Saturday, October 28, 2006

หนีเที่ยว

...

เพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวกับพวกเพื่อนสมัยมหา'ลัย พอพวกเรากินข้าวเย็นกันเสร็จ ที่สยามเซนเตอร์ เห็นว่ายังหัวค่ำอยู่ ก็เลยลากๆ กันไปโยนโบล์วกันต่อ บนสยามพาราก้อน โยนไปโยนมาได้บัตรแถมคาราโอเกะ 1 ชั่วโมง คราวนี้เลยต่อกันยาวเลย พอใกล้เวลาเที่ยงคืน เหมือนวิญญาณซินเดอเรลล่ามาเข้าสิงผม รู้สึกกระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข อยากจะกลับบ้านมาอัพบล้อกให้ทันทุกวัน ตามกิจวัตรที่เคยทำมาติดๆ กันสามเดือนกว่า ผมบอกเพื่อนว่า เฮ้ย! วันนี้กูจะอัพบล้อกไม่ทันแล้วเนี่ยะ! เพื่อนมันมองหน้าแบบสมเพชๆ แล้วตอบมาว่า ดีแล้ว! มึงจะได้รู้ว่า ชีวิตมีอะไรที่สำคัญกว่าการเขียนบล้อก มันตอบมาเข้าท่าดีเหมือนกัน วันนี้เป็นการออกตระเวนเที่ยวกลางคืนเป็นครั้งแรก ในรอบหลายๆ เดือนของผมเลยนะ เที่ยวกลางคืนในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการไปดูหนังรอบสื่อมวลชน แล้วต้องกลับบ้านดึกนะครับ แต่หมายถึงการไปยังสถานเริงรมย์อื่นๆ ที่ไม่คุ้นเคย อย่างเช่นโยนโบล์ว หรือคาราโอเกะ อะไรทำนองนี้แหละ สมาชิกกลุ่มเรามากันไม่ค่อยครบเท่าไร เพื่อนคนหนึ่ง เมียเขาเพิ่งคลอดลูกเมื่อสองอาทิตย์ก่อน วันนี้เลยต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกและดูแลเมีย เพื่อนอีกคนต้องกลับบ้านต่างจังหวัด สงสัยว่าต้องไปช่วยซ่อมแซมบ้านที่น้ำท่วม เรื่องราวเหล่านี้ อาจจะเป็นอะไรที่สำคัญกว่าการเขียนบล้อกก็ได้นะ ผมไม่แน่ใจ บรรยากาศอันแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจในโรงโบล์ว ที่สยามพาราก้อน ทำให้ผมตระหนักว่า วันๆ ผมอาจจะนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์มากเกินไปแล้ว รายชื่อเพลงคาราโอเกะที่เพื่อนๆ เลือกขึ้นมาร้องกันในวันนี้ ที่ส่วนใหญ่ผมร้องตามไม่ได้เลย ทำให้ผมตระหนักว่า ชีวิตประจำวันของผม ตามไม่ทันกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย และได้หลุดออกจากกระแสนี้ไปแล้วด้วย เพลงที่คุ้นหูและพอจะร้องตามได้บ้าง ก็ของไอซ์ศรันยู ที่ร้องว่า จั้ดจ้าดาด๊า ... จั๊ดจ้าดาด๊า ... วู้ว! อะไรนี่แหละ บางทีการได้เปิดหูเปิดตาแบบนี้เป็นครั้งคราว ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

...

5 comments:

merveillesxx said...

ได้โปรดภูมิใจครับพี่ พี่แนวกว่าผมอีก ผมยังไม่เคยโยนโบวล์ที่พารอนเลยคร้าบบบ (ได้ข่าวลูกมันสะท้อนแสงได้ หรืออะไรประมาณนี้ใช่มั้ยพี่ ต่อไปมันคงมีรุ่นทำเมียได้แล้วล่ะ)

ล่าสุด ผมก็เบี้ยวเลี้ยงกับเพื่อนๆ สมัย ม.ปลาย + เลี้ยงกับพวกชาว J-rock วัยดึก (??)เหมือนกัน เพราะติดเทศกาลหนังเวิลด์ฟิล์มเนี่ยแหละ มันก็ด่าผมว่า "ใช่ซี้ เห็นหนังสำคัญกว่ากรู"

โถ...ชีวิต film lover..

buiberry said...

อะไรที่มันมากไป น้อยไปมันก็ไม่สมดุลนะครับ
ผมเองก็พยายามใช้ชีวิตให้มันสมดุล

buiberry said...

เพิ่มเติมอีกหน่อยว่า

ตอนเรียนมหา'ลัย ผมมีโลกกลางคืนน้อยมาก

ตอนปี 1 ผมกับเพื่อนในกลุ่มคิดกันว่า เรื่องเที่ยวกลางคืนี่สนุกดีนะ พวกเราเคยไปกันตอนรับน้องใหม่ ตอนสอบเสร็จ
และคิดว่าน่าจะไปบ่อยๆ

พอสอบเสร็จเพื่อนหลายคนให้การเที่ยวกลางคืนเป็น "วาระ" ที่ต้องทำ วัยรุ่นจะใช้คำว่า "ไปปลดปล่อย"


ผมกับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ก็บอกกันว่า พวกเราเหนื่อยจากการทำงานส่งจารย์แล้ว ทาที่ดีควรจะนอนแล้วก็นอน ค่อยไปเที่ยวตอนขึ้นปี 2 ก็ได้ ที่เที่ยวไม่มีวันหายไปจากโลกใบนี้หรอก แต่บางคนก็แย่ง ว่าไม่เที่ยวตอนนี้แล้วจะเที่ยวตอนไหน ป่วยตอนนี้
ให้่รีบกินยา พารามีวันหมดอายุนะมึง (ดูมันดิ)

จากปี 1 ก็ขึ้นปี 2 จากปี 2 ก็ขึ้นปี 3 และจากปี 3 ก็ขึ้นปี 4
พวกเรากลุ่มเดิมก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเที่ยวกลางคืน ประเภทตกเย็นอาบน้ำตั้งใจแต่งตัวไปแด๊นซ ไปตื๊ดๆ แบบที่เพื่อนอีกกลุ่มไปกันเป็นวาระวันศุกร์แห่งชาติสีกที

เมื่อวันก่อนเจอเพื่อนกลุ่มเดิมออนไลน์พร้อมหน้าใน MSN
ก็ยังบ่นอุบกันบอกว่าพวกเรา 3- 4 คนในกลุ่ม Mang ! ขาดหายโลกกลางคืนของชีวิตมหาวิทยาลัยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ไม่รู้จะไปตามได้ที่ไหน

ใครคนหนึ่งแหละบอกว่า

"Gu บอกแล้วให้ตามไอ้เอไปก็ไม่เชื่อ"

ประโยคนี้ผมยังติดอยู่ในหัวผมอยู่เลย

"ถ้าย้อนกลับไปได้ จะเที่ยวให้กระจายเลยสาดดดดดด"

Anonymous said...

จากสวยนอกซอย
ดีใจปนอิจฉาที่คุณพี่มีวิธีจัดการกับ "คืนวันศุกร์" ได้แล้ว
สมัยเรียนมหาลัย เราไปเที่ยวกลางคืนไม่ถึงห้าครั้งได้ เพราะไม่ชอบเอาซะเลย มาคิด ๆ ดูเราว่าเราค่อนข้างเป็นคนชอบอยู่เงียบ ๆ นะ

พอมาทำงาน ได้ไปเที่ยวกลางคืนบ้างก็รู้สึกดีนะ แต่ไม่ชอบความรู้สึกที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วปวดหัวสาดดดดดดดดด เลยไม่ค่อยชอบไปจ้ะ

Anonymous said...

เกิดมาใน 'ชีวิตหนึ่ง'

การที่ได้คิด ได้ทำ ได้กิน ได้เที่ยว หรือได้ทำอะไรต่อมิอะไรที่หลากหลาย

ถือเป็นการใช้ 'ชีวิตหนึ่ง' อย่างคุ้มค่า...