...
ด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด ตอนหัวค่ำวันนี้เอาดีวีดีหนังเรื่อง All The President's Men มาเปิดดู มันเป็นหนังเกี่ยวกับการเปิดโปงคดีวอเตอร์เกท ที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ใช้อำนาจในสมัยที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก ในการบ่อนทำลายพรรคการเมืองคู่แข่ง เพื่อผลในการเลือกตั้งในสมัยที่สองของตน คดีการเมืองสุดอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นจุดพลิกผันของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง วัฒนธรรมต่างๆ นานาที่ตามมาจนถึงปัจจุบันด้วย คดีนี้ไม่ได้ถูกเปิดโปงโดยพวกซีเอสไอ เอฟบีไอ หรือเจมส์ บอนด์ จากที่ไหน แต่ถูกเปิดโปงโดยฝีมือของนักข่าว 2 คน คือ คาร์ล เบิร์นสไตน์ และ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด จากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พวกเขาร่วมกันทำข่าวนี้เริ่มต้นจากข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับคดีงัดแงะสำนักงานในหมู่ตึกวอเตอร์เกท ซึ่งเป็นสำนักงานของพรรคเดโมแครต แล้วก็ค่อยๆ สืบสาวโยงใยขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปเจอว่าเรื่องที่วอเตอร์เกทนั้นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง ข้างล่างผืนน้ำแข็งนั้นยังมีความสกปรกโสมมของการเมืองซ่อนอยู่อีกเพียบ เรื่องราวของนักข่าว 2 คนนี้ กลายเป็นตำนานของวงการนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการทำข่าวแบบ Investigative Journalism ที่คลาสสิคที่สุด
1. หนังเรื่องนี้มีฉากเปิดเรื่องสวยงามมาก เป็นภาพแบบโคลสอัพสุดๆ ที่แป้นเครื่องพิมพ์ดีด ที่เห็นนี่คือหัวพิมพ์ (ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า) ที่มันจะกระดกขึ้นตามแรงพิมพ์ดีดของนิ้วมือ ความน่าสนใจของฉากเปิดเรื่อง คือขนาดของภาพเครื่องพิมพ์ดีดที่ใหญ่โตมหึมา ประกอบกับเสียงกระแทกของแป้นพิมพ์แต่ละครั้ง ที่ดังเหมือนกับเสียงระเบิด สะท้อนให้คนดูได้เห็นว่า แป้นพิมพ์ดีดที่อยู่ในมือของนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ที่มีความสามารถนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีความยิ่งใหญ่และมีพลานุภาพไม่แพ้อาวุธใดๆ ในโลกเลย
2. ตัวอักษรบนกระดาษก็มีขนาดใหญ่มหึมา และภาพไหวๆ นี่คือกำลังมีการเลื่อนแคร่
3. กำกับโดย อลัน เจ พาคูล่า และนำแสดงโดย โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ในบทของ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ในบทของ คาร์ล เบิร์นสไตน์ นี่คือบรรยากาศในการทำงานที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ นอกจากจะทำงานในออฟฟิศแล้ว พวกเขายังต้องไปตระเวนสัมภาษณ์แหล่งข่าวนับร้อยๆ คน และค้นเอกสารในห้องสมุดอีกมหาศาล เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน ในขณะที่ทางเอฟบีไอและหน่วยงานที่มีหน้าที่สืบสวนของรัฐ กลับเมินเฉยต่อคดีนี้อย่างสิ้นเชิง
4. ฉากตอนใกล้จบเรื่อง เป็นฉากที่จัดองค์ประกอบภาพได้สวยงามมาก โฟร์กราวนด์เป็นภาพทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดการเข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สองของ ริชาร์ด นิกสัน ส่วนภาพแบคกราวนด์เป็นภาพ บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ ยังคงนั่งทำงานปั่นต้นฉบับข่าวกันต่อไป ตอนนี้พวกเขายังรวบรวมหลักฐานได้ไม่มากนัก และข่าววอเตอร์เกทยังคงไม่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเท่าไร
5. ฉากจบจริงๆ ของเรื่อง ตัดมาที่เครื่องพิมพ์ดีดอีกครั้ง ภาพโคลสอัพเหมือนตอนเปิดเรื่อง เป็นการสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีวอเตอร์เกทหลังจากนั้น ในที่สุดขบวนการอื้อฉาวของฝ่าย ริชาร์ด นิกสัน ก็ถูกเปิดโปงออกมาจนหมด หลายคนต้องติดคุกนานหลายปี ในขณะที่นิกสันยังคงปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุด เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีไป ในวันที่ 9 สิงหาคม 1974 รวมเวลาในการสืบคดีนี้ยาวนานกว่า 2 ปีเลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นเลยว่าประธานาธิบดีที่ฉ้อฉล สามารถล้มได้ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแบบนี้เอง 
6. ที่ผมบอกว่า นี่เป็นความบังเอิญแบบสุดๆ ก็คือ
- บังเอิญที่ 1. ผมเพิ่งเขียนบทความเสร็จไปชิ้นหนึ่ง จะลงในจีเอ็มเล่มถัดไป เกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชนไทย ว่าวันๆ เอาแต่สนใจกันแต่เรื่องกอสสิปดาราคนดัง คนนี้เอากับคนโน้น คนโน้นไปเอากับคนนั้น แล้วสุดท้ายก็มาตบตีกัน เรื่องราวไร้สาระเหล่านี้ นักข่าวไทยถนัดนักที่จะวิ่งเอาไมค์ไปจ่อปาก ในขณะที่บ้านเมืองกำลังวิกฤติในหลายๆ ด้าน และการเลือกตั้งกำลังจะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรากลับไม่มีข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่เข้มข้น มีคุณภาพให้เราได้เสพ เพื่อเปิดหูเปิดตาประชาชนกันบ้างเลย
- บังเอิญที่ 2. หลังจากดูหนังเรื่อง All The President's Men ก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกฮึกเหิมในใจ สื่อสารมวลชนและนักหนังสือพิมพ์อย่างเรา ควรจะทำหน้าที่ฐานันดรที่สี่ให้ดีๆ และมีคุณภาพแบบที่ได้เห็นในหนัง และดู บ๊อบ วู้ดเวิร์ด และ คาร์ล เบิร์นสไตน์ เป็นตัวอย่าง หนังเรื่องนี้ยาวตั้งสองชั่วโมงกว่า กว่าหนังจะจบก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ง่วงนอนพอดี พอกดปุ่มปิดเครื่องดีวีดี และกดสวิทช์ทีวีเปลี่ยนช่องมาดูรายการทีวีปกติ ก็เจอภาพนี้ปุ๊บเลย
โอ้ยยยยยยย! ลืมไปเสียสนิท ว่าคืนนี้รายการจับเข่าคุย จะสัมภาษณ์ กรรชัย กำเนิดพลอย เสียดาย ไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น!!!! เพราะมัวแต่ดู All The President's Men เสียดายมากกกกกกกก!!! (ประชดน่ะ)
ปล. ช่องไอทีวีในเวลาเดียวกันนี้ กำลังถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทย (ไอทีวีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีจุดประสงค์ให้เป็นทีวีเสรี ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน -_-" เฮ้ออ)
ปล2. สังเกตดูตัวหนังสือที่วิ่งอยู่ด้านล่างของจอภาพจากรายการจับเข่าคุยสิครับ SMS จากทางบ้านส่งเข้าไปในรายการ สรยุทธให้ร่วมกันแสดงความเห็นว่า อยากจะให้สัมภาษณ์ใครในรายการตอนหน้า มีคนส่งเข้ามาว่าอยากให้สัมภาษณ์ ทาทาเปรม-ภราดรนาตาลี -_-" เรื่องใครเอากับใครอีกแล้วเว้ย น่าติดตามจัง! ประชาชนเป็นยังไง สื่อมวลชนก็เป็นอย่างนั้นแหละ
...
Sunday, October 28, 2007
All The President's Men VS กรรชัย กำเนิดพลอย
Posted by
the aesthetics of loneliness
at
12:23 AM
Labels: vidcap, ทีวี, วิจารณ์หนัง, สื่อมวลชน
Friday, March 09, 2007
ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์
...
เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งโด่งดังใหญ่แล้ว ได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วย อยากให้คุณทายว่าคนไหนคือเพื่อนผม
1. ดาราเมาแล้วขับ โดนตำรวจจับในสภาพมอมแมม แล้วดันไปอาละวาดโวยวาย เลยโดนจับยัดห้องขัง
2. นักข่าวสาวจากช่องไอทีวี ร้องไห้โฮหลังจากที่ได้รับทราบข่าวว่า ครม.มีมติให้ยกเลิกสัมปทานและยุติการออกอากาศ
3. เด็กหนุ่มวัยเพียง 16 ปี ถูกคู่อริเอามีดาบแทงกกหูทะลุออกจมูก
4. ประธาน คมช. ทำหน้าเครียดหลังจากที่มีข่าวว่าทหารคนสนิท ใช้งบประมาณไปดูงานต่างประเทศแบบไม่โปร่งใส
5. สาวชาวบ้านจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคอีสาน มาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยปลดหนี้ และถอดเสื้อออกเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มีสีสันครบถ้วนที่สุด ทั้งภาพแหวะ ภาพหวิว คอร์รัปชั่น ดารา และหยาดน้ำตา ลองทายกันดูเลยครับ
Thursday, July 20, 2006
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
...
ผมสงสัยจริงๆ ว่าไม่เคยมีใครสั่งสอนหรือตักเตือนบรรดาผู้ประกาศข่าวช่อง 3 กันเลยหรือ ถึงปล่อยให้แสดงความคิดเห็นและใส่อารมณ์เข้าไปในรายการข่าวเกี่ยวกับเรื่องการข่มขืนและอาชญากรรมทางเพศ มากจนกระทั่งมันน่าสะอิดสะเอียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่ มีสุข และอรปรียา 2 คนนี้ไม่รู้มีปมชีวิตอะไร หรือว่าความคิดอ่านของพวกเธอมีปัญหา ถึงได้อ่านข่าวข่มขืนได้น่าสะอิดสะเอียนแบบคงเส้นคงวา ไม่เคยปรับปรุงพัฒนาเลยจริงๆ ตามปกติ การใส่ความเห็นและอารมณ์เข้าไปในรายการข่าวก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร แต่ในเมื่อสังคมและวงการสื่อมวลชนเราเปลี่ยนแปลงมาถึงขั้นนี้ ผมว่าคนไทยเราก็ค่อยๆ คุ้นกับรายการข่าวแบบนี้กันมากแล้ว และถ้าเป็นการใส่ความเห็นและอารมณ์ที่ถูกต้อง มีสาระ และบันยะบันยังบ้าง ผมว่ามันก็เป็นสีสันที่น่าสนุกไปอีกแบบ แต่การใส่ความเห็นและอารมณ์ในข่าวข่มขืนนี่ มันทำให้ข่าวทีวีไทยเข้าใกล้ข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐและเดลินิวส์ แบบสมัยก่อนเข้าไปทุกทีแล้ว มีเช้าวันหนึ่ง สมัยที่อรปรียายังจัดรายการกับสรยุทธ์ เธอถึงคิวอ่านข่าวชาวบ้านและวันนั้นก็เป็นข่าวข่มขืนพอดี เธอเล่าแบบสนุกปาก บรรยายรายละเอียดเหตุการณ์ และสภาพของเหยื่อสาวได้น่าสะอิดสะเอียน "อวัยวะเพศฉีกขาดดดดด...(เน้นเสียง)" ลองนึกภาพหน้าของเธอเวลาเล่าเรื่องพวกนี้ดูสิ จำไม่ได้ว่าเธอซู้ดปากด้วยหรือเปล่า ระหว่างที่กำลังเล่าอยู่นั่น ถึงขนาดที่แม้กระทั่งสรยุทธเอง ยังต้องพูดแทรกเข้าว่า ว่าพอเถอะครับ พอเถอะครับ เช้าวันนี้ไก่มีสุขก็เอาอีกแล้ว เอาคอลัมน์ของใครไม่รู้ อยู่ในนิตยสารมาร์ส มาอ่านออกอากาศ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่านิตยสารมาร์ส มันเป็น Lad Mag ที่เน้นเนื้อหาตลกโปกฮา เรื่องเซ็กส์และความรุนแรง คอลัมน์นั้นเขียนถึงการลงโทษผู้ชายที่ข่มขืนผู้หญิง ว่าจะต้องใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน และบรรยายการตัด สับ เชือด ทำลายอวัยวะเพศผู้ชาย ไก่มีสุขเอาคอลัมน์นี้มาเล่าออกอากาศ เล่าไปก็ฉีกยิ้มไป และก็ทำท่าซู้ดปากด้วยความสะใจ นึกภาพหน้าไก่มีสุขเวลาฉีกยิ้มกว้างๆ ดูสิครับ เล่าไปได้สักพัก นีน่าที่เป็นพิธีกรนั่งใกล้ๆ เริ่มเอียงตัวห่างออกไป แล้วทำหน้าเหยเก เล่าไปอีกสักพัก กาละแมร์ที่เป็นพิธีกรอีกคน ที่น่าจะเป็นคนที่ตลกโปกฮาที่สุดในกลุ่ม ยังต้องพูดแทรกขึ้นมา โหยย! พอเถอะ พอเถอะ แต่ไก่มีสุขก็ยังอ่านคอลัมน์นี้ไปจนจบเรื่อง พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างๆ และซู้ดปากเป็นระยะ เขาเล่าวิธีการลงโทษผู้ชายที่ไปข่มขืนผู้หญิง ว่าให้เอามีดโกนไปกรีดอวัยวะเพศชายให้เป็นแฉกๆ 4 แฉกบ้าง 8 แฉกบ้าง แล้วในที่สุด ผู้ชายคนนั้นก็ทนความพิการตัวเองไม่ไหว ก็ฆ่าตัวตายไปในที่สุด เธอฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่า แล้วสรุปว่า นี่แหละ เป็นการลงโทษที่สาสมที่สุด สำหรับพวกที่มันชอบทำกับผู้หญิง เราต้องลงโทษกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แล้วก็ซู้ดปากอีกรอบ ผมว่าเนื้อหาเหล่านี้ เวลามันอยู่ในนิตยสาร Lad Mag มันอยู่ถูกที่ถูกทาง คือเขามีกลุ่มคนอ่านเฉพาะเป็นคนหนุ่มสาว ที่มีเงิน มีรายได้มากพอที่จะซื้อนิตยสารพวกนี้ไปอ่าน และเมื่อมันเป็นตัวหนังสือ มันก็จำกัดการรับข่าวสารนี้ ให้อยู่ในกลุ่มคนที่สนใจการอ่าน ซึ่งมันโอเคนะ ถ้าผมเปิดไปเจอเรื่องนี้ในนิตยสารเล่มนี้ ผมก็อ่าน ชอบด้วยแหละ เรื่องแบบนี้ ผมชอบดูหนังโหดๆ จิตๆ คัลท์ๆ หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งดูไปก็ Hostel น่ะ คุณเคยดูกันหรือเปล่า มีฉากเชือด เสียบ ฆ่ากันสุดโหด แต่นั่นมันหนังไง และติดเรทไว้ จำกัดที่ทางในการเผยแพร่ และจำกัดกลุ่มคนที่จะได้ดู เนื้อหาในนิตยสารก็เช่นกัน มันโอเคที่จะมีสิ่งเหล่านี้ไว้ ให้คนบางกลุ่มบางจำพวกได้เสพกัน แต่กับรายการข่าวตอนเช้าสายของสถานีฟรีทีวีน่ะ และรายการเรทติ้งดีๆ โฆษณาตรึมแบบนี้ มันเหมาะหรือที่จะนำเนื้อหาเหล่านี้มาเล่าซ้ำ คือพวกสี่สาวนี่ ทั้งไม่ได้ทำข่าวเอง ไม่ได้เขียนเนื้อหาคอลัมน์นี้เอง ไม่ได้ไปค้นคว้ามาเอง แค่หยิบๆ มาจากนิตยสารที่มันควรจะถูกจำกัดวงไว้แค่นั้น เอามาอ่านแบบสนุกปาก แล้วสรุปไปว่า เราต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน อาชญากรรมทางเพศจึงจะลดลง ผมเปิดดูรายการนี้ระหว่างกินกาแฟ และไปเข้าห้องน้ำตอนเช้า แทบจะทุกเช้า และสังเกตว่ารายการนี้เสนอแนวความคิดนี้ทุกครั้งที่มีข่าวข่มขืนและอาชญากรรมทางเพศ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าเราจะใช้ความรุนแรงมาต่อต้านความรุนแรงได้หรอก การใช้ความรุนแรง ในที่สุดแล้ว มันจะยิ่งนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหม่ ที่จะรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ การอ่านข่าวหรือคอลัมน์ที่เกี่ยวกับการข่มขืนและอาชญากรรมทางเพศ ออกทางทีวีทุกเช้าๆ แบบใส่ความคิดเห็นและอารมณ์เยอะ ฉีกยิ้มกว้างๆ แล้วก็หันไปหัวเราะต่อกระซิก เน้นคำพูดที่อธิบายถึงความได้เปรียบ ความโหดร้ายของผู้ลงมือข่มขืน และอธิบายถึงผลที่เหยื่อได้รับ เล่าถึงเนื้อหนังมังสาของเหยื่อ แบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้อาชญากรรมทางเพศลดลงได้หรอก มันมีแต่จะทำให้เราชินชากับความรุนแรง แล้วพอจบเบรค ตัดเข้าโฆษณา ก็มีแต่โฆษณาโลชั่นผิวขาว ที่แสดงภาพนางแบบใส่เสื้อกล้ามที่มีคอเว้าลงไปถึงร่องนม โฆษณาน้ำผลไม้ที่มีนางแบบใส่เสื้อเอวลอยจนเห็นหน้าท้องและสะดือ มันก็ยิ่งทำให้เราชินชากับการกระตุ้นกำหนัด พอตกเย็น ก็ดูละครที่นางเอกต้องไปเป็นคนรับใช้ในบ้านไร่ของพระเอก เพราะว่าพ่อเป็นหนี้เขาเอาไว้ แล้วพระเอกก็คอยลวนลามและกดขี่นางเอกตลอดเวลา เฮ้อ... ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
***
