Sunday, February 25, 2007

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือความกลัวในใจของเราเอง

...

อย่าเพิ่งบ่นเลยนะ ว่าผมเขียนถึงรายการอัจฉริยะข้ามคืนอีกแล้วเหรอ? เพราะคราวนี้ผมไปออกรายการมาเองเลย จากการแนะนำไปของเพื่อนที่เคยออกรายการนี้มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน คราวนี้เขาไปถ่ายทำกันที่ สวทช. ตรงข้างๆ ธรรมศาสตร์รังสิต เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา คาดว่ารายการตอนนี้คงจะออกอากาศประมาณกลางเดือนมีนาคม แต่พวกคุณไม่ต้องช่วยผมลุ้นผลการแข่งขันหรอกนะ เพราะเขาแข่งกันเสร็จไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็คงทำได้แค่ มาช่วยกันลุ้นว่าภาพที่เขาเลือกตัดต่อออกมาฉาย ผมกับเพื่อนร่วมทีมคงจะพอดูได้ ไม่ดูงี่เง่ามากนัก เพราะผมเองก็ไม่เคยออกรายการทีวีในลักษณะนี้มาก่อน และไม่รู้ตัวเหมือนกัน ว่าเวลาเจอสถานการณ์เครียดๆ แบบนี้ ตนเองจะดูเป็นคนยังไง เกมในรายการนี้จะว่าง่ายก็ง่าย หรือจะว่ายากมันก็ยาก เมื่อก่อนเวลานอนตีพุงดูรายการอยู่กับบ้าน ก็รู้สึกว่ามันสนุก ท้าทาย มีหลายเกมที่ดูแล้วรู้สึกว่าเราเองก็น่าจะทำได้ หรือทำได้ดีกว่าพวกแชมป์ประจำสัปดาห์เหล่านั้นด้วยซ้ำ แต่พอได้ไปออกในรายการจริงๆ มันไม่สนุก เหมือนกับตอนนอนตีพุงดูผ่านทีวีเลย

ผมได้รับโทรศัพท์จากทีมงานของรายการในตอนบ่ายวันอังคารที่แล้ว เขาสัมภาษณ์ผมอยู่นาน ถามประวัติ ความสามารถโน่นนี่ และดูลักษณะการพูดจาอีกนิดหน่อย แล้วก็ถามตอนท้ายว่าพร้อมไหม ถ้าจะได้ไปออกรายการ ผมก็อ้ำๆ อึ้งๆ นิดหนึ่ง ใจหนึ่งก็อยากไปเพราะอยากได้เงินรางวัล หรือถ้าไม่ชนะ อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ออกทีวีก็ยังดี แต่อีกใจหนึ่งก็เกิดกลัวขึ้นมากระทันหัน ว่าถ้าไปออกแล้วตกรอบหรือไปทำอะไรโง่ๆ ออกทีวีจะทำอย่างไร คงต้องขายหน้าคนทั้งเมือง ผมเลยบอกเขาไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ว่าถ้ามีแคนดิเดทผู้สมัครคนอื่นน่าสนใจกว่า ก็แล้วแต่เขาจะตัดสินใจ ผมเองยังไงก็ได้ เพราะในเวลานั้น ระดับความอยากกับระดับความกลัวในใจ มันเท่ากันเป๊ะๆ หลังจากวางหูโทรศัพท์ไป เรื่องการไปออกรายการนี้ก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา จนแทบจะไม่เป็นอันทำอะไร เย็นวันนั้นต้องไปงานเลี้ยงส่งเพื่อนที่ออฟฟิศที่จะลาออก ก็ยังคงมีความรู้สึกเครียดๆ ไม่ค่อยสบายใจยังไงไม่รู้

แล้วปรากฏว่าตอนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ทีมงานก็โทรมาบอกว่ายินดีด้วย ผมจะได้ไปออกรายการในวันพฤหัสนี้เลย ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แค่ขอให้ใส่เสื้อสีพื้นเรียบๆ ไม่มีลายไม่มียี่ห้อแปะ และขอให้เตรียมนอนไปเยอะๆ ก็พอแล้ว ผมตอบรับแบบงงๆ แล้ววางสายโทรศัพท์ไป พร้อมกับความรู้สึกกลัวพุ่งพรวดเข้ามาในใจ ตอนนี้ระดับความกลัวมันพุ่งสูงขึ้นมากกว่าความอยากไปเสียแล้ว แต่การจะโทรกลับไปบอกปฏิเสธในตอนนี้ คงไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดนักหรอก ผมรู้ดี ว่าเรื่องมันดำเนินมาถึงจุดที่เราถอยหลังกลับไปไม่ได้แล้ว และเรื่องบางเรื่อง ถึงแม้เราไม่อยากกระทำ แต่เราก็มิอาจไม่กระทำ สรุปว่าตลอดทั้งวันพุธที่เหลือ ผมแทบไม่มีสมาธิทำอะไรอย่างอื่นเลย ในหัวมีแต่เรื่องความกลัวการไปออกรายการทีวี ภายนอกผมพยายามทำตัวให้นิ่งสงบที่สุด แต่ภายในนั้นกลับใช้พลังหมดไปกับการจัดการความรู้สึกกลัวในใจตัวเอง ผมเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกใคร ไม่บอกน้องๆ เพื่อนๆ ที่ออฟฟิศสักคน และตอนเย็นก็พยายามเก็บกวาดงานในออฟฟิศเท่าที่จะทำได้ พอกลับถึงบ้าน ก็เปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลโน่นนี่ใส่หัวไว้ให้มากที่สุด แล้วก็พยายามข่มตาให้หลับ

จะบอกให้ว่า ช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดของงานนี้ คือช่วงเช้าของวันพฤหัสฯ นี่แหละ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วก็พยายามจะข่มตานอนต่อให้ได้อีกสักตื่น แต่ก็หลับไม่ลงอีกเลย เพราะอะดรีนาลีนกำลังวิ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด ยิ่งพยายามข่มตาหลับก็กลับยิ่งตื่นเต้น ผมเลยจัดการเก็บข้าวของใส่กระเป๋า มีชุดเสื้อผ้านิดหน่อย สมุดดินสอ แล้วเปิดเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อหาอะไรอ่านไปเรื่อยๆ รอเวลาเดินทางออกจากบ้าน ผมนึกย้อนไปถึงสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียน ม.ปลาย และในเช้าของวันที่จะออกไปสอบเอนทรานส์ บรรยากาศช่างเหมือนกันกับวันนี้มากๆ ผมคิดว่าผมได้กลิ่นของอากาศในวันสอบเอนทรานส์ หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ผิดกันแต่ว่าในครั้งนั้นผมเตรียมตัวพร้อม และจิตใจของผมสมัยนั้น ยังเป็นแบบเด็กๆ ที่สดใส ไม่มีตะกอนขุ่นมัว และความหวาดกลัวแบบในวันนี้ พอถึงเวลา ผมไปอาบน้ำ แต่งตัว และเดินออกจากบ้าน บอกแม่ว่าจะไปนอนค้างต่างจังหวัดคืนหนึ่ง แม่ก็ถามๆ ว่าไปจังหวัดไหน ไปทำอะไร เขาคงเห็นวี่แววความกลัวอะไรบางอย่างจากสีหน้าของผม ผมไม่ได้บอกอะไรไปมากกว่านั้น แล้วก็ขึ้นแท็กซี่ บึ่งไปยัง สวทช. รังสิตในทันที

ระหว่างตอนกำลังอยู่บนรถแท็กซี่ หัวใจของผมเต้นไม่เป็นส่ำ เริ่มคิดในใจว่าไม่น่ารับปากเขามาเล่นเกมนี้ในวันนี้เลย ผมนึกไปถึงคำพูดของภิกษุณีรูปหนึ่ง ที่ผมเพิ่งไปสัมภาษณ์มาเมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ท่านชื่อว่า ภิกษุณี นิรามิสา เป็นพุทธแบบนิกายมหายาน ตามแนวของติช นัท ฮันห์ ท่านพูดให้สัมภาษณ์ ว่าความทุกข์ของคนเรา ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากการที่จิตใจไม่ยอมอยู่นิ่ง และไม่ตระหนักอยู่กับปัจจุบันขณะ ถึงแม้เราจะนั่งอยู่นิ่งๆ แต่ในใจเรามักจะคิดไปโน่นนี่เรื่อยเปื่อย บ้างก็ย้อนคิดถึงเรื่องราวในอดีต บ้างก็คาดการณ์ไปถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะทำให้คนเรามองไม่เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว ชีวิตคือความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะ เหตุการณ์ในคราวนี้ทำให้ผมคิดว่าคำสอนของท่านนี่โคตรจะจริงเลยนะ ถ้าเราฝึกปฏิบัติสมาธิ ดึงจิตใจให้กลับมาจดจ่อกับลมหายใจ เราจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว เรากำลังอยู่กับปัจจุบันขณะตลอดเวลา ซึ่งมันไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว หรือต้องเป็นทุกข์ร้อนเลยสักหน่อย สิ่งที่ผมกำลังกลัวอยู่ คือความรู้สึกกลัวในใจของตัวเอง และสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ คือความกลัวนั้นเอง คิดดูแล้วมันยอกย้อนและตลกดีเหมือนกัน

ผมไปถึง สวทช. ตั้งแต่ตอนเที่ยง ก่อนเวลานัดตั้งชั่วโมงนึง ทีมงานรีบออกมาจัดแจงต้อนรับหาข้าวปลามาให้กินอย่างดี แล้วก็ให้ไปนั่งพักผ่อน เพื่อรอทีมงานเตรียมการให้พร้อม และรอผู้แข่งขันคนอื่นๆ ที่กำลังทะยอยกันมา เมื่อพอมีเวลาว่าง และได้นั่งอยู่กับตัวเอง ไม่มีอะไรทำ ไม่มีใครมายุ่งด้วย ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่น และไม่มีที่ไหนให้ไป ผมเลยลองพิจารณาจิตใจตัวเอง แล้วก็พบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับความกลัวในใจ ตลอด 2 วันที่ผ่านมา เท่าที่เล่าๆ มานี่ ยังไม่มีใครมาทำอะไรผมเลยสักนิด และการแข่งขันเกมยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเลยด้วยซ้ำ แต่ผมกลับ "รู้สึกกลัวความรู้สึกกลัว" มันฟังดูเป็นเรื่องงี่เง่าไร้สาระใช่ไหม? แต่มนุษย์บางคนก็ไร้สาระแบบนี้แหละ บางทีคุณเองก็อาจจะเป็นเหมือนผมก็ได้ คือยิ่งพยายามทำใจจัดการความรู้สึกกลัว ความกลัวยิ่งผุดงอกออกมามากขึ้น เหมือนกับเขื่อนที่มีรอยแตกร้าวและรูรั่ว พออุดรูหนึ่ง น้ำก็พุ่งทะลักออกจากอีกรูหนึ่ง แล้วพออุดได้ครบหมดทุกรูแล้ว ปรากฏว่าเขื่อนทั้งเขื่อนพังถล่มลงมา

ครั้งนี้เป็นการเดินทางออกจาก Comfort Zone ครั้งที่ไกลที่สุดในชีวิต ในรอบหลายปีที่ผ่านมา คุณก็รู้นี่นา ว่าผมเหมือนเป็นพวก Social Phobia ตามปกติแล้วผมก็ไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ออนไลน์ MSN แล้วก็เข้านอน วันเสาร์อาทิตย์ก็อยู่บ้าน นอนดูดีวีดี เขียนบล็อกบ้าง วาดรูปสีน้ำบ้าง ทำบราวนี่บ้าง ฯลฯ กิจวัตรทั้งหมดนี้ผมสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากทุกอย่างรอบตัว และทำให้กราฟหัวใจเต้นขึ้นลงแบบราบเรียบที่สุด ผมรู้ตัวเองว่าผมกลัวอะไร และผมพยายามสู้กับความกลัวนั้น ด้วยการหลีกเลี่ยงมัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผลนะ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ผล เพราะไม่มีใครที่สามารถจะอยู่แต่ใน Comfort Zone ของตนเองไปได้ตลอดชีวิตหรอก ชีวิตก็เหมือนกับน้ำที่พยายามทะลักออกจากเขื่อน มันจะพยายามหารอยร้าวหรือรูรั่ว และดิ้นรนออกมาจาก Comfort Zone นั้น เพื่อให้บทเรียนแก่เจ้าของมัน ซึ่งในคราวนี้ มันให้บทเรียนผมว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือความกลัวในใจของเราเอง

หลังจากที่แข่งเกมนี้เสร็จแล้ว ระหว่างที่กำลังนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านตอนประมาณตีสามของเช้าวันศุกร์ บรรยากาศตอนนั้นทำให้ผมนึกถึงตอนที่กำลังนั่งรถกลับจากการไปส่งเล่มวิทยานิพนธ์ปริญญาโท มันเป็นบรรยากาศของความรู้สึกโล่งใจ ว่าชีวิตได้ข้ามผ่านอะไรบางอย่างที่เรากลัวหรือกังวลกับมันมานานแสนนาน และไม่คิดว่าเราจะไม่มีวันผ่านมันมาได้ แต่แล้วในที่สุดก็ผ่านพ้นมันมาได้เสียที ผมไขกระจกรถลงแล้วปล่อยให้ลมพัดเข้ามาใส่ใบหน้า แทบจะได้กลิ่นของอากาศวันที่เรียนจบโทเลย ผมจึงคิดว่า วิธีการต่อสู้กับความกลัว ไม่ใช่การหนีหรือการปฏิเสธ แต่กลับเป็นการไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัว และพิจารณามันให้ยาวนานถึงจุดหนึ่ง เราจะค่อยๆ ชิน และทนทานมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ กราฟของความรู้สึกกลัว ไม่ได้เป็นแบบกราฟเส้นตรงที่ลากชัน สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่มันจะสูงชันขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราได้เรียนรู้แล้ว แล้วมันจะค่อยๆ ลดระดับลง แล้วเมื่อผ่านมันมาได้ เราก็จะเติบโตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ผมรู้สึกว่าดีแล้วที่ตอบตกลงมาเล่นเกมนี้ ถ้าหากปฏิเสธไปตั้งแต่ตอนที่ทีมงานมาสัมภาษณ์ จิตใจผมในวันนี้ ก็คงยังวนเวียนอยู่กับความกลัวแบบเดิมๆ

...

7 comments:

grappa said...

ไม่รู้ว่าพูดเรื่องเดียวกันหรือเปล่านะ
อ่านแล้วก็รู้สึกเป็นความกลัวของชนชั้นกลางน่ะ
ความคิดคำนึงถึงความกลัวอะไรเทือกนั้น

พี่กลับคิดถึงคนที่เขาเผชิญหน้ากับความกลัวจริงๆ
อย่างเช่น คนที่ยากจน ฯลฯ

หรือไม่ก็ลองทำธุรกิจดูดิ
มีเรื่องให้หัวใจเต้นแรงบ่อยๆ 555

Anonymous said...

ใช่ ถ้าเราหนีเราก็แพ้ความกลัว

Anonymous said...

แล้วผลการแข่งขันละ ไม่ยักบอกว่าเอาชนะความกลัวขึ้นไปอีกขั้นได้รึเปล่า

grappa said...

นึกว่าจะแพร่ภาพวันจันทร์นี้เสียอีก
อุตส่าห์รอดู ^^

เด็กเพชร said...

การค้นพบอะไรด้วยตัวเราเองเป็นสิ่งที่มักทำให้เราอิ่มเอิบใจ

การค้นพบอะไรแบบนี้ของเธอเป็นสิ่งที่ทำให้เราอิ่มเอิบใจจริงๆ

Anonymous said...

สวัสดีค่ะ
อ่านกระทู้นี้จากGoogle ค่ะ เพราะกำลัวหาข้อมูลรายการอัจฉริยะข้ามคืนอยู่........เท่าที่อ่านกำลังรู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมสถานการณ์เดียวกัน ความรู้สึกเหมือนๆกันเลยนะคะเพราะถูกรายการเชิญไปแข่งขันเหมือนกันคงเร็วๆนี้ อยากคุยผ่านเมล์มากกว่าค่ะ
อยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะว่ารูปแบบเป็นอย่างไรมันน่ากลัวเหมือนที่เรารู้สึกหรือเปล่าคะ

เมล์มาที่ trcrauc@md.chula.ac.th
ขอบคุณค่ะ

Anonymous said...

trcrauc @md.chula.ac.th