Space ด้วยนิ้วโป้งของมือซ้ายทุกครั้ง ไม่ได้ใช้นิ้วโป้งมือขวาเลย เพิ่งสังเกตตัวเองก็วันนี้แหละ


ผมกดปุ่มยกแคร่ หรือปุ่ม Shift ด้วยนิ้วก้อยของมือซ้ายตลอด ไม่ได้ใช้ Shift ของมือขวาเลย ไม่ว่าพิมพ์ปุ่มตัวอักษรยกแคร่ของมือไหน เช่นถ้าจะพิมพ์ตัว ฉ.ฉิ่ง ผมก็จะกดปุ่ม Shift ด้วยนิ้วก้อยของมือซ้าย และปุ่ม ฉ.ฉิ่ง ด้วยนิ้วกลางของมือซ้าย แปลกดีเหมือนกัน


ผมถนัดมือขวา และพิมพ์ด้วยน้ำหนักมือที่หนักมาก กดแต่ละปุ่มส่งเสียงดังมาก ปั่กๆ ปั่กๆ เพื่อนส่วนใหญ่คุ้นหูกับเสียงการพิมพ์ดีดของผมแล้ว มาพิจารณาดูปุ่มพิมพ์ที่อยู่บนแป้นเหย้าทางมือขวา จะเรียบเนียนเหมือนตูดเด็กเลย


ส่วนปุ่มพิมพ์ที่อยู่บนแป้นเหย้าทางมือซ้าย จะมีฝุ่นเกาะอยู่หรอมแหรม


ปุ่มที่ใช้น้อยที่สุดอย่างน่าประหลาด คือปุ่มสระ อึ สังเกตดูว่ามีฝุ่นเกาะหนาที่สุดบนแป้น ในขณะที่ปุ่มข้างเคียงของมัน คือปุ่มสระ อุ และค.ควาย ขาวสะอาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด


หมดแล้วครับ เท่าที่สังเกตจากคีย์บอร์ดเก่า ผมมองเห็นตัวเองได้ประมาณนี้แหละ

ปล1. ภาพทั้งหมดนำมาตกแต่งโดยเพิ่มคอนทราสต์เข้าไป เพื่อจะได้มองเห็นฝุ่นบนแป้นพิมพ์ได้ชัดขึ้น ปกติดูด้วยตาแบบผ่านๆ มันไม่ได้ซกมกมากนะครับ

ปล2. แถมท้ายด้วยเพลงเพราะๆ จากกัลยาณมิตร ฉันเหงา ของ อัญชลี จงคดีกิจ ฟังแล้วนึกถึงตอนเรียนอยู่ชั้นประถมเลยแฮะ



...

Monday, September 24, 2007

พาวเวอร์แบนด์

...

เพลงเก่าอีกแล้ว วงพาวเวอร์แบนด์ ดังมากตอนผมอยู่ประมาณ ป.2 หรือ ป.3 นักร้องนำเสียงเหมือนคนเมาเหล้าตลอดเวลา คนอายุ 30 กว่า ต้องจำเพลงเหล่านี้ได้แน่นอน


อายฟ้าดิน



รอยสุนทรภู่



เหมือนไม่รักกัน



...

Saturday, September 22, 2007

เดอะพีเพิ่ล

...

ขอคารวะแด่ พอล ไซม่อน และ อาร์ท การ์ฟังเกล

เพลงไทยสมัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เวลาเขาลอกเพลงฝรั่งมา เขาลอกกันแบบตรงๆ จะๆ จริงใจให้รู้กันไปเลยว่าลอก ไม่ใช่ลอกแบบกระมิดกระเมี้ยน 7 ตัวโน้ต อย่างที่พวกค่ายเพลงใหญ่ๆ สมัยนี้ชอบทำกัน ลองฟังตัวอย่างเพลงของวง เดอะพีเพิ่ล จากอัลบั้มชุด "ขาวและดำ" กันได้เลยครับ เท่าที่จำได้ ผมว่าเพลงนี้ดังมากๆ ตอนผมอยู่ประมาณชั้นป.1 หรือน่าจะประมาณพ.ศ.2520 กว่าๆ เขาลอกมาได้เหมือนเปี๊ยบ แต่เนื้อร้องไทยที่เขาแต่งนี่เพราะจริงๆ นะ


1. ขาวและดำ - The Sound of Silence
ในตัวคนมีสองฤทัย ต่างจิตต่างใจดังขาวและดำ ...



2. ใจสั่น - Mrs.Robinson
แรกเจอเธอนั้น ใจหนอใจมันสั่น ...



3. เพลงไทยสบายอารมณ์ - The Boxer
ยามใดฤทัยหม่น และอับจนเหลือล้นรำพัน ...



...

ปล.1 รู้สึกวงเดอะพีเพิ่ล นี่เป็นวงดูโอนะครับ มีคนหนึ่งคือ จำรัส เศวตาภรณ์ ส่วนอีกคนจำไม่ได้ว่าคือใคร
ปล.2 และนี่คือ Bridge Over Troubled Water ต้นฉบับ Simon & Garfunkel ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนผมไหม ฟังเพลงนี้แล้วมันรู้สึกจุกขึ้นมาถึงหน้าอก แล้วก็น้ำตาไหลทุกครั้งไป คลิปวิดีโอนำมาจากเว็บยูทูป เป็นภาพจากการแสดงฟรีคอนเสิร์ตที่เซนทรัลพาร์ค นิวยอร์ค ในปีค.ศ.1981 มีผู้เข้าชมมากกว่า 5 แสนคน งานนี้เป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาทะเลาะและแยกวงกันไปนานหลายปี และคอนเสิร์ตนี้ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงทั่วโลก มาจนถึงทุกวันนี้





ปล.3 เพลงตามคำขอ
คืนเศร้า - Homeward Bound



...

Wednesday, September 19, 2007

แมคอินทอช

...

ไม่ใช่บล็อกเกี่ยวกับแหม่มเบนโล และไม่ใช่บล็อกเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นะครับ แต่เป็นบล็อกเพลงเก่า (อีกแว้ววววว) เพลงของวงแมคอินทอช ผมว่าคนอายุ 30 up ถ้าได้เปิดฟังเพลงพวกนี้ คงจะมีน้ำตาปริ่มๆ เพราะนึกถึงคืนวันเก่าๆ เหมือนกับผมแน่นอน พักนี้เป็นอะไรไม่รู้ นอสตัลเจียมากมาย (พักนี้เวลาพูดว่ามาก ต้องเติมคำว่ามายตลอด ไม่รู้เป็นอะไร)


1. เธอ เธอ เธอ (***)
ได้ยินเพลงนี้แล้วนึกถึงภาพพี่ต้น วงศกร รัศมิทัต มือกลองของวงแมคอินทอช เขาตีกลองชุดไป ร้องเพลงนี้ไป เท่ค่อดๆ ผมเคยเจอพี่ต้นตัวเป็นๆ อยู่ทีนึง ตอนไปงานแต่งงานของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาแต่งแบบคริสต์ ที่โบสถ์ของโรงเรียนวัฒนาฯ ผมไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เขา ตอนยืนอยู่บนเวที เหลือบไปตรงหลังเวทีแบคสเตจ คนควบคุมเสียงประจำโบสถ์แห่งนี้ทำไมหน้าตาคุ้นจังเลยวะ มองไปนึกไปสักพัก เฮ้ย! นี่มันพี่ต้นแมคอินทอชนี่หว่า ตอนนี้เขามาทำงานรับใช้พระเจ้าแล้ว



2. ลมหายใจแห่งความคิดถึง (****)
เพลงนี้ทำให้นึกถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่คณะบัญชีจุฬาฯ คนหนึ่ง เวลาไปนั่งกินเหล้ากับเขาในร้านที่มีวงดนตรีเล่นสดทีไร เขาจะขอเพลงนี้ทุกครั้ง ตอนที่เมาๆ แล้วร่วมกันร้องท่อน หล่า หล่า หล่า ล้า ... หล่า หล่า หล่า ล้า ... แล้วได้อารมณ์มากๆ



3. ฝากลม (*****)
ฝาก-ลม นะครับ ไม่ใช่ ฝา-กลม เพลงนี้ผมว่าเป็นเพลงที่เพราะที่สุดของแมคอินทอชแล้ว มันอยู่ในชุด วันนี้ยังมีเธอ เป็นชุดที่ออกต่อจากชุด วันวานยังหวานอยู่ ฟังแล้วนึกถึงตอนย้ายบ้านใหม่ เป็นตึกแถวห้าชั้น บนถนนพิชัย บ้านเราเปิดเป็นร้านขายของชำขนาดใหญ่ จัดร้านเหมือนกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในทุกวันนี้เลย เพียงแต่ไม่ได้ติดแอร์ จำได้ว่าที่ร้านขายดีมาก เพราะตอนนั้นยังไม่มีร้านเซเว่นฯ และยังไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตแพร่หลายแบบทุกวันนี้ ผมอายุประมาณ 10 กว่าขวบ ก็ช่วยพ่อแม่เฝ้าร้านทุกวัน



4. เพื่อนร่วมทาง (***)
เพลงนี้ก็ดังสุดๆ มันถูกนำไปใช้ในโฆษณารถมอเตอร์ไซค์ด้วย เท่าที่จำได้ แต่ไม่แน่ใจนัก มันคือมอเตอร์ไซค์ Yamaha Mate เป็นมอเตอร์ไซค์ที่โครงสร้างหลักๆ เหมือนมอเตอร์ไซค์ผู้หญิง แตกต่างเพียงแค่ไม่มีกระบังลมด้านหน้าเท่านั้น พี่ชายผมที่ไปเรียนหมอที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็มีแบบนี้คันหนึ่ง สมัยนั้นถือว่าเท่สุดๆ ประมาณราวๆ ฟีโน่ในตอนนี้เลยมั้ง



...

สีสันกับป้าโด

...

หลังจากที่ไปสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ http://www.imeem.com ซึ่งเป็นเว็บให้บริการแชร์ไฟล์เพลง ตอนนี้เลยรู้สึกเห่อเหมือนกับเด็กเพิ่งได้ของเล่นใหม่ กลับไปค้นไฟล์เพลง mp3 เก่าๆ ที่เคยโหลดเก็บไว้นานหลายปีแล้ว เอามาฟังอีกรอบ แล้วก็เพิ่งจะมาตระหนักตัวเอง ว่าจริงๆ แล้วตัวผมเองสมัยยังเป็นวัยรุ่น ก็เป็นนักฟังเพลงเหมือนกันนะ ผมเคยติดตามฟังเพลงเจ๋งๆ ทั้งของไทยและของต่างประเทศเยอะเลยทีเดียว เพียงแต่ช่วงหลังๆ ตั้งแต่เรียนจบมานี้ เรื่องเพลงก็ค่อยๆ หลุดไปจากความสนใจ จนตอนนี้ตามกระแสไม่ทันอีกต่อไป น้องบุ๊ยเบอร์รี่เป็นน้องที่ออฟฟิศคนหนึ่ง ก็เคยถามว่าทำไมพี่อ๋องไม่ติดตามฟังเพลงใหม่ๆ เลยเหรอ เพราะเขามักจะได้ยินผมเปิดแต่เพลงเก่าๆ ที่เคยฮิตเมื่อสมัย 10 กว่าปีก่อน ฟังวนไปวนมา ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ตามปกติแล้วผมเป็นคนติดตามเรื่องหนังมากกว่า หนังใหม่ หนังดี หนังกระแส หนังอินดี้ นี่ผมค่อนข้างจะรู้จักหมด ในขณะที่เพลงของนักร้องใหม่ๆ อย่างบียอนเซ่ โคลด์เพลย์ แมนิคสตรีทพรีชเชอร์ นี่ผมแทบไม่รู้จักเลย เพราะผมคิดว่าการที่เราต้องตามติดป๊อปคัลเจอร์ทุกด้าน ทั้งหนัง ทั้งเพลง ทั้งหนังสือ ทั้งทีวี ไปพร้อมกันหมด ถือเป็นเรื่องที่เปลืองพลังงานมาก ผมเลยเลือกตามแต่เรื่องหนังอย่างเดียวเป็นหลัก ส่วนเรื่องเพลงก็เลยเอาแต่ฟังเพลงเก่าๆ ไป

กลับมาที่เรื่องการฟังเพลงสมัยเป็นวัยรุ่นกันต่อครับ สมัยนั้นจำได้ว่าผมติดตามกระแสเพลงเจ๋งๆ จากการอ่านนิตยสาร "สีสัน" ของน้าทิวา สาระจูฑะ สีสันถือเป็นนิตยสารที่ผมซื้อติดต่อกันยาวนานมาก ตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเรื่อยมาจนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย ประมาณว่าเวลาเดินผ่านร้านแผงหนังสือหน้าปากซอย ก็จะชะเง้อดูว่าเล่มใหม่ออกหรือยัง พอซื้อมาแล้วก็จะรีบเปิดอ่านเซกชั่นวิจารณ์เพลง เขาก็จะมีคอลัมนิสต์หลายคนมา อย่างพวกขุนทอง อสุนี วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ปณิธาน ฯลฯ มาเขียนถึงอัลบั้มเพลงที่น่าสนใจ เล่มหนึ่งก็เขียนถึงสักประมาณ 7-8 ชุด ทั้งไทยทั้งฝรั่งคละแนวหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพลงฝรั่ง มีเขียนถึงอัลบั้มเพลงไทยบ้าง แต่ต้องเป็นอัลบั้มเพลงไทยแบบที่อินดี้ๆ หน่อย (จริงๆ แล้วสมัยนั้นเรายังไม่ฮิตคำว่า "อินดี้" กันเลยครับ และคำว่า "อัลเตอร์" ก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ) จำพวก วงเฮฟวี่มด ดิโอฬารโปรเจคท์ TKO ดอนผีบิน ปฐมพร วงตาวัน เพลงของค่ายเบเกอรี่ และพวกเพลงเพื่อชีวิตที่ตอนนั้นฮิตกันมาก เพลงไทยที่เขาเขียนถึงไม่ค่อยมาจากค่ายเพลงใหญ่พวกแกรมมี่ อาร์เอส นิธิทัศน์ เพราะสมัยนั้น นักฟังเพลงส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเอือมระอากับค่ายเพลงพวกนี้ ที่ทำเพลงกันออกมาคุณภาพต่ำ เนื้อหาวนเวียน ภาคดนตรีก็ซ้ำซาก และส่วนใหญ่ก็เอาพวกดารา นางแบบ มาปั้นให้เป็นนักร้องแล้วขาย แถมยังอัดโฆษณาและรายการมิวสิควิดีโอกันกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนช่อง 9 อ.ส.ม.ท. สมัยนั้นถูกเหน็บแนมว่าย่อมาจาก องค์การส่งเสริมมิวสิควิดีโอแห่งประเทศไทย โดยส่วนตัวผม ผมคิดว่าสมัยนั้นวงการเพลงไทยตกต่ำจริงๆ และรู้สึกเหมือนไม่มีทางเลือกให้เลย ก็ได้นิตยสารสีสันนี่แหละ ที่ช่วยเปิดหูเปิดตา

(แต่ทุกวันนี้ พวกศิลปินเพลงยุคนั้นกลับมาจัดคอนเสิร์ตใหญ่โต และมีคนแห่กันไปดูอย่างล้นหลาม ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เพราะคุณภาพของเพลงที่ดีจนถึงขึ้นกลายเป็นของคลาสสิคหรอกครับ แต่เหตุที่คนแห่กันไปนั้นก็เพราะความรู้สึกแบบนอสตัลเจียมากกว่า คือเมื่อฟังเพลงเหล่านั้นแล้วทำให้เราย้อนคิดไปถึงคืนวันเก่าๆ ซึ่งเรามีความสุขมากกว่าในปัจจุบัน สมัยนั้นจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าคนรุ่นเราฟังเพลงของ สามารถ พยัคฆ์อรุณ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มาช่า วัฒนพานิช ฯลฯ ด้วยความรู้สึกเซ็งและถูกยัดเยียดมากกว่าครับ)

หลังจากอ่านบทความวิจารณ์เพลงในสีสันเสร็จ ผมก็จะจำชื่ออัลบั้มและศิลปินเอาไว้ แล้วก็ไปหาซื้อมาฟังตามนั้น แต่สมัยนั้น อัลบั้มเพลงพวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อหรือหาฟังกันได้ง่ายๆ นะครับ ตอนนั้นไม่มี Bit Torrent ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มี mp3 และแถมยังไม่มีแม้กระทั่งแผ่นซีดีด้วยซ้ำไป ทางเดียวที่จะได้ฟังเพลงพวกนี้คือจากเทปคาสเส็ทท์ ซึ่งไม่ได้มีวางขายตามแผงเทปทั่วไป แผงเทปทั่วไปตอนนั้นก็วางขายแต่เพลงของค่ายใหญ่ๆ เทปเพลงที่เจ๋งๆ เหล่านี้ วางขายอยู่ที่ร้านเฉพาะบางร้านเท่านั้น เราต้องใช้เวลาเดินหาแหล่งเทปพวกนี้อยู่นานนะครับ กว่าจะเจอ อย่างเช่นร้านน้องท่าพระจันทร์ ร้านชื่ออะไรสักอย่างจำไม่ได้ อยู่แถวสามย่าน และก็มีอีกร้านหนึ่งซึ่งผมไปอุดหนุนบ่อยที่สุด คือร้านโดเรมี สยามสแควร์ สมัยนั้นร้านโดเรมี ไม่ได้ตั้งอยู่ตรงริมถนนใหญ่ ตรงตีนสะพานลอยรถไฟฟ้าอย่างในตอนนี้นะ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอยเล็กๆ ใกล้กับโรงแรมโนโวเทล ร้านเขาเล็กมากขนาดที่ถ้าคุณเดินไปแถวนั้นแล้วไม่สังเกต คุณก็จะเดินผ่านหน้าร้านเขาไปเฉยๆ เลย แต่ภายในร้านเล็กๆ แบบนี้ กลับมีคลังเทปเพลงเจ๋งๆ อยู่เยอะมาก เยอะขนาดที่คุณอยากได้เทปชุดไหน ก็ไปบอกเจ้าของร้าน เขาก็จะเดินเข้าไปค้นกุกกักๆ อยู่หลังร้านสักพัก แล้วก็หยิบมาขายให้เราได้ เจ้าของร้านนี่ผมเพิ่งมารู้ภายหลัง ว่าแกชื่อว่า "ป้าโด"

เทปที่ขายในร้านป้าโดสมัยนั้น มี 2 ประเภท คือเทปลิขสิทธิ์กับเทปพีค็อก "เทปพีค็อก" ก็คือเทปผีสมัยนี้นี่แหละ แต่เราเรียกมันว่าเทปพีค็อก เพราะว่ามันมีตรานกแก้วพีค็อกติดอยู่บนตัวเทป ตัวม้วนเทปและกล่องเป็นพลาสติกใสแจ๋ว มีปกเทปสวยงาม แต่ตัวปกจะไม่มีพับหลายๆ ทบ และไม่มีพิมพ์เนื้อร้องให้ ราคาเทปลิขสิทธิ์เพลงฝรั่งสมัยก่อนตกม้วนละ 60-70 บาท ในขณะที่เทปพีค็อกราคา 20-30 บาท คุณภาพของเสียงจากเทปทั้งสองประเภทนี้ใกล้เคียงกันมาก อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีการอัดเสียงสมัยก่อน และเครื่องเล่นเทปคาสเส็ทท์ที่ใช้ตามบ้านทั่วไป ไม่สามารถแยกแยะเสียงได้ชัดเจนมากนัก ดังนั้นการซื้อเทปคาสเส็ทท์แบบอะนาล็อก ไม่ว่าจะลิขสิทธิ์หรือผี ก็ให้คุณภาพเสียงไม่ต่างกันในหูคนฟังระดับธรรมดาอย่างผม แต่มาถึงทุกวันนี้ ร้านป้าแกคงขายแต่แผ่นซีดีแล้ว และก็คงเหลือแต่แผ่นซีดีลิขสิทธิ์ล้วนๆ

สมัยนั้นผมแวะร้านป้าโดแทบจะทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะเป็นวันที่ต้องไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาแถวสยามสแควร์อยู่แล้ว พอเรียนเสร็จก่อนขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ก็แวะร้านป้าแกสักแว้บ ถามถึงเทปชุดที่ได้อ่านวิจารณ์มาจากหนังสือสีสัน เทปที่ผมไปซื้อจากร้านป้าโดสมัยก่อน ก็คละๆ กันไป ทั้งไทยและเทศ ทั้งผีและลิขสิทธิ์ ตอนนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ฟังเพลงเยอะจริงๆ หลังจากนั้นมาอีกหลายปี วงการเพลงไทยและคนฟังเพลง จึงสามารถหลุดออกจากการครอบงำของค่ายเทปยักษ์ใหญ่ได้ เกิดเป็นกระแสเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟ นักร้องนักดนตรีหน้าใหม่ผุดขึ้นจำนวนมาก มีงานเทศกาลบันเทิงคดี ค่ายเทปเล็กๆ อย่างเบเกอรี่มิวสิคได้รับความนิยม ดารานางแบบเริ่มหายออกไปจากวงการเพลง คนทำงานเบื้องหลังค่อยๆ ออกมาสู่เบื้องหน้า ตอนนั้นผมยังคงติดตามฟังเพลงอยู่ต่อมาอีกสักระยะ จำได้ว่ายังได้ไปนั่งดู มาโนช พุฒตาล แสดงสดในงานเทศกาลบันเทิงคดี ที่เขาจัดกันที่ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่นเลย ปีนั้นพ.ศ.อะไรจำไม่ได้นะครับ ประมาณ 2537-2538 นี่แหละ ผมคิดว่านั่นคือคนรุ่น "พี่ชายของเด็กแนว" คือก่อนที่เราจะมีคำว่าอินดี้ ก่อนที่เราจะมีเด็กแนว ก่อนที่เราจะมีอะเดย์ ก่อนที่เราจะมีแฟตเรดิโอ เราเคยมีนิตยสารสีสัน ร้านป้าโด เพลงอัลเทอร์ฯ และเทศกาลบันเทิงคดี มาก่อน และผมเป็นคนที่อยู่ในรุ่นนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทำงาน ก็ค่อยๆ ห่างออกจากกระแสเพลงไปเรื่อย ร้านป้าโดก็ไม่ค่อยได้ไปแล้ว เพราะมีร้านเทปทาวเวอร์เรคคอร์ดส เข้ามาเปิดในเมืองไทย ที่ชั้นบนเวิลด์เทรดเซนเตอร์ หลังๆ เลยชอบไปเดินเล่นเตร็ดเตร่ในทาวเวอร์เรคคอร์ดสมากกว่า มีเพลงให้เลือกหลากหลายกว่า แถมยังเปิดทดลองฟังได้ด้วย และช่วงนั้นแผ่นซีดีก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น พื้นที่ในร้านทาวเวอร์เรคคอร์ดสส่วนใหญ่วางขายแต่แผ่นซีดีทั้งนั้น เหลือส่วนขายเทปเล็กนิดเดียว ซีดีสมัยนั้นยังแพงมากจนซื้อไม่ไหว ถ้าเป็นเพลงฝรั่งขายแผ่นละ 450 บาทขึ้นไป เพลงไทยขายประมาณ 300 บาท แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็ค่อยเกิดกระแส mp3 ขึ้นมา โดยมีจุดเริ่มต้นที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า และนั่นก็คือจุดสิ้นสุดการติดตามฟังเพลง การซื้อนิตยสารสีสัน และการซื้อเทปหรือแผ่นซีดีของผม ในปัจจุบัน ผมก็เอาแต่ซื้อแผ่น mp3 หรือไม่ก็ดาวน์โหลดเพลงที่ชอบจากอินเตอร์เน็ต มาเปิดฟังแบบวนๆ เท่านั้น

เทปที่ซื้อมาจากร้านป้าโดเหล่านั้นก็ทิ้งไปหมดแล้ว เพราะเทปมันยืดด้วย และเพราะผมย้ายบ้านด้วย เลยไม่ได้เก็บสะสมเอาไว้ เหลือไว้แต่ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับเพลงที่เคยฟังสมัยวัยรุ่น และนี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของบทเพลงที่ผมฟังในตอนเป็นวัยรุ่น ถ้าคุณอยากฟังเพลงไหน กดปุ่ม Play เลยครับ


1. The Mission UK - Butterfly On A Wheel
วงนี้เป็นแนวไซคีเดลิกร็อค มันแปลว่าอะไรไม่รู้นะ แต่เขาเขียนไว้ในหนังสือสีสันน่ะครับ เพลงนี้เป็นเพลงรองสุดท้ายในหน้าบี ของอัลบั้มชุดอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เพราะทั้งชุด ในชุดนั้นผมชอบเพลงนี้ที่สุด



2. Acoustic Alchemy - Same Road, Same Reason
วงนี้เป็นวงดูโอ มือกีตาร์ 2 คน เล่นเพลงบรรเลงทั้งชุด เพราะโคตรๆ ทั้งชุดเช่นกัน เหมาะสำหรับเปิดฟังระหว่างการอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์



3. Chris Rea - September Blue
เชื่อไหมว่าผมไม่เคยเห็นหน้านักร้องคนนี้เลย แต่เสียงเขาทุ้มนุ่ม และเพลงสะอาดสดใสเหลือเกิน




...

ปล.1 ไม่แน่ใจว่าร้านป้าโดที่ตรงตีนสะพานลอยรถไฟฟ้าสยามสแควร์ยังอยู่หรือเปล่า ได้ยินแว่วๆ ว่าแกย้ายไปแล้ว ไปเดินสยามครั้งล่าสุดก็ไม่ได้สังเกต ใครพอจะรู้ช่วยยืนยันข่าวด้วยครับ
ปล.2 เมื่อหลายเดือนก่อนไปดูหนังรอบค่ำกับน้องยุ้ย พอหนังเลิกออกมาตอนสักสี่ทุ่มกว่า ก็ไปยืนรอรถเมล์หน้าโรงหนังสยาม เจอป้าโดยืนรอรถเมล์อยู่เหมือนกัน แต่ไม่กล้าไปทักแกหรอกนะ
ปล.3 ได้ยินมาว่าป้าโดดุมาก มีพวกรายการทีวีหรือพวกนิตยสารจะไปขอสัมภาษณ์แก แกไล่ออกจากร้านทุกราย
ปล.4 ได้ยินมาว่าป้าโดมีพี่น้องฝาแฝดอีกคนนึง เปิดร้านขายเทปเหมือนกัน แต่เน้นขายเทปแนวเฮฟวี่ร็อค อยู่ตรงชั้น M พันธุ์ทิพย์พลาซ่า อันนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
ปล.5 นานมาแล้วเคยไปสัมภาษณ์น้าทิวา ที่ออฟฟิศนิตยสารสีสัน เป็นตึกแถวเก่าๆ เล็กๆ โทรมๆ ข้างในรกมาก และเหม็นกลิ่นขี้หนูอย่างแรง ตอนนั้นทึ่งเหมือนกัน ว่าที่นี่หรือคือจุดกำเนิดไลฟ์สไตล์การฟังเพลงในสมัยวัยรุ่นของเรา

...

Wednesday, September 12, 2007

แค่มี - พี่จุ้ย

...

ขอนำคลิปวิดีโองานคอนเสิร์ตเฉลียงมาโพสต์ไว้อีกคลิปหนึ่งนะครับ คราวนี้เป็นเพลง "แค่มี" ร้องโดยพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง เพลงนี้ดังสุดๆ สมัยที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม จำได้ว่าตอนนั้นเคยติดตามผลงานของพี่จุ้ยเยอะเหมือนกัน นอกจากอีกหลายๆ เพลงที่พี่เขาร้องกับวงเฉลียงแล้ว ยังตามอ่านหนังสือของเขาและของทีมงานศิษย์สะดือหลายเล่ม หนังสือของพวกเขาส่วนใหญ่เป็นแนวตลกเสียดสีสังคม บางเล่มก็เขียนดี ทั้งตลกทั้งแหลมคม แต่บางเล่มก็เขียนห่วยแตกไร้สาระ มีเล่มที่ผมชอบที่สุด และคิดว่ามีอิทธิพลต่อความคิดผมในสมัยยังเป็นวัยรุ่นมากที่สุด คือหนังสือที่พี่จุ้ยเขียนเอง คือ "ฝันเอียงๆ" มันเป็นหนังสือพอคเกตบุคเล่มเล็กๆ บางๆ ภายในเป็นรวมเรื่องสั้นหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับชีวิตเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งผมคิดว่าเนื้อเรื่องคงมาจากชีวิตและความคิดของเขาเองนั่นแหละ ผมยังพอจำได้บางเรื่อง คือเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กนักศึกษาที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม และไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาของไทย เขาเลยเดินออกจากห้องสอบเสียเฉยๆ ไม่ยอมทำข้อสอบให้เสร็จ อะไรทำนองนี้แหละ เนื้อเรื่องแบบนี้มันสร้างความสะใจลึกๆ ให้กับเด็กวัยรุ่นในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ถึงแม้พวกเราส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำตัวเลียนแบบตามเรื่องนี้ก็ตาม

สมัยก่อนเวลาผมชอบดารานักร้องหรือนักเขียนคนไหน ก็ไม่ได้วิ่งไปกรี๊ดกร๊าดขอลายเซ็น หรือไปรวมกลุ่มกันยกป้ายเชียร์ในงานคอนเสิร์ต เหมือนกับที่พวกสาวกเอเอฟทำกันในทุกวันนี้นะครับ ผมก็อยู่ของผมไป แล้วก็ติดตามผลงานเขาไป มีเพลงใหม่มาก็ฟัง มีหนังสือใหม่มาก็ลองอ่าน แค่นี้เอง แค่นี้ก็ถือว่าชื่นชมมากแล้ว และคิดว่าเขายิ่งใหญ่มากแล้ว จนเวลาผ่านไปเป็นสิบปี ช่วงหลังๆ มานี้ พี่จุ้ยก็ไม่เห็นมีผลงานอะไรออกสู่ตลาด และผมเองก็เลิกอ่านหนังสือตลกๆ และเลิกฟังเพลงของพี่จุ้ยแล้ว เพราะต้องเอาเวลาไปทำงานทำการ มีธุระอย่างอื่นที่สำคัญให้ไปทำมากกว่าการมาสนใจเรื่องพวกนี้ นอกจากนี้ เมื่อผมโตขึ้น ความคิดอ่านก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก จนออกไปทางค่อนข้างเบื่อและเอียนกับอารมณ์ความคิดแบบพวกพี่จุ้ยๆ ด้วย แบบที่พูดถึงแต่ความฝัน อิ่มอุ่น ลมทะเล สวยงามกุ๊กกิ๊กโน่นนี่นั่น อะไรทำนองนั้น

จนเมื่อปีที่แล้ว ผมดันมีเหตุให้ได้เจอพี่จุ้ยเป็นประจำทุกเดือนๆ เพราะช่วงนั้นยังทำงานอยู่นิตยสาร GM พวกเราจัดงานสัมมนา GM Cafe เป็นประจำทุกเดือน แต่ละเดือนก็เชิญวิทยากรมาพูดคุยเรื่องต่างๆ และก็เชิญแขกเป็นบรรดาคนดังโน่นนี่มาเป็น Celeb ในงาน แล้วพี่จุ้ยนี่แกมาร่วมเป็น Celeb ของงานแทบทุกเดือน พี่จุ้ยตัวจริงนี่ไม่ได้ดูดีแบบในภาพความทรงจำที่มีในอดีตหรอกครับ (คลิปวิดีโอปรับฟอร์แมทไฟล์ จาก 16:9 มาเป็น 4:3 ทำให้ตัวคนดูผอมเพรียวขึ้น) แกดูแก่ลงไปเยอะ ท้วมๆ และแต่งตัวโทรมๆ หน่อย การได้เจอพี่จุ้ยเป็นประจำทุกเดือนในงานอีเวนต์ที่จัดเอง ทำให้ผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ได้ใส่ใจ เวลาแกมาในงาน GM Cafe ก็มานั่งฟังสัมมนาอยู่ตรงมุมห้อง พวกแขกในงานคนอื่นๆ ก็ชอบแซวแกว่า แหมพี่นี่มาร่วมงานประจำเลยนะ พี่จุ้ยแกก็ตอบแบบอารมณ์ดีว่าช่วงนี้ตกงาน ไม่มีอะไรทำ แล้วแกก็นั่งฟังไปอย่างนั้นจนจบงาน แล้วก็ร่ำลากลับบ้านกลับช่อง เหมือนกับผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เคยชื่นชอบผลงานแกมาก และลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนหนังสือและเพลงของแกดังขนาดไหน จนกระทั่งได้ไปดูคอนเสิร์ตวงเฉลียงนี่แหละ ตอนที่แกเดินขึ้นมาบนเวที สะพายกีตาร์โปร่ง แล้วเสียงดนตรีอินโทรขึ้น คนนับหมื่นตบมือและร้องกรี๊ดพร้อมกับจนอิมแพคอะรีน่าสะเทือน ภาพความหลังและความรู้สึกเก่าๆ เลยย้อนกลับมา พี่จุ้ยคนเดิมกลับมาแล้ว เสียดายที่เทปเพลงเฉลียงเก่าๆ ยืดหมดแล้ว เทปเพลงชุดเดี่ยวของแกก็หายไปแล้วด้วย (ชื่อชุดอะไรนะที่ดังมากๆ มีเพลง "อยากเก็บคลื่นขาวๆ เอามาฝาก" อ่ะครับ ชุดนี้เพราะทุกเพลงครับ ฟังไม่มีเบื่อ) และหนังสือฝันเอียงๆ ก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ อยากเอากลับมาอ่านอีกสักรอบ





...

Tuesday, September 04, 2007

สาวอีสานรอรัก

...




มาชวนฟังเพลงเก่าๆ กันอีกแล้ว เพลงนี้ดังแบบระเบิดเถิดเทิง เมื่อตอนพ.ศ.2520 จำได้ว่าตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 ได้ฟังเพลงนี้ทุกวันทั้งจากที่บ้านและที่โรงเรียน ถือเป็นเพลงแรกที่ร้องได้จนจบเพลงเลย แถวบ้านมีร้านขายอาหารตามสั่งอยู่ และมีคนมานั่งกินเหล้ากันทั้งวัน ร้านนั้นมีตู้เพลงด้วย และก็มีเสียงเพลงนี้ดังออกมาจากร้านทั้งวัน ทุกวัน คนใช้ที่บ้านชื่อพี่ไพ ร้องเพลงนี้ให้ฟังทั้งวัน แม้แต่ตอนเข้านอน เขาก็ร้องเพลงนี้กล่อมผม พอตื่นเช้าไปโรงเรียน ครูที่โรงเรียนก็สอนให้ร้องและเต้นเพลงนี้อีก เป็นแบบนี้ติดกันเป็นปีๆ เพลงสมัยก่อนนี่เวลาดัง เขาดังกันแบบสุดๆ และยาวๆ ได้มาฟังอีกทีในวันนี้แล้วมีความสุขจังเลย

...

Tuesday, August 28, 2007

ออกแบบปกหนังสืออีกแล้ว

...

วันนี้นั่งรื้อเอกสารเก่าๆ ในลังที่ใช้เก็บข้าวของส่วนตัวกลับมาจากออฟฟิศ หลังจากลาออกจากงานมาแล้วเกือบสามเดือน นี่เพิ่งเป็นวันแรกที่เปิดลังนั้นออกมาดู เจอของมีค่าในความทรงจำมากมาย หนึ่งในนั้นคือสมุดบันทึกเล่มเก่า ที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อปี 2545 เพื่อเอาไว้จดโน่นนี่เล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การนัดหมายงาน ลิสต์สิ่งที่ต้องทำประจำวัน เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของแหล่งข่าว ไปจนถึงการจดบันทึกความคิดคร่าวๆ ของบทความที่จะเขียนลงคอลัมน์ คำถามเตรียมสัมภาษณ์ และโครงร่างของสารคดีหลายชิ้น เปิดไปจนหน้าท้ายๆ ซึ่งเป็นการเขียนบันทึกสิ่งต่างๆ ในช่วงปี 2546 ก็เจอเจ้านี่เข้า



มันคือแผนงานการรวบรวมต้นฉบับคอลัมน์ Cyber Being ในนิตยสาร GM เพื่อนำมารวมเล่มพอคเกตบุคเป็นเล่มที่ 3 งานนี้ใช้เวลานานมากเลยทีเดียว กว่าจะติดต่อและคุยคอนเซ็ปต์กับบรรณาธิการ คือคำหอม ศรีนอก จนลงตัว เขาเอาต้นฉบับไปเก็บไว้ รอเวลาที่จะผลักดันให้ที่ประชุมของทางอัมรินทร์ยอมรับ จนในอีก 2 ปีต่อมา มันถูกเปลี่ยนชื่อ และเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่หมด กลายเป็นหนังสือ "การเดินทางใต้เงาตึก Aimless Wanderer" ไปเลย เพราะเราคิดว่าชื่อ Cyber Being คงเก่าเกินไปและขายไม่ได้อีกแล้ว เลยพยายามคิดหาชื่อใหม่มาแทน โดยมีน้องเต้ย ภาณุมาศ ทองธนากุล มาเป็นบรรณาธิการเล่มให้

ภาพที่เห็นนี้คือสเก็ตซ์ภาพปก และความคิดเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์หนังสือในขั้นแรกสุด ตั้งแต่ตอนที่ผมยังคิดให้มันเป็น Cyber Being 3 อยู่ ใช้คำโปรยเป็นภาษาอังกฤษ ว่า "20 selected articles from GM Magazine about technology and humanity" แล้วแบ่งเนื้อหาบทความออกเป็น 4 บท คือ Consumerism - Capitalism - Colonialim - Cognitivism ที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ว่าจะมากระทบต่อมนุษย์และสังคมในแง่ใดบ้าง คือ บริโภคนิยม ทุนนิยม จักรวรรดินิยมทางสื่อ การรับรู้และความคิด โดยเอาตัวอักษรชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือและของแต่ละบท มาเรียงกันแบบเกม Scrabble กลายเป็นภาพอย่างที่เห็นข้างบน ดูแล้วงงง ไม่เก็ต และรุ่มร่ามน่าดูเลย ก็มันเป็นร่างแรกจากความคิดน่ะครับ
...

Saturday, August 25, 2007

Skip to My Lou

...

หลังจากที่เมื่อวานเขียนถึงเพลงภาษาอังกฤษ ที่เคยเรียนตอนเด็กๆ ตั้งแต่สมัยอยู่ชั้น ป.1 วันนี้ก็เลยนึกมาได้อีกเพลงนึงแล้วครับ ชื่อเพลงว่า "Skip to My Lou"




Fly's in the buttermilk, Shoo, fly, shoo,
Fly's in the buttermilk, Shoo, fly, shoo,
Fly's in the buttermilk, Shoo, fly, shoo,
Skip to my Lou, my darlin'.

Skip, skip, skip to my Lou,
Skip, skip, skip to my Lou,
Skip, skip, skip to my Lou,
Skip to my Lou, my darlin'.

เนื้อเพลงและไฟล์ midi เพลงนี้ ผมก็อปปี้มาจากเว็บ http://www.niehs.nih.gov/kids/lyrics/skipto.htm นะครับ เสียดายว่าหาโหลดเพลงนี้แบบมีเสียงร้องไม่ได้

เพลงนี้มีท่าเต้นด้วย คือพอร้องว่า Fly's in the buttermilk ก็ทำท่ากระพือปีกเหมือนแมลงวัน พอถึงท่อน Shoo, fly, shoo ก็ทำท่าปัดมือตรงหน้าเหมือนกับไล่แมลงวัน เป็นต้น ส่วนอีกท่อนหนึ่ง ที่ร้องว่า Skip, skip, skip to my Lou นั้น เต้นแบบที่คนหนึ่งเอามือเท้าสะเอวให้แขนเป็นวงกลม แล้วคู่เต้นก็เคลื่อนที่สลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (พอนึกภาพออกไหมครับ? เขียนอธิบายยากเหมือนกันแฮะ ต้องทำท่าให้ดูน่ะครับ ถ้าเห็นแล้วรับรองจะต้องร้องอ๋อทันที) ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่รู้ความหมายของคำว่า Lou เลย มันอาจจะแปลว่า "แถว" หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะเท่าที่ค้นประวัติความเป็นมาของเพลงนี้ จากเว็บวิกิพีเดีย http://en.wikipedia.org/wiki/Skip_to_My_Lou พบว่ามันเป็นเพลงเก่าแก่ของอเมริกา ตั้งแต่สมัยที่มีสงครามกลางเมืองโน่นเลย เป็นเพลงที่ร้องในงานเต้นรำแบบแลกเปลี่ยนคู่ชายหญิง แต่เวลาเราเรียนกันนี่มีแต่ผู้ชายนะครับ เพราะเป็นโรงเรียนชายล้วน สมัยนั้น พวกเด็กๆ อย่างเราก็ร้องแบบไม่รู้ความหมายของมันเท่าไร แต่พวกเราชอบร้องแบบแปลงเนื้อใหม่ คือร้องว่า
ซิ้บ...ซิ่บ...ซิบก็ไม่รูด
ซิ้บ...ซิ่บ...ซิบก็ไม่รูด
ซิ้บ...ซิ่บ...ซิบก็ไม่รูด
ซิบก็ไม่รูด...มายดาร์ลิ่ง

นึกถึงความหลังสมัยตอนเด็กๆ แล้วรู้สึกประทับใจครับ เด็กรุ่นผมเป็นรุ่นที่พวกนักประชากรศาสตร์ของไทยเรียกว่า "ประชากรรุ่นเกิดล้าน" คือเด็กรุ่นที่เกิดในช่วงปีพ.ศ.2506-2526 เป็นช่วงที่มีเด็กไทยเกิดใหม่ปีละ 1 เกินล้านคน ถือเป็นช่วงที่มีประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด การมีเพื่อนร่วมรุ่นเยอะขึ้น นี่ไม่ได้แปลว่าเราจะได้มีเพื่อนเล่นและสนุกเฮฮากันได้เยอะขึ้นนะครับ แต่มันหมายถึงการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมากขึ้นต่างหาก เชื่อไหมว่าผมต้องเรียนพิเศษกวดวิชาตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาลเลยนะ เพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนประถมแห่งนี้ให้ได้ การแก่งแย่งแข่งขันระหว่างคนรุ่นผมนั้นดำเนินมาเรื่อยๆ และถึงจุดพีคที่สุดคือการสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นพวกเราต้องสอบให้ได้เท่านั้นนะ เพราะมันคือจุดหมายปลายทางของทั้งชีวิต และยังไม่มีใครออกมาพูดปลอบใจในทำนองที่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน อย่างที่เขาว่ากันในทุกวันนี้ คนรุ่นผมจึงถือเป็นเด็กรุ่นที่เคร่งเครียดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเครียดนี้สะท้อนออกมาให้เห็นได้จากการที่คนรุ่นผมแต่งงานช้าลง และถึงแม้จะแต่งงาน แต่เราก็มีลูกจำนวนน้อยลง หรือบางคนไม่อยากมีลูกเลยด้วยซ้ำ

เมื่อหลายปีก่อนหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยมา ผมไปทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง มีเย็นวันหนึ่งไปเดินเล่นที่ร้านนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ เจอเพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ผมจำเขาได้แค่ลางๆ เพราะเราเรียนกันคนละห้อง จึงจำได้แค่หน้าตาแต่ไม่รู้จักกัน เขาถามว่าเดี๋ยวนี้ทำงานที่ไหน ได้เงินเดือนเท่าไร และเขาก็ถามว่า "เอ๊ะ! มึงเรียนจบคณะอะไรนะ" ผมก็ตอบๆ เขาไป ว่าผมสอบเทียบได้ แล้วเอนทรานซ์เข้าคณะโน่นนี่นั่น เล่าไปตามเรื่องตามราว แล้วเขาก็บอกว่าเขาไปเรียนเมืองนอกเพิ่งกลับมา เรียนแพทย์ทางด้านสายตา และตอนนี้เขามาดูแลร้านตัดแว่นซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว เขาถามผมว่า จำเพื่อนคนนั้นคนนี้ได้ไหม ไอ้นั่นมันเอนท์ติดคณะนั้น ไอ้นี่มันเอนท์ติดคณะนี้ ผมก็เออๆ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะเวลามันผ่านมานานมากแล้ว และผมเรียนจบจนออกมาทำงานทำการหลายปีแล้ว เลิกใส่ใจเรื่องการสอบเอนทรานซ์มาตั้งนานแล้ว จึงรู้สึกงงๆ ว่าทำไมเขายังพูดเรื่องราวเก่าๆ วนเวียนอยู่อีก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ และไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันในวันนั้น เราก็แลกเบอร์โทรศัพท์กันตามปกติ เผื่อว่าจะได้ติดต่อกันอีกในวันหลัง

หลังจากนั้นหลายเดือน เสียงโทรศัพท์บ้านผมดังตอนหกโมงเช้า เพื่อนคนนี้โทรมาผมแต่เช้าตรู่ ผมจำเสียงเขาได้ และงงว่าโทรมาทำไมวะ แล้วเขาก็เริ่มชวนคุย เออ! มึงจำเพื่อนคนนั้นได้ไหม จำเพื่อนคนนี้ได้ไหม ไอ้นี่เอนท์ติด ไอ้นั่นเอนท์ไม่ติด มึงเก่งนะที่สอบเทียบได้และเอนท์ติด มึงเลยไม่ได้เรียน ม.6 ใช่มั้ย กูเรียนม.6 แต่กูไม่สบาย เลยต้องดร็อปไปปีนึง หลังจากนั้นพ่อกูเลยส่งไปเรียนเมืองนอก ผมงงมากว่ามันจะมาคุยเรื่องความหลังตอนหกโมงเช้าทำไม? แล้วเขาก็เล่าต่อ กูจบหมอทางด้านตา ถ้ามึงมีปัญหาสายตา ก็มาหากูได้ บ้านมึงอยู่แถวไหนนะ พอคุยกันไปคุยกันมาสักพัก ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าท่าทางเขาเพี้ยนแหงๆ ตอนนั้นคนรุ่นผมต้องอายุ 20 กว่ากันแล้ว เรียนจบมีงานมีการทำ แต่ดูเหมือนว่าในสมองของเขา ยังคงวนเวียนติดอยู่กับช่วงวัยมัธยมปลายอยู่เลย ความเครียดของประชากรรุ่นเกิดล้าน นี่มันน่าขมขื่นและน่ากลัวจริงๆ นั่นเป็นการคุยโทรศัพท์กันครั้งสุดท้าย หลังจากเช้าวันนั้น เขาก็ไม่ได้โทรมาอีกเลย ผมลืมเบอร์โทรและชื่อของเขาไปแล้ว

แต่ผมยังจำเพลงภาษาอังกฤษที่เคยเรียนตอนป.1 ได้แม่นยำ The Happy Wanderer และ Skip to My Lou เดี๋ยวกะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเขียนอย่างละเอียด ในคอลัมน์สุนทรียะแห่งความเหงา สำหรับ GM ไว้รออ่านกันนะครับ

...

Friday, August 24, 2007

The Happy Wanderer

...

--- กรุณาปรับวอลุ่มเสียงลำโพงของคุณก่อนจะอ่านต่อ เพราะมี code เพลงอยู่ ---

พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร ใจชอบย้อนคิดไปถึงแต่เรื่องเก่าๆ สมัยยังเด็ก ระหว่างที่กำลังทำอะไรเพลินๆ อยู่ จู่ๆ ก็มีวลีหนึ่งแว้บขึ้นมาในใจ "my - nap - sack - on - my - back" พอนึกไปนึกมา ก็จำได้มันคือตอนหนึ่งของเนื้อเพลงเก่ามาก ที่ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นป.1 ครูสอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่งเอาสอนให้เด็กนักเรียนร้องตาม ผมจำเนื้อร้องและทำนองเพลงไม่ค่อยได้หรอก เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก จำได้แค่เลาๆ ว่าตอนจบเพลงเขาร้องว่า "my - nap - sack - on - my - back" เลยจัดการเข้าไปในเว็บไซต์ Google.com เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวลีนี้ ปรากฏว่าโป๊ะเชะ เจอในทันทีที่กดปุ่มเซิร์ช ว่ามันคือเพลงที่ชื่อว่า "The Happy Wanderer"

I love to go a wandering along the mountain track,
And as I go, I love to sing, my knapsack on my back.

Val-da-ree, val-da-rah,Val-da-ree,
val-da-rah ha-ha-ha-ha-ha Val-da-ree,
val-da-rah,My knapsack on my back.

I love to wander by the stream that dances in the sun;
So joyously it calls to me, ?Come, join my happy song!?

Val-da-ree, val-da-rah,Val-da-ree,
val-da-rah ha-ha-ha-ha-ha Val-da-ree,
val-da-rah, come, join my happy song.

I wave my hat to all I meet, and they wave back to me,
And blackbirds call so loud and sweet from ev'ry green wood tree.

Val-da-ree, val-da-rah, Val-da-ree,
val-da-rah ha-ha-ha-ha-ha Val-da-ree,
val-da-rah, from ev'ry green wood tree.

ผมก็อปปี้เนื้อเพลง และ code เพลงนี้มาจากเว็บไซต์แฟนพันธุ์แท้เพชรพระอุมานะครับ http://petprauma.com/songs/happywonderer.html เพราะในเรื่องเพชรพระอุมามีการกล่าวถึงเพลงนี้อยู่ด้วย และถ้าอยากรู้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับเพลงนี้ เข้าไปอ่านได้ในเว็บไซต์วิกิพีเดีย ท่าทางมันจะเป็นเพลงที่คลาสสิคมากๆ เลยทีเดียว http://en.wikipedia.org/wiki/The_Happy_Wanderer

จำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมร้องตามเพลงนี้ไปได้เป็นวรรคเป็นเวร ทั้งที่ไม่รู้เลยว่ามันชื่อเพลงอะไร เนื้อเพลงจริงๆ เขาร้องว่าอะไร มีความหมายอย่างไร แถมตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า Wander หรือการเตร็ดเตร่เลยด้วยซ้ำ จึงคิดไปว่าตอนต้นเพลงเขาร้องว่า I love to go a wonder ring. ซึ่งหมายถึงแหวนวิเศษอะไรไปโน่นเลย พอเล่าถึงเรื่องเพลงนี้ให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง เขาบอกว่าโรงเรียนประถมของผมเดิ้นมากๆ ขนาดแค่ชั้นป.1 ก็มีการสอนให้ร้องเพลงแบบนี้แล้ว ผมบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะแค่เพลงนี้หรอก ยังมีเพลงภาษาอังกฤษอีกมากมายที่ผมได้เรียนในสมัยนั้น ถือว่าเป็นการได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีมากจริงๆ สำหรับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่พ่อกับแม่ผมเรียนจบแค่ชั้น ป.4 และต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อส่งให้ลูกๆ ทุกคนได้เข้าโรงเรียนแห่งนี้

ตลกดีที่เมื่อเวลาผ่านไป 20 กว่าปี ผมนึกถึงเนื้อเพลงนี้แว้บขึ้นมา และค้นจนเจอว่ามันคือเพลง The Happy Wanderer เพลงที่ครูชั้นป.1 สอนให้ผมร้องอย่างมีความสุข ชื่อเพลง The Happy Wanderer ทำให้ผมรู้สึกสะท้อนใจ เพราะในขณะที่ตัวผมเองจริงๆ ในเวลานี้ กลับเป็น Aimless Wanderer ซึ่งแตกต่างกับ The Happy Wanderer อย่างสิ้นเชิง พ่อแม่กับครูภาษาอังกฤษจะผิดหวังไหมนะ?

--- ถ้าต้องการฟังเพลงซ้ำ ให้กดปุ่มรีโหลดหน้าเว็บนี้ ---

...

Thursday, August 23, 2007

And Deep Throat to you all

...

ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังที่อยากดูมานานนนนน...แสนนาน Deep Throat หนังโป๊ในตำนาน ที่ผู้ชายอายุ 30 กว่าๆ แบบผม น่าจะเติบโตมาพร้อมกับการได้ยินชื่อเสียงและเรื่องราวของมันมาจนคุ้นเคย จริงๆ สมัยก่อนเราไม่ค่อยเรียกหนังแบบนี้ว่าหนังโป๊นะ เราติดปากเรียกว่า "หนังเอ็กซ์" มากกว่า เพราะการจัดเรทหนังของอเมริกาสมัยนั้น เขาเรียกหนังโป๊แบบนี้ว่าเรท X ไม่ใช่เรท NC-17 แบบทุกวันนี้ หนังเอ็กซ์สมัยก่อนอยู่ในรูปแบบม้วนวิดีโอเท่านั้น เพราะยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และยังไม่มีแผ่นซีดีเลยด้วยซ้ำไป สมัยนั้นจึงยังไม่มีวัฒนธรรมการดาวน์โหลดบิททอร์เรนท์ และยังไม่มีการไรท์แผ่นหนังแจกเพื่อน ถ้าจะดูหนังก็ต้องไปเช่าจากร้านวิดีโอทั่วไป ซึ่งร้านวิดีโอสมัยก่อนไม่เหมือนกับพวกร้านเชนสโตร์แบบทซึทาย่าหรือร้านบล็อคบัสเตอร์แบบทุกวันนี้ มันเป็นร้านเล็กๆ เจ้าของคนเดียว และไม่มีสาขาเยอะๆ หนังที่มีให้เช่าส่วนใหญ่เป็นพวกหนังซูมจากโรงที่คุณภาพห่วยๆ หนังจีนชุด และหนังฝรั่งของค่ายซีวีดี ซึ่งถ้าคุณสนิทกับเจ้าของร้านมากพอ คุณก็จะเข้าไปที่หลังร้านของเขาที่มีกองหนังเอ็กซ์ให้เช่าได้ สำหรับผมเองตอนนั้นยังเด็กมาก อายุ 10 กว่าขวบ และก็ขี้อายมากเกินกว่าจะไปขอเช่าหนังเอ็กซ์จากร้านเขา แหล่งที่เด็กอย่างผมจะหาหนังเอ็กซ์ดูได้ในสมัยนั้น คือการขอยืมจากเพื่อน เพราะเพื่อนบางคนมันกล้าพอจะไปเช่า หรือบางคนก็แอบเอามาจากพ่อแม่ แล้วเอามาแบ่งให้เพื่อนยืมดู การเข้าถึงหนังโป๊สมัยก่อนจึงเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ถ้าได้ยืมจากเพื่อนมาม้วนนึง จะต้องแอบซุกในกระเป๋านักเรียนให้ลึกที่สุด กลัวโดนครูจับได้ และพอกลับบ้านก็ต้องหาที่ซ่อนให้มิดชิด ต้องรอเวลาที่พ่อแม่เผลอเท่านั้น ถึงจะเปิดดูได้ ดูเสร็จก็ต้องรีบเอากลับไปคืนเพื่อนอีก ซึ่งความยากเย็นเหล่านี้ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ให้เด็กผู้ชายรุ่นผมยิ่งอยากดูมากขึ้นไปอีก

แต่พอได้ดูแล้วก็ผิดหวังครับ นี่หรือหนังในตำนานที่อยากดูมานานแสนนาน

--- คำเตือน ภาพติดเรทครับ ---


1. ฉากเปิดเรื่องที่คงจะประทับใจอเมริกันชนจำนวนมาก มันถูกนำมาใช้เตือนความจำอีกครั้ง ในหนังสารคดีเรื่อง Inside Deep Throat


2. นี่คือนางเอก ลินดา เลิฟเลซ พอเห็นเธอแล้ว คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมพอผมดูหนังเรื่องนี้แล้วถึงรู้สึกผิดหวัง ฉากนี้เธอกำลังคุยกับเพื่อน ปรึกษาว่าเธอไม่เคยถึงจุดสุดยอดระหว่างมีเซ็กส์เลย เพื่อนเลยแนะนำให้ไปหาหมอ (เพื่อนเธอหน้าตาน่ากลัวกว่าเธออีกครับ)

3. หลังจากจับตรวจภายในแล้ว หมอก็แปลกใจว่าทำไมเธอไม่มีคลิตอริส เลยถามว่าเวลามีเซ็กส์ ตรงจุดไหนในร่างกายที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวได้บ้าง เธอชี้ไปที่คอ แล้วหมอก็เลยบอกให้เธออ้าปาก เพื่อตรวจลำคอของเธออย่างละเอียด หมอให้คำแนะนำ ว่าเธอจะถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการทำออรัลเซ็กส์ โดยต้องพยายามเอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? เอ่อ ... ก็เอาเข้าไปให้ลึกที่สุดน่ะครับ นี่จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้ว่า Deep Throat

4. แต่เธอบอกหมอว่าถ้า เอ่อ ... คือ ... อธิบายไงดีนะ? ... คือว่าถ้าเข้าไปลึกมากแล้วเธอจะคลื่นไส้น่ะครับ หมอเลยแนะนำให้เธอฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำคอ แล้วก็ให้เธอทดลองฝึกปฏิบัติจริงครั้งแรกกับตัวหมอเองเลย (หมอคนนี้ใจดีมาก) ฉากนี้ผมพยายามคร็อปภาพอยู่นาน กว่าจะได้ภาพออกมาพอดีจังหวะแบบนี้ มันเป็นการตัดภาพสลับไปมาฉึบฉับ ระหว่างภาพการออรัลเซ็กส์กับภาพการปล่อยยานอวกาศของนาซ่า

5. หลังจากดูไปได้สักพัก ผมก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไป เพื่อให้หนังมันจบๆ เสียที พอดีมาเจอหน้าดาราสาวคนนี้เลยหยุดดูสักพัก เธอสวยที่สุดในเรื่องครับ จริงๆ แล้วน่าจะได้เล่นเป็นนางเอกเลยดีกว่า หลังจากที่ดูจบแล้ว ก็เลยไปค้นข้อมูลในเว็บ http://www.imdb.com/ แล้วพบว่าเธอชื่อ แคโรล คอนเนอร์ พออ่านประวัติแล้วทึ่งมาก เธอเป็นแม่ของ ธอร่า เบิร์ช ที่เล่นหนังเรื่อง American Beauty นั่นเอง

หลังจากนั้นก็กดปุ่มฟอร์เวิร์ดไปเรื่อยๆ หนังจบด้วยภาพ ลินดา เลิฟเลซ นอนอ้าปากกว้างๆ และขึ้นตัวอักษรว่า The End. And Deep Throat to you all. เป็นการปิดฉากความอยากรู้อยากเห็นอันยาวนาน 30 ปีของผม ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีนะ

มีข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย ว่าหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้แล้ว ลินดา เลิฟเลซ กลายเป็นดาราหนังโป๊ที่ฮอตที่สุดของยุค 70-80 แต่หลังจากที่เธอเลิกอาชีพเล่นหนังโป๊ไป เธอก็เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ และเปิดโปงวงการหนังโป๊ในยุคนั้น ว่าเต็มไปด้วยการกดขี่และกระทำทารุณกับดาราผู้หญิง เธอระบุว่าถูกสามีทุบตีบังคับให้มาเล่นหนังแบบนี้ และระหว่างการแสดงหนัง Deep Throat เธอถูกปืนจ่อหัวอยู่ ถ้าสังเกตดูภาพในหนังให้ดีๆ จะเห็นรอยเขียวช้ำบนเนื้อตัวของเธอ ฟังดูแล้วน่ากลัวมากครับ ภาพในหนังดูน่ากลัวและเซ็กส์หดขนาดนี้ พอมาฟังเรื่องเล่าจากปากนักแสดง ก็ยิ่งน่ากลัวและเซ็กส์หดมากขึ้นไปอีก

...

Tuesday, August 07, 2007

10 ปีผ่านไป กับโรงหนังมัลติเพล็กซ์ของไทย

...

ประมาณสิบปีก่อน ผมทำงานเป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจครับ ตอนนั้นมีโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์เกิดขึ้นใหม่เป็นแห่งแรก คือ EGV ฟิวเจอร์พาร์คบางแค เขาก็จัดงานเปิดตัวกันใหญ่โต ผมจำได้ว่าไปร่วมงานเปิดและได้ดูหนังในโรงนี้รอบแรกสำหรับสื่อมวลชน คือเรื่องมนุษย์หินฟลินสโตน (ฉบับคนแสดง) อีกไม่นานต่อมาโรงหนังแบบนี้ก็แพร่ไปทั่วกรุงเทพฯ แล้วมีโรงเมเจอร์ซีเนเพล็กซ์เพิ่มเข้ามาอีก โดยแห่งแรกคือที่ปิ่นเกล้า ช่วงนั้นต้องไปทำข่าวการเปิดตัวโรงหนังบ่อยมาก ได้ไปสัมภาษณ์เจ้าของและผู้บริหารของโรงพวกนี้หลายคน หลายครั้ง ผมจำคำพูดให้สัมภาษณ์ของพวกเขาได้แม่นครับ เขาภูมิใจนักหนาว่าจะเป็นโรงที่มีระบบมาตรฐานมากที่สุด และจะตอบสนองความต้องการของคนดูหนังได้มากที่สุด และต่อไปนี้คือคำสัมภาษณ์ของพวกเขาในตอนนั้น ที่ผมขอยืนยันนอนยันว่าเขาพูดแบบนี้จริงๆ

1. ค่าตั๋วราคาเดียวทุกที่นั่ง เพราะเขาบอกว่าโรงของเขาออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ดังนั้นไม่ว่าคุณจะนั่งตรงไหนของโรง ก็จะสามารถมองเห็นภาพและได้ยินเสียงในคุณภาพเท่ากันหมด สมัยนั้นราคาตั๋วของโรงพวกนี้ ราคาแค่ 70 บาทเท่านั้นครับ ราคาเดียวกันนี้ทุกรอบ ทุกวัน ทุกเรื่อง (เทียบกับค่าตั๋วของโรงหนังแบบเก่าสแตนด์อโลน อย่างสกาล่า แมคเคนน่า เอเธนส์ ที่ปัจจุบันปิดกันไปเกือบหมดแล้ว นั้นจะมีหลายราคา เริ่มตั้งแต่ 30 บาทตรงแถวใกล้ๆ จอ ไปจนถึง 70 บาทตรงแถวหลังสุด)

2. ระบบฉายหนังเป็นแบบใหม่ คือนำฟิล์มหนังทั้งเรื่องมากรอใส่ไว้ในม้วนเดียวกันหมด แล้วฉายตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนถึงเอนด์เครดิตจนหมดฟิล์ม ดังนั้นหนังจะไม่สะดุด ไม่มีการฉายสลับม้วน และคนรักหนังจะได้ดูเอนด์เครดิตจนจบจริงๆ

3. ระบบเสียงแบบดิจิตอลที่ดีที่สุดในโลก มีทั้ง Dolby Digital, DTS, SDDS และระบบการติดตั้งลำโพงภายในโรงได้มาตรฐาน THX ทางเจ้าของโรงและผู้บริหาร ภูมิใจกับเรื่องนี้ที่สุด พูดถึงบ่อยที่สุด และถือเป็นจุดขายสำคัญที่สุดของโรงมัลติเพล็กซ์ในยุคนั้น

4. ช่องว่างระหว่างเก้าอี้ และทางเดินภายในโรง เพิ่มมากขึ้นกว่าโรงแบบมินิเธียเตอร์ (โรงหนังเล็กๆ ที่แอบไปสร้างกันตามห้างสรรพสินค้า) เพื่อความสบายในการนั่งดูหนัง และเพื่อความปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน

5. ภายในมัลติเพล็กซ์ มีโรงหนังแยกย่อยไป 8-10 โรง จึงสามารถฉายหนังที่มีความหลากหลาย และจัดโปรแกรมเวลาฉายเหลื่อมกัน เพื่อให้ผู้ชมสามารถมีทางเลือกได้มากกว่า และมีความสะดวกสบาย

สมัยนั้นผมไปดูหนังที่โรงมัลติเพล็กซ์พวกนี้ทุกอาทิตย์ครับ และบางอาทิตย์ก็ดูหลายเรื่องด้วย เพราะราคาถูกมาก ถ้าใครมีบัตรลดหรือบัตรสมาชิกของเขา ที่ซื้อในราคา 100 บาท ก็จะได้รับส่วนลดที่นั่งละ 20 บาท เหลือ 50 บาทเอง อีกทั้งยังโรงยังคุณภาพดีกว่า ผมเคยดูหนังเรื่องเดียวกันใน 2 โรงเพื่อเปรียบเทียบ คือดู Speed ที่โรงแมคเคนน่า และอุตส่าห์ถ่อไปดูอีกรอบที่ EGV ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ก็พบว่าการดูที่โรงแบบใหม่นี้ดีกว่าจริงๆ ทั้งภาพและเสียง ถึงแม้จะต้องเสียเวลาเดินทางไปนานกว่า

เวลาผ่านไปสิบปี จนถึงทุกวันนี้ ผมไม่ได้เป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจแล้ว เลยไม่ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์พวกเจ้าของและผู้บริหารโรงหนังมัลติเพล็กซ์อีกต่อไป และแทบจะไม่ได้ไปดูหนังตามโรงมัลติเพล็กซ์พวกนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่หนังรอบที่ดูฟรี ถ้าไม่ใช่เพื่อนๆ นัดไปดู และถ้าไม่จำเป็นหรือไม่ว่างจริงๆ ลองมาดูครับว่าเวลาเปลี่ยน โรงหนังพวกนี้เปลี่ยนไปอย่างไร และมันต่างไปจากคำให้สัมภาษณ์ของบรรดาเจ้าของและผู้บริหารโรงหนัง ที่เคยพูดไว้เมื่อสิบปีก่อนอย่างไร

1. ค่าตั๋วหนังขึ้นราคาเป็น 140 บาทแล้ว และราคาก็ไม่เท่ากันทุกที่นั่งอีกต่อไป ที่ว่าราคา 140 บาทนั่นคือแถวหน้าๆ ของโรง ส่วนแถวหลังๆ นั้นราคาเป็น 160 - 180 บาท และกันพื้นที่หลังสุดของโรง ไว้ทำเป็นเบาะพิเศษสำหรับคู่รัก ราคาสูงขึ้นไปกว่านั้นอีก (ไหนว่าโรงหนังของคุณออกแบบมาได้มาตรฐานทุกที่นั่ง ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนในโรงหนังมีคุณภาพเท่ากันไง)

2. เนื่องจากต้องฉายโฆษณาก่อนหนังจริงเริ่มฉาย นานประมาณ 30-40 นาทีเป็นอย่างน้อย และในแต่ละวันเขาต้องทำรอบฉายให้ได้มากๆ เมื่อหนังใกล้จบ ก่อนหนังจะจบสัก 3-4 นาที จะมีเจ้าหน้าที่ของโรงจะเดินจากทางด้านหลัง ผ่านแถวที่นั่งผู้ชม แล้วไปยืนอยู่ตรงประตูทางออกที่อยู่ตรงด้านหน้าโรง ข้างๆ จอภาพ พอหนังจบปุ๊บ ก็เปิดไฟ เปิดประตูปั๊บ พร้อมกับประกาศเสียงดัง ว่าขอบพระคุณค่ะ เชิญออกตรงประตูนี้ ซึ่งผมว่ามันเป็นการรบกวนสมาธิคนดูอย่างมาก เพราะหนังบางเรื่องจบแบบหักมุม จบแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว จบแบบซาบซึ้งอารมณ์พีคสุดๆ คนดูจะเห็นเจ้าหน้าที่โรงไปยืนหัวโด่อยู่ข้างๆ จอ เพื่อรอเปิดประตูแล้ว ส่วนเอนด์เครดิตนั้นจะฉายไปจนจบ ทุกเรื่องทุกรอบหรือเปล่า นี่ผมไม่แน่ใจนะครับ เพราะไม่เคยอยู่ดูจบสักที

3. ไม่มีโรงที่แปะป้าย THX เหลืออยู่แล้ว และไม่มีโรงที่ฉายด้วยระบบเสียง DTS และ SDDS เหลืออีก ซึ่งสำหรับผม ผมว่าก็ไม่เป็นไรนะ อันนี้ไม่ซีเรียส มันเป็นไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยี

4. เขาจัดเก้าอี้นั่งใหม่หมด เก้าอี้ที่นั่งสบายและมีช่องว่างเยอะ เป็นเฉพาะเก้าอี้ทางด้านหลังโรงที่มีราคาแพงกว่า ส่วนเก้าอี้ราคาต่ำสุดที่อยู่ทางด้านหน้า จะเบียดเสียดยัดเยียด ไม่ต่างจากมินิเธียร์เตอร์สมัยก่อน

5. ในโรงมัลติเพล็กซ์มีโรงย่อย 8-10 โรง แต่ส่วนใหญ่นำไปฉายหนังฟอร์มใหญ่ประจำสัปดาห์จนหมด บางทีหนังเรื่องเดียวใช้โรงฉาย 5-6 โรง เพื่อเหลื่อมเวลาฉาย ส่วนหนังฟอร์มเล็กๆ จะไม่มีโรงฉาย หรือฉายแค่ 1-2 รอบต่อวัน ในรอบเช้าสุดตอนศูนย์การค้าเปิด และรอบดึกสุดตอนศูนย์การค้าปิดเท่านั้น ดังนั้นในโรงมัลติเพล็กซ์ 1 แห่ง ที่มี 8-10 โรง จะฉายหนังจริงๆ แค่ 3-4 เรื่อง (ไหนว่าโรงเยอะๆ แล้วจะฉายหนังได้หลากหลาย คนดูสามารถเลือกได้ตามใจ และสะดวกสบายขึ้นไง)

ผมว่าเจ้าของโรงหนังมัลติเพล็กซ์ทุกวันนี้ ละโมบโลภมากเกินไป และไม่มีความจริงใจกับคนดูหนัง เมื่อเขาขยายธุรกิจมาได้สิบกว่าปี ธุรกิจของเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งทำให้โรงหนังแบบเก่าสแตนด์อโลน ล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว และได้แทรกซึมตัวเองเข้าไปในทุกศูนย์การค้า ทุกย่านการค้า และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คน เขากลับใช้เวลานี้ในการตักตวงผลประโยชน์แบบไม่บันยะบันยัง และเบียดบังความสุขของคนดูหนังไปจนหมด

ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับโรงหนังมัลติเพล็กซ์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น

1. เรื่องโฆษณาก่อนฉายหนัง ที่มีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า บางโรงฉายโฆษณานานถึง 40 นาที เทียบกับเวลาฉายหนังที่มีความยาวประมาณชั่วโมงกว่าๆ หรือประมาณ 100 นาที นั่นเท่ากับว่าเวลาโฆษณานานเกือบจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเวลาฉายหนังเลยทีเดียว

2. ราคาค่าตั๋วหนังในแต่ละวัน แต่ละรอบ แต่ละเรื่อง แต่ละโรงย่อย ก็ไม่เท่ากันเลย ปรับเปลี่ยนได้ตามใจเจ้าของโรงหนัง วันจันทร์ราคาหนึ่ง-วันศุกร์ราคาหนึ่ง รอบเช้าราคาหนึ่ง-รอบเย็นราคาหนึ่ง ภายในโรงมัลติเพล็กซ์แห่งเดียวกัน โรงย่อยก็ค่าตั๋วไม่เท่ากันอีก

3. แถมยังมีเรื่องเบียดบังเอาที่จอดรถไปให้คนอื่นเช่าทำตลาดนัด เอาลานพื้นที่หน้าโรงไปทำลานเบียร์ แทนที่จะใช้เป็นป้ายรถเมล์หรือที่สาธารณะเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

ทุกวันนี้ หนังส่วนใหญ่ผมดูจากแผ่นดีวีดี ผมซื้อจอแอลซีดี 32 นิ้วมาใหม่ และสั่งซื้อแผ่นดีวีดีราคาถูกๆ จากในอินเตอร์เน็ต เอาไว้นอนดูอยู่กับบ้านสบายๆ ไม่ต้องออกไปเสียค่ารถ ค่าป๊อปคอร์น ค่าเดินช็อปปปิ้ง หรือถ้าอยากดูหนังโรงจริงๆ ถ้าเลือกโรงได้ ผมไปดูที่โรงของเครือเอเพ็กซ์ ได้แก่ สกาล่าและสยาม ซึ่งเป็นโรงหนังแบบเก่าสแตนด์อโลน ที่มีขนาดใหญ่มาก ที่นั่งเยอะ จอภาพใหญ่โต ราคาเพียง 100 บาท เท่ากันทุกเรื่อง ทุกรอบ ทุกวัน ถ้าอยากนั่งหลังสุดก็ราคา 120 บาท

นี่แสดงให้เห็นชัดเลย ว่าโรงหนังมัลติเพล็กซ์ ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของคนดูหนังจริงๆ มันเอาไว้ให้วัยรุ่นหนุ่มสาวไปแฮงค์เอาท์ฉาบฉวยเท่านั้น ไม่ได้เอาไว้ดูหนังแบบคนรักหนัง เวลาผ่านไปสิบปี ในที่สุดผมก็ย้อนกลับไปดูหนังจากโรงหนังแบบกัน และเชื่อว่ามีคนที่เป็นคอหนังจำนวนมากก็คิดแบบเดียวกัน

...

Thursday, February 08, 2007

รูปติดบัตร

...

เมื่อวานนั่งรื้อข้าวของและเอกสารเก่าๆ เจอรูปถ่ายติดบัตรของตัวเอง ในเอกสารการเรียน จำพวกสมุดพกตอนมัธยม ไล่ไปจนถึงรูปแปะใบทรานสคริปต์ ตอนเรียนจบปริญญาตรี ถ้าใครขวัญอ่อน ขอแนะนำให้รีบปิดหน้าบล็อกนี้โดยไว

1. รูปติดบนสมุดพกสมัยเรียนม.ปลาย คุณเห็นเลข 16 ข้างบนนั้นไหม? มันคือเลขประจำตัวนักเรียน สมัยอยู่ม.ปลาย ผมเป็นนักเรียนหมายเลข 16 ของห้อง D เลขนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอันดับการเรียนนะ แต่มันเกี่ยวกับว่าใครมาสมัครเข้าเรียนก่อนหลังต่างหาก คาดว่ารูปนี้คงถ่ายตอนอยู่ขึ้นชั้น ม.4 สังเกตเห็นไหมว่าตาใสปิ๊ง เป็นประกายวับๆ ไร้เดียงสาสิ้นดี


2. รูปแปะใบทรานสคริปต์ หรือสมัยเด็กๆ เรียกว่าใบ ร.บ. ย่อมาจากอะไรก็ไม่รู้ ได้มาเมื่อเรียนจบออกจากโรงเรียนแล้ว ผมเรียนอยู่ถึงแค่ม.5 แล้วก็สอบเทียบได้ ดังนั้นในใบร.บ. จึงมีแค่รายงานผลการเรียนของชั้น ม.4-ม.5 รูปนี้จึงถ่ายตอนเรียนจบชั้น ม.5 และกำลังเตรียมเอนทรานส์ หน้าตาตอนนี้ยังเหมือนตอน ม.4 เลย แต่ดูผอมลงเล็กน้อย


3. รูปถ่ายในชุดร.ด. เอาไว้แปะในใบส.ด.9 ย่อมาจากอะไรก็ไม่รู้ เขาให้ไว้ตอนที่เรียนร.ด. จบชั้นปี 3 เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารแล้ว คาดว่ารูปนี้ถ่ายตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 เพราะผมต้องไปเรียนร.ด. ปี 3 ตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ไปเขาชนไก่ตอนเรียนอยู่ปี 1 เป็นความทรงจำที่ทุลักทุเลน่าดู สังเกตว่าในรูปตอนนี้ ผมไว้ผมยาวมากขึ้นกว่าตอนเด็กๆ เป็นแบบรองทรงและแสกกลาง หน้าตายังคงใสปิ๊งเหมือนเดิม


4. รูปแปะในทรานสคริปต์ ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว รูปนี้ถ่ายตอนจบปี 4 ประมาณปีพ.ศ.2537 ตอนนั้นไว้ผมยาวมาก เป็นเพราะเก็บกดมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ที่ต้องตัดผมสั้นมาตลอด พออยู่มหาวิทยาลัยก็เลยไว้ผมเสียยาวเหยียด น่าจะเป็นคนที่ผมยาวที่สุดในคณะแล้วด้วยซ้ำ วันที่ไปถ่ายรูปในชุดครุย ก็ทำตัวซ่า ไม่ยอมตัดผมอีก เลยกลายเป็นรูปบัณฑิตผมยาวติดในทรานสคริปต์ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ จำได้ว่าวันรับปริญญา ผมยาวกว่าในรูปนี้ด้วยซ้ำ มาถึงตอนนี้ผมตัดผมสั้นแล้ว ขี้เกียจไว้ยาว เพราะมันร้อน


...

Thursday, October 26, 2006

maetel

...



ขอแนะนำให้รู้จักทุกคนรู้จักกับ "เมเทล" ความหลงใหลในวัยเด็กของผม เธอคือความรัก ความใคร่ ความปรารถนา ความรู้สึกดำฤษณา ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิต เท่าที่จะสามารถนึกย้อนกลับไปได้ เธอเป็นตัวการ์ตูนหญิงสาวสุดสวย สุดลึกลับ จากหนังการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง รถไฟกาแล็กซี่ 999 มันมาฉายในเมืองไทยทางช่อง 9 เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน สมัยนั้นจำได้ว่าผมยังเรียนอยู่ประมาณชั้นป.3 หรือป.4 อยู่เลย มันเป็นช่วงเวลาที่รายการการ์ตูนญี่ปุ่นทางช่อง 9 เริ่มต้นบูมมากๆ มีการ์ตูนมาฉายหลายสิบเรื่องต่อปี ทั้งตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ และตอนเย็นของวันธรรมดา การ์ตูนในรุ่นเดียวกันช่วงนั้น ก็เช่นหน้ากากเสือ คามุยยอดนินจา ฯลฯ ส่วนรถไฟกาแล็กซี่ 999 เป็นการ์ตูนที่ฉายช่วงเย็น ผมติดตามดูประจำหลังจากกลับมาจากโรงเรียนแล้ว

มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกอนาคตที่ถูกหุ่นยนต์ครอบครอง (แค่เริ่มต้นก็ทันสมัยสุดๆ แล้ว) หุ่นยนต์มีพัฒนาการและมีความสามารถมากกว่ามนุษย์ และที่สำคัญคือมันเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย มันจึงสามารถครอบครองโลกได้ ในขณะที่คนเราต้องกลายเป็นชนชั้นล่าง ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก อดๆ อยากๆ มีเด็กชายยากจนคนหนึ่ง เห็นแม่ถูกหุ่นยนต์ฆ่าตายต่อหน้าต่อตา เขาอยากแก้แค้น และอยากจะผ่าตัดเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นหุ่นยนต์ เพื่อจะได้เก่งๆ และเป็นอมตะ ไปแก้แค้นให้แม่ได้ เขารู้ข่าวมาว่าที่สุดกาแล็กซี่ มีดาวดวงหนึ่งจะผ่าตัดเปลี่ยนคนให้เป็นหุ่นยนต์แบบฟรีๆ การเดินทางไปดาวดวงนี้ ต้องนั่งรถไฟสายแกแล็กซี่ 999 เท่านั้น แล้วจู่ๆ เมเทล หญิงสาวลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นมา เอาตั๋วรถไฟมาให้เขา และเป็นคนพาเขาเดินทางไปยังจุดหมาย เรื่องราวในการ์ตูนแต่ละตอน ก็เป็นการผจญภัยไปในดาวต่างๆ เมื่อรถไฟต้องหยุดจอดตามสถานีบนดาวเหล่านั้น

การ์ตูนชุดนี้ยาวมาก ฉายติดต่อกันหลายเดือน และไม่แน่ใจด้วยว่าช่อง 9 ตอนนั้นได้นำมาฉายจนจบเรื่องหรือเปล่า ไม่รู้ว่าในที่สุด เด็กชายคนนี้ได้ผ่าตัดเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์หรือเปล่า สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำที่สุดอย่างเดียวคือเมเทล ในสายตาของผมสมัยเด็กๆ เธอเป็นตัวการ์ตูนที่สวยที่สุดครับ ตัวสูง ผอมบาง ผิวขาวจัด แขนขายาวเหมือนนางแบบ ผมยาวสลวยสีทอง ปากเล็กจมูกน้อย ดูบอบบางและอ่อนแออย่างมาก แต่ก็มีความลึกลับ ไม่รู้ที่มาที่ไป ว่าเธอคือใคร และเก่งกาจจนสามารถช่วยชีวิตเด็กชายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกวันที่เปิดการ์ตูนเรื่องนี้ดู ผมเฝ้าดูแต่เมเทล และอ้างอิงตัวเองกับเด็กผู้ชายในการ์ตูนนั้น ที่ได้ใกล้ชิดกับเมเทลตลอดเวลา พวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน เมเทลแก่กว่าเด็กชาย เธอจึงเป็นพี่ที่เดินทางไปกับน้อง ในขณะเดียวกัน เมเทลก็ปกป้องเด็กชาย และให้ความรู้สึกอบอุ่นทางใจ เหมือนกับเป็นแม่ด้วย แต่ในบางแว้บ เด็กชายก็ตกหลุมรักเมเทล อย่างไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง ว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอกันแน่

เมเทลเป็นสิ่งกระตุ้นความรู้สึกทางเพศสิ่งแรกๆ ในวัยเด็กของผม ผมเห็นผู้หญิงแก้ผ้าทั้งตัวเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อป.3 หรือป.4 ก็คือผู้หญิงคนนี้แหละครับ เพราะการ์ตูนช่อง 9 สมัยนั้น ไม่มีเซนเซอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ผมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ไม่ค่อยชัดนักหรอก แค่ประมาณว่าตื่นตะลึงและซู่ซ่ามากๆ ผมไม่ได้จะกล่าวโทษอะไรกับทีวีช่อง 9 สมัยนั้นนะครับ และผมก็ไม่เชื่อว่าการปล่อยให้เด็กป.3 ดูการ์ตูนที่มีฉากโป๊ แล้วจะทำให้เขาเสียเด็ก เสียอนาคตไป ผมแค่เอาเรื่องนี้มานั่งนึกทบทวนดู เพราะบังเอิญวันนี้มีเพื่อนคนหนึ่ง มาถามว่าผมชอบผู้หญิงนมเล็กหรือนมใหญ่ (ไม่รู้จะถามทำไมเนี่ยะ) แล้วก็เลยคิดว่าความรู้สึกของคนเราในปัจจุบัน อาจจะมีรากฐานบางส่วนมาจากความทรงจำในวัยเด็กก็ได้นะครับ สำหรับผมเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมเทลคือผู้ที่กำหนดรสนิยม ลักษณะผู้หญิงที่ผมชอบเอาไว้บางส่วน สูง ผอม ขาว แขนขายาว บอบบาง อ่อนแอ ฯลฯ เวลาเห็นผู้หญิงลักษณะนี้แล้วผมจะรู้สึกตื่นตัว บางทีความรักมันอาจจะมีที่มาจากความหลงใหล และความทรงจำบางอย่างในวัยเด็ก ซึ่งผมไม่สามารถยืนยันความคิดนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ บางทีความรู้สึกนี้อาจจะมีมาก่อนเมเทลก็ได้ แต่เท่าที่นึกๆ ย้อนกลับไปดู มันไปไกลสุดได้แค่นี้แหละ ได้แค่ที่เมเทล

...

จีบสาวต้องเข้าท่า

...

วันนี้ไปงานหนังสือมาอีกแล้ว เพราะที่ออฟฟิศเขาอยากได้ต้นฉบับบทความแนะนำหนังสือ ที่ออกใหม่ในช่วงงานคราวนี้ และที่น่าสนใจที่สุด 10 เล่ม ผมเดินไปเดินมากับน้องที่ออฟฟิศอยู่หลายชั่วโมง เลือกหนังสือเจ๋งๆ ดู thoughtๆ มาได้จำนวนหนึ่งแล้ว จนมาถึงบูธของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ สะดุดตากับมุมหนังสือเก่าที่เขาเอามาลดราคา เหลือแค่เล่มละ 20 บาท และก็ไปเจอหนังสือชื่อว่า "จีบสาวต้องเข้าท่า" ความหลังเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก็พร่างพรูเข้ามาในหัวทันที

ผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่อตอนอยู่ม.4 สาเหตุที่จำช่วงเวลาได้แม่น ก็เพราะมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่คนหนึ่ง เขาเอาเล่มนี้มาให้เพื่อนๆ ในห้องเราได้มุงอ่านกัน คุณต้องเข้าใจนะ ว่าเด็กม.4 สมัยก่อน เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ยังไม่แก่แดดแก่ลมเท่ากับเด็กสมัยนี้หรอก และยิ่งโรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนชายล้วนด้วยแล้ว เด็กม.4 ในโรงเรียนชายล้วน ส่วนใหญ่จะขี้อายในเรื่องผู้หญิงกัน เลิกเรียนก็เกาะกลุ่มกันไปเตะบอล เดินกอดคอกันส่งเสียงเอะอะแถวป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน ที่เรียบร้อยหน่อยก็ซื้อการ์ตูนมานั่งอ่าน หรือไม่ก็เป็นแบบพวกผม คืออ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานส์ มีเด็กรุ่นเราเพียงส่วนน้อยที่กล้าวิ่งไปจีบเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนข้างเคียง ดังนั้นเมื่อมีหนังสือเล่มนี้มาอยู่ในห้องเรียนของพวกเรา มันจึงเป็นการเปิดโลกทัศน์ครั้งสำคัญให้กับพวกเรา จำได้ว่าความรู้สึกของเด็กๆ ในตอนนั้น เนื้อหาภายในของมันน่าตื่นเต้นมากครับ

อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น ระหว่างที่พวกเรากำลังเรียนวิชาอะไรสักอย่างกันอยู่ อย่างเคร่งเครียด มาสเตอร์ที่ยืนสอนอยู่หน้าชั้น ก็ตวาดเรียกเพื่อนคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่หลังห้อง ว่าเฮ้! นายนั่นกำลังทำอะไรอยู่ ก้มหน้าอ่านอะไรใต้โต๊ะ เพื่อนคนนี้ลุกขึ้นมาแล้วยิ้มแหยๆ ชูหนังสือจีบสาวต้องเข้าท่าขึ้นมา มาสเตอร์เรียกเขาออกมาหน้าชั้น ถามว่านี่มันหนังสืออะไรของเธอเนี่ยะ เป็นเด็กเป็นเล็ก หัดอ่านหนังสือแบบนี้แล้วเหรอ แล้วยึดหนังสือเล่มนี้ไป ผมจำได้แค่ว่าพวกเราในห้องตกใจ และรู้สึกเสียใจ เสียดายหนังสือเล่มนี้กันมาก ทุกคนต่างประนามเพื่อน ว่ามันจะเอาขึ้นมาอ่านในชั่วโมงเรียนทำไม เพราะว่าคนอื่นๆ ยังอ่านกันไม่จบเลย

หลังจากนั้นมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ทุกครั้งที่ผมไปเดินงานสัปดาห์หนังสือ เมื่อเดินผ่านหน้าบูธของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ คุณเชื่อไหม ว่าผมจะเห็นหนังสือจีบสาวต้องเข้าท่า วางขายอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่าประจำบูธนี้ทุกครั้ง มันถูกวางเคียงคู่อยู่กับหนังสือแนวฮาวทูเล่มอื่นๆ อีกมากมาย และในบางครั้ง มันถูกวางอยู่คู่กับหนังสือแนวฮาวทูและจิตวิทยา ของหลวงวิจิตรวาทการ บางครั้งก็วางอยู่คู่กับหนังสือ "เพื่อนยาก" ของจอห์น สไตน์เบค และ "เฒ่าผจญทะเล" ของเออร์เนสต์ เฮมิ่งเวย์ ด้วยซ้ำไป เพราะเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์เดียวกัน

วันนี้ผมเพิ่งควักกระเป๋า 20 บาท ซื้อหนังสือเล่มนี้มาเป็นเจ้าของเสียที มันกลายเป็นหนังสือเก่าๆ ที่เอามากองๆ ขาย แบบทุกเล่ม 20 บาท ผมรู้สึกลังเลและเขินๆ นิดหน่อย เวลาเอามันไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ อ่านรายละเอียดบนหน้าปก ระบุว่ามันพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 แล้วนะครับ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน ลองเปิดค้นข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ดู ด้วยชื่อภาษาอังกฤษของมัน How to Pick Up Girls! โดย Eric Weber ก็พบว่ามันเป็นหนังสือแนวฮาวทูระดับคลาสสิคครับ ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก และมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 70 เลยทีเดียว ถึงแม้ว่านักวิจารณ์หนังสือส่วนใหญ่ และคนส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยชอบหนังสือแนวฮาวทู และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือฮาวทูที่สอนเรื่องก๊อกๆ แก๊กๆ ไร้สาระอย่างเล่มนี้ก็ตาม แต่อย่างน้อย ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังสือแนวฮาวทูเลยนะครับ ล่าสุด Eric Weber ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้เอาหนังสือมันมารีไรต์ใหม่ และออกหนังสือใหม่ว่า How to Pick Up Girls! 2000 ให้ดูทันยุคทันสมัยไปกันโน่นเลย

เสียดายที่บทความแนะนำหนังสือ 10 เล่ม ที่กำลังจะต้องรีบเขียนส่งเขาไปนั้น เขาระบุมาว่าจะเอาแต่หนังสือใหม่ ที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาในช่วงงานหนังสือคราวนี้ ไม่งั้นนะ หนังสือ "จีบสาวต้องเข้าท่า" ในราคาเล่มละเพียง 20 บาท อาจจะได้รับการพิจารณาให้รวมอยู่ด้วยก็ได้

...

Wednesday, August 30, 2006

เพลงรักชาวเรือ (2)

...

มาตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเย็นวานครับ ว่าจะนำรายละเอียดและภาพจากหนังเรื่อง เพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นที่ผมซื้อมาผิด เอามาให้ดูกัน เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างที่เล่าไว้ครับ ว่ามันคือเรื่อง Liu San Jie น่าจะอ่านว่าหลิวซานเจี่ย แต่ในแผ่นวีซีดีเขาพากย์ว่านางเอกชื่อ หลิวซานแจ่ว (แป่ว!) สร้างโดยบริษัทหนังของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1960 ก่อนหน้าที่จะมีหนังเพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นของชอว์บราเธอร์ ที่ชื่อ Songfest สร้างเมื่อปี 1963 ตามหลังมาถึง 3 ปี ดังนั้น ถ้าจะตั้งคำถามถึงความดั้งเดิม ความเป็นต้นฉบับ หรือ Originality ของหนังแล้ว ดีไม่ดี Liu San Jie อาจจะเป็นต้นฉบับของ Songfest ด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าเพลงในหนัง Liu San Jie เป็นทำนองเดียวกับเรื่อง Songfest เป๊ะๆ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่การลอก แต่เป็นเพราะหนังทั้งสองเรื่อง เอาทำนองเพลงนี้มาจากเพลงพื้นบ้านชาวประมงเหมือนกัน

Liu San Jie มีเนื้อหาเน้นหนักไปที่การต่อสู้ของชาวบ้าน หรืออาจจะเรียกว่าชาวรากหญ้านั่นแหละ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ มีภูเขาเขียวชอุ่มไปด้วยต้นชา มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน เต็มไปด้วยปลาน้อยใหญ่ ทุกคนอยู่ดีมีสุขกันตามอัตถภาพ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง พระเอกเป็นคนหมู่บ้านนี้แหละ อยู่มาวันหนึ่ง นางเอกเป็นคนแปลกหน้า ล่องเรือมาตามแม่น้ำ และมาขออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ต่อมาชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ เริ่มถูกเจ้าของที่ดินเข้ามาข่มขู่คุกคาม เรียกให้จ่ายค่าภาษี ค่าคุ้มครองโน่นนี่ ทั้งที่พวกเขาอาศัยกันที่นี่มาแต่ไหนแต่ไร หักล้างถางพง ทำการเพาะปลูกกันมาหลายรุ่น พวกเขาคิดว่านี่คือที่ดินของพวกเขา นางเอกจึงเป็นผู้นำชาวบ้าน ให้ลุกขึ้นสู้กับนายทุนหน้าเลือด สังเกตได้เลยว่าโครงเรื่องแบบนี้เหมือนกับหนังแนวซามูไรพเนจร หรือหนังคาวบอยนิรนามเลยครับ คือคนแปลกหน้าที่มีความสามารถพิเศษบางอย่าง เข้ามากอบกู้หมู่บ้านที่กำลังตกอยู่ในอันตราย

ประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างเด่นชัด คือการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูง ไม่น่าแปลกใจเลยที่หนังเรื่องนี้มาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1960 เพราะนั่นเป็นช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาครองประเทศ หลังจากที่พระเจ้าปูยีเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้าย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์คงสร้างหนังทำนองนี้ออกมา เพื่อ propaganda อุดมการณ์ทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ให้ประชาชนจีนได้ดูกัน สังเกตดูคำพูด คำร้องในหนังเรื่องนี้ ไม่ธรรมดาเลยครับ มั่นใจได้เลยว่ามันถูกแต่งโดยคนที่มีมันสมองชั้นเยี่ยมของจีนในยุคนั้น เพื่อมุ่งที่จะยกระดับจิตสำนึก หรือคำที่พวกมาร์กซิสต์ใช้กัน คือ Consciousness raising คือการปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นมา มองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว ว่ามันมีปัญหาแฝงอยู่ คนสมัยนั้นเชื่อ ว่าการตระหนักรู้ถึงปัญหาที่มีอยู่ คือการได้ต่อสู้ชนะไปแล้วครึ่งทาง

ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ก็นำเสนอความคลี่คลายของปัญหาระหว่างชนชั้นทั้งปวง ว่าจบลงได้เมื่อชาวบ้าน ชาวรากหญ้าตระหนักรู้ และลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรมทางสังคม แล้วนางเอกกับพระเอกก็ล่องเรือกันไปอย่างมีความสุข ผมชอบฉากจบมากครับ นอกจากเราจะได้เห็นว่าเขาใช้คำพูด คำร้องที่คมคายในการต่อสู้ทางชนชั้นมาตลอดเรื่องแล้ว ตอนจบ พวกเขายังจีบกัน พรอดรักกัน ด้วยบทเพลงที่ลึกซึ้งกินใจ และต่อต่อไปนี้คือคำร้องของเพลงในหนัง และภาพ Video Capture ที่ผมใช้กล้องดิจิตอลถ่ายออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ มันอาจจะเบลอๆ สักหน่อยก็ขอโทษด้วยครับ



1. นี่ครับ หน้าปกของแผ่นวีซีดีหนังเรื่อง เพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นของบริษัท APS ซึ่งก็คือหนังเรื่อง Liu San Jie นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องเดียวกับเพลงรักชาวเรือ ของชอว์บราเธอร์


2. ฉากเปิดตัวพระเอกของเรื่อง เขาพายเรือเล่นไปตามลำน้ำของหมู่บ้าน ดูๆ ไปแล้วเขาไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไรเลยครับ หนังเรื่องนี้ผู้หญิงเด่นกว่าเยอะ


3. ฉากเปิดตัวนางเอก หน้าแป้นแล้นดีไหมล่ะครับ ฉากนี้เธอกำลังล่องเรือมาตามลำน้ำ เพื่อมาขออาศัยอยู่ในหมู่บ้านของพระเอก ทั้งสองมาพบกันพอดี


4. ฉากการต่อสู้ระหว่างชนชั้น นางเอกเป็นผู้ช่วยยกระดับจิตสำนึกชาวบ้าน ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุนที่มาขูดรีด โดยอ้างว่าชาวบ้านต้องจ่ายภาษีค่าจับปลา เพราะเขาเป็นเจ้าของแม่น้ำสายนี้
นางเอก - ฟ้าของทุกคน น้ำของทุกคน ภูเขาก็ของทุกคน ผู้คนบุกเบิกภูเขาร้างปลูกต้นชา มีเหงื่อสักหยดของตระกูลม้อที่ตรงไหน

กล้องค่อยๆ แพนไปหาชาวบ้านแต่ละคน

ชาวบ้าน - (ร้องพร้อมกัน) คนจนสร้างบ้านคนรวยอยู่ คนจนทอผ้าคนรวยใส่
ชาวบ้านชายคนหนึ่ง - (ร้องด้วยเสียงระทมทุกข์) มีด้ายเส้นไหนที่คนรวยปั่น
ชาวบ้านหญิงคนหนึ่ง- มีอิฐก้อนไหนที่คนรวยเคลื่อนย้าย
ชาวบ้านอีกคน - สิบหาบใบชา เก้าหาบจ่ายชดใช้ภาษี สิบเข่งข้าวเปลือก เก้าเข่งจ่ายเป็นภาษี

นางเอกท้าทายให้ลูกสมุนของนายทุน ให้มาร้องเพลงแข่งกัน วันรุ่งขึ้นนายทุนขนลูกสมุนที่เป็นพวกบัณฑิตหน้าขาวมาเต็มลำเรือ เพื่อร้องเพลงสู้นางเอก ร้องเพลงเถียงกันอุตลุต

บัณฑิตหน้าขาว - ช่างหยาบคาย เป็นเพราะว่าไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่อ่านหนังสือไม่รู้มารยาท แนะเจ้าไปเรียนการเป็นคนเสียก่อน
นางเอก - อย่าได้พูดถึงเรื่องหนังสืออีก เกรงว่าเจ้ายิ่งอ่านยิ่งเลอะเทอะ พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ไปปลูก คนอย่างเจ้าจะหิวตายเสียก่อน
บัณฑิตหน้าขาว - เจ้าอย่ากำเริบ เจ้าเป็นไม้ผุที่แกะไม่ได้ ที่กล่าวมาทั้งหลายล้วนชั้นต่ำ ตั้งแต่โบราณจะมีแต่เรียนหนังสือสูงเท่านั้น
นางเอก - น่าขำ ปัญญาชนหน้าขาวสุภาพชนจอมปลอม ถามเจ้าว่าเดือนไหนคือฝนเข้า ถามเจ้าว่าเดือนไหนคือใบไม้ผลิ คนรวยรู้จักแต่กินข้าวขาว มือเท้าเคยเปื้อนโคลนเมื่อไรกัน ถามเจ้าว่าหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อไร ถามเจ้าว่าต้นกล้าออกพร้อมกันเมื่อไร ดินฟ้าอากาศสี่ฤดูกาลเจ้าไม่รู้ ใบไม้ผลิปลูกเก็บเกี่ยวเจ้าไม่รู้ ที่นาผืนใหญ่มอบให้เจ้า จะคราดยังไงจะไถยังไงกัน


5. ฉากจีบกันตอนท้ายเรื่อง และในที่สุดก็ตกลงแต่งงานกัน พระเอกและนางเอกนำชาวบ้านต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด แล้วก็พากันหลบหนีออกมาจากเมืองนั้น ระหว่างที่พายเรืออยู่ก็เห็นทัศนียภาพริมน้ำอันสวยงาม เลยเริ่มร้องเพลงกันพระเอก - ลมพัดเมฆลอย ฟ้าไม่ลอย น้ำพัดเรือเคลื่อน แม่น้ำไม่เคลื่อน
นางเอก - มีดตัดใยบัว ตัดไม่ขาด ขวานจามสายน้ำ น้ำไม่ขาด

พระเอกยื่นลูกบอลแพรให้ นางเอกทำหน้าตกใจนิดนึง แล้วก็เขินๆ ผู้ชายหันไปพายเรือต่อ นางเอกแอบมองข้างหลังแล้วแอบหัวเราะ ทั้งคู่นำเรือมาจอดพักใต้ต้นไม้ใหญ่มาก

นางเอก - กลางป่าพบแต่หวายพันต้นไม้ โลกนี้มีต้นไม้พันหวายที่ไหน หากว่าหวายไม่ยอมพันต้นไม้ ปล่อยไปฤดูแล้วฤดูเล่า (แล้วทำหน้าเขินพักใหญ่ ก่อนจะร้องต่อ) หน่อไม้ถึงเวลาเก็บเจ้าไม่เก็บ ถึงฤดูเก็บเกี่ยวเจ้าไม่เก็บ บอลแพรให้เจ้าเจ้าไม่เก็บ ไม่มีอะไรเก็บเกี่ยวแล้วจะกลัดกลุ้ม (ทำหน้าเขินต่ออีกแป๊บ เอาลูกบอลแพรขึ้นมาโยนให้พระเอก พระเอกรีบรับใหญ่เลย)

พระเอก - เก็บก็เก็บแล้ว พวกเราอยู่ร่วมกันเป็นร้อยปี
นางเอก - คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี
พระเอก - (ร้องซ้ำ) คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี

กล้องถ่ายมุมกว้าง พระเอกและนางเอกวิ่งไปขึ้นเรือ แล้วพายต่อไป สู่ภาพพระอาทิตย์ตกดิน ผมชอบคำร้องว่า "คนไหนเก้าสิบเจ็ดแล้วจากไป อย่างไรก็ให้รอบนสะพานสามปี" แสดงให้เห็นว่าคนสมัยนั้นเขาอายุยืนกันจริงๆ แต่ละคนอยู่กันได้เกือบถึงร้อยปี เขาเลยสัญญาว่าจะรักกันร้อยปี แต่ถ้าใครตายก่อน ขอให้ไปรอที่สะพาน ในที่นี้หมายถึงสะพานในยมโลก เพื่อที่ทั้งสองจะได้ไปขึ้นสวรรค์พร้อมกันครับ โอ้โห! แม้กระทั่งความตาย ก็พรากความรักไปจากเขาไม่ได้ เป็นไงบ้างครับ หนังเรื่องเพลงรักชาวเรือ เวอร์ชั่นที่ซื้อมาผิดเรื่องนี้

...

Tuesday, August 29, 2006

เพลงรักชาวเรือ

...

เมื่อเดือนก่อน ผมเคยเขียนบล้อกเรื่อง "เพลงรักชาวเล" เอาไว้ ไม่รู้มีใครจำได้หรือเปล่า ที่เกี่ยวกับหนังจีนเก่าๆ ของชอว์บราเธอร์เรื่องหนึ่ง ตอนนี้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง เอามาทำโฆษณาล้อเลียน มันเป็นหนังจีนเก่าเมื่อ 40 ปีก่อน ที่ป๊ากับแม่ของผมไปดูด้วยกัน สมัยกำลังจีบกันก่อนแต่งงาน จนกระทั่งคุณ Filmsick มาตอบคอมเมนท์ทิ้งเอาไว้ ว่าหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วชื่อว่า "เพลงรักชาวเรือ" และตอนนี้มีการทำออกมาเป็นแผ่นวีซีดีและดีวีดีวางขายใหม่แล้ว เมื่อรู้แบบนี้ ผมเลยพยายามไปเดินตระเวนหาซื้อหลายร้านมากครับ ทั้งร้านแมงป่อง ร้านลูกแมว ส่วนใหญ่เขาบอกว่าขายหมดแล้ว น่าเสียดายจริงๆ แม้กระทั่งร้านเจบิ๊คส์ ที่คลองถมยังหมด ร้านใหญ่ขายส่งแบบนั้นยังหมด คิดดูสิว่าแผ่นหนังเรื่องนี้ขายดีขนาดไหน

ตอนนี้มีคนอยากได้หนังเรื่องนี้ และมีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้กันเยอะมากนะครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเซิร์ชคำว่า "เพลงรักชาวเรือ" ในเว็บ Google.com ดูสิ คุณจะเจอข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนใหญ่มีแต่คนไปตั้งกระทู้ถามในเว็บบอร์ดหลายแห่ง ว่ามีหนังเรื่องนี้ขายอยู่ที่ไหน เขากำลังอยากได้มาก เพื่อเอาไปเปิดให้พ่อแม่ดูรำลึกความหลัง มีบางคนบอกว่าเป็นหนังแห่งความทรงจำของอาม่า เขาไปเดินหาซื้อที่เยาวราชมานานแล้ว แต่ไม่เจอสักที ผมอ่านกระทู้พวกนี้แล้วยิ้มๆ ครับ รู้สึกดีและอบอุ่นใจ แสดงให้เห็นว่ามีคนแบบผมอยู่เยอะมากครับ คนที่เกิดมาชาตินี้ได้ ก็เพราะหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือนี่แหละ คิดดูว่าถ้าป๊ากับแม่ไม่ได้ชวนกันไปออกเดท ด้วยการดูหนังเรื่องนี้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ถูกใจกัน หลงรักกัน และแต่งงาน จนมีลูกหลานออกมาอย่างทุกวันนี้

มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ผมเซิร์ชเจอจาก Google.com อยู่ชิ้นหนึ่งครับ เป็นบล็อกของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร ได้อ่านบล็อกที่เธอเขียนเรื่องนี้แล้วประทับใจมาก อยากแนะนำให้คุณลองเปิดเข้าไปอ่านที่ http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem23768.html ถึงแม้ใครจะหาว่าผมจิตใจหยาบกระด้าง และเห็นแก่ตัวอย่างไรก็ตาม เชื่อไหมว่าผมอ่านบล้อกนี้แล้วกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเขียนบล็อกเรื่องนี้เล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพ่อของเธอ เธอเรียกพ่อว่าผู้ชายสีฟ้า พ่อมีความผูกพันกับหนังเรื่องเพลงรักชาวเรืออย่างมาก เพราะหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่เชื่อมโยงความทรงจำของพ่อกับแม่เอาไว้

"...ตลอดเวลาที่ แม่ไม่อยู่ ผุ้ชายสีฟ้า จะปิดประตูห้องนอน แล้วดูวีดีโอเรื่อง เพลงรักชาวเรือ (หนังจีนนะ) เรื่องนี้ตั้งกะเรายังไม่เกิด ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง แล้วบอกว่า นี่นะ เป็นหนังที่พ่อไปดูกะแม่ ตอนจีบกันใหม่ๆ นะ แล้วเราจะทำงัยดีละ ผู้ชายสีฟ้าของเรา ร้องไห้แทบทุกวันแบบนี้นะ เราเลย เอาม้วนวีดีโอไปซ่อน ไม่อยากให้ผู้ชายสีฟ้าดู กลัวว่าจะร้องไห้อีก แต่ผลก็คือ ผู้ชายสีฟ้า รู้ว่าเราเอาไปซ่อน เลยต้องเอามาให้ดูอีก พี่ๆ ก็ว่าเราอีกว่า เอามาให้พ่อดูอีกทำมัย เอาไปทิ้งเลย เราไม่รู้จะทำงัยอะ เราคิดว่า ผู้ชายสีฟ้าคงดีใจอะ ที่ได้นึกถึงคนที่เค้ารัก ถึงแม้ว่าจะร้องไห้ แต่ก็เพราะรัก..."

จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมออกจากออฟฟิศประมาณสองทุ่ม แล้วเดินไปดูร้านขายวีซีดีแถวศรีย่าน มันเป็นร้านแบบที่ขายแผ่นวีซีดีหนังแบบใส่ซอง แล้วเอามากองๆ ไว้ในกระบะหน้าร้านหน่ะครับ ก็ไปเจอแผ่นหนังเรื่องเพลงรักชาวเรือเข้าพอดี เขียนบนฉลากว่าเป็นหนังลิขสิทธิ์บริษัท APS แพคเกจไม่ค่อยดีเท่าไร ใส่ซองเหี่ยวๆ เก่าๆ นอกนั้นไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ผมก็ซื้อมาแล้วรีบกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็สามทุ่มกว่า ป๊ากับแม่เข้านอนแล้ว เห็นไฟเปิดและเสียงโทรทัศน์ยังดังอยู่ในห้องนอน ก็เลยเดินเข้าไปเอาแผ่นวีซีดีหนังเรื่องนี้เข้าไปอวด แม่ถามว่าซื้อมาเท่าไร ผมบอกว่า 59 บาท แม่บ่นว่าแพงเนอะ เสียดายเงิน ดูหนังจีนในโทรทัศน์ก็พอแล้ว แม่ชอบดูเปาบุ้นจิ้นตอนสี่โมงเย็น ทีหลังไม่ต้องซื้อมาหรอก จริงๆ แล้วแม่พูดไปตามสูตรหน่ะครับ เพราะแม่เป็นคนประหยัดแบบสุดๆ นอกจากกับข้าวและขนมนมเนยแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นแม่ซื้ออะไรอย่างอื่นเข้าบ้าน เห็นว่าดึกแล้ว ผมเลยเอาแผ่นหนังขึ้นไปเปิดดูบนห้องก่อน พรุ่งนี้เช้าสาย ค่อยเอาลงมาวางให้เขา

ปรากฏว่ามันเป็นหนังที่ดีมากครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้กล้าหาญ และมีความสามารถในการร้องเพลงพื้นบ้านของชาวประมง เธอเป็นคนนำชาวบ้านในการลุกขึ้นต่อสู้กับนายทุนหน้าเลือด ตอนแรกก็ต่อสู้กันด้วยการต่อปากต่อคำกันด้วยเพลง ต่อมาสถานการณ์ขยายวงและมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดพวกชาวบ้านก็เป็นฝ่ายชนะ ตามโครงเรื่องธรรมะชนะอธรรมนั่นแหละ แล้วนางเอกกับพระเอกก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป เอาไว้ผมจะเล่ารายละเอียด และจะแปะภาพ video capture ไว้ในบล้อกของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน แต่ที่จะมาเล่าในบล้อกนี้ก็คือ พอดูหนังจบ ด้วยความประทับใจอย่างที่สุด (คราวนี้ก็น้ำตาไหลอีกแล้ว จริงๆ นะ) ผมเลยลองค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดู ว่ามีข้อมูลว่านักวิจารณ์เขาเขียนถึงเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง

พอค้นไปค้นมา ปรากฏว่าหนังแผ่นที่ผมซื้อมานั้นผิดเรื่องครับ หนังที่ผมซื้อมานั้นคือเรื่อง Liu san jie สร้างเมื่อปี 1960 โดยทีมงานจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ สังเกตจากตัวอักษรภาษาจีนบนหน้าปกวีซีดีครับ มันมี 3 ตัว และตัวกลางเป็นขีดแนวนอน 3 ขีด คือหมายถึงเลข 3 ซึ่งก็คือชื่อของนางเอกว่า หลิวซานเจี่ย ที่แปลว่าแม่นางหลิวคนที่สาม อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งตรงกับในเนื้อเรื่องพอดี แต่ถ้าเป็นหนังเพลงรักชาวเรือ ที่ป๊ากับแม่เคยดู และที่เรากำลังพูดถึงกัน ชื่อในภาษาอังกฤษจะต้องเป็น "Songfest" สร้างเมื่อปี 1963 เป็นหนังของชอว์บราเธอร์ ประเทศฮ่องกง ซึ่งตอนนี้มีการเอามาทำรีมาสเตอร์ใหม่ทั้งหมด วางขายแบบใส่แพคเกจจิ้งสวยหรู ซึ่งไม่ใช่แบบอันที่ซื้อมานี้ครับ ที่เป็นหนังซองของบริษัท APS แต่ที่ต้องสังเกตให้ดี คือหนังเรื่องนี้สร้างก่อนของชอว์บราเธอร์ 3 ปีครับ

พอเจอข้อมูลแบบนี้เข้า ผมเลยอึ้งครับ อะไรวะ อุตส่าห์ดีใจ รีบซื้อมา เอาไปอวดแม่ แล้วเมื่อกี้ก็เพิ่งดูจบมาแหม่บๆ สนุกดีอีกต่างหาก น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความซาบซึ้งสุดฤทธิ์ แต่สรุปว่ามันเป็นหนังคนละเรื่องกับที่ผมต้องการดู ผมเลยสงสัยครับ ว่าที่ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่ามันช่างเป็นหนังที่ดี สนุก และซาบซึ้งน้ำตาไหลนั่น เป็นเพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ล้อมรอบหนังเรื่องนี้เอาไว้หรือเปล่า คือผมดูหนังเรื่องนี้ไปพร้อมกับบริบทที่มีอยู่แล้วในหัว ว่ามันคือหนังอมตะคลาสสิคตลอดกาล มีภาพความรักของคนจีนแก่ๆ ชายหญิงที่ผูกพันกันด้วยหนังเรื่องนี้ มีภาพของป๊าและแม่ที่ออกเดทกัน และตกลงแต่งงานกันด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ สุนทรียะที่แท้จริงของหนังที่เพิ่งดูจบไปเมื่อกี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนัง แต่อยู่ที่คนดูได้เชื่อมโยงการดูนั้น เข้ากับบริบทและประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับตัวหนัง ผมสงสัยว่า ถ้าผมไม่รู้บริบทและประวัติศาสตร์อะไรเกี่ยวกับเพลงรักชาวเรือมาก่อนเลย แล้วไปหยิบหนังแผ่นซองๆ แบบนั้นมาเปิดดู มันจะยังทำให้ผมรู้สึกว่าดี สนุก และซาบซึ้งจนน้ำตาไหลหรือเปล่า

เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกไปทำงาน ผมเอาแผ่นหนังเจ้าปัญหานี้ ไปวางไว้หน้าเครื่องวีซีดีที่ห้องรับแขก และรู้อยู่แล้วว่าแม่กับป๊าต้องเอามาเปิดดูแน่นอน ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ประมาณบ่ายสองโมง ผมโทรเข้าไปที่บ้าน ถามแม่ว่าได้ดูหนังเรื่องนั้นหรือยัง แม่บอกว่าดูแล้ว มันเป็นคนละเรื่องกับที่แม่กับป๊าเคยดูนะ ซื้อมาผิดเรื่องแล้ว แป่ว! ไม่เป็นไรครับ เอาไว้เดินไปหาซื้อใหม่ เดี๋ยวในบล้อกของวันพรุ่งนี้ ผมจะเอาบทเพลงและภาพจากหนังเพลงรักชาวเรือเวอร์ชั่น APS มาให้ดู แล้วไว้เรามาพิจารณากัน ว่าหนังมันดีในตัวมันเอง หรือมันดีเพราะบริบทที่ล้อมรอบมัน

...