Friday, March 16, 2007

ความจริงแท้ของชีวิต

...

ความจริงแท้ของชีวิต ที่ได้ถูกละทิ้งไว้เบื้องหลัง ระหว่างการมุ่งหน้าไปค้นหาตัวตน จนเมื่อถึงวันที่หันมองกลับมา เรากลับแปลกแยกกับมันเสียแล้ว






...

8 comments:

Anonymous said...

ฝากสวัสดีแม่กับป๊าด้วย ขอให้แม่กับป๊าสุขภาพแข็งแรงค่ะ - j-i-g-s-a-w

grappa said...

หลา่นน่ารักมากอ่ะ

อย่างที่คุยกัน พี่รู้สึกว่าการอยู่"ระหว่าง" มันสร้างความเจ็บปวด
ความรู้สึกที่ว่า ไม่ได้เป็นคนของที่หนึ่งที่ใดเลย
ตามติดตัวเราตอลด
นี่ขนาด จขบ.เป็นคนกรุงเทพ มีญาติๆ อยู่ที่นี่อยู่ที่นี่ยังรู้สึก"แยกห่าง" จากความจริงแท้ของตัวเอง
แล้วคนที่จากบ้านมานานแล้วล่ะ
มีอะไรให้เค้ามองกลับไป

หลังๆ มานี่พี่กลับบ้านที่ต่างจังหวัดน้อยมาก
สาเหตุหนึ่งเพราะว่าญาติๆ เค้าขึ้นมาหาบ่อยด้วย
เวลากลับบ้าน เราจะรู้สึกว่านี่คือบ้านเรา แต่เราไม่รู้จัก มันเสียแล้ว เราไม่รู้จะคุยอะไรกับ"บ้าน"ของเรา
กับคนที่เป็น"ความจริงแท้" ของเรา
แน่นอนเรายังมีสายใยบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่

ส่วนที่เราอยู่ปัจจุบัน เรายิ่งแยกห่างออกไปอีก
เราแขวนลอยกับมันมาก
ถ. ข้าวสาร, สยาม, พารากอน,โรงหนัง,หนังสือที่เราอ่าน ฯลฯ
ที่เหล่านี้ยิ่งไม่ใช่"ที่" ไม่ใช่ "ความจริงแท้" ของเราเลย แต่เราก็ต้องมาแขวนลอยอยู่กับมัน
For WHat ? (วะ)
อะไรที่ทำให้เราเป็นแบบนี้
เราเลือกมัน หรือ มันเลือกเรา
หรือมันมาโดยเราไม่ได้เชื้อเชิญ

หรือบางทีอาจมีสักคำไว้ปลอบใจเราเอง
"เราเลือก" ชีวิตแบบนี้ไง
เลือกที่จะมีชีวิตอยู่" ระหว่าง"
(จริงๆ ก็แอบตั้งคำถามอีก
ชีวิตนี้เราเลือกได้เหรอ? )

ToffyInLove said...

หวัดดีครับคุณพี่อ๋อง...

ท้อฟเคยประสบภาวะ "นี่ไม่ใช่ที่ของเรา" และ "ที่ของเราอยู่ไหน" มาแล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่

ท้อฟอยู่ที่เพชรบูรณ์มาถึงห้าขวบได้มั้งครับ แล้วก็มาโตที่กรุงเทพตลอด เวลาจะ definition ตัวเองว่าเป็นคนที่ไหนจึงค่อนข้างลำบาก เพราะเราเกิดที่เพชรบูรณ์ โอเคแหละว่าปิดเทอมก็กลับไปบ้าง แต่เราแทบไม่รู้จักบ้านเกิดของตัวเราเลย โลกของท้อฟที่เพชรบูรณ์มันแคบมาก มีอยู่ไม่กี่ที่ ในขณะที่กรุงเทพฯ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเราซะทีเดียว ท้อฟอาจจะรู้จักกรุงเทพมากกว่าเพชรบูรณ์ แต่เทียบกันแล้วท้อฟไม่อาจเรียกว่านี่มันเป็นที่ของเราได้ ความรู้สึกลักลั่นแบบนี้ยังคงอยู่ในใจเสมอมา...

แม้กระทั่งบ้านตัวเองก็เถอะ ท้อฟอยู่กับมันทุกวันก็จริง แต่ท้อฟรู้จักมันน้อยมาก ทุกวันนี้มีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ มีคนสวนคอยแต่งสวนให้ มีคนคอยดูแลรถยนต์ให้ คนเหล่านี้รู้จักบ้านท้อฟดีกว่าท้อฟอีกในบางมุม เคยไหมครับที่กลับมาบ้านแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย...นี่มันบ้านกรูเหรอวะ (ไม่ได้แปลว่าปกติกลับบ้านคนอื่นนะครับพี่อ๋อง อิอิ...)

ฟังดูเป็นความเหงาของคนเมืองนะครับ (Urban...GM มากๆ)

บางที Somewhere I belong ของท้อฟอาจจะเป็นข้างในหัวใจของใครก็ได้ (เมาแล้วกรู...)

ท้อฟฟี่...ร้อนแรงทุกสัมผัส ร้อนรักทุกองศา ร้อนฉ่าทุกลีลา เริงร่าทุกนาที

ark said...

เป็นสารแขวนลอย

Anonymous said...

หลานน่าแกล้ง ไม่ใช่สิ น่ารักดี หุหุ
เราเป็นคนนึงที่ชอบแกล้งหลาน สนุกมาก

ส่วนเรื่องความห่างกับครอบครัว ถึงจะอยู่บ้านเดียวกัน คุยกันทุกวัน แต่พอเราโตขึ้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่าเรากับ 'เค้า'ต่างกันค่อนข้างมาก
(เหมือนเรื่องกาแฟแก้วละ 5 บาทกับกาแฟแล้วละเป็นร้อยของสตาร์บัคส์--ของคุณสวยนอกซอย และเค้กชิ้นละ90ที่ชอบกินกับขนมหวานของแม่เรา)

ไม่รู้ว่าบ้านอื่นเปนไง
แต่เห็นด้วยนะว่ามันเป็น gap ที่เลี่ยงไม่ได้ แล้วคนรุ่นหลังๆอย่างเราๆก้ออยู่ในช่วงที่กลับตัวไม่ค่อยได้เหมือนกัน

สุดท้ายรวมๆก้อเรานี่แหละที่ต้องทำให้มันง่ายแล้วก็เป็นธรรมชาติ ก้อบอกแล้วว่าชีวิตมันใช้ยาก
'As Good as It Gets'นี่แหละดีที่สุด


จะว่าไปรูปที่ถ่ายกับหลาน ก็กลมกลืนดีนะ
แล้วก็อย่าลืมถ่ายภาพหลานเก็บไว้เยอะๆ เค้าจะได้ดีใจ(คิดเอาเองน่ะ เพราะตอนเด็กๆพ่อถ่ายรูปตลกๆไว้เยอะเลย)

myblackcomedy

invisible said...

หลานสาวน่ารักจังค่ะ ^-^

เราไม่ได้อยู่กับพ่อ-แม่มาสิบกว่าปีแล้ว
แต่ไม่เคยรู้สึกแปลกแยกเวลากลับไปเลย

เวลาเรามีปัญหาอะไร...
ที่นี่แหละเป็นที่สุดท้ายที่เรานึกถึง
เราเคยเจอปัญหาครั้งร้ายแรงที่สุดของชีวิตที่เมืองกรุง
ที่นี่ก็ยัง..เป็นที่สุดท้ายที่เรานึกถึง
และที่นี่แหละ..เป็นที่ที่รักษาให้เราหาย

เวลากลับบ้านทีไร...
เรายังมีความรู้สึกเหมือนเดิมเหมือนเมื่อก่อน
และคนที่บ้านก็ปฏิบัติและคงรู้สึกเหมือนเมื่อก่อน

บล็อกนี้ทำให้คิดถึงบ้านจังเลยค่ะ...

yodmanud^ying said...

รูปถ่ายกับหลานน่ารักดีจ้ะ

บางทีแค่มองโลกในแง่ดี เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทุกที่และทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่เว่อ ลองจิ

Comment No. 8 said...

บางทีอาจไม่ได้รุนแรงถึงกับรู้สึกแปลกแยกก็ได้นะ แค่ว่าเสียความเคยชินไปช่วงนึง พอกลับมาทำบ่อย การเป็นส่วนหนึ่งมันก็กลับมาใหม่

ป.ล. ป๊าหล่อเสมอ หน้าตาดูอบอุ่นเช่นเคย ชายในฝันเลยเนี่ย..ย..