Sunday, October 29, 2006

What I've Learned

...

1. คนสมัยนี้สมาธิสั้นลง และไม่ค่อยทนให้ความสนใจกับอะไรได้นานๆ
2. ระบบความคิดของผู้คน เปลี่ยนไปเป็นแบบรวบรัด เร่งรีบ ตัดทอน ตัดแบ่งเป็นห้วงๆ สรุปๆ ให้ง่าย สั้น กระชับ
3. เห็นได้ชัด จากศิลปะแขนงต่างๆ ในสมัยนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวบรัด ตัดทอน ไร้ความสละสลวย ทั้งหนัง เพลง วรรณกรรม ฯลฯ
4. ในวงการวรรณกรรม แม้ผู้เขียน ตั้งใจจะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ที่ต้องร้อยเรียงความคิดอย่างดี ก็จะถูกอ่านแบบข้ามๆ โดยผู้อ่านอยู่ดี
5. ไม่น่าแปลกใจที่วรรณกรรมไทยดีๆ ค่อยๆ มีจำนวนน้อยลง แม้กระทั่งหนังสือรวมเรื่องสั้น ก็มีน้อยเหลือเกิน เทียบกับหนังสืออื่นๆ บนแผง
6. การเขียนแบบใหม่ คือการเขียนแบบสั้นๆ แบ่งเป็นห้วงๆ หรือเป็นข้อ ได้ถือกำเนิดขึ้น และมาทดแทนการเขียนแบบเก่า
7. ในยุคที่ไม่มีใครสนใจหรือตั้งใจจะอ่านอะไร ผู้เขียนเองก็รู้ดี ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งใจเขียนอะไร ให้ยาว ให้สละสลวย ให้เรียงร้อยความคิด
8. การเขียนแบบใหม่นี้ ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เริ่มแพร่หลายจากวงการนิตยสาร
9. เช่น 10 เมืองที่ต้องไปเที่ยวให้ได้ก่อนตาย, 59 คำที่ผู้หญิงพูดหลังถึงจุดสุดยอด, 7 เคล็ดลับกระชับสะโพกและพุงเผละๆ , 100 หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน, ฯลฯ
10. คนทำนิตยสาร ไม่กล้าเรียกร้องความตั้งใจจากคนอ่าน เขาจึงต้องเขียนอะไรสั้นๆ ง่ายๆ แบ่งเป็นข้อๆ รวบรัด สรุปจบ
11. แม้กระทั่งเรื่องบทเรียนชีวิตทั้งชีวิต ของมนุษย์สักคน ยังถูกสรุปแบบรวบรัด ตัดทอน ให้กลายข้อๆ สั้นๆ ความยาวเนื้อหาทั้งหมดเพียง 2 หน้ากระดาษได้
12. การตัดแบ่งเป็นการเขียนออกเป็นห้วงๆ หรือข้อๆ ได้ทำลายรายละเอียด ความซับซ้อน ความต่อเนื่อง ของสาระที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ
13. คงเหลืออยู่แต่สาระที่ขาดวิ่นเป็นห้วงๆ
14. เปรียบได้กับระบบจำนวนในวิชาคณิตศาสตร์ ระบบจำนวนจริง (Real Number) สามารถครอบคลุมแนวความคิดเกี่ยวกับจำนวน และจำนวนตัวเลขชนิดต่างๆ ได้ทั้งหมด ทั้งตรรกยะ อตรรกยะ จำนวนนับ เศษส่วน ศูนย์ ติดลบ ฯลฯ
15. จำนวนนับ (Count Number) เป็นเพียงแค่ซับเซต (Sub-set) ที่เล็กนิดเดียว ในระบบจำนวนจริงที่กว้างใหญ่ จำนวนนับไม่สามารถแทนแนวความคิดเกี่ยวกับจำนวนได้ทั้งหมด
16. การเขียนเรื่องราวชีวิตของคน แบบเป็นข้อๆ ก็คือการตัดแบ่งเรื่องราวชีวิตเขาออกเป็นห้วงๆ เหมือนกับตัวเลขจำนวนนับ
17. บางคนเชื่อว่าการเขียนเรื่องราวชีวิตแบบเป็นห้วงๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงการตกผลึกของชีวิต
18. ผมว่าจริงๆ แล้ว มันแสดงให้เห็นว่าคนเราสมาธิสั้นลง และไม่ค่อยทนให้ความสนใจกับอะไรได้นานๆ มากกว่า
19. ทั้ง 18 ข้อข้างบนนั่น คือ What I've Learned สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานเขียน

...

7 comments:

buiberry said...
This comment has been removed by a blog administrator.
buiberry said...

1. บางทีเพราะสังคมเราเต็มไปด้วย "จังหวะ" ที่คอยเด้งออกมาทำลายการมีสมาธิของคนเราอยู่ตลอดเวลา

2. ยกตัวอย่างได้อย่าง การได้รับความนิยมของรายการ ประเภทคุยข่าว ที่มาอ่านหนังสือพิมพ์โชว์

3. ค่ายเพลงใหญ่ปัจจุบัน มีเพลงในสต๊อกเป็นร้อยๆ เพลง รอวันได้นักร้องใหม่มาร้อง แล้วเข้าสู่สายพานการผลิต เพื่อประกอบเป็นอัลบั้มหนึ่ง เพื่อออกโปรโมท ยิงสปอต เชิญสื่อฯ ไปงานแถลงข่าว หรือทำริงโทนให้แฟนๆ โหลดกัน

4.คนสมัยนี้ไม่อ่านอะไรยาวๆ แล้วและไม่มีกะใจเยื้อใยที่จะอ่านงานของนักเขียนที่ไม่ดัง นักเขียนส่วนหนึ่งจึงพยายามทำตัวเป็น Somebody ยกตัวอย่างเช่น ... ไม่ดีกว่า

5.ตอบเหมือนข้อ 4

6.ถูก..!!! สังเกตได้จากนิตยสารตามแผงสิ ไม่มีเดือนไหนที่หน้าปกไม่มีตัวเลขเป็นข้อๆ อยู่บนนั้น เราได้เดินทางมาถึงยุคที่สังคมการอ่านสร้างรูปแบบการรับรู้แบบใหม่ๆ แล้ว น่าดีใจไหม ?

7. อย่า ! ได้เป็นเช่นนั้น ทุกสมัยเรายังต้องการ Neo

8.ตอบเหมือนข้อ 6

9. การสร้างประเด็นทำนองว่า Do it before Die มีนัยยะถึงการใช้ชีวิตที่เร่งรัดและสำเร็จรูปมากขึ้นเร่ือยๆ ประเภทรีบๆ บริโภค รีบๆ จ่ายมา หน้าจะขาว วงแขนจะขาวภายใน 4 ส้ปดาห์
Skin Lightening Society

10. คนทำนิตยสารก็กำลังอยู่ในสภาวะะ Do it before i Die (ทำมันก่อนฉันจะอดตายถ้าไม่ทำ) เพราะว่าชีวิตของคนทำงานนิตยสารกำลังถูกคุกคามจาก เ-็ดเวอร์ทอเรียล - สำนวนปราบดาหยุ่น http://typhoonkoon.blogspot.com/2006/09/blog-post_12.html

11. ผมรู้ว่าพี่กำลังหมายถึงอะไร

12. แน่นอนว่าคำว่า "between the line" ได้ล้มตายและกำลังจะหายสาปสูญไปแล้ว

13. เหลือแต่คำพาดหัว ชนิดตีหัวเข้าบ้าน ก่อนที่คนอ่านจะเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า มะอึงหลอกให้กะรูอ่านอะไรว่ะสาดดดดดดดดด ? haa ni

14. ตรรกะเดียวที่ผมรู้ตอนนี้ คือ เซลล์ + ลูกค้า + เอเยนซี่ เป็น 3 ตรรกะของนิตยสารไทยวันนี้

15. กลายเป็นว่าจำนวนหน้าโฆษณาที่มากขึ้น คือ สิ่งที่บอกว่านิตยสารเล่มนั้นมีผู้นิยมอ่านสูงสุด

16. ใครจะไปสน ?

17. ใครจะไปสน ? คนอ่านส่วนน้อยที่ต้องการการตกผลึก
เพราะคนอ่านส่วนใหญ่ เขาต้องการวิธีลดหน้าท้องภายใน 20 วัน หรือวิธีเตรียมตัวมีเซ็กซ์ใน 5 นาที

18. เข้าใจว่าสมาธิที่สั้นลง ทำให้คนเรามีอายุสั้นลงด้วย

19. ตอบเหมือนข้อ 16

19.1. อ่านไปปวดหัว (สอน)หาผัวหาเมียดีกว่า มีสื่อประเภทนี้ไหม ? - ขอผมเล่ม

ป.ล ที่ต้องลบ Comment แรกของตัวเองที่เขียนไป เมื่ออ่านทบทวนดูรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยนัก กลัวว่าจะเป็น Dooced เอาอันนี้รึกันนะพี่นะ

FILMSICK said...

ชอบๆ อ่านแล้วชอบ

นกฮูก said...

ย่อหน้าก็คงเหมือนการแบ่งเป็นข้อๆ เหมือนกันครับ

เดี๋ยวนี้ทำอะไรก็เป็นพื้นที่ขายไปหมด
ทุกอย่างก็แฝงโฆษณาหมด
ดีที่ภาพประกอบยังไม่ถูกคุกคาม ไม่งั้นคงต้องหาโลโก้ลูกค้า คงทุเรศลูกตาตัวเองไม่น้อย

Comment No. 8 said...

ฉันได้เรียนรู้ว่า ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative) ถูกนำมาใช้วัดข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative) ซะอย่างนั้น เช่น ผลสอบ TOEIC ได้ 570 ขึ้นไป ถือว่าภาษาอังกฤษดี ทั้งนี้เพื่อทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม

เพื่ออะไร???

นามธรรมก็คือนามธรรม รูปธรรมก็คือรูปธรรม

งานเขียนที่ดีเพียงงานเขียนเดียว (อย่างโซเฟียลา)ก็สามารถทำให้ประทับใจไปตลอดชีวิตได้ โดยไม่ต้องอ่านงานเขียนจำนวนมากๆ

Anonymous said...

การเขียนเป็นข้อๆ ช่วยให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย
คล้ายกับการสรุปจากเนื้อหาที่อาจจะมีแต่น้ำ เมื่ออ่านจบแล้ว ก็ต้องตีความ หรือสรุปอีกครั้ง

ดังนั้นการเขียนหรือสรุปเป็นข้อๆ มันช่วยร่นระยะเวลาในการทำความเข้าใจกับเนื้อหาได้ดีเหมือนกัน

รอชมภาพวาดสีน้ำ หรือสีเทียน ของคนขี้เหงาอยู่นะ

BiCKbOOn said...

ไม่เห็นด้วยทั้ง 100% แต่ส่วนใหญ่ก็จริ๊งจริงล่ะครับ

อย่าว่าแต่คนทั่วไป
คนที่ต้องอ่านเป็นอาชีพเดี๋ยวนี้ยังขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆ
และอย่าว่าแต่คนอ่าน
ผมว่าคนเขียนก็ขี้เกียจเขียนอะไรยาวๆ เหมือนกันนะ