...
ปกของ Cyber Being เล่ม 2 ที่ทางซีเอ็ดฯ ส่งมาให้ดู ผมว่าปกเล่มแรกสวยกว่า เล่มสองนี่เหมือนเขารีบทำ รีบออก สุดท้ายก็เลือกอันที่สอง หนังสือวางตลาดเมื่อเดือนตุลาคม 2543 พอดีกับช่วงงานสัปดาห์หนังสือปลายปี 




...
Sunday, December 30, 2007
Cyber Being 2
Saturday, December 29, 2007
Cyber Being ผมคือไซเบอร์
...
ช่วงวันเทศกาลปีใหม่ของปี 2543 หนังสือ ผมคือไซเบอร์ ออกวางตลาดเป็นครั้งแรก เมื่อตอนบ่ายวันนี้ ก่อนจะเข้าสู่วันปีใหม่ของปี 2551 ระหว่างที่ผมนั่งค้นรูปเก่าๆ ที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์ แล้วก็เจอรูปพวกนี้ เลยก็อปเอามาให้ดูกันเพื่อรำลึกความหลัง 8 ปีพอดีเป๊ะๆ นี่คือไฟล์ปกที่สำนักพิมพ์ซีเอ็ดฯ ทำแล้วส่งมาให้ดู สรุปคือเลือกอันสุดท้าย 



...
Tuesday, August 28, 2007
ออกแบบปกหนังสืออีกแล้ว
...
วันนี้นั่งรื้อเอกสารเก่าๆ ในลังที่ใช้เก็บข้าวของส่วนตัวกลับมาจากออฟฟิศ หลังจากลาออกจากงานมาแล้วเกือบสามเดือน นี่เพิ่งเป็นวันแรกที่เปิดลังนั้นออกมาดู เจอของมีค่าในความทรงจำมากมาย หนึ่งในนั้นคือสมุดบันทึกเล่มเก่า ที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อปี 2545 เพื่อเอาไว้จดโน่นนี่เล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การนัดหมายงาน ลิสต์สิ่งที่ต้องทำประจำวัน เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของแหล่งข่าว ไปจนถึงการจดบันทึกความคิดคร่าวๆ ของบทความที่จะเขียนลงคอลัมน์ คำถามเตรียมสัมภาษณ์ และโครงร่างของสารคดีหลายชิ้น เปิดไปจนหน้าท้ายๆ ซึ่งเป็นการเขียนบันทึกสิ่งต่างๆ ในช่วงปี 2546 ก็เจอเจ้านี่เข้า

ภาพที่เห็นนี้คือสเก็ตซ์ภาพปก และความคิดเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์หนังสือในขั้นแรกสุด ตั้งแต่ตอนที่ผมยังคิดให้มันเป็น Cyber Being 3 อยู่ ใช้คำโปรยเป็นภาษาอังกฤษ ว่า "20 selected articles from GM Magazine about technology and humanity" แล้วแบ่งเนื้อหาบทความออกเป็น 4 บท คือ Consumerism - Capitalism - Colonialim - Cognitivism ที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ว่าจะมากระทบต่อมนุษย์และสังคมในแง่ใดบ้าง คือ บริโภคนิยม ทุนนิยม จักรวรรดินิยมทางสื่อ การรับรู้และความคิด โดยเอาตัวอักษรชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือและของแต่ละบท มาเรียงกันแบบเกม Scrabble กลายเป็นภาพอย่างที่เห็นข้างบน ดูแล้วงงง ไม่เก็ต และรุ่มร่ามน่าดูเลย ก็มันเป็นร่างแรกจากความคิดน่ะครับ
Tuesday, April 10, 2007
Thursday, March 29, 2007
Sunday, November 12, 2006
ออกแบบปกหนังสือ (อีกแล้ว)
...
สุดสัปดาห์นี้ไม่ได้วาดภาพสีน้ำนะครับ แต่นั่งออกแบบปกหนังสือเล่นๆ เริ่มต้นด้วยการเอาดินสอวาดร่างๆ แล้วส่งไอเดียทั้งหมด ไปให้ติ๊ก-นิรนาม ฝ่ายศิลป์มือวางอันดับหนึ่ง ช่วยใช้โปรแกรมอีลาสเตรเตอร์ วาดมันออกมาจริงๆ พอทำออกมาแล้ว ก็ดูว่าเป็นปกหนังสือที่สวยกระจุ๋มกระจิ๋มดีเหมือนกัน แต่ผมยังรู้สึกว่ามันเชยๆ และยังขาดอะไรไปสักอย่าง ที่ทำให้ดูเท่ขึ้น นึกไม่ออกเหมือนกันว่าต้องเพิ่มอะไรเข้าไป
1. ภาพร่างด้วยดินสอ
2. ภาพสำเร็จจากโปรแกรมอีสาสเตรเตอร์ฝีมือติ๊กนิรนาม
3. ใส่รายละเอียดลงไปอีกนิด
4. ลองปรับสีดูเล่นๆ รู้สึกว่าสีเข้มน่าจะสวยกว่า
...
Tuesday, August 01, 2006
8 ปีผ่านไป
...
เอาอีกแล้ว ช่วงนี้ของปีทีไร มักจะว่างและไม่มีอะไรทำ จนต้องขวนขวายทำอะไรก๊อกแก๊กไปเรื่อยๆ ตอนนี้กำลังอยากจะนำหนังสือเล่มแรกในชีวิต กลับมาพิมพ์ซ้ำอีกรอบ ไม่รู้ว่ามันยังจะขายได้อีกหรือเปล่า มันจะเชยไปไหม ที่มาถึงยุคนี้สมัยนี้ แล้วจะพูดถึงมิตรภาพ ความรัก และชีวิตจิตใจ ของคนในโลกอินเตอร์เน็ต กันอยู่อีก สมัยนี้อะไรๆ ก็เก่าเร็ว ตกรุ่นเร็วเหลือเกิน เทียบกับเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ตอนผมเริ่มเขียนบทความเหล่านี้ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน มันเคยใหม่มาก และคนก็ชอบอ่านกันมาก มันเคยถูกนำมารวมเล่มขาย และขายดีพอสมควรทีเดียว เวลาผ่านไป 8 ปี ความคิดของคนใช้อินเตอร์เน็ต จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน และหนังสือเล่มนี้ยังให้คำตอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตออนไลน์ได้อยู่หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจเลย แค่ว่างๆ ก็ลองออกแบบปกเล่นๆ เอากล้องดิจิตอลมาถ่ายคีย์บอร์ดที่ใช้อยู่นี่แหละ ถ่ายให้เบลอๆ หลุดโฟกัส เอาไปใส่เท็กซ์ที่ใช้ฟอนต์ที่ชื่อว่า OCR A Extend สวยดีเหมือนกันแฮะ เป็นฟอนต์เดียวกับที่เคยอยู่บนหน้าปกเล่มเดิม สมัยที่พิมพ์ครั้งแรกเลย
...
เมียซามูไร
...
เพิ่งปิดต้นฉบับเสร็จหมดไปเมื่อเย็นวานครับ วันนี้เลยว่างไม่มีอะไรทำ น้องที่ออฟฟิศคนนึงกำลังอยากจะลงทุนเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ เป็นของตัวเอง และหากำลังมองต้นฉบับดีๆ มาพิมพ์สักเล่ม เธออยากเอาหนังสือเรื่องสั้น "เมียซามูไร" ที่แปลโดยอาจารย์ยศ สันตสมบัติ ที่เคยพิมพ์ขายมาแล้วเมื่อสิบปีก่อน กลับมาพิมพ์ใหม่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าติดต่อขอลิขสิทธิ์จากอาจารย์เขามาได้หรือยัง แต่รู้สึกว่ากำลังฟิตและตื่นเต้นกับงานนี้มาก ผมเลยอาสาออกแบบปกให้ซะเลย
1. เริ่มต้นจากการนึกๆ ว่าอะไรที่มันจะแทนภาพเมียซามูไรได้บ้าง เลยลองเซิร์ชหาภาพเกอิชาในเว็บ Google.com ดู เพราะคิดว่ามันคงเกี่ยวข้องกับผู้หญิงญี่ปุ่นมากที่สุด คัดเลือกเอาภาพที่มันแปลกตาหน่อย ไม่เอาภาพจากหนังที่เพิ่งลาโรงไปไม่นาน ภาพนี้ได้จากเว็บที่เขียนชื่อติดเป็นลายน้ำในรูปนั่นแหละ
2. เซฟรูปไว้ แล้วเอาไปให้น้องช่างภาพที่ออฟฟิศ ที่เขาใช้โฟโต้ช็อปเก่งๆ จัดการลบทุกสิ่งทุกอย่างในภาพออก ยกเว้นริมฝีปาก ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง และสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น รวมๆ เข้าด้วยกัน ดูเซ็กส์ซี่ด้วย ลึกลับด้วย แล้วปล่อยให้พื้นหลังเป็นสีขาวโพลน เหมือนกับสีผิวของเกอิชา ที่เขาประแป้งกันจนเหมือนเด็กผีจูออน
3. จัดการยัดเท็กซ์ลงไป นึกคำก็อปปี้อะไรยังไม่ออก ก็เขียนๆ ส่งๆ ไปครับ ด้วยสีแดงโทนเดียวกับสีริมฝีปากข้างบน ไม่รู้ว่าดูรวมๆ แล้วโอเคไหม ถือว่าสวยพอจะเป็นแบบปกหรือยัง และมันมีสุนทรียะ ความดี ความงาม อะไรในเชิงศิลปะหรือเปล่า พวกคุณว่าไง
...
Wednesday, July 26, 2006
ลำดับความคิดของหน้าปกหนังสือ (2)
...
เมื่อรู้สึกว่าภาพถ่ายไม่ค่อยเวิร์คเท่าไร คือมันทำให้หน้าปกหนังสือดูรกเกินไป มีรายละเอียดมากเกินไป ถ้าได้มีหน้าปกหนังสือแบบเรียบๆ ดูง่าย เข้าใจง่าย น่าจะดีกว่า ก็เลยมาถึงช่วงที่ 2 ของการออกแบบ เริ่มต้นจากการได้ไอเดียมาจากน้องจี้ วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์ สถาปนิกและนักเขียนรุ่นน้องที่ออฟฟิศ ว่าถ้าพูดถึงประเด็นเรื่องการเดินทางแบบเมืองๆ เราน่าจะทำหน้าปกเป็น route หรือเส้นทางอะไรสักอย่าง ผมก็เอากลับมาคิดต่อ หลังจากที่ค้นภาพแผนที่และ route สารพัดจากอินเตอร์เน็ต ก็ยังไม่ได้ภาพที่น่าสนใจ เลยคิดว่างั้นก็ออกแบบ route เองเลยดีกว่า
1. เริ่มต้นไอเดียนี้จากการหารูปตึกสูงในเมืองใหญ่ ที่ดูหนาแน่น และเรียงเป็นแถว
2. พริ้นต์รูปลงกระดาษ แล้วเอาไปส่องไฟกับโต๊ะส่องฟิล์มสไลด์ที่ออฟฟิศ เอาปากกาเคมีลากเส้นขอบตึก ให้เห็นเด่นชัดขึ้น แล้วใช้กล้องดิจิตอลถ่ายเก็บไว้ก่อน
3. ACDSee สู้ตาย เอาไฟล์ภาพมาใส่ในโปรแกรม ACDSee เจ้าเก่า ทำให้มันกลายเป็นลายเส้นเรียบๆ และลบรายละเอียดอื่นๆ ออกไปทั้งหมด ลากเส้นทับจากเส้นหมึกเคมีที่จางๆ ให้เข้มและเด่นชัดขึ้น เติมจุดดำลงในจุดเลี้ยวทุกจุด โปรดสังเกตว่าจุดเลี้ยว มี 25 จุด เท่ากับจำนวนตอนของบทความในหนังสือพอดี
4. มี 25 จุดก็เพื่อจะเอาภาพเดียวกันนี้ มาใช้ในการทำสารบัญนั่นเอง เพื่อเป็นการตอกย้ำรูป route ที่สะท้อนให้เห็นการเดินทางในเมือง ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์รวมของหนังสือนั่นเอง
5. ส่วนภาพหน้าปก ก็จัดการตั้งมันขึ้น และใส่ตัวอักษรชื่อเรื่องและคำโปรยเข้าไป จนเป็นหน้าปกที่ผมชอบและภูมิใจกับมันที่สุด มันเหมือนกับว่า เมื่อเราได้คิดงานศิลปะมาเรื่อยๆ จะปรากฏผลงานที่มีลักษณะเป็น abstract มากขึ้นเรื่อยๆ คือจากรูปถ่ายที่รกรุงรังต่างๆ มาเป็นการลากเส้นสีแดง บนกระดาษสีขาวเรียบๆ ที่สื่อความหมายได้ทุกอย่างครบถ้วน แต่ปกนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับหนังสือเล่มที่ออกจริงอีกนั่นแหละ ไม่เป็นไรครับ แค่อยากเอามาแชร์ให้ดูกัน
...
ลำดับความคิดของหน้าปกหนังสือ (1)
..
ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว ผมกำลังหมกมุ่นอยู่กับการออกแบบหน้าปกหนังสือพอคเก็ตบุคของตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่งานของผมหรอกนะ ผมส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์ เขาก็มีฝ่ายศิลปกรรมมาทำหน้าที่นี้ให้อยู่แล้ว แต่หนังสือหลายเล่มที่ผ่านมา มันออกมาแบบไม่ได้ดั่งใจเลย เนื่องจากว่างมากและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้มามาก ก็เลยนั่งทำปกหนังสือตัวเองไปเรื่อยๆ ด้วยการใช้ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลของตนเอง ตระเวนไปถ่ายสถานที่และสถานการณ์ต่างๆ แล้วนำมาปรับแต่งอย่างง่ายๆ ด้วยโปรแกรม ACDSee ธรรมดาเลย ไม่ได้ใช้โฟโต้ช็อปหรือเพจเมกเกอร์แต่อย่างใด และต่อไปนี้คือหน้าปกที่ได้เคยทำไว้ในตอนนั้น และไม่ได้นำมาใช้งานเลย
1. เอาภาพถ่ายบนทางเดิน Skywalk ที่เชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสยามและชิดลม มาใส่เทคนิคฟิลเตอร์อะไรก็ไม่รู้ มีให้ใช้ใน ACDSee มันออกมาเหมือนภาพลายเส้นที่เขียนโดยดินสอดำ ดูแปลกตาดี แต่ท่าทางจะไม่ดึงดูดสายตาเท่าไรนัก
2. ภาพถ่ายในอิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ตอนไปดูคอนเสิร์ต Rock Trilogy ของวงหินเหล็กไฟ ได้บัตรมาฟรีและไปดูกับน้องช่างภาพที่ออฟฟิศ ในขณะที่คนอื่นสนใจถ่ายแต่นักร้อง ผมยกกล้องเงยขึ้นไปถ่ายคนบนอัฒจันทน์ ที่เปิดประตูเข้ามา ทำให้แสงแดดสาดเข้ามาพอดี
3. ภาพปุ่มลิฟต์ของตึก Twin Tower ประเทศมาเลเซีย ที่ไปมาเมื่อช่วงปลายปี 2547 นำมาเพิ่มคอนทราสต์เข้าไป ทำให้ภาพดูเข้มข้น มีลักษณะลึกลับ แปลกตา
4. ภาพบันไดเลื่อนที่สถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์ ยกกล้องขึ้นถ่ายตอนกำลังยืนบนบันไดเลื่อนที่เคลื่อนที่ ทำให้ภาพไหวๆ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ จริงๆ ผมชอบหน้าปกนี้มากที่สุด มีคนบอกว่ามันเหมือนหนังสือพอคเก็ตบุคแนวท่องเที่ยวของสำนักพิมพ์วงกลม ไม่รู้เหมือนจริงเปล่า
***


