Saturday, January 06, 2007

Blog Tag

...

ไม่ได้อัพบล้อกมา 2 อาทิตย์ ไม่รู้ว่าจะยังมีคนแวะเวียนเข้ามาอ่านกันอยู่หรือเปล่า วันนี้โดน Blog Tag มาจาก ยอดมนุษย์หญิง เลยถือเป็นโอกาสได้แวะเข้ามาปัดฝุ่น เก็บกวาดบล้อกนี้สักหน่อย

Blog Tag คืออะไรน่ะเหรอ? มันคือเกมโป้งแปะใน Blogosphere โดยบล้อกเกอร์คนหนึ่ง จะเขียนข้อความบรรยายตัวเอง ที่เป็นความลับ หรือเป็นเรื่องที่น้อยคนนักจะได้รู้มาก่อน 5 ข้อ ใส่ในบล้อกของตน แล้วระบุชื่อเพื่อนบล้อกเกอร์อีก 5 คน ให้เขียนแบบเดียวกันนี้ในบล้อกของแต่ละคน เมื่อ 5 คนนั้นเขียนเสร็จแล้ว ก็ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ เหมือนจดหมายลูกโซ่นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของเกมนี้ มาจาก The Jeff Pulver Blog ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปีที่แล้ว มาถึงตอนนี้มันแพร่ลามไปทั่ว Blogosphere แล้ว และบล้อกเกอร์ชาวไทยก็เริ่ม Blog Tag ถึงกันเยอะขึ้นทุกที เกมนี้น่าสนุกดี มันทำให้เราชาวบล้อกเกอร์ได้รู้สึกถึงการสัมผัสกัน และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของกันและกันแบบใกล้ชิดขึ้น

ข้อความ 5 ข้อของผมประกอบด้วย

1. ผมเริ่มคิดอยากเป็นนักเขียน ก็เพราะตอนเด็กๆ พี่ชายซื้อของขวัญวันปีใหม่ให้ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น "ซอยเดียวกัน" ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่เพิ่งได้รางวัลซีไรต์ในปีนั้น ผมอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือว่าเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ในชีวิตที่อ่านจบเล่ม และคิดตั้งแต่นั้น ว่าถ้าสักวันมีพอคเกตบุคเป็นของตัวเองแบบนี้ คง cool ไม่เลว

2. หนังที่ผมดูแล้วร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ตอนที่เดินออกจากโรงมา เท่าที่นึกได้ในแว้บแรก ประกอบด้วย
- Ikiru (http://us.imdb.com/title/tt0044741/) หนังญี่ปุ่นเก่าๆ ขาวดำ ของอากิระ คุโรซาว่า เกี่ยวกับชายแก่ที่รู้ตัวว่าใกล้ตายด้วยโรคร้าย เขาจึงใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในการรีบทำประโยชน์ต่อชุมชน (เรื่องนี้ไปดูที่เอยูเอ)
- The Eighth Day (http://us.imdb.com/title/tt0116581/) หนังฝรั่งเศส เกี่ยวกับเด็กชายปัญญาอ่อน หนีออกจากสถานรับเลี้ยงเพื่อตามหาแม่ เขาเดินทางไปกับชายหนุ่มที่พบกันโดยบังเอิญ แล้วทั้งคู่ก็ให้บทเรียนชีวิตแก่กันและกัน
- Closer (http://us.imdb.com/title/tt0376541/) หนังที่ตีแผ่ความหมายของคำว่า "รัก" และความดำฤษณาของจิตใจมนุษย์ ออกมาอย่างหมดเปลือก คนเรานี่ก็แปลก เรามักจะตกหลุมรักคนที่เราไม่รู้จัก

3. เพื่อนหลายคนชอบหาว่าผมเป็นเกย์ อาจจะเพราะผมตัวขาวๆ ซีดๆ บุคลิกภายนอกดูเรียบร้อย จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีพลังขับ เป็นคนเซื่องๆ ไม่ค่อยกระตือรือร้นทำอะไร วันๆ นั่งอยู่หน้าจอคอมพ์ ตกเย็นก็กลับบ้าน เสาร์อาทิตย์นอนดูดีวีดี ไม่แม้กระทั่งจะไปเที่ยวไหน เพราะขี้เกียจ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าผมมีอาการของโรคซึมเศร้า คงจริงอย่างที่เขาว่า แต่ผมโอเคกับกิจวัตรแบบนี้ เพราะมันทำให้สามารถทำโน่นทำนี่ได้คนเดียวอย่างปลอดโปร่ง และตอนนี้ผมค้นพบแล้ว ว่ากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุขมากที่สุด คือการนอนมองเพดานอยู่กับบ้าน ตอนบ่ายๆ วันอาทิตย์

4. สำหรับข้อนี้ ถือเป็นสถิติที่ผมภูมิใจมาก ว่าตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี และทำงานมานานรวมประมาณ 10 ปี ให้กับบริษัท 3 แห่ง ประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ บริษัททำเว็บไซต์ และนิตยสาร ผมไม่เคยลาหยุด ลาป่วย ลาพักร้อนเลยสักวันเดียว มันไม่มีเหตุผลต้องลา เพราะ 1. แทบจะไม่เคยป่วยหนักเลย และไม่เห็นมีธุระอะไรสำคัญตรงกับวันทำงานซักที 2. ไม่คิดจะลาพักร้อนไปเที่ยวไหน และปกติก็ไม่ค่อยอยากไปเที่ยวไหนในวันหยุดยาวอยู่แล้ว และ 3. ผมชอบไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศ เพราะอย่างน้อยก็มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตใช้ฟรี มีแอร์เย็นๆ มีเพื่อนคุย ถึงแม้งานแต่ละแห่งที่ทำ ค่อนข้างอิสระ จะเข้าออฟฟิศหรือไม่เข้าก็ได้ เข้ากี่โมงออกกี่โมงก็ได้ ขอให้มีงานส่งตรงต่อเวลาก็พอ

5. เมื่อวานตอนเย็น นั่งคุยกับเพื่อนคนหนึ่งเรื่องการเขียนบล้อก ก็เล่าๆ ให้เขาฟังว่าตลอด 5-6 เดือนที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่องโน้นเรื่องนี้สนุกนะ ให้เขาลองเข้ามาอ่านดูบ้าง เขาฟังๆ แล้วก็ถามว่า ไม่เห็นเขียนเรื่องความรักเลยนี่นา เออ! จริงด้วยแฮะ ความรักเป็นช่องโหว่ เป็นจุดอ่อน เป็นเรื่องราวที่ผมไม่สามารถคิดและเขียนมันออกมา เพื่อแชร์กับคนอ่าน หรือเพื่อสั่งสอนใครๆ ได้


เอาล่ะ! คราวนี้ถึงตาผมจะ Blog Tag เพื่อนๆ ละ
Tag : simpletern , pong2516 , wichiter , blackforests , blackcomedy

...

6 comments:

grappa said...

โดน Tag มา 2 รายแล้ว พรุ่งนี้คงต้องอัพบล็อก Tag
เสียที

IKIRU ( TO LIVE ) เป็นหนังในดวงใจของตัวเอง ดูไปสองรอบ ที่เอยูเอทั้งสองรอบ ร้องไห้มากมายทั้งสองรอบ รอบแรกร้องไห้ เพราะตัวหนังล้วนๆ
รอบสอง ร้องไห้ เพราะบริบท เพื่อนที่เคยดูด้วยกันรอบแรก เสียชีวิตไปแล้วน่ะ ( สงกรานต์ปีหนึ่ง เพื่อนเสียชีวิตพร้อมกัน 5 คนด้วยอุบัติเหตุทางรถ จำได้ว่าตอนออกจากโรงรอบสอง ร้องไห้หน้าโรงอยู่ตั้งนาน จนเพื่อนที่ไปด้วย งงไปหมด อายคนที่เดินผ่านจะแย่ )

IKIRU เป็นหนังขาวดำ ที่สวยจัด ดีจัด ( ประเด็นของเรื่อง) วาตานาเบ้ พระเอกของเรื่องก็เป็นข้าราชการที่ไม่เคยลางานเหมือนกันนะ ยังจำฉากจบได้ ที่วาตานาเบ้ นั่งไกวชิงช้าอย่างช้าๆ ร้องเพลงภาษาญี่ปุ่น ท่ามกลางหิมะที่ค่อยๆโปรยปรายลงมา บนที่ดินที่ควรจะเป็นสวนสนุกผืนนั้น เพลงที่เขาร้องมีความหมายอย่างนี้น่ะ

Life is so short
Fall in love, dear maiden
While your lips are still red
And before you are cold
For there will be no tomorrow.

บล็อกนี้ทำให้นึกออกบ้างนะเนี่ยะ ว่าจะเล่าเรื่องตัวเองอย่างไรดี ตั้ง 5 ข้อแน่ะ

yodmanud^ying said...

คราวหน้าอัพบล้อกเรื่องความรักมั่งนะ :)

celinejulie said...

ดีใจจังที่คุณกลับมาเขียนบล็อกอีก

ได้ดู IKIRU ที่เอยูเอเหมือนกันเลย ตอนนั้นมีเทศกาลหนัง AKIRA KUROSAWA มาฉาย เดาว่าพวกเราคงได้ดูในเทศกาลเดียวกันเมื่อราวๆ 10 ปีก่อน

blue said...

ผมก็ได้ดู Ikiru ที่ เอยูเอ เหมือนกันครับ จำได้ว่าไม่ได้ร้องไห้กับหนังเลย แต่เหมือนโดนทุบหัวหนักๆ จนถึงทุกวันนี้ Ikiru ยังเป็นหนึ่งในห้าอันดับหนังที่ชอบมากที่สุดตลอดกาลของตนเอง

น่าแปลกใจดีที่แค่เฉพาะบลอกนี้ มีคนได้ดูหนังเรื่องที่เอยูเอ พร้อมผมแล้วถึง ๓ คน

Bickboon said...

ของผมก่อนจะเจอ 'ซอยเดียวกัน' ผมเจอ 'จดหมายถึงเพื่อน' ก่อนครับ
ของนักเขียนคนเดียวกันนี่แหละ
ผมก็อ่านแล้วอ่านอีกเหมือนกัน
ทำให้มีความคิดฝันว่า สักวันต้องไปอเมริกา
แล้วเก่งภาษาอังกฤษให้ได้เลย

"จะเข้าออฟฟิศหรือไม่เข้าก็ได้ เข้ากี่โมงออกกี่โมงก็ได้
ขอให้มีงานส่งตรงต่อเวลาก็พอ...."
ดีจัง อยากเจอยังงี้มั่งอะครับ

คุณ TAOL ไปหาประสบการณ์เรื่องรักมาเขียนเร็วเข้าครับ
ผมจะรออ่าน {^ ^}_v

Anonymous said...

โอว เพิ่งเห็นค่ะ :)
ฮ่าๆๆ แค่คิดก็มันส์แล้ว

เคยเห็น blog tag ทำนองนี้ใน blog ของเพื่อนแปลกหน้าชาวมาเลย์และสิงคโปร์ที่เราเข้าไปเป็น stalker ตามอ่านบล็อกของเค้าเป็นประจำ ซึ่งมันจะมีหลากหลายหัวข้อการ tag มากๆๆๆ น่าสนุกดี แต่เห็นมานานแล้วนะ จนงงว่า ตา jeff นี่เค้าเพิ่งมาคิดค้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาปีที่แล้วเองหรอคะ?

ยังไงก็ตาม ได้โดน tag กับเค้าบ้างก็ดีใจนะเนี่ย ขอบคุณพี่อ๋องที่ทำให้ฝันเป็นจริง (เว่อแระ)