...
หลังจากที่ได้อ่านบทความเรื่อง Are we good enough for democracy? เขียนโดย Jo Wolff (
www.royalinstitutephilosophy.org/think/article.php?num=5) ฉบับแปลโดยยอดมนุษย์หญิง (http://yodmanudying.storythai.com/) ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ตั้งแต่ช่วงที่เขาเพิ่งฉีกบัตรเลือกตั้ง จนกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม ผมได้ไปสัมภาษณ์เพื่อเอามาลงในนิตยสาร เขาเป็นคนที่สนใจศึกษาเรื่องปรัชญาการเมืองสมัยกรีก เขาให้สัมภาษณ์เรื่องแนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยในสมัยกรีก โดยเฉพาะของเพลโต้ ว่าถึงแม้คนในยุคปัจจุบันจะยกย่องให้สมัยกรีกเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย แต่จริงๆ แล้วประชาธิปไตยในสมัยกรีกก็มีความแตกต่างจากสมัยของเราเยอะ อย่างน้อยที่สุดก็คือการจำกัดคนที่มีสิทธิมีเสียง อยู่เพียงกระจุกเดียวในเอเธนส์ที่มีความเจริญรุ่งเรือง และจำกัดอยู่เฉพาะผู้ชาย ที่มีอายุเกินเท่าไรนะ จำไม่ได้ ประชาธิปไตยอย่างที่เราๆ ใฝ่ฝันถึงกันเหลือเกินในตอนนี้ ที่ให้คนทุกคนมีความเท่าเทียมและมีอธิปไตยเป็นของปวงชน จริงๆ แล้วเพิ่งเริ่มมาไม่กี่ร้อยปีในทวีปยุโรปต่างหาก นอกจากนี้ นักปราชญ์กรีกอย่างเพลโต้ ก็ไม่ใช่คนที่ปลื้มกับประชาธิปไตยอะไรนักหรอก ที่สุดแล้ว เพลโต้ไม่เชื่อในมวลชน และผลรวมของการลงคะแนนเสียงของมวลชน ก็จะไม่ทำให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุดมาเป็นตัวแทน อาจารย์ไชยันต์ยกตัวอย่างเรื่องในสมัยนี้ ว่าพวกเพลงป๊อปยอดนิยมหรือหนังทำเงิน ก็วนเวียนอยู่กับเพลงและหนังแบบตลาดๆ ที่ไม่ได้มีคุณค่ายอดเยี่ยมอะไร
ผมฟังเขาแล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะ ดูอย่างรายการประกวดร้องเพลง AF ที่ผลคะแนนโหวตออกมาแต่ละอาทิตย์ ปรากฏว่าผู้เข้าแข่งขันคนที่ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถสูงกว่า ร้องเพลงได้เพราะกว่า มักจะต้องตกรอบไปก่อนเสมอ ในขณะที่ ผู้เข้าแข่งขันคนที่หน้าตาดีกว่า ออดอ้อนคนดูเก่งกว่า โดยเฉพาะผู้เข้าประกวดเพศชาย มักจะอยู่ในการแข่งขันได้นานกว่าเสมอ คือไปๆ มาๆ เมื่อเราปล่อยให้มีการโหวต และนำผลการโหวตมาใช้ มันมักจะนำเราไปสู่สิ่งที่ต่ำลงไปเรื่อยๆ จนผมเองก็เริ่มเชื่อแล้ว ว่าผลรวมของมวลชน มักจะนำไปสู่ความโง่เขลาเสมอ ยิ่งถ้าพวกมวลชนเหล่านั้น เป็นมวลชนที่โง่เขลา และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว คุณไม่ต้องลังเลสงสัยเลย ว่าผลรวมของมันย่อมจะต้องโง่เขลาหนักลงไปอีก ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย จึงไม่แปลกใจเลย เมื่อเห็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยเรา ยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ วงจรนี้หมุนวนแบบต่ำลงเรื่อยๆ เสียด้วย เหมือนกับน้ำในโถส้วมชักโครกนั่นแหละ เวลากดปุ่ม มันจะหมุนวนๆ ต่ำลงๆ แล้วไหลลงท่อหายไปหมด ผมไม่ได้หมายถึงแค่วงจรอุบาทว์ที่เรารัฐบาลห่วยๆ ที่ได้รับเลือกมาจากมวลชนอันโง่เขลา เข้ามาทำให้เศรษฐกิจและสังคมล่มจม จนทหารต้องมาปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผมยังหมายรวมถึงวงจรอุบาทว์ทางฝั่งมวลชนด้วย ที่ปล่อยปละละเลยบ้านเมือง พอมีปัญหาลุกลามจนจะแย่แล้ว จึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วก็ถูกจูงจมูกกัน ให้เดินออกจากบ้านมาม็อบกันกลางถนนแบบว่าง่าย สุดท้ายก็ถูกทหารยิงตายอย่างเปล่าประโยชน์ และไม่มีใครจดจำบทเรียนนี้ได้เลย หรือถ้าไม่ถูกยิงตาย สุดท้ายมวลชนกลุ่มเดียวกันนี้ ก็แห่กันจูงลูกจูงหลานกันออกมา แอ็คท่าถ่ายรูปคู่กับทหารและรถถัง เหมือนกับมาเดินงานกาชาด วนเวียนอยู่แบบนี้เช่นกัน
คุณเคยดูหนังเรื่อง V for Vendetta ไหม ------- ถ้ายังไม่เคยดู ก็ระวังว่าเนื้อหาถัดไปจากนี้จะมีการสปอยล์นะครับ ------- ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วตีความแตกต่างไปจากคนอื่นๆ พอสมควร เพื่อนผมบอกว่าหนังเรื่องนี้ยกระดับจิตสำนึกให้เราๆ ในฐานะประชาชน ไม่ยอมก้มหัวให้กับรัฐบาลเผด็จการ ให้ลุกฮือขึ้นมาแสดงพลังมวลชน ประมาณว่า "ประชาชนไม่ต้องกลัวรัฐบาล รัฐบาลต่างหากล่ะ ที่ต้องกลัวประชาชน" อะไรประมาณนี้ ฉากเด็ดในตอนจบของเรื่อง พลังมวลนับหมื่นนับแสน ต่างใส่หน้ากาก V แล้วออกมาเดินขบวนบนท้องถนน ตามด้วยฉากระเบิดวินาศสันตะโรของอาคารรัฐสภา เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของประชาชน แต่สำหรับผมแล้ว หลังจากดูหนังเรื่องนี้ ผมกลับคิดว่าหนังไม่ได้เชิดชูพลังของมวลชนที่ลุกขึ้นต่อสู้หรอก แต่หนังเชิดชูความเป็นปัจเจกชน ความสามารถที่จะเป็นตัวของตัวเอง ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใด คือการเลือกเพื่อสังคมส่วนรวม หนังนำเสนอไอเดียเรื่องความเป็นปัจเจกชน ผ่านทางตัวนางเอกชื่อว่า อีวี่ ที่แสดงโดยนาตาลี พอร์ตแมน อีวี่ทนทุกข์ทรมานจากการกดขี่ของรัฐเผด็จการมานาน และได้รับความช่วยเหลือจาก V เขานำเธอไปผ่านกระบวนการยกระดับจิตสำนึก ด้วยการให้เธออ่านจดหมายของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขียนขึ้นก่อนจะตาย ผมคิดว่า V ยกระดับจิตสำนึกของอีวี่ ให้เธอเป็นปัจเจกชน ไม่ใช่ให้เธอไปเป็นส่วนหนึ่งของพลังมวลชน ฉากสำคัญที่เป็น Motif ของเรื่องนี้ คือฉากล้มตัวโดมิโน่นับหมื่นนับแสนตัว ตัวโดมิโน่ถูกนำมาเปรียบกับมวลชนที่เกลื่อนกลาด V เป็นผู้จุดกระแสปลุกม็อบมวลชนขึ้นมา กระแสนี้แพร่ลามออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเหมือนกับตัวโดมิโน่ที่ถูกผลักให้ล้มเพียงตัวเดียว แล้วมันก็ล้มทับกันต่อไปเป็นทอดๆ แผ่ขยายวงกว้างออกไป ถึงแม้ในหนัง จะเสนอว่าฝ่าย V เป็นฝ่ายถูกก็ตาม แต่มวลชนเหล่านี้โง่เขลาและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ V ผมจึงเชื่อว่ามันไม่ใช่ความดีงามสูงสุด
ในหนังเรื่องนี้ฉายภาพให้เห็นตัวโดมิโน่ตัวสุดท้ายที่ยังไม่ล้ม เปรียบได้กับตัวอีวี่ ที่เป็นนางเอกของเรื่อง เธอเป็นปัจเจกชนอย่างสมบูรณ์ ไม่ล้มไปตามแรงผลักของฝ่ายใด และไม่ล้มไปตามกระแสที่ใครเป็นคนจุด ในสภาวะเช่นนี้เอง ที่อีวี่สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและสังคมรอบตัวได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่า V จะได้ต่อสู้กับเผด็จการจนสิ้นใจตายไปแล้ว แต่อีวี่ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในทางของเธอเองต่อไปได้ เธอไม่ได้ออกไปเดินขบวนกับมวลชน แต่เธอกำตัวโดมิโน่ตัวสุดท้ายเอาไว้แน่น นำไปวางบนรถไฟใต้ดินที่บรรทุกระเบิดไว้เต็มคันรถ มุ่งหน้าไปสู่รากฐานของอาคารรัฐสภา เธอเป็นคนตัดสินใจกดปุ่มให้รถไฟแล่นไป และจุดระเบิดในท้ายที่สุด สรุปแล้ว ผลของการเลือกของปัจเจกชนต่างหาก ที่ส่งผลสะท้านสะเทือนและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ผมเลยอยากนำ V for Vendetta มาเปรียบเทียบกับปัญหาการเมืองในบ้าเรา ในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา มันมีปัญหาก็เพราะมวลชน ถึงแม้ว่าจะมีทั้งคนฉลาดและโง่ปนๆ กัน แต่ผลรวมท้ายที่สุดคือความโง่เขลาอยู่นั่นเอง สุดท้ายแล้ว มวลชนก็ถูกแรงผลักและกระแสของแต่ละฝ่าย ลากจูงให้แยกออกจากกัน และในที่สุดก็ถูกจูงจมูกให้มาเผชิญหน้ากันอีกที ดังนั้น ถ้าจะถามว่า พวกเราดีพอที่จะปกครองกับแบบประชาธิปไตยหรือยัง ผมคิดว่าคำตอบมันอยู่ที่ว่าเราได้ยกระดับจิตสำนึก ไม่ใช่ให้ลุกฮือขึ้นตามกระแส แต่ให้มีความเป็นปัจเจกชน ที่สามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเองและสังคม ได้อย่างแท้จริงต่างหาก
...
Wednesday, September 27, 2006
V for Vendetta
Saturday, September 23, 2006
ปฏิวัติ 4
...
คุณได้ดูการ์ตูนหนูน้อยอาราเล่เวอร์ชั่นใหม่กันหรือยังครับ ที่เขาเอาเรื่องเดิมมาทำใหม่ วาดใหม่ มันเพิ่งมาฉายทางช่อง 9 ตอนเช้าๆ วันเสาร์อาทิตย์ ผมนั่งดูมาติดๆ กัน 2-3 อาทิตย์แล้ว สนุกดีเหมือนกัน ตอนที่ฉายเมื่อเช้าวันนี้ เนื้อเรื่องมันเริ่มต้นที่อาราเล่กับกัสจัง กำลังดูทีวีรายการการ์ตูนยอดมนุษย์อุลตร้าแมนด้วยกัน เห็นภาพยอดมนุษย์ปราบสัตว์ประหลาด ช่วยเหลือมนุษย์และกอบกู้โลก สักพักหนูน้อยสองคนก็ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน ไปเจอสัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนก็อตซิลล่าผสมเอเลี่ยน กำลังทำตัวเกะกะเกเรทำร้ายชาวบ้านอยู่พอดี พวกชาวบ้านและตำรวจต่างมามุงดู และกำลังตื่นตกใจกันอยู่ อาราเล่กับกัสจังดีใจที่เห็นสัตว์ประหลาดตัวจริง เลยเข้าไปขอเล่นด้วย เล่นกันไปเล่นกันมาสักพัก คุณคงจะพอเดาออก ว่าสัตว์ประหลาดสู้แรงอาราเล่กับกัสจังไม่ได้หรอก
ต่อมา มียานอวกาศลำนึงบินมายังที่เกิดเหตุ พอประตูยานเปิดก็มียอดมนุษย์คนนึงเดินลงมา บอกกับชาวบ้านและตำรวจ ว่าไม่ต้องตกใจกลัวนะ เดี๋ยวยอดมนุษย์จะไปช่วยปราบสัตว์ประหลาดให้ ยอดมนุษย์คนนี้ก็ท่าทางก๊อกๆ แก๊กๆ กระจอกสุดฤทธิ์ เหมือนเด็กเจ็ดขวบ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง บทสรุปของตอนนี้ก็คือ อาราเล่กับกัสจังนึกว่าตัวเองกำลังเล่นกับสัตว์ประหลาดตลอดเวลา แล้วเจ้าสัตว์ประหลาดก็เลยโดนซ้อมซะน่วม โดนลำแสงเลเซอร์จากหนวดบนหัวกัสจัง โดนอาราเล่เอาหินทุ่ม ส่วนเจ้ายอดมนุษย์ก๊อกแก๊กคนนั้นก็ทำตัวบ้าๆ บอๆ ผิดคิวตลอดเวลา สุดท้ายหล่นลงมาจากฟ้าใส่หัวสัตว์ประหลาดสลบเหมือดทั้งคู่ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ทำหน้างงๆ ทำตาปริบๆ ส่วนอาราเล่กับกัสจังก็ร้องโอ้โย้โหย่ เสียดายจัง อย่าเพิ่งสลบสิ มาเล่นกันต่อเถอะ จบ!
ถึงแม้ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ที่เขาทำใหม่วาดใหม่หมด มันดูสีสันฉูดฉาด ร้อนแรงขึ้น เดินเรื่องรวดเร็ว ปุบปับ ฉับไว แต่เนื้อเรื่อง ลักษณะตัวละคร และประเด็นหลักๆ ยังคงเหมือนเวอร์ชั่นเก่าเมื่อ 20 ปีก่อนครับ ผมคิดว่าคนรุ่นผม และคนรุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ เราต่างก็เติบโตมาพร้อมๆ กับกรอบการมองโลกแบบหนูน้อยอาราเล่นี่แหละ กรอบการมองโลกแบบอาราเล่ คือการมองโลกแบบเด็กๆ น่ารัก สดใส ในแง่ดี และพร้อมที่จะล้อเล่น ล้อเลียน ไม่เอาจริงเอาจัง กับเรื่องราวต่างๆ รอบตัว ตัวละครต่างๆ ในเรื่อง มักจะถูกสร้างขึ้นให้ดูโง่เง่า เพื่อสั่นคลอนความคิดเดิมๆ หรือมาตรฐานเดิมๆ ในสังคม เช่นคุณครูเกาลัดที่มีหัวโตผิดส่วน ซูเปอร์แมนอ้วนๆ ที่ชอบอมบ๊วย ตำรวจซุ่มซ่าม 2 นายที่รถสายตรวจถูกระเบิดทุกวัน นักวิทยาศาสตร์จอมโหดที่อยากจะครองโลก และแน่นอนว่าเขาซุ่มซ่ามสุดๆ ด้วย ฯลฯ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือตัวละครที่ได้เห็นในตอนที่ฉายเมื่อเช้า คือสัตว์ประหลาดต่างดาวกระจอกๆ และยอดมนุษย์ก๊อกแก๊กๆ นั่น
โครงเรื่องในอาราเล่แต่ละตอนก็มีความซ้ำ จนมองเห็นรูปแบบได้ชัดเจน คือการให้อาราเล่และกัสจัง ออกไปเผชิญหน้ากับตัวละครงี่เง่าๆ เหล่านั้น จนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง จนถึงขั้นต่อสู้กัน ในขณะที่ตัวละครงี่เง่าๆ เหล่านั้นกำลังเคร่งเครียด เอาจริงเอาจังกับปัญหา และคิดจะเอาชนะให้ได้ แต่อาราเล่กับกัสจังกลับไร้เดียงสา ไม่ซีเรียส และคิดว่ากำลังเล่นสนุกกันแบบเด็กๆ อยู่ แล้วตอนจบของเรื่องในแต่ละตอน คือให้อาราเล่และกัสจัง สามารถเอาชนะหรืออยู่ในสถานะที่เหนือกว่าตัวละครอื่นๆ ได้เสมอ
ผมดูการ์ตูนหนูน้อยอาราเล่มาตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบ คิดว่ามันได้ปลูกฝังความคิดว่า ความเป็นเด็ก ความไร้เดียงสา ความไม่เอาจริงเอาจัง ไม่เคร่งเครียด มองโลกในแง่ดี และทำทุกอย่างแบบเล่นๆ จะสามารถเอาชนะปัญหาทุกอย่างได้ แต่ผมไม่ได้บอกว่าการ์ตูนอาราเล่เป็นจุดเริ่มต้นของกรอบการมองโลกแบบนี้นะครับ ผมคิดว่าการ์ตูนอาราเล่ก็เป็นผลผลิตของกรอบความคิดที่กำลังก่อตั้ง และมีความเข้มข้น แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 20 กว่าปีก่อน สมัยนั้นคงจะเริ่มมีการ์ตูน หนัง ละคร เพลง นิยาย หรือวัฒนธรรมอะไรๆ ที่มีเนื้อหาในกรอบความคิดเดียวกันนี้ออกมามากมาย และมันยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องอีกนานนับสิบๆ ปี
ไล่มาตั้งแต่อดีตเมื่อ 20 ปีก่อน ผมลองคิดดูเล่นๆ จะจริงหรือไม่จริง คุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็แล้วแต่นะครับ ผมแค่ขอเสนอไอเดีย ว่ากรอบการมองโลกแบบเด็กไร้เดียงสานี้ นอกจากจะในการ์ตูนอาราเล่แล้ว มันยังมาปรากฏอยู่ในวงดนตรีเฉลียง รายการเพชฌฆาตความเครียด นิตยสารไปยาลใหญ่ งานเขียนแบบศุบุญเลี้ยง สำนักศิษย์สะดือ หนังฝรั่งแบบ Airplane และ Naked Gun เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นนี้ก็มีหนังอย่างฟอร์เรสต์ กัมป์ แฟนฉัน ทอล์คโชว์ของโน้สอุดม เพลงแบบเด็กแนวคลื่นแฟตเรดิโอ และนิตยสารอะเดย์ บ้านอุ้ม ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนของกรอบการมองโลกแบบเด็กไร้เดียงสา ฯลฯ
ที่ตั้งชื่อบล้อกตอนนี้ว่า "ปฏิวัติ 4" ก็เพราะว่าการ์ตูนอาราเล่ที่ได้ดูเมื่อเช้า ทำให้ผมนึกถึงสภาพบ้านเมืองเราในตอนนี้ ก็คือมันเป็นคำอธิบายที่ดี เมื่อเราได้มองเห็นภาพผู้คนมากมาย เดินไปขอถ่ายรูป หยอกล้อ ล้อเล่นกับรถถัง และทหารที่กำลังถือปืนเฝ้าตามจุดต่างๆ บางคนแอ็คท่าชูสองนิ้ว เอียงคอนิดๆ เหมือนเด็กคิขุ เราต่างกำลังสวมบทเป็นหนูน้อยอาราเล่ เฉลิมฉลองความเป็นเด็กไร้เดียงสา ไม่เคร่งเครียด ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่ต่อสู้เผชิญหน้า เอาแต่ล้อเล่น ล้อเลียน และเล่นสนุกแบบเด็กๆ ตลอดเวลา โดยคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้เราเอาชนะทุกปัญหาได้ สัตว์ประหลาดกระจอกๆ และยอดมนุษย์ก๊อกแก๊กๆ ที่เห็นในการ์ตูนเมื่อเช้า ทำให้ผมนึกไปถึงรัฐบาลทรราชย์ และกองทหารปฏิวัติ ถ้าบทสรุปทั้งหมดของปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ เป็นอย่างในการ์ตูนก็ดีนะครับ ความเป็นเด็กไร้เดียงสา เอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผมอยากให้โลกของเราเป็นหมู่บ้านเพนกวินจังเลย
...
Friday, September 22, 2006
ปฏิวัติ 3
...
ขอเขียนเรื่องการเมืองช่วงนี้อีกหน่อยเถอะน่า ปกติไม่ค่อยเขียนเรื่องการเมืองอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ในหัวมีแต่เรื่องนี้วนเวียนตลอดเวลา วันนี้มีน้องที่ออฟฟิศคนนึงถามว่า เย็นวันศุกร์อย่างนี้จะไปเที่ยวไหนดีพี่ ผมบอกว่าไปสยามพารากอนตอนนี้สิ เขากำลังมีม็อบอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ต้านทหารกันอยู่ น้องถามว่า เขาจะม็อบอะไรกันอีก จะต่อต้านทหารทำไมอีก แบบนี้ไปสวนลุมไนท์บาซ่าดีกว่า ผมเลยบอกว่า เออดี ตอนนี้พันธมิตรยกเลิกการจัดรายการเมืองไทยสัญจรฯ ไปแล้ว ไปเดินได้ สบายใจ เรื่องนี้เอาไปเป็นแก๊กเขียนการ์ตูนสั้นๆ ได้นะครับ มันเย้ยหยันต่อความไร้สาระของชีวิตได้ไม่เลว บ้านเมืองกำลังอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองอะไรก็ไม่รู้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับกำลังกังวลว่าเย็นนี้ฉันไปเดินช็อปปิ้งที่ไหน หรือว่า นี่เธอ! ไปถ่ายรูปคู่กับรถถังที่ลานพระรูปทรงม้ากันมาหรือยัง เมื่อวานผมนั่งแท็กซี่ผ่านแถวถนนราชดำเนิน เห็นผู้คนเดินถ่ายรูปกันสนุกสนาน จำนวนคนดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อหลายวันที่ผ่านมาด้วยซ้ำ คนขับแท็กซี่พูดเปรยๆ ขึ้นมา ว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะพี่ ภาพพจน์ประเทศเราจะได้ไม่น่ากลัว ผมก็ตอบว่าอือๆ ครับๆ ไปกับเขาด้วย แล้วก็ควักกล้องดิจิตอลขึ้นมาถ่ายรูป เสียดายรถแล่นเร็วไปหน่อย เลยถ่ายได้ไม่สวยเท่าไร
เพื่อนเก่าคนนึงที่ได้คุยกันทางเอ็มเอสเอ็น เขามีความเห็นว่าการที่สภาพสังคมและผู้คนของเราเป็นแบบนี้ ในเวลานี้ คือหมกมุ่นอยู่กับบริโภคนิยม อีเวนต์รื่นเริง กิจกรรมกินดื่มเย็นวันศุกร์ ฯลฯ ก็มีส่วนดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุด มันก็ทำให้ประเทศของเราในตอนนี้ ยังคงดูสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ไม่ต้องล้มตายกัน เพื่อต่อสู้กันทางอุดมการณ์ทางการเมือง เปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ที่ประชาชนเขามีความตื่นตัวทางการเมืองสูง มีความคิดหัวรุนแรง ยึดถืออุดมการณ์ทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง ผลสุดท้ายแล้ว มันลงเอยด้วยการนองเลือดเป็นประจำ อย่างสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่นักศึกษาจีนไปเดินขบวนประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วโดนรัฐบาลจีนฆ่าตายเป็นเบือ เทียบกับเมืองไทยเรา ความคิดทางการเมืองไม่รุนแรงเท่าไร เวลาชุมนุมกันทีก็ chillๆ พวกพันธมิตรไล่ทักษิณก็ชุมนุมกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาจากจนถึงล่าสุด ก็ยังไม่มีใครถึงตาย นอกจากผู้ชุมนุมคนนึงที่ไปนอนกลางถนน ตอนกลางคืนมีรถถอยเข้ามาหาที่จอด แล้วบังเอิญทับตายพอดีนั่นแหละ จนกระทั่งระยะหลังๆ มา กระแสความคิดแบบหัวรุนแรงค่อยๆ แพร่กระจายไป ทำให้เราแบ่งข้างแบ่งฝ่ายกันรุนแรงนั่นแหละ เลยมีเรื่องม็อบกระทืบม็อบกันที่พาราก้อนและเซนทรัลเวิลด์ (สังเกตดูสิ เวลาจะม็อบอะไรกันที จะกระทืบกันที ก็ยังอุตส่าห์ไปที่ศูนย์การค้าเลยนะ)
ความคิดแบบหัวรุนแรงของทั้งสองฝ่าย ค่อยๆ ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบ 2-3 เดือนก่อน จนมีม็อบหนุนและม็อบต้านกระจายไปทั่วประเทศ ท่าทางจะแย่แล้วนะครับ หลายคนเลยคิดว่าเป็นการดีแล้ว ที่ทหารออกมาปฏิวัติคราวนี้ กระแสความขัดแย้งจากความคิดแบบหัวรุนแรงของทั้งสองฝ่ายจะได้หยุดเสียที อย่างน้อยที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็จะได้ไม่ต้องมากระทืบกัน ในช่วงการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ผมเองก็เชื่อว่าเขากระทืบกันแน่ๆ และอย่างน้อย ทหารก็คงยังไม่ยกกระบอกปืนขึ้นมายิงประชาชนในช่วงนี้หรอก ดูเหมือนว่าเรามีความพอใจที่จะเก็บกดความรู้สึกหัวรุนแรง หรืออุดมการณ์ หรือความตื่นตัวทางการเมืองเอาไว้ ยอมอยู่ใต้อำนาจของอะไรบางอย่างร่วมกันแต่โดยดี เพื่อแลกกับความสงบสุขในบ้านเมือง แน่นอนว่าเพื่อที่เย็นวันศุกร์แบบนี้ จะได้ไปเดินสยามพาราก้อนหรือสวนลุมไนท์บาซ่าอย่างสบายใจ
ผมคิดว่าการเอาตัวรอดจากปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า ที่เราทำกันอย่างง่ายๆ ตื้นๆ และผิดวิธี คือการปฏิวัติกันในคราวนี้ มันไม่ได้ช่วยแก้ความขัดแย้งอะไรที่ซ่อนตัวอยู่ลึกๆ หรอก เรารอดพ้นจากการนองเลือดกันในตอนนี้ได้ แต่ในเมื่อปัญหาลึกๆ มันยังอยู่ ประชาชนยังไม่มีความคิดอ่านไปในทางที่ถูกที่ควร ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงก็หมกมุ่นอยู่กับบริโภคนิยม ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดีงาม ส่วนชนชั้นล่างรากหญ้าก็ยังด้อยการศึกษาและโอกาส นอนแบมือรอขอประโยชน์แบบง่ายๆ จากผู้มีอำนาจ และก็ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดีงามอีกเช่นกัน สักวันเราก็ยังจะต้องนองเลือดอยู่ดี อาจจะเป็นช่วงต้นปีหน้า เมื่อคนเมืองเริ่มเบื่อทหารแล้ว และออกมาเดินขบวนประท้วงขับไล่ทหาร หรืออาจจะเป็นช่วงปลายปีหน้า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จและมีการเลือกตั้ง แต่พวกเศษเดนทรราชย์บางคนยังกลับมาลอยหน้าลอยตาในการเลือกตั้ง หรือทหารบางคนยังต้องการสืบทอดอำนาจของตนต่อไป ตอนนั้นเราก็ยังต้องนองเลือดกันอยู่ดี พวกเรายังไม่วิวัฒน์พอ เราจึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรเดิมๆ ไม่หลุดพ้น
...
Thursday, September 21, 2006
ปฏิวัติ 2
...
เห็นภาพชาวบ้านไปเดินถ่ายรูปคู่กับรถถัง และทหารที่กำลังถือปืนรักษาการณ์อยู่ตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ แล้วทำให้ผมรู้สึกว่าคนไทยเราเป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยซีเรียส ไม่ค่อยเคร่งเครียดกับปัญหาในชีวิตดีนะครับ บางคนแอ๊คท่าชูสองนิ้ว บางคนเอากล้องโทรศัพท์มือถือยื่นออกไปสุดแขนถ่ายตัวเองก็มี เหมือนพวกเขากำลังไปเที่ยวงานอีเวนต์รื่นเริงไม่มีผิด ผมนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนที่รสช. ปฏิวัติรัฐบาลชาติชาย ตอนนั้นพวกเราก็ chillๆ กันแบบนี้แหละ บางคนไชโยโห่ร้อง เอาดอกไม้ เอาส้ม เอาข้าวกล่องไปให้ทหาร มีบางคนหอบดอกไม้ช่อใหญ่ไปให้หัวหน้าคณะรสช. ถ่ายมาออกข่าวทีวีเลยก็มี เวลาผ่านไปไม่นานหลังจากวันนั้น เราจึงเพิ่งมารู้ตัวกันว่าโดนหลอกเข้าให้แล้ว และเราก็ออกมาเดินขบวนกันอีกครั้ง ในช่วงแรกๆ ของการเดินขบวนตอนนั้น ผมยังจำได้ว่าพวกเราก็ยัง chillๆ กันเหมือนเดิม ไปนั่งๆ นอนๆ ฟังปราศรัยด่ารสช. ไปพลาง ปากก็แทะปลาหมึกปิ้งที่มีพ่อค้าเข็นมาขายไปพลาง เหมือนเป็นอีเวนต์รื่นเริงครั้งใหญ่ให้เราเฮโลกันไป ตอนนั้นเราไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรตามมา เราเชื่อมาตลอดว่าทหารไทยมีบทเรียนมาแล้ว จากประวัติศาสตร์ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2516 และ 2519
ผมเองก็ไปนั่งเล่นฟังการปราศรัยด่ารสช. อยู่หลายวัน มีวันหนึ่ง ช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พวกม็อบเคลื่อนพลเดินกันไปจากสนามหลวง จนไปติดอยู่ตรงด่านกั้นของทหาร เขาเอารั้วลวดหนามและรถทหารมากั้นถนนเอาไว้ ตรงแถวสะพานผ่านฟ้า ช่วงที่เผชิญหน้ากันนั้นก็หวุดหวิดจะเกิดความรุนแรงอยู่หลายที ผู้นำม็อบคือจำลอง ศรีเมือง ต้องคอยบอกให้ประชาชนนั่งลงและอยู่ในความสงบ แล้วปรบมือให้ทหารตรงนั้นว่าใจดี ไม่ทำร้ายประชาชน มีชาวบ้านบางคนเอาดอกกุหลาบไปยื่นให้ทหารด้วย แล้วพวกที่อยู่แนวหลังก็ปรบมือดีใจกันใหญ่ ม็อบได้ไปปักหลักบนถนนราชดำเนิน เผชิญหน้ากับด่านรั้วลวดหนามตรงสะพานผ่านฟ้าอยู่หลายวัน ผมเดินแวะเวียนไปดูสถานการณ์แบบ chillๆ ช่วงตอนกลางวัน ก็เห็นประชาชนกับทหารตรงด่านกั้นนั้น ยิ้มแย้มให้กันดีอยู่ มีการตั้งเวทีปราศรัยตรงนั้น มีนักร้องเพลงลูกทุ่งผู้หญิงขึ้นไปร้องเพลงแซวทหารว่าน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี ทั้งสองฟากของรั้วลวดหนามก็พากันเฮฮาสนุกสนาน
เท่าที่จำได้ หลังจากนั้นเขาสลายการชุมนุมกันชั่วคราว เพื่อหลีกทางให้กับการจัดงานอะไรสักอย่าง ที่ต้องใช้ถนนราชดำเนิน แล้วก็มานัดกันอีกครั้งในคืนวันที่ 17 พฤษภานั่นแหละครับ ภาพความเฮฮากุ๊กกิ๊กรักกันจังของประชาชนกับทหารก็เปลี่ยนแปลงไป จากหน้ามือเป็นหลังตีน ประสบการณ์จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้ผมเห็นเลยว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราคิดไปว่าทหารมีบทเรียนที่ดีพอแล้ว และจะไม่ทำร้ายประชาชนอีกแล้วแน่นอน นั่นมันก็หมายความว่าไม่แน่นอนเสียแล้ว เมื่อถึงสภาวะวิกฤติที่สุด และผู้บังคับบัญชามีคำสั่งลงมาให้ยิง เพราะคนพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์บ้าง เป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง เป็นพวกต้องการล้มล้างสถานบันบ้าง เขาก็ยิง ยิงตามหน้าที่ของเขา ถ้าทหารกองพันนี้ดูท่าทางว่าอาจจะไม่ยิง ผู้บังคับบัญชาเขาก็นำทหารกองพันอื่นมายิงแทนได้อยู่ดี คนเราเมื่อมีปืนอยู่ในมือ กฎหมายอยู่ในมือ อำนาจอยู่ในมือ บทเรียนโง่ๆ ในอดีตอาจจะถูกหลงลืมไป เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ใครจะมาสนใจ ว่าเราเคยเป็นคนที่เอาดอกไม้ไปยื่นให้พวกเขา เราเคยเป็นคนที่ชูสองนิ้วยิ้มแฉ่งถ่ายรูปคู่กับพวกเขา หรือแม้แต่ว่า ใครจะมาสนใจ ว่าเราเคยเป็นคนที่ดีใจเอามากๆ เมื่อเห็นเขาลงมือปฏิวัติขับไล่ทรราชย์คอร์รัปชั่นออกไป ตอนนี้อย่าเพิ่งออกไปเฮฮาถ่ายรูปเลยครับ มารอดูกันก่อนดีกว่า ในอีก 2-3 อาทิตย์นี้คงพอจะรู้ ว่าเขาจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้หรือเปล่า
...
Tuesday, September 19, 2006
ปฏิวัติ
...
กลับมาถึงบ้านตอนสี่ทุ่มเป๊ะๆ โดยไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลยครับ วันนี้นั่งแกะเทปทั้งวัน ไม่ได้โงหัวขึ้นมาดูข่าวหรือเปิดเว็บพันธุ์ทิพย์ดอตคอมเลย เท่าที่สังเกตดูสถานการณ์ตอนสี่ทุ่ม ท้องถนนก็ยังมีรถราวิ่งกันปกติ ผู้คนก็ยังเดินกันขวักไขว่ รอกันเต็มป้ายรถเมล์ แต่พอเข้าบ้านปุ๊บ โทรศัพท์จากเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคน ก็ดังขึ้นติดๆ กัน ถามถึงสถานการณ์ปฏิวัติ ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ตอนนี้เวลา 22.16 น. แล้ว ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ เปิดโทรทัศน์ดูก็ยังไม่เห็นอะไรผิดสังเกต นอกจากช่อง 5 ซึ่งเป็นโทรทัศน์ของทหาร ไหงมีแต่รายการเฉลิมพระเกียรติในหลวง ไม่มีรายการตามปกติแต่อย่างใด ผมเลยรีบมาโพสต์บล้อกนี้ดักไว้ก่อน กลัวว่าเขาจะมีการปิดอินเตอร์เน็ตกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวจะข้ามวันไปเปล่าๆ
ถ้าปฏิวัติแล้วพรุ่งนี้จะไปทำงานยังไงหล่ะครับ? นัดสัมภาษณ์ไว้ตอนหกโมงเย็นด้วย แล้ววันพฤหัสก็มีนัดสัมภาษณ์อีกตั้งหลายที่ จะส่งต้นฉบับเดือนนี้ทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ สรุปว่าที่พูดๆ มานี่ไม่ได้ห่วงบ้านเมืองเลย เห็นเปล่าครับ ห่วงแต่เรื่องตัวเองล้วนๆ เหอๆ ตัวใครตัวมันละครับงานนี้ ปฏิวัติไม่สำเร็จประเทศก็ฉิบหายไปแบบหนึ่ง แต่ถ้าสำเร็จ ประเทศก็ฉิบหายไปอีกแบบนึง
...
Saturday, September 02, 2006
comments
...
บล้อกวันนี้ขอเขียนถึงเรื่องการเมืองอีกที คราวที่แล้วก็เขียนเรื่องการเมืองไว้ทีหนึ่ง ในเรื่อง "เหตุผล" ปรากฏว่าได้คอมเมนต์เข้ามาเพียบๆ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มาคราวนี้ก็เลยอยากจะเขียนบล้อกเพื่อคอมเมนต์การคอมเมนต์เสียหน่อย แต่เดี๋ยวก่อน! ผมไม่ได้จะคอมเมนต์ผู้ที่เข้ามาเขียนคอมเมนต์ในบล้อกนี้นะครับ ผมอยากจะคอมเมนต์วิธีการคอมเมนต์ของคนเราทุกคน โดยรวมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคอมเมนต์ของเราในเรื่องการเมือง เพราะเท่าที่ผมติดตามข่าวการเมืองในบ้านเรามาหลายปี ตั้งแต่เด็กจนโตป่านนี้ ผมคิดว่าเราชอบใช้วิธีการคอมเมนต์แบบแปลกๆ เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นเฉพาะคนไทยเราหรือเป็นกันทั้งโลก คือเมื่อมีใครเสนอประเด็นอะไรขึ้นมาสักเรื่อง ถ้าเราตั้งตัวว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามเขาตั้งแต่ต้น เราก็มักจะไม่ได้คอมเมนต์กันอยู่ในประเด็นที่เขาเสนอมานั้น แต่เรามักจะใช้วิธีคอมเมนต์แบบทำร้ายหรือทำลายตัวผู้เสนอประเด็นแทน ขออธิบายแบบสรุปถึงวิธีการคอมเมนต์แบบแปลกๆ ของคนเราออกมาได้ 3 แบบหลักๆ คือ 1.แกมันเลว ดังนั้นประเด็นที่แกเสนอจึงไม่ดีทั้งหมด 2.แกมันโง่ ดังนั้นประเด็นที่แกเสนอจึงผิดทั้งหมด และ 3.แกพล่ามอะไรของแก ฉันไม่สนใจฟังประเด็นที่แกพูดมาทั้งหมด วิธีคอมเมนต์ทางการเมืองทั้ง 3 วิธีนี้ จริงๆ แล้ววิธีการคอมเมนต์คงต้องมีมากกว่านี้ครับ แต่ในบล้อกนี้ขอพูดถึงแค่ 3 วิธีนี้ก่อนละกัน
1.แกมันเลว ดังนั้นประเด็นที่แกเสนอจึงไม่ดีทั้งหมด วิธีนี้ผู้คอมเมนต์จะพุ่งไปที่นิสัยหรือเรื่องส่วนตัวของผู้เสนอประเด็น หรืออาจจะเป็นคดีอาชญากรรมที่เคยทำไว้ในอดีต ขุดเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตตัวบุคคลนั้น ว่าเมื่อก่อนเขาเคยเลว ดังนั้นประเด็นที่เขาเสนอในวันนี้ย่อมต้องเลวไปด้วย ตัวอย่างเช่นล่าสุด มีคนออกมาเสนอว่าประชาธิปไตยก็ต้องเลือกข้าง จะมาเป็นกลางไม่ได้ แต่ต้องเลือกข้างที่ถูกต้อง โดยใช้เหตุผลอย่างละเอียด ฝ่ายตรงข้ามของผู้ที่มาเสนอเรื่องนี้ ก็ขุดเอาเหตุการณ์ในอดีต ว่าเขาเคยมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เมื่อสิบกว่าปีก่อน ดังนั้นจะมาเสนอประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยได้อย่างไร วิธีการคอมเมนต์แบบนี้ใช้ง่ายมากครับ และมีผลทำลายล้างความน่าเชื่อถือของประเด็นและผู้เสนอประเด็นได้อย่างชะงัด เพราะมีใครบ้างที่ไม่เคยทำความผิด ทำความเลวมาเลยในชีวิตนี้ วิธีคอมเมนต์แบบนี้จึงเป็นที่นิยมใช้ โดยผู้ที่ไม่รู้ว่าจะเถียงคนเสนอประเด็นว่าอย่างไร เพราะตระหนักว่าประเด็นที่เขาเสนอมานั้นดี ชัดเจน หนักแน่น ถูกต้อง เถียงประเด็นไม่ได้ เลยต้องพุ่งเป้าไปทำลายที่ตัวคนพูดแทน
2.แกมันโง่ ดังนั้นประเด็นที่แกเสนอจึงผิดทั้งหมด วิธีนี้เหนือวิธีแรกอยู่สเตปหนึ่ง คือถ้าดูแบบผิวเผิน จะดูเหมือนกับว่าผู้คอมเมนต์ไม่ได้มุ่งไปที่ตัวบุคคล แต่มุ่งไปที่ประเด็นที่เสนอว่าผิด แต่จริงๆ แล้วถ้าดูเนื้อหาการคอมเมนต์ให้ละเอียด จึงจะรู้ว่านี่ก็เป็นการพุ่งไปที่ตัวบุคคลเช่นกัน คือคอมเมนต์ตัวผู้เสนอประเด็นว่าโง่ ไม่รู้จริง ไม่อยู่ในฐานะที่จะเสนอได้ ไม่มีประสบการณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ยกตัวอย่างเช่น นักวิชาการออกมาเสนอจุดบกพร่องของนโยบายรัฐบาล แล้วคนฝ่ายรัฐบาลออกมาโต้ว่า นักวิชาการอยู่แต่บนหอคอยงาช้าง ไม่มีประสบการณ์จริง ไม่เคยมาทำงานการเมือง ไม่เคยบริหารประเทศจริงๆ ดังนั้นจงหุบปากไปเถอะ หรือถ้ามองจากอีกฝ่ายหนึ่งเช่น รัฐบาลดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ไป แต่ฝ่ายค้านก็ออกมาบอกว่ารัฐบาลไม่รู้จริง ไม่มีข้อมูล ไม่รู้จักคนใต้ดีพอ ด่วนตัดสินใจ ดังนั้นไม่ว่าจะดำเนินนโยบายอะไร จึงผิดไปหมด เป็นต้น วิธีนี้ดูแล้วเหมือนกับการคอมเมนต์ในประเด็นก็จริง แต่จะเห็นว่าผู้คอมเมนต์ก็ไม่ได้อธิบายรายละเอียด ว่าผู้เสนอนั้นไม่รู้จริงอย่างไร ยังขาดข้อมูลอะไร คอมเมนต์แบบนี้มันถูกเสมออยู่แล้ว และง่ายมากๆ ที่จะทำลายข้อเสนอใดๆ ก็ตาม เพราะว่าเรื่องราวใดๆ ในโลกล้วนซับซ้อน ไม่มีทางที่ใครจะรู้อะไรได้หมด และฉลาดรอบรู้ทุกเรื่อง
3.แกพล่ามอะไรของแก ฉันไม่สนใจฟังประเด็นที่แกพูดมาทั้งหมด วิธีคอมเมนต์แบบนี้ ไม่ได้ทำร้ายทำลายเพียงตัวผู้เสนอประเด็นเท่านั้น แต่ยังพุ่งตรงเข้าไปทำร้ายความรู้สึกและจิตใจของเขา มุ่งทำลายความตั้งใจดี หรือความเอาจริงเอาจัง ทำให้ข้อเสนอนั้นดูสามานย์ คือดูเป็นเรื่องปกติสามัญ ไม่เห็นต้องใส่ใจ หรือไปจนถึงขั้นดูต่ำช้ำ ไร้คุณค่า วิธีนี้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ไม่มีวุฒิภาวะสูงพอที่จะถกเถียงกับผู้อื่น เขาจึงไม่แม้แต่จะรับฟังข้อเสนอใดๆ จากผู้เสนอเลย แต่จะล้อเลียน ล้อเล่น หัวเราะเยาะ ทำให้ผู้เสนอและประเด็นที่นำเสนอนั้น ดูไร้สาระ น่าตลกขบขัน ดูซีเรียสเกินไป ยกตัวอย่างเช่น คนฝ่ายรัฐบาลออกมาบอกว่า พวกฝ่ายค้านมันก็คอยค้านทุกเรื่อง ค้านจนขี้เกียจจะไปฟังมันแล้ว เดี๋ยวนี้แค่หายใจยังต้องระวังเลย เดี๋ยวฝ่ายค้านจะบอกว่าหายใจแรงเกินไป หรือถ้ามองจากฝ่ายพันธมิตร ก็ล้อเลียนล้อเล่นกับลักษณะร่างกายของฝ่ายตรงข้าม บอกว่าไอ้หน้าเหลี่ยมพูดอะไรอย่างไปเชื่อ อย่าไปฟัง คนหน้าเหลี่ยมไว้ใจไม่ได้ พวกที่คอมเมนต์ด้วยวิธีนี้ บางทีก็แสดงออกโดยการไม่ใส่ใจอยู่กับประเด็น บางทีคนอื่นพูดอะไรอยู่ แทนที่จะสนใจฟัง มันก็นั่งพับนก พับกระดาษ หรือบางทีก็จับผิดในจุดที่ไร้สาระ เช่นแกพูดผิด กิ้วๆ! แกพูดสำเนียงออกทองแดง ก๊ากๆ! แกสะกดคำผิด เหอๆ
ผมคิดว่าทุกฝ่ายต่างก็เอาวิธีคอมเมนต์แบบนี้มาใช้กันทั้งนั้น ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายพันธมิตร และฝ่ายที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อนึกไปนึกมา ผมเองก็มักใช้วิธีคอมเมนต์แบบนี้ด้วยเหมือนกัน ขอพูดดักไว้ก่อนว่าผมเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าใครหรอก พวกเราต่างก็ตกอยู่ในวิธีคิดแบบเดียวกัน จนแสดงออกมาด้วยการคอมเมนต์แบบเดียวกัน แล้วในที่สุด จึงกลายเป็นว่าเราต่างก็ด่ากันไปมา ตอบโต้กันไปมา ที่ตัวบุคคลของแต่ละฝ่าย แทนที่จะช่วยกันถกเถียงถึงประเด็นนั้นๆ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นในข่าวการเมืองทุกวันครับ ในวงการสื่อมวลชน เขาเรียกข่าวแบบนี้ว่าข่าวปิงปอง คือการที่นักข่าวปล่อยให้คนในข่าวกับคนของฝ่ายตรงข้าม ออกมาคอมเมนต์โต้กันไปโต้กันมา ข่าวนี้จะดำเนินไปแบบตอบโต้กันที่ตัวบุคคลสักพัก อาจจะนาน 3-4 วัน แล้วก็จะซาออกไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือหมดไปจากจอโทรทัศน์ โดยที่ประเด็นหลักที่พูดถึงกันนั้นก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไรออกมา ทิ้งไว้แต่ความกินแหนงแคลงใจกันของทุกฝ่าย
จากที่เห็นมาในข่าวล่าสุด มีชาวบ้าน 2 คนไปนั่งคุยกันเรื่องการเมืองในงานศพ ชาวบ้านคนหนึ่งเข้าข้างฝ่ายรัฐบาล ชาวบ้านอีกคนเข้าข้างฝ่ายพันธมิตร แล้วในที่สุดชาวบ้านคนหนึ่งก็กลายเป็นศพไปด้วยเลย ผมจำรายละเอียดของข่าวไม่ได้ ว่าเป็นชาวบ้านฝ่ายไหนที่ลงมือฆ่าฝ่ายไหน แต่ผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราอินกับเรื่องปัญหาการเมืองจนเกินกว่าเหตุ และเราก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเสียจนแต่ละคนไม่สามารถมานั่งคุยกันดีๆ ด้วยเหตุด้วยผล บางทีส่วนหนึ่งก็มาจากวิธีการคอมเมนต์ของเรา ที่เราเรียนรู้ และคุ้นเคยมา จากการที่เห็นในข่าวการเมืองแนวปิงปอง ข่าวที่มีแต่คอมเมนต์ของแต่ละฝ่าย ที่สาดความรุนแรงใส่กันไปมา แต่ไม่มีเนื้อหาสาระ หรือไม่อธิบายในประเด็นเลย ขอยืนยันอีกทีว่าบล้อกเรื่องนี้ ผมตั้งใจเขียนถึงการคอมเมนต์ของเราทุกคน โดยเฉพาะการคอมเมนต์ของเราในเรื่องการเมือง ไม่ได้หมายถึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ผมคิดว่าถ้าปล่อยให้การคอมเมนต์แบบแปลกๆ อย่างนี้ ยังคงดำเนินไป จนฝังเข้าไปในวัฒนธรรม ฝังเข้าไปในสายเลือด ต่อไปสังคมเราคงมีแต่ความรุนแรง ความขัดแย้งกันเอง เพราะทุกฝ่ายต่างไม่มีใครฟังใคร และทุกฝ่ายต่างคิดว่าการคอมเมนต์คือการทำร้ายทำลายกัน แทนที่จะใช้การคอมเมนต์เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ หรือเพื่อสร้างความเข้าใจกัน คุณได้อ่านแล้วคุณมีคอมเมนต์ว่าอย่างไรครับ นี่ผมเขียนยาวเกินไปหรือเปล่า หวังว่าคงไม่มีใครมาคอมเมนต์ว่า แกพล่ามอะไรของแก ฉันไม่สนใจฟังประเด็นที่แกพูดมาทั้งหมด เหอๆๆ นะครับ
...
Friday, August 25, 2006
Culture of Fear
...
กาลครั้งหนึ่งในประเทศสารขัณฑ์ มีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยพนักงานที่เกียจคร้าน อู้งาน วันๆ ไม่ยอมตั้งใจทำงาน บางคนเปิดโปรแกรม BitTorrent แล้วนั่งรอดาวน์โหลดไฟล์หนังทั้งเรื่อง หรือไม่ก็พวกเพลง mp3 บางคนเปิดเว็บทีวีสตรีมมิ่ง นั่งดูรายการทีวีไปเรื่อยๆ บางคนนั่งแชต MSN ทั้งวัน มีบางคน ถึงกับเอาแผ่นดีวีดีมาเปิดดูที่โต๊ะทำงานเลยด้วยซ้ำ พวกเขาใช้ชีวิตในที่ทำงานเช่นนี้เรื่อยมาหลายปี อยู่มาวันหนึ่ง มีพนักงานคนใหม่มานั่งทำงานอยู่ตรงมุมห้อง ในตำแหน่งช่างคอมพิวเตอร์ประจำออฟฟิศ เขาประกาศบอกทุกคนว่าจะมาช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง และเขาจะวางระบบคอมพ์ใหม่ให้ใช้งานกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้น พนักงานที่เกียจคร้านส่วนใหญ่ไม่มีใครสนใจฟังที่เขาบอก ทุกคนยังคงอู้งานและนั่งเล่นกันต่อไป โดยคาดหวังว่าจะไม่มีใครมายุ่มย่ามกับเครื่องคอมพ์ของตน หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องคอมพ์บางส่วนในออฟฟิศเกิดติดไวรัส และไวรัสแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ตามเครือข่าย LAN ภายใน พนักงานที่เกียจคร้านต่างร้องแรกแหกกระเชอ แตกตื่นกับภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามาในเครื่องคอมพ์ของตน พวกเขาไม่ได้ห่วงว่าจะทำให้เครื่องเสียแล้วทำงานกันไม่ได้หรอก พวกเขาห่วงว่าตนเองจะเอาเครื่องคอมพ์ไปเล่นเหลวไหลไม่ได้ บางคนห่วงไฟล์ BitTorrent ที่โหลดค้างไว้ บางคนห่วงว่าจะไม่ได้ดูรายการทีวีประจำของตน บางคนห่วงว่าจะไม่ได้เจอหญิงสาวสุดสวยใน MSN อีกต่อไป จังหวะนี้เองที่พนักงานที่เกียจคร้านทั้งหลายหันไปหาพนักงานคนใหม่ ที่เป็นช่างคอมพิวเตอร์ เขาขอร้องให้ช่างคอมพ์มาซ่อมเครื่องของพวกเขาให้หน่อย ช่างคอมพ์นำแผ่นดิสก์ที่ภายในมีซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส ไปจัดการแก้ไขปัญหาให้กับทุกเครื่อง
พนักงานที่เกียจคร้านทุกคนดีใจที่เครื่องคอมพ์ของตนกลับมาดีเหมือนเดิม และยกย่องให้ช่างคอมพ์คนนี้เป็นวีรบุรุษของพวกเขา ถึงตอนนี้ ทุกคนใส่ใจและสนใจรับฟังทุกอย่างที่ช่างคอมพ์คนนี้จะบอกแล้ว ช่างคอมพ์จึงลุกขึ้นกลางห้องแล้วประกาศด้วยเสียงกึกก้อง ว่าไวรัสร้ายที่เพิ่งกำจัดไปได้นั้น แพร่มาทางอินเตอร์เน็ต คงมีพนักงานบางคนที่ไปดาวน์โหลดไฟล์อะไรมาลงเครื่อง แล้วทำให้เครื่องนั้นติดไวรัส แล้วไวรัสนั้นก็แพร่ตัวเองไปยังเครื่องอื่นๆ ผ่านทาง LAN ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นต่อไปนี้ เพื่อความปลอดภัยของเครื่องคอมพ์ทุกเครื่อง จำเป็นต้องฟอร์แมตเครื่องคอมพ์ทุกเครื่องใหม่หมด และเขาจะลงโปรแกรมเฉพาะที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น ขอให้พนักงานทุกคนเลิกใช้ BitTorrent เลิกเล่น MSN เลิกเอาแผ่นซีดีอื่นๆ มาเปิด และเลิกเข้าไปในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานอีกเลย พนักงานที่เกียจคร้านทั้งหลาย เชื่อฟังช่างคอมพ์ และปล่อยให้ช่างคอมพ์มาจัดการกับเครื่องของตนอย่างว่าง่าย เพราะว่ากลัวไวรัสที่น่ากลัวนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขา หลังจากนั้นมา พนักงานทุกคนก็ไม่ได้อู้งาน และเล่นอินเตอร์เน็ตในระหว่างเวลาทำงานอีกเลย แล้วทุกคนในบริษัทนั้น ทั้งเจ้าของบริษัท ทั้งพนักงาน และช่างคอมพ์คนนั้น ก็ทำงานกันไปอย่างนั้น โดยทุกคนคิดว่าจะมีความสุขไปตลอดกาลนาน
หลังจากนั้นมาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ ในประเทศสารขัณฑ์ก็เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง มีรถยนต์ขนระเบิด TNT ร้ายแรงมาวางไว้กลางเมือง ตรงเส้นทางการเดินทางของนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ตำรวจเข้ามาจัดการยับยั้งระเบิดนั้นได้ทันเวลา มันยังไม่ทันได้ระเบิด และนายกรัฐมนตรีก็ยังปลอดภัยดีอยู่ ก่อนหน้านี้มาเกือบปี ประเทศสารขัณฑ์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมมาตลอด เพราะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีถูกต่อต้านโดยประชาชนกลุ่มหนึ่ง โดยถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น และประพฤติตัวเหมือนเผด็จการ สถานการณ์นี้ลุกลามไปสู่การเดินขบวนประท้วง และเกิดเหตุร้ายๆ ขึ้นเนืองๆ จนท้ายที่สุด ประเทศแตกออกเป็นสองเสี่ยง ชาวสารขัณฑ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน และมาฆ่าแกงกันอย่างไร้ความปราณี ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีสถานภาพแย่ลงเรื่อยๆ และกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้กับนักการเมืองฝ่ายค้าน ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ร้าย การวางระเบิดครั้งนี้แหละ ทำให้ชาวสารขัณฑ์อกสั่นขวัญแขวน หนังสือพิมพ์ทุกเล่มนำข่าวนี้ไปพาดหน้าหนึ่งติดกันเป็นอาทิตย์ โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องเสนอข่าวเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ระเบิดนั้นร้ายแรงมาก มีความสามารถทำลายล้างทุกอย่างในรัศมี 1 กิโลเมตร ซึ่งหมายถึงคนที่ขับรถไปมาแถวนั้นทั้งหมด โรงเรียน โรงพยาบาล และบ้านเรือนประชาชนหลายร้อยครอบครัว
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลออกมาระบุว่ารัฐบาลเป็นผู้วางระเบิดเอง เพื่อจัดฉากให้ตัวเองดูน่าสงสาร และเพื่อแสดงให้เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลกำลังจะเข้าไปสู่จุดที่รุนแรงมากเกินไปแล้ว ฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาระบุว่าเป็นฝีมือของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั่นแหละ บ้าบอคอแตกกันไปใหญ่แล้วพวกนั้น ต่อมาก็นายตำรวจคนหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ออกทีวี ด้วยน้ำเสียงดังกังวาล ว่าต่อไปนี้ขอให้ประชาชนทุกคน ทุกฝ่าย ขอย้ำนะครับว่าทุกฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พันธมิตร จงหยุดความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และอย่าวิพากษ์วิจารณ์กรณีเหตุลอบวางระเบิดนี้ เพราะตำรวจกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วน ขอให้ทุกคนรอฟังผลการทำงานของตำรวจ และรอให้ศาลเป็นคนตัดสินเรื่องนี้ทั้งหมด ขอย้ำนะครับ ว่าทุกฝ่ายต้องหยุดและอย่าวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นไปกว่านี้ ด้วยความหวาดกลัวการวางระเบิด และเกรงเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะลุกลามไปมากกว่านี้ ชาวสารขัณฑ์ทุกคนจึงหยุดพักการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าออกมาด่ากันแบบเป็นเรื่องเป็นราวแบบเดิมอีกต่อไป แล้วทุกคนในประเทศสารขัณฑ์ ทั้งรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน และทั้งพันธมิตร ก็ทนอยู่ร่วมกันไปอย่างนั้น โดยทุกคนคิดว่าจะมีความสุขไปตลอดกาลนาน เช่นเดียวกับพนักงานที่เกียจคร้านเหล่านั้น ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้
...
Tuesday, August 22, 2006
เหตุผล
...
เห็นข่าวคนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นกองเชียร์ทักษิณกับกองเชียร์พันธมิตรประชาชน แล้วรู้สึกเซ็งในอารมณ์ เวลาพวกนี้มาเถียงกัน ก็ยกเอาแต่เหตุผลชุดเดิมๆ มาว่ากันไปมา แล้วในที่สุดก็ยกพวกตีกัน ไม่คิดเลยว่าคนเราจะมืดบอดกันได้ขนาดนี้ อย่างล่าสุดคือยกพวกตีกันตามศูนย์การค้า ติดๆ กัน 2-3 วัน ดูแล้วน่าสลดหดหู่ใจจริงๆ ครับ ท่าทางว่าปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองตอนนี้ จะไม่ได้แก้ไขกันง่ายๆ เพียงแค่การหาทีมกกต.ใหม่ และการจัดเลือกตั้งแล้วหล่ะ เพราะว่าพลังความขัดแย้งที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จนถึงล่าสุดตอนนี้ มันยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในและสั่งสมพลังรอวันระเบิดออกมา การตีกันเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา เป็นเหมือนฝีเม็ดเล็กๆ ที่ผุดออกมาเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า ภายในร่างกายนี้ กำลังเดือดพล่านไปด้วยพิษไข้ที่ไม่มีทางระบายความร้อนออกไป ดีไม่ดี คนไทยเราอาจจะต้องฆ่ากันเองอีกรอบ ในช่วงปลายปีนี้ก็เป็นได้ แล้วคุณก็รู้ใช่ไหม พอฆ่ากันเสร็จ เราก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาแบบงงๆ ว่าเอ๊ะ! นี่เราทำอะไรกันลงไป ทำไมเราไม่ใช้เหตุผลมาพูดคุยกันหล่ะ เป็นแบบนี้ทุกที ซึ่งผมว่าปัญหามันอยู่ที่การใช้เหตุผลของคนเรานี่แหละครับ
ฝ่ายเชียร์ทักษิณก็ยกเหตุผลว่า ทำไมอีกฝ่ายไม่เล่นตามกติกาบ้านเมือง ทักษิณรวยแล้วผิดตรงไหน เขาทำมาหากินสุจริต หรือถ้าเขาจะได้ผลประโยชน์ไปบางส่วน แต่เขาก็ขยันออกนโยบายเพื่อประชาชน ทำงานฉับไว ปราบยาเสพติดได้ผลชะงัด ฯลฯ บลาๆ บลาๆ ... ฟังแล้วเบื่อไหมครับ ทีนี้มาทางฝ่ายเชียร์พันธมิตรบ้าง ก็ยกเหตุผลว่า ที่พันธมิตรออกมาประท้วงคือประชาธิปไตยอยู่แล้ว ทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อให้พวกพ้อง คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย นโยบายประชานิยมมามอมเมารากหญ้า แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันคือเผด็จการแบบใหม่ที่เรียกว่าระบอบทักษิณ ฯลฯ บลาๆ บลาๆ ... ฟังแล้วก็น่าเบื่อพอกันนั่นแหละ คุณก็คงได้ฟังเรื่องพวกนี้มาจนเอียนเต็มทนเหมือนกับผม แล้วคุณคิดว่าเหตุผลของฝ่ายไหนถูกหล่ะ? ผมว่าเหตุผลมันก็ถูกด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ เหตุผลพวกนี้พูดอีกก็ถูกอีก พูดร้อยครั้ง ก็ถูกร้อยครั้ง ใครก็รู้ว่าคนทำงานเร็วย่อมดีกว่าคนทำงานอืดอาด คนทำตามกติกาก็ดีกว่าคนนอกกติกา ประชาธิปไตยย่อมดีกว่าเผด็จการ สุจริตย่อมดีกว่าคอร์รัปชั่น ส่วนรวมย่อมเหนือกว่าพวกพ้อง แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเอง และเหตุผลต่างก็ถูกต้องด้วยกันหมด แต่ทำไมบ้านเมืองนี้ถึงยังไม่สงบสุขกันเสียที
ผมคิดว่าบางทีคำว่า "เหตุผล" ที่เราชอบยกมาอ้างๆ กันนั้น อาจจะไม่ใช่วิธีในการหาคำตอบหรือหาทางออกสำหรับการแก้ปัญหาทุกอย่าง มนุษย์เราเริ่มมีความคิดแบบสมัยใหม่ เมื่อ 3-4 ร้อยปีที่ผ่านมา มีการคิดแบบวิทยาศาสตร์ คือการใช้เหตุผล แทนที่จะใช้แค่ความเชื่อหรือความงมงาย แบบในสมัยดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่ยุคนั้นมาละมั้ง ที่คนเราเริ่มไปให้ความหวังกับการใช้เหตุผลมากเกินไป และเราก็หลงคิดไปว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล เวลาผ่านมาหลายร้อยปี มนุษย์เราก้าวหน้ากันเสียเหลือเกิน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังอดอยากยากจน สงครามก็ยังมีไปทั่วโลก ลัทธิการก่อการร้ายระบาด ดูน่าตลกจริงๆ นะ ว่าเราใช้เหตุผลกันอีท่าไหน โดยส่วนตัว ผมเลยไม่เชื่อเรื่องการใช้เหตุผลนักหรอก ผมว่ามนุษย์ไม่ได้ใช้เหตุผลมาเป็นวิธีในการหาคำตอบ แต่มนุษย์เราแต่ละคน มีคำตอบให้กับปัญหาเรื่องนั้นๆ อยู่แล้วในใจ แล้วจึงหาเหตุผลยกมาอ้างเพื่อสนับสนุนมันต่างหาก สถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเราปัจจุบัน จึงยังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งกัน ระหว่างคนที่อยู่ฝ่ายทักษิณ ก็หาเหตุผลสารพัดมาสนับสนุนทักษิณ กับคนที่อยู่ฝ่ายพันธมิตร ก็หาเหตุผลมาสนับสนุนฝ่ายพันธมิตรเหมือนกัน แล้วต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองใช้เหตุผล อีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช้เหตุผล
แล้วคุณอาจจะสงสัยว่า จุดเริ่มต้นแรกสุด ที่แต่ละคนจะมีคำตอบใดๆ ในใจ เช่น ณ จุดเวลาที่ผมจะสังกัดฝ่ายทักษิณ หรือเสี้ยววินาทีที่ผมจะสังกัดฝ่ายพันธมิตร ตรงจุดนี้หน่ะ เราใช้อะไร ผมว่าเป็นคำถามที่ยากจริงๆ และคงไม่มีใครที่รู้คำตอบชัวร์ๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่า ณ จุดนั้นอาจจะเป็นการใช้ "เหตุผล" เหมือนกัน แต่มันเป็นเหตุผลเล็กๆ เฉพาะตัว และเกิดขึ้นเพียงแว้บเดียว จนเราอาจจะใช้คำเรียกมันแบบร้ายแรงสักหน่อย ว่า "อคติ" ก็ได้ล่ะมั้ง เพราะ ณ จุดนั้นหน่ะ เราแต่ละคนยังไม่ทันได้คิดหรอก ว่าใครที่ไม่ยอมทำตามกติกาประชาธิปไตย ใครที่เป็นพวกรับจ้างมาประท้วง เรายังไม่รู้แม้กระทั่งว่าผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายคืออะไร สังเกตใจตัวคุณเองดูสิ ว่าเหตุผลพวกนี้เป็นสิ่งที่ตามมาภายหลังจากที่เราตัดสินใจเลือกข้างแล้วทั้งนั้น โดยที่เราก็ไม่ได้คิดเหตุผลเหล่านี้ขึ้นมาได้เองด้วยซ้ำ แต่เรารับฟังมาจากเวทีประท้วงบ้าง จากสื่อมวลชนบ้าง จากรายงานของนักวิชาการบ้าง ฯลฯ
ที่มันยิ่งน่าตลกขึ้นไปอีก คือเมื่อเราเลือกฝ่ายแล้ว เราจะเลือกรับฟังเหตุผลที่สอดคล้องกับฝ่ายของเราเท่านั้น โดยจะรีบเถียงเหตุผลของอีกฝ่าย หรือปิดการรับรู้ทั้งหมดทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายให้เหตุผลบ้าง บ้านเมืองตอนนี้ถึงได้แตกแยกอย่างรุนแรงไง คนสองฝ่ายต่างอ้างเหตุผลที่ต่างฝ่ายต่างก็ถูก มาห้ำหั่นกัน และไม่ยอมฟังเหตุผลของอีกฝ่ายเลย สังเกตดูสิ ตอนนี้ถ้าใครเชียร์ทักษิณ ก็จะเข้าเว็บบอร์ดราชดำเนิน ของ Pantip.com ส่วนถ้าใครเชียร์พันธมิตร ก็จะเข้าเว็บบอร์ดของ Manager.co.th หรือถ้าจะฟังวิทยุ พวกเชียร์ทักษิณก็เปิดช่องวิทยุชุมชนของพวกแท็กซี่ พวกเชียร์พันธมิตรก็เปิดช่องวิทยุชุมชนจากตึกทีพีไอ ต่างฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลของพวกเดียวกันเอง เพื่อมาเชียร์หรือเสริมใจพวกเดียวกันเอง และเพื่อด่าทอหรือใส่ร้ายป้ายสีอีกฝ่าย เวลานั่งรถแท็กซี่กลับบ้านตอนดึกๆ แล้วคนขับเปิดฟังวิทยุ ผมฟังแล้วก็หนาวครับ คนจัดรายการยกสารพัดเหตุผล มายุยงปลุกปั่นคนฟังกันสุดลิ่มทิ่มประตู เหมือนกับตอนที่ผมไปฟังสนธิ ลิ้มทองกุล พูดบนเวทีเมืองไทยสัญจรฯ นั่นก็ยกเหตุผลมายุยงปลุกปั่นพอๆ กัน ผมเลยเชื่อว่าคนสองฝ่ายนี้ ยังไงๆ ก็จะต้องมาถึงจุดที่ตีกันและฆ่ากันอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางที่จะมาพูดจากันด้วยเหตุผลกันอีกแล้ว จริงๆ ก็พูดจากันด้วยเหตุผลมาตลอด แต่เป็นเหตุผลของฝ่ายตัวเองฝ่ายเดียวไง
ท้ายที่สุดแล้ว The Bad Sleep Well ครับ เหมือนชื่อหนังของอากิระ คุโรซาว่า ไงหล่ะ คือไงๆ คนชั่วก็ลอยนวลหลับสบาย ผมว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ทักษิณก็ยังคงร่ำรวยล้นฟ้าต่อไป ไม่มีใครทำอะไรเขาได้หรอก ทางฝ่ายสนธิเหรอ ถ้าตอนนั้นการเมืองย้ายขั้วอำนาจไป เขาก็อาจจะได้สิทธิใช้คลื่นวิทยุหรือโทรทัศน์อะไรที่มันอยากได้ ดุสิตกับสมัครก็ร่ำรวยไปจากการจัดรายการวิทยุไป โดยได้ค่าสปอนเซอร์มากมายจากเครือชินวัตรและซีพี สุริยะใสก็ได้เป็นเอ็นจีโอด้านการเมืองที่มีชื่อเสียง อีกสักพักคงลงเลือกตั้งส.ส. หรือส.ว. จำลองก็คงได้บรรลุธรรมขั้นสูง แล้วก็พาพวกสันติอโศกขึ้นสวรรค์กันไปหมด แล้วก็เหลือแต่คนดีๆ อย่างเราๆ นี่แหละ ประชาชนตาดำๆ ขับแท็กซี่บ้าง ปลูกข้าวบ้าง เป็นมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ บ้าง ที่ต่างก็รักการใช้เหตุผลกันเหลือเกินเนี่ยะ ปากก็พร่ำแต่เหตุผล หลับหูหลับตาก็เหตุผล แล้วมานั่งม็อบอดหลับอดนอนกัน อีกฝ่ายก็ยกพวกกันนั่งรถอีแต๋นมา แล้วก็มาตีกันตายกลางเมือง ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ตายไปแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์โภคผลอะไรต่อตัวเองเลย หรือถ้ารอดตายมาได้ ชีวิตก็ยากจนทุกข์ทนกันต่อไป กับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่โง่เขลา ไร้สาระเหมือนเดิม มาถึงตอนนี้มีใครยังสนใจประชาชนที่ถูกฆ่าตายไปเมื่อปี 2516 2519 และ 2535 ได้บ้างหล่ะ โง่สิ้นดี
...
